หน้า: 1 2 3 4 5 6 [7] 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 ... 433   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ชวนสมาชิกทำปุ๋ยหมักวิธีใหม่ของแม่โจ้ ไม่ต้องพลิกกลับกอง (มีสารบัญ)  (อ่าน 2175345 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
koncon929
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 36


« ตอบ #96 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 01:26:20 PM »

ขอบคูณครับอาจารณ์ ข้างบ้านมีใบไผ่ ใบกล้วย เดี๋ยวไปหาขี้วัวก่อน ลองทำในกะละมังก่อน จากน้อยค่อยไปหาใหญ่ ยิงฟันยิ้ม


Liked By: AMOL, Karamar, 5XXA
บันทึกการเข้า

supischa
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1251


« ตอบ #97 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 02:14:09 PM »

 อายจัง ขอบคุณข้อมูลและเรื่องราวที่เป็นสิ่งดีๆที่เอามาฝากผู้ที่รักการเกษตรครับ ถ้ามีนักวิชาการที่เหมือนอาจารย์เยอะๆในบ้านเรา รับรองว่าบ้านเราคงเจริญมากกว่านี้แน่นอนครับ ขอบคุณด้วยใจจริงครับ... อายจัง
บันทึกการเข้า

...กินข้าวเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินปลาเป็นอาหาร
...ทำทีละนิด ดีกว่าคิดที่จะทำ
wirot
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2300



« ตอบ #98 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 02:48:06 PM »

ดีจังเลย ขอยกให้เป็นกระทู้ยอดเยี่ยมอีกหนึ่งกระทู้ครับ  อายจัง อายจัง
บันทึกการเข้า

ทุกวันนี้ศึกไกลยังไม่ห่วง
แต่หวั่นทรวงศึกใกล้ไล่ข่มเหง
ถ้าคนไทยหันมาฆ่ากันเอง
จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง
ปากแดงดอทคอม
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1657



« ตอบ #99 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 02:59:35 PM »

จารย์ครับ สมมติว่าผมใช้ผักตบชวา จอกแหน สาหร่ายหางกระรอกเอามาทำ ผมไม่จำเป็นต้องเอาพวกพืชพวกนี้ไปตากแห้งก่อนใช่มั้ยครับ คือ พอเก็บมันมาจากน้ำก็เอามาวางเป็นชั้น ๆ บนขี้วัวได้เลยใช่มั้ยครับ เพราะยังไงเราก็ต้องการความชื้นเพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลายอยู่แล้วใช่มั้ยครับ

แต่ผมคิืดว่า ผักตบชวา หรือ ต้นกล้วยที่ออกเครือแล้วจะต้องทำให้มันเป็นชิ้นเล็ก ๆ ย่อย ๆ ลงมาด้วยใช่มั้ยครับเพื่อเพิ่มผิวสัมผัสจะได้ใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายได้เร็วใช่มั้ยครับ

ปล. ผมสั่งขี้วัว 200 กระสอบมาที่สวนจะมาส่งเสาร์นี้ล่ะครับ
บันทึกการเข้า

ปากแดง@บ้านสวนสันท์ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=15221.msg562596#msg562596
Thailandranch
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 37


« ตอบ #100 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 04:02:00 PM »

ขอสอบถามเพิ่มเติมครับว่า เราสามารถใช้ต้นกระถินมาบดสับได้ไหมครับ
เพราะที่ผมอยู่กระถินเยอะมาก ตัดเอาเฉพาะต้นเล็กๆประมาณ นิ้วก้อยเอาเข้าเครื่องสับ
แล้วผสมมูลโค ตามสูตรนะครับ
ขอบคุณมากครับ
บันทึกการเข้า
ดวงพร
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4714


คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกทำชีวิตให้ดีได้


« ตอบ #101 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 04:36:03 PM »

งั้นต้องลองหมักที่บ้านตึกเพราะมีเศษผักบุ้งจากร้าน ก๋วยเตี๋ยวข้างๆมีทุกวัน หมักเอาไว้ปลูกต้นไม้ที่สวนลอยฟ้า สมาชิกท่านใดลงมือหมัก ทั้งเล็กๆใหญ่ๆเราเอารูปมาส่งการบ้านให้อาจารย์ดีใหมคะ ถ้าใครลงมือทำเอารูปมาแบ่งปันกันค่ะ อีก 2วัน พี่ดวงพรรอเศษผักให้เยอะๆอีกนิดจะลงมือหมักและจะเอาการบ้านมาส่งอาจารย์ค่ะ ยิงฟันยิ้ม เชิญสมาชิกทุกท่านลงมือหมักปุ๋ยกันนะคะ ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
saree691206
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 290


« ตอบ #102 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 04:58:26 PM »

 เศร้า ดินที่นามีปัญหามากค่ะอาจารย์ ไม่ทราบว่าปู๋ยอินทรีย์หรือปู๋ยไส้เดือนแบบไหนใหปรับปรุงดินกว่ากันค่ะ หรือจะทำทั้งสองอย่างดี ดินเหนียวและแข็งมากมาก  โกรธ เศร้า ใส่ปุ๋ยขี้ไกปนแกลบไป สองร้อยกระสอบแล้ว แต่ต้นทุนสูงมาก เลยคิดเลี้ยงไส้เดือนเพื่อเป็นปุ๋ยและอาหารกบ ปลา และไก่ อยากทราบว่าเราควรจะทำแบบไหนดีค่ะ   ตกใจ แต่ในใจคิดว่าสองอย่างค่ะ เริ่มทำทีละนิดละหน่อยค่ะ


Liked By: AMOL, Karamar, 5XXA
บันทึกการเข้า
cjaranram
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 496



« ตอบ #103 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 05:56:47 PM »

- การทำปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้ แม่โจ้ตั้งชื่อว่าวิธี "วิศวกรรมแม่โจ้ 1" ครับผม
- วิธีการขึ้นกองปุ๋ยนะครับ

     1. นำเศษข้าวโพดหรือฟางข้าว 4 ส่วนกับมูลสัตว์ 1 ส่วนโดยปริมาตร (ถ้าเป็นเศษใบไม้ให้ใช้อัตราส่วน 3 ต่อ 1 โดยปริมาตร) วางเป็นชั้นบาง ๆ สูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร จำนวน 15 - 17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูงไม่ต่ำกว่า 1.50 เมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร ส่วนความยาวของกองจะยาวเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์ที่มี ความสำคัญของการที่ต้องทำเป็นชั้นบาง ๆ 15 - 17 ชั้นก็เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอน (มีอยู่ในเศษพืช) และธาตุไนโตรเจน (มีในมูลสัตว์) ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ของจุลินทรีย์ ซึ่งจะทำให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
   
     2. รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา (มีค่าประมาณร้อยละ 60 – 70) โดยมี 2 ขั้นตอนดังนี้
     ขั้นตอนที่ 1 รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยทุกเช้า (ถ้าฝนตกก็ให้งดขั้นตอนนี้)
     ขั้นตอนที่ 2 ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป ระยะห่างของรูประมาณ 40 เซนติเมตร ทำขั้นตอนที่สองนี้ 5 ครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 10 วัน เมื่อเติมน้ำเสร็จแล้วให้ปิดรูเพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ย ขั้นตอนที่สองนี้แม้ว่าอยู่ในช่วงของฤดูฝนก็ยังต้องทำ เพราะน้ำฝนจะไม่สามารถไหลซึมเข้าไปในกองปุ๋ยได้ การที่ฝนไม่สามารถชะล้างเข้าไปในกองปุ๋ยได้เกษตรกรจึงสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ในฤดูฝนได้ด้วย
     ภายในเวลา 5 วันแรก กองปุ๋ยจะมีค่าอุณหภูมิสูงขึ้นมาก บางครั้งสูงถึง 70 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับกองปุ๋ยที่ทำได้ถูกวิธี ความร้อนสูงนี้เกิดจากกิจกรรมการย่อยสลายของจุลินทรีย์ (จุลินทรีย์มีมากมายและหลากหลายในมูลสัตว์อยู่แล้ว) และความร้อนสูงนี้ยังเป็นสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงานของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยอีกด้วย หลังจากนั้นอุณหภูมิจะค่อย ๆ ลดลงจนมีค่าอุณหภูมิปกติที่อายุ 60 วัน 

     3. เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วัน ก็หยุดให้ความชื้น กองปุ๋ยจะมีความสูงเหลือเพียง 1 เมตร แล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัวและไม่ให้เป็นอันตรายต่อรากพืช วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งอาจทำโดยทิ้งไว้ในกองเฉยๆ ประมาณ 1 เดือน หรืออาจแผ่กระจายให้มีความหนาประมาณ 20 – 30 ซม. แล้วเกลี่ยไปมา ซึ่งจะแห้งภายในเวลา 3 – 4 วัน สำหรับผู้ที่ต้องการจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ก็อาจนำปุ๋ยอินทรีย์ที่แห้งแล้วไปตีป่นให้มีขนาดเล็กสม่ำเสมอ ซึ่งจะมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 4-7 บาท
     กองปุ๋ยที่สูง 1.5 เมตรจะสามารถเก็บกักความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาการย่อยสลายของจุลินทรีย์เอาไว้ในกองปุ๋ย ความร้อนนี้นอกจากจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับจุลินทรีย์ชนิดชอบความร้อนสูงที่มีในมูลสัตว์แล้ว เมื่อความร้อนนี้ลอยตัวสูงขึ้นจะทำให้อากาศภายนอกที่เย็นกว่าไหลเข้าไปในภายในกองปุ๋ย ซึ่งเกิดจากการพาความร้อนแบบ Chimney Convection อากาศภายนอกที่ไหลหมุนเวียนเข้ากองปุ๋ยนี้ช่วยทำให้เกิดสภาวะการย่อยสลายของจุลินทรีย์แบบใช้อากาศ

หมายความว่า ทำชั้นแรกเสร็จรดน้ำชั้นสองเสร็จแล้วรดน้ำ แบบนี้ไปเรื่อยจนถึงชั้นสุดท้าย ใช่ไหม?ครับ หรือว่า กองเสร็จทุกชั้นแล้วค่อยรดน้ำ


Liked By: 5XXA
บันทึกการเข้า
tera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4190


« ตอบ #104 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 06:39:17 PM »

จารย์ครับ สมมติว่าผมใช้ผักตบชวา จอกแหน สาหร่ายหางกระรอกเอามาทำ ผมไม่จำเป็นต้องเอาพวกพืชพวกนี้ไปตากแห้งก่อนใช่มั้ยครับ คือ พอเก็บมันมาจากน้ำก็เอามาวางเป็นชั้น ๆ บนขี้วัวได้เลยใช่มั้ยครับ เพราะยังไงเราก็ต้องการความชื้นเพื่อให้จุลินทรีย์ย่อยสลายอยู่แล้วใช่มั้ยครับ

แต่ผมคิืดว่า ผักตบชวา หรือ ต้นกล้วยที่ออกเครือแล้วจะต้องทำให้มันเป็นชิ้นเล็ก ๆ ย่อย ๆ ลงมาด้วยใช่มั้ยครับเพื่อเพิ่มผิวสัมผัสจะได้ใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายได้เร็วใช่มั้ยครับ

ปล. ผมสั่งขี้วัว 200 กระสอบมาที่สวนจะมาส่งเสาร์นี้ล่ะครับ

-ทุกชนิดเศษพืชที่พูดมา ย่อยสลายได้ง่ายโดยไม่ต้องทำให้แห้งก่อน วางเป็นชั้น ๆ ได้เลย (ชั้นบาง ๆ ไม่หนาเกิน 10 ซม นะครับ)

- ถูกต้องเลยครับที่การเพิ่มผิวสัมผัสจะลดเวลาในการย่อยสลายได้ แสดงว่าจบมาทางวิทยาศาสตร์หรือสิ่งแวดล้อมใช่ไหมครับ

- หากเป็นต้นกล้วย ก็ควรนั่งสับให้เป็นแว่นหนาสัก 1 นิ้วก่อน ก็จะช่วยได้ดี

- กลุ่มพืชเหล่านี้อาจใช้สัดส่วน 5 ต่อ 1 ก็ได้ เพราะอวบน้ำ ไม่งั้นจะเปลืองขี้วัวมากเกินไปครับ

- เอารูปมาลงให้ดูด้วยนะครับ เป็นระยะ ๆ ก็จะดีเลย
บันทึกการเข้า
tera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4190


« ตอบ #105 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 06:41:55 PM »

ขอสอบถามเพิ่มเติมครับว่า เราสามารถใช้ต้นกระถินมาบดสับได้ไหมครับ
เพราะที่ผมอยู่กระถินเยอะมาก ตัดเอาเฉพาะต้นเล็กๆประมาณ นิ้วก้อยเอาเข้าเครื่องสับ
แล้วผสมมูลโค ตามสูตรนะครับ
ขอบคุณมากครับ

- ขึ้นอยู่กับชนิดเครื่องย่อยด้วยครับ ถ้าเครื่องสามารถตีด้วย สับด้วย ก็จะย่อยสลายได้ แต่ถ้าสับอย่างเดียวผมคิดว่าก้านขนาดนิ้วก้อยเหล่านี้ไม่เปื่อยง่าย ๆ ครับผม
บันทึกการเข้า
tera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4190


« ตอบ #106 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 06:43:40 PM »

งั้นต้องลองหมักที่บ้านตึกเพราะมีเศษผักบุ้งจากร้าน ก๋วยเตี๋ยวข้างๆมีทุกวัน หมักเอาไว้ปลูกต้นไม้ที่สวนลอยฟ้า สมาชิกท่านใดลงมือหมัก ทั้งเล็กๆใหญ่ๆเราเอารูปมาส่งการบ้านให้อาจารย์ดีใหมคะ ถ้าใครลงมือทำเอารูปมาแบ่งปันกันค่ะ อีก 2วัน พี่ดวงพรรอเศษผักให้เยอะๆอีกนิดจะลงมือหมักและจะเอาการบ้านมาส่งอาจารย์ค่ะ ยิงฟันยิ้ม เชิญสมาชิกทุกท่านลงมือหมักปุ๋ยกันนะคะ ยิงฟันยิ้ม

- เย้ .... จะได้ตรวจการบ้านแล้ว ไอเดียดีจังครับ  ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า
tera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4190


« ตอบ #107 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 06:47:11 PM »

เศร้า ดินที่นามีปัญหามากค่ะอาจารย์ ไม่ทราบว่าปู๋ยอินทรีย์หรือปู๋ยไส้เดือนแบบไหนใหปรับปรุงดินกว่ากันค่ะ หรือจะทำทั้งสองอย่างดี ดินเหนียวและแข็งมากมาก  โกรธ เศร้า ใส่ปุ๋ยขี้ไกปนแกลบไป สองร้อยกระสอบแล้ว แต่ต้นทุนสูงมาก เลยคิดเลี้ยงไส้เดือนเพื่อเป็นปุ๋ยและอาหารกบ ปลา และไก่ อยากทราบว่าเราควรจะทำแบบไหนดีค่ะ   ตกใจ แต่ในใจคิดว่าสองอย่างค่ะ เริ่มทำทีละนิดละหน่อยค่ะ

- ถ้ามีที่นามาก จะต้องทำปุ๋ยไส้เดือนกี่ปีถึงจะได้ 1 ตันต่อ 1 ไร่ครับ ผมคิดว่าการทำปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกองนี่แหละที่จะได้ครั้งละมาก ๆ พอที่จะนำไปใช้ได้ แต่ถ้าถามถึงคุณภาพ ผมก็คิดว่าก็ไม่ขี้เหร่ทั้งคู่นะครับ ทำทั้งสองก็ดีเหมือนกันครับ เพราะยังไงก็ต้องทำเพื่อปรับปรุงดินและเป็นอาหารสัตว์อยู่แล้ว
บันทึกการเข้า
tera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4190


« ตอบ #108 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 06:51:03 PM »

- การทำปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้ แม่โจ้ตั้งชื่อว่าวิธี "วิศวกรรมแม่โจ้ 1" ครับผม
- วิธีการขึ้นกองปุ๋ยนะครับ

     1. นำเศษข้าวโพดหรือฟางข้าว 4 ส่วนกับมูลสัตว์ 1 ส่วนโดยปริมาตร (ถ้าเป็นเศษใบไม้ให้ใช้อัตราส่วน 3 ต่อ 1 โดยปริมาตร) วางเป็นชั้นบาง ๆ สูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร จำนวน 15 - 17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูงไม่ต่ำกว่า 1.50 เมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร ส่วนความยาวของกองจะยาวเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์ที่มี ความสำคัญของการที่ต้องทำเป็นชั้นบาง ๆ 15 - 17 ชั้นก็เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอน (มีอยู่ในเศษพืช) และธาตุไนโตรเจน (มีในมูลสัตว์) ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ของจุลินทรีย์ ซึ่งจะทำให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
   
     2. รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา (มีค่าประมาณร้อยละ 60 – 70) โดยมี 2 ขั้นตอนดังนี้
     ขั้นตอนที่ 1 รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยทุกเช้า (ถ้าฝนตกก็ให้งดขั้นตอนนี้)
     ขั้นตอนที่ 2 ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป ระยะห่างของรูประมาณ 40 เซนติเมตร ทำขั้นตอนที่สองนี้ 5 ครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 10 วัน เมื่อเติมน้ำเสร็จแล้วให้ปิดรูเพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ย ขั้นตอนที่สองนี้แม้ว่าอยู่ในช่วงของฤดูฝนก็ยังต้องทำ เพราะน้ำฝนจะไม่สามารถไหลซึมเข้าไปในกองปุ๋ยได้ การที่ฝนไม่สามารถชะล้างเข้าไปในกองปุ๋ยได้เกษตรกรจึงสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ในฤดูฝนได้ด้วย
     ภายในเวลา 5 วันแรก กองปุ๋ยจะมีค่าอุณหภูมิสูงขึ้นมาก บางครั้งสูงถึง 70 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับกองปุ๋ยที่ทำได้ถูกวิธี ความร้อนสูงนี้เกิดจากกิจกรรมการย่อยสลายของจุลินทรีย์ (จุลินทรีย์มีมากมายและหลากหลายในมูลสัตว์อยู่แล้ว) และความร้อนสูงนี้ยังเป็นสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงานของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยอีกด้วย หลังจากนั้นอุณหภูมิจะค่อย ๆ ลดลงจนมีค่าอุณหภูมิปกติที่อายุ 60 วัน 

     3. เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วัน ก็หยุดให้ความชื้น กองปุ๋ยจะมีความสูงเหลือเพียง 1 เมตร แล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัวและไม่ให้เป็นอันตรายต่อรากพืช วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งอาจทำโดยทิ้งไว้ในกองเฉยๆ ประมาณ 1 เดือน หรืออาจแผ่กระจายให้มีความหนาประมาณ 20 – 30 ซม. แล้วเกลี่ยไปมา ซึ่งจะแห้งภายในเวลา 3 – 4 วัน สำหรับผู้ที่ต้องการจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ก็อาจนำปุ๋ยอินทรีย์ที่แห้งแล้วไปตีป่นให้มีขนาดเล็กสม่ำเสมอ ซึ่งจะมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 4-7 บาท
     กองปุ๋ยที่สูง 1.5 เมตรจะสามารถเก็บกักความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาการย่อยสลายของจุลินทรีย์เอาไว้ในกองปุ๋ย ความร้อนนี้นอกจากจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับจุลินทรีย์ชนิดชอบความร้อนสูงที่มีในมูลสัตว์แล้ว เมื่อความร้อนนี้ลอยตัวสูงขึ้นจะทำให้อากาศภายนอกที่เย็นกว่าไหลเข้าไปในภายในกองปุ๋ย ซึ่งเกิดจากการพาความร้อนแบบ Chimney Convection อากาศภายนอกที่ไหลหมุนเวียนเข้ากองปุ๋ยนี้ช่วยทำให้เกิดสภาวะการย่อยสลายของจุลินทรีย์แบบใช้อากาศ

หมายความว่า ทำชั้นแรกเสร็จรดน้ำชั้นสองเสร็จแล้วรดน้ำ แบบนี้ไปเรื่อยจนถึงชั้นสุดท้าย ใช่ไหม?ครับ หรือว่า กองเสร็จทุกชั้นแล้วค่อยรดน้ำ

- ทำชั้นแรกเสร็จรดน้ำชั้นสองเสร็จแล้วรดน้ำ แบบนี้ไปเรื่อยจนถึงชั้นสุดท้าย ครับผม

- พอครบ 10 วันก็จะพบว่าข้างในกองปุ๋ยเริ่มแห้งจากความร้อนครับ (อย่าคิดว่าน้ำที่เรารดทุกชั้นจะอยู่กับเราไปตลอดนะครับ) ก็ต้องเอาไม้แทงถึงพื้นดินระยะห่าง 40 ซม.แล้วกรอกน้ำลงไป เสร็จแล้วปิดรูซะ

- ถ้าไม่รักษาความชื้นให้ดี ก็ไม่มีทางได้ปุ๋ยครับผม
บันทึกการเข้า
tera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4190


« ตอบ #109 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 07:14:27 PM »

- กลับมาที่การทำปุ๋ยอินทรีย์ในกะละมังนะครับ ตอนนี้ในกระบวนการของเรามีสภาวะที่ครบสำหรับการย่อยสลาย คือมีทั้งจุลินทรีย์ คาร์บอน ไนโตรเจน ความชื้น และอากาศ เศษพืชก็เลยเป็นปุ๋ยได้ในเวลาอันสั้น

- ทีนี้ถ้าขาดปัจจัยอันใดอันหนึ่งจะเกิดอะไรบ้าง เรามาดูกัน

- ถ้าขาดจุลินทรีย์ หรือมีไม่เพียงพอ กระบวนการก็ใช้เวลานานขึ้น คุณภาพก็ลดลงด้วย

- ถ้าขาดความชื้น กระบวนการก็ใช้เวลานานขึ้น และถ้าแห้ง กระบวนการก็ยุติครับ

- ถ้าขาดอากาศ อย่างเช่นไม่ได้พลิกกลับเลย วัสดุในกะละมังก็จะไม่มีอากาศ จุลินทรีย์ก็จะไม่ได้รับอากาศ จุลินทรีย์กลุ่มไม่ใช้อากาศก็จะเข้ามาทำงานแทน จุลินทรีย์กลุ่มนี้มีลักษณะเด่นที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นจากแก๊สไข่เน่า เกิดมีเทน มีกลิ่นแอมโมเนีย และมีน้ำเสียออกมา (เกิดการเน่านั่นเองหรือ Fermentation) ผลคือการย่อยสลายจะช้าลง ปุ๋ยของเราจะมีลักษณะไม่น่าใช้ ส่งกลิ่นเหม็นทั้งขณะทำและตอนเป็นปุ๋ย คุณภาพก็ลดลงด้วย
บันทึกการเข้า
looknat
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 167


« ตอบ #110 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 07:28:16 PM »

อาจารย์คะ ถ้าแถวบ้านไม่มีการเลี้ยงสัตว์เลย และหาซื้อไม่ได้ จะมีอะไรมาใช้แทนมูลสัตว์ได้บ้างคะ
บันทึกการเข้า
tera
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4190


« ตอบ #111 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2012, 07:54:45 PM »

- และถ้าสัดส่วนผสมระหว่างเศษพืชกับมูลสัตว์ไม่ถูกต้อง การเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ของจุลินทรีย์ก็เกิดได้ไม่เต็มที่ คุณภาพปุ๋ยก็จะลด ค่า C/N ของปุ๋ยก็ไม่ได้ตามที่มาตรฐานกำหนด

- การทำปุ๋ยในกะละมังแล้วจะหวังให้มีความร้อนเกิดขึ้นสูงก็คงจะยาก เพราะมีความสูงของวัสดุไม่มาก ความร้อนที่เกิดจะหายไปหมด อย่างมากก็อาจรู้สึกอุ่น ๆ ที่ก้นกะละมังครับ

- สรุปว่า การทำปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไปวิธีอื่นเขาจึงสอนให้พลิกกองปุ๋ยเพื่อเอาอากาศให้กับจุลินทรีย์ ถ้าสอนให้พลิกทุกเดือน จุลินทรีย์ก็จะได้อากาศประมาณชั่วโมงเดียวแล้วก็ต้องรอไปอีก 30 วันถึงจะมีใครมาพลิกอีกที แล้วมันจะเป็นปุ๋ยได้ยังไงครับ แถมไม่มีใครสอนให้สนใจและดูแลความชื้นกองปุ๋ยอีก การเป็นปุ๋ยก็เลยช้าและคุณภาพตกเกณฑ์ โชคดีที่การวิคราะห์คุณภาพปุ๋ยทำได้ยากไม่ค่อยมีหน่วยงานทำให้และแพง ก็เลยไม่มีใครพูดถึงคุณภาพปุ๋ยกัน

- บางวิธีก็สอนให้ใส่กากน้ำตาล ซึ่งก็คือเติมไนโตรเจนให้กับกระบวนการครับ บางวิธีให้ใช้รำข้าว ซึ่งก็คือคาร์บอนนั่นเอง

- บางวิธีให้ไปเอาจุลินทรีย์ขุยไผ่ในป่า นั่นก็คือหาจุลินทรีย์ให้กับกองปุ๋ยครับ แต่คงทำปุ๋ยได้ครั้งละไม่มากนักเพราะจะหาจุลินทรีย์ปริมาณทีละมาก ๆ ก็คงจะยากอยู่

- บางวิธีให้ใช้สารเร่ง พด 1 ซึ่งก็คือจุลินทรีย์นั่นเองครับ และสูตรของ พด (กรมพัฒนาที่ดิน) ท้ายสุดก็ต้องใช้มูลสัตว์ 200 กิโลอยู่ดีครับ

- บางวิธีกำหนดสัดส่วนวัสดุเป็นโดยน้ำหนัก เช่น ให้เอาเศษพืชมา 2 ตัน เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นผมผมคงจนปัญญาที่จะหาเครื่องชั่งให้เกษตรกรครับ เลยกำหนดสูตรเป็นโดยปริมาตรจะดีกว่า อย่างเช่น เอาเศษพืชมา 300 เข่งใช้มูลสัตว์ 100 เข่ง ก็เท่ากับสัดส่วน 3 ต่อ 1 โดยปริมาตรไงครับ น่าจะง่ายที่สุดแล้ว
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 4 5 6 [7] 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 ... 433   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: