หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 [12] 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 ... 433   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ชวนสมาชิกทำปุ๋ยหมักวิธีใหม่ของแม่โจ้ ไม่ต้องพลิกกลับกอง (มีสารบัญ)  (อ่าน 2323298 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดวงพร
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4714


คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกทำชีวิตให้ดีได้


« ตอบ #176 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 07:40:30 AM »

อาจารย์มาสอนและมาตรวจคำถามนักเรียนแต่เช้า...นะคะ จริงค่ะอาจารย์ถ้าคนทำเกษตรดวงตาเห็นธรรมเหมือนที่อาจารย์ว่าเราก็จะไม่ต้องหวังพึ่งทางราชการ ต้นทุนการทำเกษตรต่ำ การเป็นหนี้ก็จะไม่มี นักการเมืองก็จะหว่านประชานิยมแบบแจกก็จะไม่เกิดเพราะเกษตรกรรากหญ้าพึ่งตัวเองมีอยู่มีกิน แต่...กว่าจะดวงตาเห็นธรรมเหมือนที่อาจารย์คิด พี่ดวงพรคิดว่า (ไม่รู้ใครอายุมากกว่าใครน่ะนะ ปี 2512 ค่ะ) รุ่นเราล้มหายตายจาก จะเห็นธรรมกันซักถึง 20% ประชากรไทยไม่รู้นะคะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ;Dแต่แนวทางที่อาจารย์แนะนำนี้พี่ดวงพรจะนำไปใช้เมื่อได้กลับไปทำเกษตรเต็มเวลาค่ะ เพราะกันที่ไว้ทำสวนผสมอยู่ประมาณ17ไร่ อนาคต(ถ้ายังร่างกายแข็งแรงดี มีอายุยืนนาน ไม่ตายเสียก่อน)ตั้งใจอย่างนั้นจริงๆค่ะ
อยากทำแปลง 17ไร่นี้เป็นสวนผสมที่จะเป็นที่ให้ชุมชนได้เรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ ค่ะ ตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ;Dตอนนี้ยังติดบ่วงพันธนาการเรื่องความรับผิดชอบต่อ ลูกๆ เลยต้องทำภารกิจส่งเขาข้ามฝั่งเสียก่อนเลยจำทนอยู่เมืองฟ้าอมรต่อซักระยะ ค่ะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

tera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4191


« ตอบ #177 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 09:25:58 AM »

อาจารย์มาสอนและมาตรวจคำถามนักเรียนแต่เช้า...นะคะ จริงค่ะอาจารย์ถ้าคนทำเกษตรดวงตาเห็นธรรมเหมือนที่อาจารย์ว่าเราก็จะไม่ต้องหวังพึ่งทางราชการ ต้นทุนการทำเกษตรต่ำ การเป็นหนี้ก็จะไม่มี นักการเมืองก็จะหว่านประชานิยมแบบแจกก็จะไม่เกิดเพราะเกษตรกรรากหญ้าพึ่งตัวเองมีอยู่มีกิน แต่...กว่าจะดวงตาเห็นธรรมเหมือนที่อาจารย์คิด พี่ดวงพรคิดว่า (ไม่รู้ใครอายุมากกว่าใครน่ะนะ ปี 2512 ค่ะ) รุ่นเราล้มหายตายจาก จะเห็นธรรมกันซักถึง 20% ประชากรไทยไม่รู้นะคะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ;Dแต่แนวทางที่อาจารย์แนะนำนี้พี่ดวงพรจะนำไปใช้เมื่อได้กลับไปทำเกษตรเต็มเวลาค่ะ เพราะกันที่ไว้ทำสวนผสมอยู่ประมาณ17ไร่ อนาคต(ถ้ายังร่างกายแข็งแรงดี มีอายุยืนนาน ไม่ตายเสียก่อน)ตั้งใจอย่างนั้นจริงๆค่ะ
อยากทำแปลง 17ไร่นี้เป็นสวนผสมที่จะเป็นที่ให้ชุมชนได้เรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ ค่ะ ตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ;Dตอนนี้ยังติดบ่วงพันธนาการเรื่องความรับผิดชอบต่อ ลูกๆ เลยต้องทำภารกิจส่งเขาข้ามฝั่งเสียก่อนเลยจำทนอยู่เมืองฟ้าอมรต่อซักระยะ ค่ะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

- ขออนุญาตแนะนำนะครับพี่คุณครูใหญ่ ตามประสาคนเคยเจ๊งมา

- ผมเกิดปี 2501 ครับ  ตกใจ

- ผมคิดว่า 17 ไร่น่าจะมากไป เกินกำลัง ไหนจะมีปัญหาคนงาน ไหนจะเอาหญ้าไม่ทัน

- ผมคิดว่าพี่คุณครูใหญ่ทำเองสักครึ่งเดียว อีกครึ่งแบ่งให้เพื่อนบ้านทำ น่าจะเป็นความพอเพียงกว่า ไม่ทรมานร่างกายมากเกินไป จะได้มีเวลานั่งชื่นชมธรรมชาติ อยู่กับตัวเอง อยู่กับคุณพ่อของลูก ดื่มชาตอนบ่าย ในขณะที่ร่างกายเราเริ่มทรุดโทรมลงไปเรื่อย ๆ

- ตอนนี้ผมเตรียมตัวเตรียมใจกับการเกษียณในอนาคต แล้วพบว่า ยังไม่ทันไรร่างกายก็เริ่มทรุดโทรม เป็นโรคกระเพาะคุกคาม ทำให้ต้องงดขาหมู ข้าวมันไก่ แกงกะทิ ต้องไปสแกนตับทุก 6 เดือนเพราะเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี (ตรวจแล้วปกติดีอยู่ แต่ตรวจไปด้วยความอยากอยู่ไปนาน ๆ) ตอนนี้เลยเข้าใจแล้วว่า อะไรสำคัญที่สุดในเวลาที่เหลืออยู่ สำหรับผมสิ่งสำคัญก็คือ มีเวลาที่สงบ ๆ อยู่กับคุณแม่ลูก เที่ยวและพักผ่อนมาก ๆ เพราะที่ผ่านมาได้ทำงานหนักพอสมควร ผ่านอะไรก็มาก เห็นอะไรก็เยอะ เงินที่ออมไว้ก็น่าจะพอสำหรับสองตายาย ลูก ๆ ก็ไม่มีอะไรต้องห่วงครับผม   

- ผมอาจจะมองเห็นแค่บางด้านของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จที่ได้ไปสัมผัสมา ผมคิดว่าใช่เลย แต่ละรายทำกันแค่ไร่เดียวครับ อย่างมาก 6 ไร่ ทำผสมผสาน ไม่ต้องจ้างใคร มีรายได้ต่อเนื่อง เป็นตัวอย่างในชุมชน แต่ก็เหนื่อยนะครับ ไม่มีวันหยุด (ที่น่าแปลกคือ ไม่มีใครปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน และพีชเศรษฐกิจอื่นที่มีความเสี่ยง)

 
บันทึกการเข้า
wirot
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2303



« ตอบ #178 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 09:48:59 AM »


สังขารไม่เที่ยง มีแต่นาฬิกาที่เที่ยงวันละสองหน เห็นด้วยกับอาจารย์ธีระครับ เวลาทุกคนเหลือน้อยลงทุกขณะ
บันทึกการเข้า

ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง
แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง
ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง
จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง
konthain(นพ)
Administrators
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #179 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 09:50:37 AM »

อาจารย์มาสอนและมาตรวจคำถามนักเรียนแต่เช้า...นะคะ จริงค่ะอาจารย์ถ้าคนทำเกษตรดวงตาเห็นธรรมเหมือนที่อาจารย์ว่าเราก็จะไม่ต้องหวังพึ่งทางราชการ ต้นทุนการทำเกษตรต่ำ การเป็นหนี้ก็จะไม่มี นักการเมืองก็จะหว่านประชานิยมแบบแจกก็จะไม่เกิดเพราะเกษตรกรรากหญ้าพึ่งตัวเองมีอยู่มีกิน แต่...กว่าจะดวงตาเห็นธรรมเหมือนที่อาจารย์คิด พี่ดวงพรคิดว่า (ไม่รู้ใครอายุมากกว่าใครน่ะนะ ปี 2512 ค่ะ) รุ่นเราล้มหายตายจาก จะเห็นธรรมกันซักถึง 20% ประชากรไทยไม่รู้นะคะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ;Dแต่แนวทางที่อาจารย์แนะนำนี้พี่ดวงพรจะนำไปใช้เมื่อได้กลับไปทำเกษตรเต็มเวลาค่ะ เพราะกันที่ไว้ทำสวนผสมอยู่ประมาณ17ไร่ อนาคต(ถ้ายังร่างกายแข็งแรงดี มีอายุยืนนาน ไม่ตายเสียก่อน)ตั้งใจอย่างนั้นจริงๆค่ะ
อยากทำแปลง 17ไร่นี้เป็นสวนผสมที่จะเป็นที่ให้ชุมชนได้เรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ ค่ะ ตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ;Dตอนนี้ยังติดบ่วงพันธนาการเรื่องความรับผิดชอบต่อ ลูกๆ เลยต้องทำภารกิจส่งเขาข้ามฝั่งเสียก่อนเลยจำทนอยู่เมืองฟ้าอมรต่อซักระยะ ค่ะ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


- ขออนุญาตแนะนำนะครับพี่คุณครูใหญ่ ตามประสาคนเคยเจ๊งมา

- ผมเกิดปี 2501 ครับ  ตกใจ

- ผมคิดว่า 17 ไร่น่าจะมากไป เกินกำลัง ไหนจะมีปัญหาคนงาน ไหนจะเอาหญ้าไม่ทัน

- ผมคิดว่าพี่คุณครูใหญ่ทำเองสักครึ่งเดียว อีกครึ่งแบ่งให้เพื่อนบ้านทำ น่าจะเป็นความพอเพียงกว่า ไม่ทรมานร่างกายมากเกินไป จะได้มีเวลานั่งชื่นชมธรรมชาติ อยู่กับตัวเอง อยู่กับคุณพ่อของลูก ดื่มชาตอนบ่าย ในขณะที่ร่างกายเราเริ่มทรุดโทรมลงไปเรื่อย ๆ

- ตอนนี้ผมเตรียมตัวเตรียมใจกับการเกษียณในอนาคต แล้วพบว่า ยังไม่ทันไรร่างกายก็เริ่มทรุดโทรม เป็นโรคกระเพาะคุกคาม ทำให้ต้องงดขาหมู ข้าวมันไก่ แกงกะทิ ต้องไปสแกนตับทุก 6 เดือนเพราะเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี (ตรวจแล้วปกติดีอยู่ แต่ตรวจไปด้วยความอยากอยู่ไปนาน ๆ) ตอนนี้เลยเข้าใจแล้วว่า อะไรสำคัญที่สุดในเวลาที่เหลืออยู่ สำหรับผมสิ่งสำคัญก็คือ มีเวลาที่สงบ ๆ อยู่กับคุณแม่ลูก เที่ยวและพักผ่อนมาก ๆ เพราะที่ผ่านมาได้ทำงานหนักพอสมควร ผ่านอะไรก็มาก เห็นอะไรก็เยอะ เงินที่ออมไว้ก็น่าจะพอสำหรับสองตายาย ลูก ๆ ก็ไม่มีอะไรต้องห่วงครับผม   

- ผมอาจจะมองเห็นแค่บางด้านของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จที่ได้ไปสัมผัสมา ผมคิดว่าใช่เลย แต่ละรายทำกันแค่ไร่เดียวครับ อย่างมาก 6 ไร่ ทำผสมผสาน ไม่ต้องจ้างใคร มีรายได้ต่อเนื่อง เป็นตัวอย่างในชุมชน แต่ก็เหนื่อยนะครับ ไม่มีวันหยุด (ที่น่าแปลกคือ ไม่มีใครปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน และพีชเศรษฐกิจอื่นที่มีความเสี่ยง)

 

เอามาฝากท่านอาจารย์ tera ครับ  ยิงฟันยิ้ม

ยาสมุนไพรสำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน

ยาสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร

1. ขมิ้นชัน
         ชื่อวิทยาศาสตร์    Curcuma longa Linn., Curcuma domesticaVal.
         ชื่อท้องถิ่น          ขมิ้น (ทั่วไป) ขมิ้นแกง ขมิ้นหยวก ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้มิ้น หมิ้น(ใต้) ตายอ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร) สะยอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
         ลักษณะของพืช
            ขมิ้นมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ประเทศอินเดีย จีน และหมู่เกาะ อินเดียตะวันออกปัจจุบันมีการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ อย่างแพร่หลายในประเทศเขตร้อน ขมิ้นเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน อายุหลายปี ถึงฤดูแล้งใบจะโทรม เมื่อย่างเข้าฤดูฝนเริ่มแตกใบขึ้นมาใหม่เนื้อในของเหง้ามีสีเหลืองเข้มจนถึงสีแสดเข้ม มีกลิ่นหอมเฉพาะ ใบเป็นใบเดี่ยว ก้านยาว ใบเหนียว เรียวและปลายแหลม กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม. ดอกเป็นดอกช่อ มีก้านช่อแทงจากเหง้าโดยตรง ดอกย่อยสีเหลืองอ่อน กลีบประดับสีเขียวอมชมพู ดอกบานครั้งละ 3-4 ดอก ผลรูปกลม มี พู

         ส่วนที่ใช้เป็นยา          เหง้าแห้ง
         ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา    เก็บเมื่อขมิ้นอายุราว 7-9 เดือน
         รสและสรรพคุณยาไทย รสฝาด กลิ่นหอมแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน ขับลม ท้องร่วง
         ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
                 เหล้าขมิ้นมีน้ำมันหอมระเหยประมาณร้อยละ 22-6 เป็นน้ำมันสีเหลือง มีสารหลายชนิด คือ Turmerone, Zingiberene, Borneol เป็นต้น และมีสารสีเหลืองส้ม คือ เคอร์ควิมิน (Curmumin) ประมาณร้อยละ 1.8-5.2

           การศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่า ขมิ้นมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ขับน้ำดี และฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบได้ โดยที่ฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะเกิดจากสารเคอร์คิวมิน ขนาด 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทำให้เกิดการกระตุ้น การหลั่ง mucin ออกมาเคลือบกระเพาะ แต่ถ้าใช้ขนาดสูงอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้ ส่วนฤทธิ์ลดการอักเสบเกิดจากสารเคอร์คิวมินและน้ำมันหอมระเหย ทำให้ขมิ้นมีผลช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากแผลในกระเพาะได้

             ฉวีวรรณ พฤกษ์สุนันท์ และคณะ (2529) ศึกษาผลของยาแคปซูลขมิ้นในผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องเนื่องจากแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กดูโอนินั่ม โดยดูการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผนังภายในกระเพาะอาหารและสำไส้เล็กดูโอนินั่ม ด้วยกล้องส่องตรวจ (Endoscope) ในผู้ป่วยชาย 8 ราย หญิง 2 ราย อายุระหว่าง 16-60 ปีผู้ป่วยที่มีแผลเปื่อย10 ราย นี้เป็น D.U. 2 ราย มีขนาดแผล 0.5-1.5 ซม. โดยให้รับประทานขมิ้นชันขนาดแคปซูลละ 250 มก.ครั้งละ 2 แคปซูล ก่อนอาหาร 3 มื้อ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง และก่อนนอน ปรากฏผลว่า แผลของผู้ป่วยหายเรียบร้อยดี 6 ราย คิดเป็น 60 % ในระยะเวลา 4-12 สัปดาห์ ในจำนวนนี้ถ้าแสดงผลการหายของแผลเรียบร้อยภายในเวลา 4 สัปดาห์ ได้เป็น 50%

           อัญชลี อินทนนท์ และคณะ (2529) ได้ทำการทดลองใช้ขมิ้นรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องซึ่งเชื่อว่าเป็นอาการของโรคแผลเปปติค (Peptic Ulcer) โดยเปรียบเทียบกับการใช้ไตรซิลิเกต (Trisiligate) ซึ่งเป็นยาลดกรดขององค์การเภสัชกรรม ได้ผลดังนี้ คืออาการดีขึ้นมากหลังรักษาด้วยขมิ้นชัน ครบ 12 สัปดาห์ จำนวน 15 ราย คิดเป็น 60% หายปกติ 1 ราย คิดเป็น 58 % อาการดีขึ้นมาก หลังรักษาด้วยไตรซิลิเกต 5 ราย คิดเป็น 50 % หายปกติ 4 ราย คิดเป็น 40 %

          ขมิ้นเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง การศึกษาพบว่าขมิ้น ไม่มีพิษเฉียบพลันและไม่มีผลในด้านก่อกลายพันธุ์ และในการวิจัยทางคลินิกของ ฉวีวรรณ พฤกษ์สุนันท์และคณะ (2529) ได้ศึกษาเคมีเลือดผู้ป่วยที่รับการ ทดลองจำนวน 30 คน ก่อนและหลังรับประทานขมิ้นติดต่อกันนาน 4 สัปดาห์ ไม่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงในผลเคมีเลือดที่บ่งถึงการตรวจหน้าที่ตับและไต และฮีมาโตโลยี ส่วนผลแทรกแซง พบอาการท้องผูก ราย แพ้ยามีผื่นที่ผิวหนัง 2 ราย

         วิธีใช้
                   ขมิ้นใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารโดยการนำเหง้าแก่สดล้างให้สะอาด (ไม่ต้องปอกเปลือก) หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ตากแดดจัดสัก 1-2 วัน บดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน หรือบรรจุแคปซูล เก็บไว้ในขวดสะอาดและมิดชิด รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน
                   บางคนรับประทานขมิ้นแล้วอาจมีอาการแพ้ขมิ้น เช่นคลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดหัวนอนไม่หลับ เป็นต้น หากมีอาการดังกล่าวให้หยุดยาและเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่นแทน

ยาสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร

2 กล้วย
     ชื่อวิทยาศาสตร์    Musa sapientum Linn.
     ชื่อท้องถิ่น            -
     ลักษณะพืช
              กล้วยเป็นพืชเมืองร้อนและเป็นพืชที่คุ้นเคยกับคนไทยมาช้านาน เพราะเกือบทุกส่วนของกล้วยมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน กล้วยเป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นตรง รูปร่างกลม มีกาบใบหุ้มซ้อนกัน ใบสีเขียวขนาดใหญ่ ขอบใบขนานกัน ช่อดอกคือหัวปลี มีลักษณะห้อยหัวลงยาว 1-2 ศอก มีดอกย่อยออกเป็นแผง กลายเป็นผลติดกัน เรียกว่าหวี เรียงซ้อนและติดกันที่แกนกลางเรียกว่าเครือ
ส่วนที่ใช้เป็นยา ผลกล้วยดิบหรือผลห่าม

      ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา     เก็บผลกล้วยช่วงเปลือกเป็นสีเขียว ต้นกล้วยจะให้ผลเมื่ออายุ 8-12 เดือน
     รสและสรรพคุณยาไทย  รสฝาด ฤทธิ์ฝาดสมาน
     ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
                 กล้วยดิบประกอบด้วยสารประกอบหลายชนิด คือ Tannin , Serotonin, Norepinephnine, Dopamin และ Catecholamine สารเหล่านี้อยู่ในเนื้อและเปลือกของกล้วยสำหรับกล้วยสุกมี pectin , Essential oil, Norepinephrine และกรดอินทรีย์หลายชนิด

         ปี คศ. 1964 Best และคณะ ได้พบว่าผงกล้วยดิบมีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะหนูขาว ซึ่งเกิดจากการให้ aspirin โดยสามารถใช้ทั้งป้องกันและรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ ในการป้องกันจะใช้ขนาด 5 กรัม ส่วนการรักษาใช้ขนาด 7กรัม และถ้าเป็นสารสกัดด้วยน้ำจะมีฤทธิ์แรงเป็น 800 เท่าของผงกล้วย ผู้วิจัยเข้าใจว่ากล้วยดิบไปกระตุ้นให้เซลล์ในเยื่อบุกระเพาะหลั่งสารพวก mucin ออกมาเคลือบกระเพาะ กล้วยจะดีกว่ายาพวก Aluminium hydroxide, Cimetidine หรือ Postaglandin ซึ่งมีฤทธิ์เฉพาะป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะเท่านั้น แต่ไม่สามารถรักษาแผลที่เกิดแล้วได้

      วิธีใช้
            นำกล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่นตากแดดประมาณ 2 วัน หรืออบให้แห้งในอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส และบดเป็นผง วิธีรับประทานโดยการนำผงกล้วยดิบครั้งละครึ่งถึงหนึ่งผล ชงน้ำหรือผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มหรือนำผงกล้วยดิบมาปั้นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร และก่อนนอน รับประทานแล้วอาจมีอาการท้องอืดเฟ้อ ป้องกันได้โดยใช้ร่วมกับยาขับลม เช่น น้ำขิง พริกไทย เป็นต้น
สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน, “ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน”

ข้อมูลจาก http://www.yasiam.com/txt/drg451230a.html


มีโรคชนิดหนึ่งที่คนเป็นกันมากและรักษาไม่รู้จักหาย เป็นแล้วทรมาน กินก็ปวดท้อง ไม่กินก็ปวดท้อง ถ้าอาการหนักก็ถึงขั้นถ่ายเป็นเลือด หน้าซีดหน้าเซียว อาหารแต่ละมื้อก็กินแต่รสจืดชืด จะกินให้แซบ ๆ ก็กินกับเขาไม่ได้ ไปหาหมอก็ได้แต่ยาน้ำสีขาว ๆ มากินเคลือบกระเพาะ และยาขับลม ไปหาหมอสมุนไพรก็อาจได้ขมิ้นชัน หรือเปล้าน้อย หรือกล้วยดิบตากแห้งบดผงมาชงกิน ถ้าเป็นไม่มากก็อาจหาย หรือถ้าตั้งใจกินก็อาจหาย แต่ปัญหาของคนป่วยส่วนมากคือขี้เกียจกินยา หรือลืมกินยา นี่แหละที่ทำให้ป่วยเรื้อรังกันเป็นส่วนมาก แล้วไอ้เจ้าโรคกระเพาะนี่มันต้องขยันกินยาซะด้วยซี จะกินบ้างไม่กินบ้างก็ไม่ได้ ลองคิดดูเถอะครับ แผลที่เป็นภายนอกทายาทุกวันยังหายช้า และเราก็คอยระวังไม่ให้บาดแผลสกปรก แต่แผลที่ถูกสารพัดอาหารรดราดลงไปทุกวัน ๆ ละหลาย ๆ ครั้ง นอกจากนั้นก็ยังมีน้ำกรดย่อยอาหารหลั่งออกมารดราดอยู่วันละหลาย ๆ ครั้งเช่นกัน นึกดูเถอะว่ามันสาหัสขนาดไหน และมันจะหายง่าย ๆ ได้อย่างไร หรือด้วยยาสมุนไพรวิเศษขนานใด

 สมุนไพรที่สามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหารมีชนิดในเมืองไทย เพียงแต่ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ ไทยวิจัยกันอย่างจริงจัง แต่ชาวบ้านหรือหมอพื้นบ้านบางคนรู้สรรพคุณของมันดี และใช้กันมาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว เช่นสาบเสือ คนเหนือเรียกหญ้าแมงวาย คนอีสานเรียกหมาหลง เวลาขึ้นตรงไหนก็แพร่หลายจนเป็นต้นเป็นกอติด ๆ กันหนาแน่น หมาเข้าไปยังหาทางออกไม่ได้ จึงเรียกหมาหลง ส่วนที่เรียกแมงวายก็เพราะมีสารที่กำจัดแมลงได้ สังเกตดูเถอะ ไม่มีแมลงตัวไหนที่กินใบไม้ชนิดนี้ ส่วนชื่อสาบเสือนั้นเกิดจากกลิ่นของใบ แต่เคยเข้าใกล้เสือก็ไม่เห็นว่ามันจะเหมือนกลิ่นเสือตรงไหน ฟาร์มผึ้งชอบสาบเสือมาก หากพบดงสาบเสืออยู่ตรงไหนเขาจะนำรังผึ้งไปวางไว้ในบริเวณนั้น จึงได้น้ำผึ้งกลิ่นดอกสาบเสือ ซึ่งไม่เหม็นเหมือนใบของมัน

สาบเสือมีสรรพคุณในการรักษาแผลและห้ามเลือดได้ดีมาก ใครโดนมีดบาดจนเลือดไหล ลองขยี้ใบสาบเสือโปะที่บาดแผลดูเถอะ เลือดจะหยุดทันที และแผลจะแห้งหายเร็ววัน เพราะเหตุนี้จึงมีชาวบ้านบางคนทดลองเอาใบสาบเสือมาคั้นเอาแต่น้ำดื่มกินลงไป แผลในกระเพาะอาหารก็หายเร็ววันเช่นกัน แต่ก็ต้องทนกลิ่นฉุนของมัน และคงไม่ได้ดื่มครั้งเดียวหรอกครับ ทางที่ดีคั้นเอาน้ำใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้ ดื่มก่อนอาหารวันละ 3-4 ครั้ง คงหายเร็ววันแน่นอน

สมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่ให้ผลเป็นเลิศในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารคือ กลิ้งกลางดง ทางเหนือเรียกมะหำเบ้า เป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันขึ้นต้นไม้ใหญ่ แต่เป็นไม้ล้มลุก เจริญงอกงามในฤดูฝน พอถึงหน้าแล้งเถาและใบก็โทรมแห้งเหลือแต่หัวอยู่ใต้ดิน ถึงหน้าฝนก็งอกเถาและใบขึ้นมาอีก มีใบโตสวยงามลักษณะแบบใบโพธิ์ มีร่องใบลึกชัด ใบโตขนาดฝ่ามือกลาง ติดผลที่เถา ผลโตขนาดลูกมะตูมหรือใหญ่กว่านั้นก็มีมาก ผลโตเต็มที่และหลุดร่วงประมาณมกราคม-มีนาคม เป็นไม้ขึ้นตามป่าริมชายเขา เมื่อผลหลุดหล่นก็กลิ้งลงไป จึงเรียกกลิ้งกลางดง พอถึงเดือน

 พฤษภาคม-มิถุนายน ผลว่านนี้จะงอกเถาหมด แม้เก็บไว้ในถุงฟางก็ยังงอกเถาอยู่ในถุงได้ ปลูกง่ายจริง ๆ เป็นว่านยาชนิดหนึ่งที่นักนิยมว่านชอบเล่น เชื่อกันว่าใครได้กินผลว่านนี้จะทำให้คงกระพัน และมีพละกำลังมาก วิธีใช้ทำยา หมอแผนโบราณที่รู้สูตรยานี้จะนำผลกลิ้งกลางดงมาบดเป็นผงผสมกับสมุนไพรอื่น ๆ แล้วผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน กินก่อนอาหารทุกมื้อ ไม่ถึงเดือนหรอกครับ โรคแผลในกระเพาะอาหารจะทุเลาหรือหายสนิท

และสิ่งใกล้ตัวผักพื้นบ้าน ที่ช่วยบรรเทาโรคกระเพาะคือ กระเจี๊ยบเขียว ครับ
ในกระเจี๊ยบเขียวมีเมือกเพคติน สมานแผลในกระเพาะได้ ที่สำคัญคือหารับประทานได้ง่าย

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
tera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4191


« ตอบ #180 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 10:07:37 AM »

- ขอบคุณคุณนพครับผม ซึ้งใจมากครับ  ยิ้มเท่ห์


Liked By: AMOL, Karamar
บันทึกการเข้า
deer art
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1238



« ตอบ #181 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 10:32:16 AM »

อาจารย์ครับนี่เป็กองปุ๋ยที่ผมทำก่อนได้อ่านกระทู้อาจารย์อาทิตย์หนึ่ง



เปลือกถั่วพร้ารองชั้นล่าง  รำอ่อนเป็นอาหารจุลินทรีย์ กากน้ำตาล
จุลินทรีไม่ใช้



ปุ๋ยคอกและขี้เลื่อยสลับเป็นชั้น



บนสุดถอนถั่วพร้ามาคลุม



แล้วเอาไวนิลผ้ามาคลุม  เพราะยังไม่ได้อ่านกระทู้


ตอนนี้ผมเปิดผ้าออกแล้วรดน้ำ



ผมยังมีฟางเหลือเฟืออีกเกือบ 300 ก้อน ขี้วัวควายก็ยังพอหาได้
แต่ต้องทำงานประจำเลยไม่มีเวลาขึ้นกองปุ๋ย ขึ้นกองเมื่อไหร่จะมาส่งการบ้านอีกคนครับ
บันทึกการเข้า

 *ขออภัย จำกัดสิทธิ์การใส่ Link-URL ในลายเซ็น*
tong3829
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 913


« ตอบ #182 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 10:34:23 AM »

ถามอีกครั้งเกี่ยวกับการใส่ปุ๋ยต้นไม้ครับ เข้าใจแล้วว่า ต้องฝังกลบถึงจะได้ผลดีที่สุด แต่ถ้ามีหลาย10ไร่คงลำบาก ถ้าผมเอาปุ๋ยหมักใส่รอบทรงพุ่มทั่วๆแล้วนำเอาแกลบ ฟาง หรือวัสดุต่างๆมาคลุมไว้จะได้ผลแบบฝังกลบไหมครับ รากเค้าจะลอยไหมครับ การนำปุ๋ยไปใส่ในนา นี่เราหว่านเลยใช่ไหมครับ ตอนข้าวกำลังโต ปุ๋ยจะเสียคุณค่าใหมครับ


Liked By: nongparei, AMOL, Karamar
บันทึกการเข้า
tera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4191


« ตอบ #183 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 10:45:41 AM »

อาจารย์ครับนี่เป็กองปุ๋ยที่ผมทำก่อนได้อ่านกระทู้อาจารย์อาทิตย์หนึ่ง



เปลือกถั่วพร้ารองชั้นล่าง  รำอ่อนเป็นอาหารจุลินทรีย์ กากน้ำตาล
จุลินทรีไม่ใช้



ปุ๋ยคอกและขี้เลื่อยสลับเป็นชั้น



บนสุดถอนถั่วพร้ามาคลุม



แล้วเอาไวนิลผ้ามาคลุม  เพราะยังไม่ได้อ่านกระทู้


ตอนนี้ผมเปิดผ้าออกแล้วรดน้ำ



ผมยังมีฟางเหลือเฟืออีกเกือบ 300 ก้อน ขี้วัวควายก็ยังพอหาได้
แต่ต้องทำงานประจำเลยไม่มีเวลาขึ้นกองปุ๋ย ขึ้นกองเมื่อไหร่จะมาส่งการบ้านอีกคนครับ


- คุณครูใหญ่ดวงพรครับ มีนักเรียนใหม่ครับผม คนนี้น่ากลัวเอาจริงครับ


Liked By: AMOL, Karamar, fajung
บันทึกการเข้า
ดวงพร
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4714


คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกทำชีวิตให้ดีได้


« ตอบ #184 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 10:52:34 AM »

ขอบคุณท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์เป็นรุ่นพี่ 1รอบพอดี ประทานอภัยสำหรับคำที่ใช้เรียกแทนตัวว่าพี่นะคะ โกรธ >:(เนื่องจากไปใหนๆใครๆก็เรียกพี่เลยติด

-อยากบอกเล่าให้อาจารย์ฟัง ค่ะ ดวงพรเป็นลูกเกษตรและยากจน ข้นแค้นมาก่อน (ขอใช้คำนี้น่ะค่ะเพราะไม่มีแม้แต่ ที่ดินทำกิน หรือที่ปลูกบ้าน) ครบเซ็ตความจนที่คนอิสานหลายๆครอบครัวเป็น เลยมีความมุ่งมั่นว่า ในชีวิตจะต้องหาที่ดินทำกินให้ได้เลยมุ่งหน้ามาขุดทองเมืองกรุงตามอย่างคนอิสานทั่วๆไป   มากรุงด้วยความมุ่งมั่นจะหาตังค์เพื่อไปซื้อที่ดินทำกินเพราะเป็นคนรักการทำเกษตรมาก และเห็น บรรพบุรุษทำแบบเดิมๆซ้ำๆมีแต่ยากจน เมื่อตอนที่จำความได้เคยมานั่งคิดว่า ทำนาเสร็จ ทำไมเขาไม่ทำสวนหว่า อายุประมาณ 7-8 ขวบก็ลงมือปลูกผักสวนครัวทุกชนิดเอง ขุดแปลงและทำอะไรเองหมด ปลูกทุกผักตามประสาเด็กๆ ปุ๋ยที่ใส่ผักก็ไปขุดเอา มูลวัว มูลไก่ ชาวบ้านมาใส่ผักที่ปลูกค่ะ  ผักงามมาก เมื่อปลูกแล้วก็นำผักที่ตัวเองปลูกไปขายที่ตลาดเอง สมัย 30กว่าปีก่อน วันละ 10-20 บาทนี่เยอะนะคะ ถีบจักรยานตั้งกะตี 5 นำผักที่ปลูกไปขายที่ลานตลาดสด เสียค่าที่ 1 บาท....ปลูกเองขายเองกำไรเน็ตๆ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม นั่นอดีตจริงๆค่ะ

-สำหรับเนื้อที่ 17ไร่ที่ว่าจะทำสวนผสม สำหรับดวงพรที่ตั้งใจไว้มันยังน้อยไปมากสำหรับที่คิดจะปลูก เพราะใน 17ไร่ที่คิดไว้ จะเป็นนาประมาณ 7ไร่ อีก 10ไร่จะเป็นพืชผสมผสาน พวกผลไม้ กะจะปลูก 108 อย่างไว้เป็นอาหารค่ะ สำหรับนานั้นให้คนเช่าทำและเขาก็มาช่วยงาน  อยากบอกว่า การทำเกษตรเหนื่อยแต่ทำได้เรื่อยๆกะว่าทำแบบพักผ่อนเพราะเตรียมตัวมานานสำหรับค่าครองชีพที่จะใช้จ่ายในยามแก่  และได้เตรียมตัวเองมาตลอดค่ะ

-มีประกันชีวิต เจ็บไข้ ป่วย ตาย มีค่าหัวและได้ทำให้ทุกคนในครอบครัวค่ะ ทั้งลูกและสามี
-มีอสังหาริมทรัพย์เล็กน้อยไว้พอเป็นค่าเช่าใช้จ่าย คาดว่าเดือน ละ หมื่น เกินเหลือพอเพราะเป็นคนอยู่น้อย กินน้อยใช้จ่ายประหยัดค่ะ
-สวนยางพารา ตามกระแส ทำแล้วเป็นเงินเดือนได้อีกทาง ค่ะ ราคาตกก็ไม่หวั่นเพราะมีต้นยางเหลือแน่ๆ ยิงฟันยิ้ม

-การเตรียมเกษียณ นั้น ดวงพร กะว่าจะหยุดงานประจำซักอายุ 47 ที่เหลือจะไปทำเกษตรผสมผสาน แนวเกษตรอินทรีย์ ค่ะและอยากทำให้เกิดผลจริงเพื่อที่จะได้ให้ ชุมชน ญาติพี่น้องได้เปลี่ยนแนวคิด ถึงได้พยายามศึกษา แนวอินทรีย์ และผสมผสานจากหลายที่ และดีใจที่ได้เป็นทีมงานเวป เกษตรพอเพียง ได้ความรู้มากมายอย่างคาดไม่ถึงและยังมาได้ความรู้ด้านการหมักปุ๋ยแบบง่าย จากอาจารย์อีกดีใจมากค่ะ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2012, 10:57:02 AM โดย ดวงพร » บันทึกการเข้า
sathit54
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 81


« ตอบ #185 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 10:54:58 AM »

เรียนถามแบบไม่ค่อยมีความรู้นะครับ
คือทำสวนยางครับ คิดไว้ว่าจะขุดบ่อ (หลุม)ตรงกลางร่องยาง ขนาด 1x1 ม @ 10 ม. แล้วจะเทปุ๋ยคอกลงไปเลย แล้วกลบ
ถามว่าคุณค่าปุ๋ยคอกที่ใส่ไปเลย กับปุ๋ยหมัก มันต่างกันมากรึเปล่าครับ


Liked By: tung3955, AMOL, Karamar
บันทึกการเข้า
tera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4191


« ตอบ #186 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 10:55:16 AM »

ถามอีกครั้งเกี่ยวกับการใส่ปุ๋ยต้นไม้ครับ เข้าใจแล้วว่า ต้องฝังกลบถึงจะได้ผลดีที่สุด แต่ถ้ามีหลาย10ไร่คงลำบาก ถ้าผมเอาปุ๋ยหมักใส่รอบทรงพุ่มทั่วๆแล้วนำเอาแกลบ ฟาง หรือวัสดุต่างๆมาคลุมไว้จะได้ผลแบบฝังกลบไหมครับ รากเค้าจะลอยไหมครับ การนำปุ๋ยไปใส่ในนา นี่เราหว่านเลยใช่ไหมครับ ตอนข้าวกำลังโต ปุ๋ยจะเสียคุณค่าใหมครับ

- โรยปุ๋ยหมักในทรงพุ่มแล้วเอาเศษพืชกลบก็ได้ครับ แต่คงลำบากน่าดูเวลารดน้ำกับให้ปุ๋ยเคมี

- ผมถึงไม่ค่อยชอบการเกษตรเชิงเดี่ยวที่มีพื้นที่มากครับ เพราะจะบริหารจัดการได้ไม่ดี หญ้าเอาไม่ทันเดี๋ยวคนงานก็จะถามถึงยาฆ่าหญ้า แล้วจะเล่าให้ฟังเรื่องสตรอเบอรี่ที่เชียงใหม่ กรณีเดียวกันเลยครับ  

- รากต้นไม้บางชนิดจะลอยครับผม

- การใช้กับนาส่วนใหญ่ใช้สองครั้งครับ ครั้งแรกตอนเตรียมดิน อีกครั้งตอนเริ่มตั้งท้องครับ ถ้าใครทำข้าวอินทรีย์ส่วนใหญ่จะมีน้ำหมักชีวภาพเป็นอาหารจานด่วนทางใบแถมด้วย ไล่แมลงได้ด้วย

- ที่สันกำแพง เชียงใหม่ มีเกษตรกรมาเล่าให้ฟังอาทิตย์แล้วว่า ลองทำข้าวอินทรีย์ 7-8 แปลง ปรากฏว่าในช่วงที่เพลี้ยระบาด นาของแกไม่มีเพลี้ยครับ ก็แปลกดี เพราะปกตินาอินทรีย์จะมีเพลี้ยกระโดดข้ามมาจากนาข้าวเคมี นี่ไม่รู้ว่าคราวนี้นาข้าวเคมีเขาจะโทษข้าวอินทรีย์หรือเปล่า ฮิฮิ
บันทึกการเข้า
ดวงพร
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4714


คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกทำชีวิตให้ดีได้


« ตอบ #187 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 10:59:56 AM »

ผู้ลงชื่อหมักปุ๋ยแบบใหม่ ลงชื่อแล้ว คือ

1.คุณ  ปากแดงดอทคอม
2.พี่ดวงพร  (ขอแข่งหมักและให้รางวัลค่ะไม่ขอรับรางวัล ยิงฟันยิ้ม) กำลังรวบรวมวัตถุดิบคาดว่า 1อาทิตย์เศษผักคงพอ ยิงฟันยิ้ม
3.คุณ ae hatyai
4.คุณ nongparei
5.คุณ deer art



กติกา

-รับสมัครลงชื่อ จนถึงปลายเดือน มิ.ย ค่ะ และผู้ลงชื่อ สามารถลงมือหมักปุ๋ยได้เลยเมื่อพร้อม เอารูปมาให้ อ.ธีระ ตรวจการบ้าน
-การตัดสิน ปลายปี 55 ผู้สมัครแข่ง ส่งการบ้านได้เรื่อยๆค่ะ การตัดสินผู้ได้รับรางวัลเป็นการพิจารณา ของ อาจารย์ แต่เพียงผู้เดียว
-รางวัลจากเวป ทีมงานจะจัดส่งให้เอง ค่ะ
-รางวัล ที่ผู้สมัครแข่งหมักปุ๋ยแบบใหม่ มีดังนี้ ค่ะ
1.เสื้อยืด " ตามรอยพ่ออย่างพอเีพียง" จำนวน 3 ตัว
2.พวงกุญแจโลโก้เวป รางวัลละ 2 พวง 2แบบ จำนวน 3รางวัล
3.สติ๊กเกอร์ เวปมีหมายเลขลำดับสมาชิก จำนวน 1รางวัล


พี่ดวงพรจะอัพเดทรายชื่อที่สมัคร หมักปุ๋ยแบบใหม่ ตามที่ท่านสมาชิกสมัครเข้ามานะคะจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย ค่ะ ยิงฟันยิ้ม


Liked By: konthain(นพ), tera, AMOL
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2012, 11:22:52 AM โดย ดวงพร » บันทึกการเข้า
tera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4191


« ตอบ #188 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 11:16:36 AM »

เรียนถามแบบไม่ค่อยมีความรู้นะครับ
คือทำสวนยางครับ คิดไว้ว่าจะขุดบ่อ (หลุม)ตรงกลางร่องยาง ขนาด 1x1 ม @ 10 ม. แล้วจะเทปุ๋ยคอกลงไปเลย แล้วกลบ
ถามว่าคุณค่าปุ๋ยคอกที่ใส่ไปเลย กับปุ๋ยหมัก มันต่างกันมากรึเปล่าครับ


- การรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ควรไปเยี่ยมถามจากห้องอื่นนะครับจะมั่นใจมากกว่าครับ
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=48729.0

- คุณค่าปุ๋ยคอกกับปุ๋ยหมักต่างกันครับ วิธีทำก็ต่างกัน ปุ๋ยคอกคือมูลสัตว์ที่นำมากองไว้ รดน้ำ ทิ้งไว้ให้ความร้อนลดลง สัก 2-3 เดือน ทิ้งให้แห้ง แล้วนำไปใช้ ส่วนปุ๋ยหมักคือการนำเศษพืชและมูลสัตว์มาเข้ากระบวนการ เมื่อเสร็จกระบวนการทิ้งให้แห้ง แล้วนำไปใช้ คุณค่าปุ๋ยคอกจะสู้ปุ๋ยหมักไม่ได้ตรงที่อินทรีย์วัตถุปุ๋ยคอกน้อยกว่า ค่า N P K ปุ๋ยคอกน้อยกว่า ค่าแคลเซียม แมกนีเซียม และจุลธาตุที่มีในเศษพืชก็จะมีน้อยกว่า การเป็นวัสดุเพิ่มความพรุนปรับโครงสร้างดินก็สู้ปุ๋ยหมักไม่ได้ครับผม

- สรุปว่าอยากถามคุณค่าของการใช้ปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์แน่ครับ? เพราะบางท่านยังเรียกมูลสัตว์ว่าปุ๋ยคอกอยู่

- ถ้าเป็นมูลสัตว์ กรณีใช้มูลสัตว์ในปริมาณไม่มากก็ไม่มีปัญหา เพราะปฏิกิริยาที่เกิดในดินก็จะไม่ชัดเจน ก็ยังเป็นประโยชน์ได้อยู่ แต่ถ้าใช้มูลสัตว์มาก ใช้รองก้นหลุมมาก จุลินทรีย์ในมูลสัตว์จะเริ่มทำงาน คราวนี้กินรากพืชแหลก แถมยังเกิดการย่อยสลายในดินแบบไม่ใช้อากาศ ซึ่งทำให้เกิดความเป็นกรด คราวนี้ธาตุอะลูมิเนียมเกิดไปละลายเข้ารากพืช พืชถึงกับแกร็นเชียวนะครับ เคราะห์หามยามร้ายเกิดเป็นโรคเชื้อราที่ทำให้เกิดโรครากเน่าก็จะยิ่งแย่ เพราะเชื้อราพวกนี้ชอบความเป็นกรดครับ

- เคยคุยกับชาวสวนยางพาราหนองคาย เขาเคยแนะนำให้ขุดหลุมกว้าง ๆ ลึก ๆ เพื่อให้รากต้นอ่อนเดินหากินได้ง่าย รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมัก ดินกลบหลุมก็ให้คลุกด้วยปุ๋ยหมักสัก 10 ต่อ 1 ครับ เขาเล่าว่ายางอายุ 3 ปีมีขนาดเท่าของเพื่อนบ้าน 5 ปีครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ให้ถามจากห้องกระทู้อื่น เดี๋ยวต้นยางจะมาเอียงและล้มเพราะผมนะครับ ฮิฮิ
บันทึกการเข้า
tera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4191


« ตอบ #189 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 11:26:31 AM »

ขอบคุณท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์เป็นรุ่นพี่ 1รอบพอดี ประทานอภัยสำหรับคำที่ใช้เรียกแทนตัวว่าพี่นะคะ โกรธ >:(เนื่องจากไปใหนๆใครๆก็เรียกพี่เลยติด

-อยากบอกเล่าให้อาจารย์ฟัง ค่ะ ดวงพรเป็นลูกเกษตรและยากจน ข้นแค้นมาก่อน (ขอใช้คำนี้น่ะค่ะเพราะไม่มีแม้แต่ ที่ดินทำกิน หรือที่ปลูกบ้าน) ครบเซ็ตความจนที่คนอิสานหลายๆครอบครัวเป็น เลยมีความมุ่งมั่นว่า ในชีวิตจะต้องหาที่ดินทำกินให้ได้เลยมุ่งหน้ามาขุดทองเมืองกรุงตามอย่างคนอิสานทั่วๆไป   มากรุงด้วยความมุ่งมั่นจะหาตังค์เพื่อไปซื้อที่ดินทำกินเพราะเป็นคนรักการทำเกษตรมาก และเห็น บรรพบุรุษทำแบบเดิมๆซ้ำๆมีแต่ยากจน เมื่อตอนที่จำความได้เคยมานั่งคิดว่า ทำนาเสร็จ ทำไมเขาไม่ทำสวนหว่า อายุประมาณ 7-8 ขวบก็ลงมือปลูกผักสวนครัวทุกชนิดเอง ขุดแปลงและทำอะไรเองหมด ปลูกทุกผักตามประสาเด็กๆ ปุ๋ยที่ใส่ผักก็ไปขุดเอา มูลวัว มูลไก่ ชาวบ้านมาใส่ผักที่ปลูกค่ะ  ผักงามมาก เมื่อปลูกแล้วก็นำผักที่ตัวเองปลูกไปขายที่ตลาดเอง สมัย 30กว่าปีก่อน วันละ 10-20 บาทนี่เยอะนะคะ ถีบจักรยานตั้งกะตี 5 นำผักที่ปลูกไปขายที่ลานตลาดสด เสียค่าที่ 1 บาท....ปลูกเองขายเองกำไรเน็ตๆ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม นั่นอดีตจริงๆค่ะ

-สำหรับเนื้อที่ 17ไร่ที่ว่าจะทำสวนผสม สำหรับดวงพรที่ตั้งใจไว้มันยังน้อยไปมากสำหรับที่คิดจะปลูก เพราะใน 17ไร่ที่คิดไว้ จะเป็นนาประมาณ 7ไร่ อีก 10ไร่จะเป็นพืชผสมผสาน พวกผลไม้ กะจะปลูก 108 อย่างไว้เป็นอาหารค่ะ สำหรับนานั้นให้คนเช่าทำและเขาก็มาช่วยงาน  อยากบอกว่า การทำเกษตรเหนื่อยแต่ทำได้เรื่อยๆกะว่าทำแบบพักผ่อนเพราะเตรียมตัวมานานสำหรับค่าครองชีพที่จะใช้จ่ายในยามแก่  และได้เตรียมตัวเองมาตลอดค่ะ

-มีประกันชีวิต เจ็บไข้ ป่วย ตาย มีค่าหัวและได้ทำให้ทุกคนในครอบครัวค่ะ ทั้งลูกและสามี
-มีอสังหาริมทรัพย์เล็กน้อยไว้พอเป็นค่าเช่าใช้จ่าย คาดว่าเดือน ละ หมื่น เกินเหลือพอเพราะเป็นคนอยู่น้อย กินน้อยใช้จ่ายประหยัดค่ะ
-สวนยางพารา ตามกระแส ทำแล้วเป็นเงินเดือนได้อีกทาง ค่ะ ราคาตกก็ไม่หวั่นเพราะมีต้นยางเหลือแน่ๆ ยิงฟันยิ้ม

-การเตรียมเกษียณ นั้น ดวงพร กะว่าจะหยุดงานประจำซักอายุ 47 ที่เหลือจะไปทำเกษตรผสมผสาน แนวเกษตรอินทรีย์ ค่ะและอยากทำให้เกิดผลจริงเพื่อที่จะได้ให้ ชุมชน ญาติพี่น้องได้เปลี่ยนแนวคิด ถึงได้พยายามศึกษา แนวอินทรีย์ และผสมผสานจากหลายที่ และดีใจที่ได้เป็นทีมงานเวป เกษตรพอเพียง ได้ความรู้มากมายอย่างคาดไม่ถึงและยังมาได้ความรู้ด้านการหมักปุ๋ยแบบง่าย จากอาจารย์อีกดีใจมากค่ะ




- ยินดีที่ได้ยินแบบนี้ ก็คงไปได้แบบสบาย ๆ นะครับ

- คุณครูใหญ่ดวงพรเริ่มชีวิตจากศูนย์ ของผมเริ่มชีวิตด้วยบวก แต่ด้วยความอยากมีเงินทองตามสังคม ก็เลยติดลบเมื่ออายุได้ 27 แล้วชดใช้หนี้ด้วยการไปเล่นดนตรีตามสวนอาหารเป็นอาชีพที่สองจนถึงอายุ 47 ตอนนี้สบายแล้วครับ เริ่มมีเงินเก็บ (ไว้เที่ยว) มีเงินออมหลังเกษียณด้วยการทำประกันชีวิต นี่เกษียณไปก็จะพักแล้วครับ เหนื่อยมามากแล้ว ตอนนี้ใครให้ลงทุน ใครให้ทำงานเหนื่อยผมไม่เอาแล้ว

- ขอบคุณที่ได้แชร์ความคิดครับ  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
ไร่ร่มโพธิ์ทอง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 214


« ตอบ #190 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 11:40:18 AM »

เรียนถามอาจารย์ครับ

1. ถ้าผมเอาเศษผักกองไว้ กxยxส ประมาณ 2x2x1 เมตร แล้วเอาขี้วัวเทคลุมข้างบน เอาฟางคลุม มันจะเป็นปุ๋ยหมักมั๊ยครับ

2. ในกรณีที่ผมวางเป็นชั้น โดย เศษผัก ฟาง ขี้วัว แต่ไม่ได้ผสมเศษผักกับฟางก่อน จะได้มั๊ยครับ (ขี้เกียจคลุกเศษผักกับฟาง  โกรธ)

3. รบกวนอาจารย์เปรียบเทียบ โดยใช้ วิธีการ ขี้วัว ปริมาตร เป็นตัวคงที่ แล้วใช้ เศษผัก ฟาง หรือวัสดุอื่น ๆ เป็นตัวแปร อยากทราบคุณภาพครับ (ในกรณีที่ต้องหาวัสดุบางอย่างมาอาจมีค่าใช้จ่ายครับ เลยอยากเปรียบเทียบเพื่อดูความคุ้มค่าครับ)


ขอบคุณครับ

ปล. เตรียมพื้นที่เรียบร้อยแล้วครับ แล้วจะส่งการบ้านครับ  ยิ้ม


Liked By: konthain(นพ), AMOL
บันทึกการเข้า
ดวงพร
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4714


คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกทำชีวิตให้ดีได้


« ตอบ #191 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2012, 12:03:19 PM »

ผู้ลงชื่อหมักปุ๋ยแบบใหม่ ลงชื่อแล้ว คือ

1.คุณ  ปากแดงดอทคอม
2.พี่ดวงพร  (ขอแข่งหมักและให้รางวัลค่ะไม่ขอรับรางวัล ยิงฟันยิ้ม) กำลังรวบรวมวัตถุดิบคาดว่า 1อาทิตย์เศษผักคงพอ ยิงฟันยิ้ม
3.คุณ ae hatyai
4.คุณ nongparei
5.คุณ deer art
6.คุณไร่ร่มโพธิ์ทอง



กติกา

-รับสมัครลงชื่อ จนถึงปลายเดือน มิ.ย ค่ะ และผู้ลงชื่อ สามารถลงมือหมักปุ๋ยได้เลยเมื่อพร้อม เอารูปมาให้ อ.ธีระ ตรวจการบ้าน
-การตัดสิน ปลายปี 55 ผู้สมัครแข่ง ส่งการบ้านได้เรื่อยๆค่ะ การตัดสินผู้ได้รับรางวัลเป็นการพิจารณา ของ อาจารย์ แต่เพียงผู้เดียว
-รางวัลจากเวป ทีมงานจะจัดส่งให้เอง ค่ะ
-รางวัล ที่ผู้สมัครแข่งหมักปุ๋ยแบบใหม่ มีดังนี้ ค่ะ
1.เสื้อยืด " ตามรอยพ่ออย่างพอเีพียง" จำนวน 3 ตัว
2.พวงกุญแจโลโก้เวป รางวัลละ 2 พวง 2แบบ จำนวน 3รางวัล
3.สติ๊กเกอร์ เวปมีหมายเลขลำดับสมาชิก จำนวน 1รางวัล


พี่ดวงพรจะอัพเดทรายชื่อที่สมัคร หมักปุ๋ยแบบใหม่ ตามที่ท่านสมาชิกสมัครเข้ามานะคะจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย ค่ะ ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 [12] 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 ... 433   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: