หน้า: 1 2 3 4 [5]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ใครทำฟาร์มเลี้ยงหมูของเบทาโกรบ้าง  (อ่าน 44813 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
sittichokesaythong
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 391


« ตอบ #64 เมื่อ: มีนาคม 04, 2013, 08:01:45 PM »

ผมเห็นด้วยเพราะความสุข ที่ได้รับจากการได้อยู่ด้วยกัน ประเมิน เป็นราคา สูง มาก ครับ

รายได้ เป็นตัวเงิน เพียง แค่เลี้ยง ชีวิต อยูได้ ก็ พอดี แล้ว กับ ความสุข ใจ ที่ได้อยู่ร่วมกัน


Liked By: Naruse
บันทึกการเข้า

deiw
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 9


« ตอบ #65 เมื่อ: มีนาคม 05, 2013, 12:29:44 PM »

การลงทุนแบบคอนแทคกับบริษัทใหญ่ๆก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียครับ คือเราลงทุนสูงพลาดไม่ได้ พลาดมาก็เจ็บหนัก แต่ถ้าเงื่อนไขสัญญาเป็นธรรม ไม่เปลี่ยนเงื่อนไขบ่อย ก็พอที่จะร่วมลงทุนได้ครับ ตอนนี้ผมก็เลี้ยงหมูอยู


Liked By: sittichokesaythong
บันทึกการเข้า
Toptaeb
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #66 เมื่อ: มิถุนายน 13, 2013, 11:59:18 AM »

ผมเลี้ยงสุกรแบบ evap อยู่ครับ ทำมา 5 ปีแล้วครับ เริ่มเลี้ยงกับ บ.เบทาโกร ภาคเหนือครับ
ขนาดโรงเรือน 700 ตัว เริ่มแรกต้องลองผิดลองถูกก่อนครับ เพราะนักวิชาการไม่ค่อยมีความรู้เลย
เลี้ยง ประมาณ 5 เดือน เราลงทุนแค่ฟาร์มประมาณเกือบๆ 2 ล้าน ครับ (กู้มาครับ) ลูกสุกรที่บริษัทนำมาให้
เราเลี้ยง นน.ประมาณ 5.8-6.3 กก. โดยประมาณ จึงต้อง กก ลูกสุกร แรกๆเราไม่มีหัวกก บริษัทก็ใจดีครับ
ไปหาหัวกกแก๊สที่มีสภาพเก่ามากมาให้ พอเลี้ยงไปประมาณ 7 วัน เกิดไฟไหม้ครับเนื่องจากหัวกกสภาพเก่า
 โชคดีที่ไม้แต่ผ้าคลุม เราเลยรีบแจ้งนักวิชาการ เขาก็ดีครับรีบถามกลับเลยว่าหมูของบริษัทเป็นอะไรบ้างครับ
(ห่วงบริษัทดีจัง) แล้วเขาก็ให้ความช่วยเหลือผมโดยช่วยให้ผมได้ผ่อนผ้าคลุมกับบริษัท จากที่ผมผ่อนอุปกรณ์
ของบริษัท บี อินเตอร์ (เป็นบริษัทที่ บ.เบทาโกร ให้เราผ่อนอุปกรณ์ เช่นผ้าคลุม(พลาสติก พัดลม เป็นต้น) ทำให้
ผมต้องติดหนี้จาก 4 งวด เป็น 5 งวด และต้องจ่ายเงินให้กับ ลูกฟาร์มของยริษัท โดยนักวิชาการอ้างว่าของที่สั่งมาให้ไม่ครบ
เลยไปยืมของที่เหลือของลูกเล้าคนอื่นมาก่อน และที่แสบกว่านั้นคือพอผมใช้ผ้าไม่หมดก็มาเอาผ้าที่เหลือกลับไปหมดเลยครับ
สรุปว่าผมต้องเป็นหนี้บริษัทเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50,000 บาท ผมเลี้ยงหมูกับบริษัทเบทาโกรมา ประมาณ 4 ปี ครับ มีหลายประเด็นที่
ทำให้ผมเป็นหนี้ครับ 1. ลูกหมูที่นำมาเลี้ยง พออายุประมาณ 9-12 สัปดาห์ ก็จะเริ่มตาย มีอาการตาบวม ตายต่อรุ่นประมาณ 50-110 ตัว บริษัทให้เหตุผลว่าเพราะหมูได้รับเชื้อ อีโคไล ในน้ำมากเกินไป เพราะกินน้ำจากสระน้ำ ไม่ใช่น้ำบาดาล ทั้งๆที่ผมใส่คลอรีนตลอด และฟาร์ม แถวๆนั้น(เป็นฟาร์มของบริษัทอื่น ก็กินน้ำจากสระน้ำเหมือนกัน แต่ไม่มีลักษณะอาการของโรคนี้เลย)
2.ในรอบ 4 ปี ที่ผ่านมาบริษัทเปลี่ยนนักวิชาการสัตวบาล 3 คน ซึ่งแต่ละคนไม่มีประสบการณ์การเลี้ยงเลย หรือมีก็คงน้อย และนักวิชาการนี่หล่ะครับทำตัวยังกับเทพ เดี๋ยวให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ สั่งอย่างเดียว มีอยู่ครั้งหนึ่งครับ ตอนนั้นผมไปข้างนอกฟาร์มและฟาร์มเรายังไม่มีคนงานครับ เพราะต้องลดรายจ่ายโดยการทำงานกันเอง คือมีหมูตาย น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม นักวิชาการสั่งให้พ่อและแม่ผมช่วยกันยกหมูที่ตายขึ้นรถของบริษัท แต่ตัวนักวิชาการยืนเก็กหล่อรอดูจนเสร็จ โอ้เยี่ยมมาก ครับ(ขนาดผมทำงานอยู่ปศุสัตว์เขต .. ผมยังไม่เกษตรกรแบบนั้นเลยครับ เทพมากๆๆ)3.ทุกๆรอบที่มีการจับหมู หรือฉีดวัคซีน ถ้าเราไม่มีคนงานอยู่ที่ฟาร์ม เราก็จะต้องช่วยพนักงานจับหมูหรือพนักงานฉีดวัคซีน ครับ มีครั้งหนึ่งผมต้องได้อุ้มลูกหมูประมาณ 7 กก ให้กับพนักงานฉีดวัคซีนฉีดครับ ทั้งที่ไม่ต้องอุ้มก็ได้ แต่นักวิชาการสัตวบาลของบริษัทสั่งมาครับ4.เวลาจับหมู เราต้องได้ช่วยเขาไล่ต้อนหมูครับ และถ้าหมูขึ้นรถแล้วถ้าตายจะถือว่าเป็นความรับผิดชอบของบริษัทไม่ใช่ลูกเล้า แต่มีครั้งหนึ่งหมูตายบนรถ พนักงานที่จับหมูของบริษัทก็กลัวเสียเงิน ผมก็ถามว่าจะให้ผมทำยังไง พนักงานบอกว่าจะตีเป็นหมูตายก่อนขึ้นรถ ถ้าเราไม่ยอมรับก็จะแกล้งทำเป็นว่าจะจับหมูเราช้า(พูดประมาณนี้ครับ)5.หลังจากจับหมูเสร็จช่วงพักเล้า นักวิชาการสัตวบาลก็จะมาสั่งให้เราปรับปรุงเล้าเพิ่มเติมเรื่อยๆ ทั้งที่เรายังไม่ได้รับเงินจากทางบริษัทเลย จะเอาเงินที่ไหนมาปรับปรุงละครับ หนี้ ธกส ก็ต้องจ่าย ทุกปีก็ต้องเสียภาษีโรงเรือน ภาษีบ่อนำเสียให้กับ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยยาบ อ.บ้านธิ อีก ทั้งๆ ที่ อบต ก็ไม่ได้มาให้ความช่วยเหลืออะไรเราเลย
5.และรุ่นหลังสุด นักวิชาการสัตวบาลบอกให้เราขุดเจาะน้ำบาดาลให้หมูกินครับ ซึ่ง ต้องให้เงินประมาณ 130,000-150,000 บาท(ดูจากคนที่เคยเจาะบริเวณไม่ไกลจากฟาร์มผมครับ) และบอกอีกว่าถ้าไม่เจาะจะไม่นำหมูลงให้ บริษัทพักเล้าผมประมาณ 3 เดือนครับ และไม่มีวี่แววว่าจะนำหมูเข้าให้ผมครับ หนี้ ธกส ก็ต้องจ่ายครับ คนงานก็ต้องกินข้าวครับ(เราเริ่มจ้างคนงานเมื่อเลี้ยงหมูไปประมาณ 3 ปีครับ)6.จับหมูรุ่นสุดท้ายผมถูกกล่าวหาว่าเราทำลูกหมูหายไป 1 ตัว และถูกปรับเงินทั้งๆที่ คนจับหมูก็เช็คหมูก่อนจับแล้วว่าตรงตามยอดครับ
 เราจะตกลงกันว่า(ภายในครอบครัว) เราจะไปเลี้ยงกับ บริษัทใหม่ครับ และหลังจากนั้นก็มีเกษตรกรในเขตที่ผมอยู่ก็โดยเหมือนกันครับ (อ่อผมอยู่เขตบ้านธิ จังหวัดลำพูน ครับท่าน) เกษตรกรรายนั้นถึงกับทุบเล้าแล้วไปซื้อโคนมยกฟาร์มมาเลี้ยงครับ ทั้งที่เกษตรกรรายนั้นเลี้ยงหมูกับเบทาโกรมาประมาณ 8 ปี ผลงานดีมาตลอด แต่บริษัทก็ไม่เอาไว้ครับ
ท่านครับทุกวันนี้เวลาผ่านไป 5 ปี ผมยังเป็นหนี้ ธกส อยู่มากเลยครับ และหลังจากเลิกเลี้ยงหมูของเบทาโกรแล้ว คุณนักวิชาการสัตวบาลก็ยังไปบอกฟาร์มแถวๆนั้นว่าที่พวกผมเลิกเลี้ยงกับทางบริษัทเพราะว่า พวกเรามีปัญหาคือเราแอบนำเอาอาหารของบริษัทไปขายครับ ทั้งๆที่ผมาไม่เคยเลย ครับ เพราะถึงผมเป็นหนี้แต่ผมก็มีศักดิ์ศรีครับ
สุดท้ายนี้ผมขอให้ทุกท่านศึกษาจากกรณีของผมเป็นตัวอย่างครับว่าจะลงทุนอะไรให้คิดดีๆครับ ขนาดผมลงมือทำเองนะครับ (อ่อผมเรียนจบตรีสัตวศาสตร์ และปริญาโทส่งเสริมการเกษตรครับ)ยังไม่สำเร็จเลยเพราะบริษัทไท่มีทางปล่อยให้เรารวยหรอกครับ
และทุกวันนี้ผมทำงานกับกรมปศุสัตว์แห่งหนึ่งทางภาคเหนือตอนบนและผมมีโอกาสไป ประมาณ 8 จังหวัด เมื่อมีเกษตรกรถามผมก็จะตอบอย่างนี้ละครับ ขอบคุณมากครับที่อ่านจนจบครับ



Liked By: wised, hasell
บันทึกการเข้า
cm50110
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 111


« ตอบ #67 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2013, 09:28:11 AM »

การทำฟาร์มหมูของบริษัท ฯ พื้นที่ฟาร์มห่างจากหมู่บ้านระยะทางเท่าไร  ซึ่งการทำฟาร์มต้องผ่านประชามติที่ประชุมของหมู่บ้านด้วย ส่วนมากประชาชนในหมู่บ้านจะไม่ให้ผ่าน  แต่ถ้าห่างไกลหมู่บ้านและไม่รบกวนหมู่บ้านก็ไม่แน่ครับ
บันทึกการเข้า
Freedom in mind
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 90


« ตอบ #68 เมื่อ: มิถุนายน 17, 2013, 09:34:49 PM »

ผมว่าควรศึกษาตลาดให้ดีนะครับ  เพราะการเลี้ยงหมูทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องหมูๆ
เนื่องจากในระบบการค้าแบบเสรี มีระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก(economic of scale)
และตอนนี้ปลาตัวที่ใหญ่ที่สุดได้ยึดทำเลในการล่าเหยื่อเพิ่มขึ้นไปอีก 1 น่านน้ำไปแล้ว
ส่วนเราที่กำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิรบโดยไปเข้ากับอันดับ 2 ของเมืองไทย  แต่ยังไม่มีน่านน้ำเท่าที่ควร
มีแต่การเพิ่มทหารเข้าไปในหน่วยรบผมว่ามันเสี่ยงน่าดูครับ และอีกอย่างความเสี่ยงมักเกิดขึ้นกับทหารราบมากกว่าแม่ทัพ
โดยแม่ทัพหรือนายพลจะเป็นผู้วางแผนว่าจะเดินทัพแบบไหนเท่านั้น ผมไม่เถียงนะครับว่าเสบียงเขามีเยอะ
แต่น่านน้ำหรือช่องทางการตลาดหายไป โดยตกไปอยู่ในมือเจ้าของตลาดแล้วเกินครึ่งประเทศ ผมก็ไม่รู้ว่ากำไรที่ได้จะคุ้มหรือเปล่า
คิดให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงครับ ยิงฟันยิ้ม


Liked By: NKC
บันทึกการเข้า
NKC
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 464


« ตอบ #69 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2013, 07:51:31 AM »

เกษตรอยู่ยากเพราะผู้บริหารประเทศไม่ว่ารุ่นไหนไม่เคยมีความจริงใจที่จะช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ร้องไห้ :'(หมูทุกวันนี้ล้นตลาดแล้วนะครับแต่รัฐบาลก็ยังไปนำเข้ามาจากอเมริกาแล้วเกษตรกรบ้านเราจะอยู่กันอย่างไรครับ ขยิบตา ร้องไห้
บันทึกการเข้า
LambBK
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #70 เมื่อ: มิถุนายน 26, 2013, 01:17:26 AM »

สำหรับท่านที่อยากเลี้ยงหมูของเบนะครับ คือตอนนี้พี่ชายของผมเค้าเลี้ยงอยู่เป็นหมูแม่พันธ์420แม่ครับลงทุนไป6,000,000+ผมจำตัวเลขแน่ชัดไม่ได้ส่งลูกหมูคืนให้เบ ประมาณ900-1,000ตัวครับ รายได้ตกเดือนละ180,000-200,000+-นิดหน่อยครับหักค่าคนงาน6คน30,000บาท ค่าไฟ25,000บาท ค่าไฟนี่คือรวมปั้มน้ำด้วยนะคับเพราะต้องเจาะน้ำบาดาลอย่างเดียว (น้ำนี่สำคัญครับขาดไม่ได้ผมเจาะแบบซัมเมิสนะครับปั้มธรรมดาดูดไม่ทันเอาแค่1แรงก้อพอ เจาะไป2บ่อที่จริง3แต่อีกบ่อน้ำมันไหลไม่ทันเลยใช้แค่2บ่อช่วงนี้อากาศร้อนหมูมันกินน้ำมากด้วยใครที่จะเลี้ยงต้องระวังเรื่องน้ำนะครับ). ค่าส่งธนาคาร75,000บาท คร่าวๆนะครับตัวเลขจริงผมจำไม่ได้แต่เกินนี้นิดหน่อยก็จะเหลือเงินประมาณ60,000-70,000ก็พออยู่ได้ครับพี่ชายผมทำคนเดียวแฟนแกก็มีงานทำเป็นพยาบาลมีเงินเดือนเป็นของตัวเอง  ผมว่ารายได้มันก้อสมเหตุสมผลอยู่นะครับพออยู่ได้ อีกทั้งยังมีขี้หมูที่สามารถขายได้อีกใส่กระสอบ30โลราคา30บาทแน่ะขายทีนึงก้อ250-300กระสอบก้อพอมีรายได้เพิ่มครับอีกทั้งยังน้ำขี้หมูที่จ้างรถดูดส้วมเอาไปพ่นในไรในสวนได้อีกครับ
อีกอย่างหมูแม่พันธ์เราต้องเอาใจใส่กับมันให้มากหน่อยต้องดูแลโรงเรือนให้สะอาดอยู่เสมอครับ
อีกอย่างนะครับอย่าไปคิดเล็กคิดน้อยกับโครงสร้างโรงเรือนผมบอกไว้ก่อนว่างานซ่อมแซมไม่ใช่เรื่องตลกครับ ถ้าเป็นบ้านคนเรายังพอบอกให้คนออกไปข้างนอกก่อนได้แต่หมูมันจะรู้เรื่องกับเรารึป่าวละต้องคิดให้ดีๆครับ อีกอย่างเรื่องภาษีครับบอกตรงๆว่าหนักมากปีที่แล้วเอาไปดาว์นรถได้เลยครับ
ถ้าจะลงทุนนะครับผมแน่ะนำว่าต้องลงเยอะหน่อยรายได้มันถึงจะคุ้มไม่ใช่ว่าโลภมากนะครับแต่คิดดีๆว่าหักค่าใช้จ่ายแล้วเราจะเหลือเท่าไรครับ
บันทึกการเข้า
msittiporn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7


« ตอบ #71 เมื่อ: กันยายน 11, 2013, 05:57:14 PM »

สำหรับท่านที่อยากเลี้ยงหมูของเบนะครับ คือตอนนี้พี่ชายของผมเค้าเลี้ยงอยู่เป็นหมูแม่พันธ์420แม่ครับลงทุนไป6,000,000+ผมจำตัวเลขแน่ชัดไม่ได้ส่งลูกหมูคืนให้เบ ประมาณ900-1,000ตัวครับ รายได้ตกเดือนละ180,000-200,000+-นิดหน่อยครับหักค่าคนงาน6คน30,000บาท ค่าไฟ25,000บาท ค่าไฟนี่คือรวมปั้มน้ำด้วยนะคับเพราะต้องเจาะน้ำบาดาลอย่างเดียว (น้ำนี่สำคัญครับขาดไม่ได้ผมเจาะแบบซัมเมิสนะครับปั้มธรรมดาดูดไม่ทันเอาแค่1แรงก้อพอ เจาะไป2บ่อที่จริง3แต่อีกบ่อน้ำมันไหลไม่ทันเลยใช้แค่2บ่อช่วงนี้อากาศร้อนหมูมันกินน้ำมากด้วยใครที่จะเลี้ยงต้องระวังเรื่องน้ำนะครับ). ค่าส่งธนาคาร75,000บาท คร่าวๆนะครับตัวเลขจริงผมจำไม่ได้แต่เกินนี้นิดหน่อยก็จะเหลือเงินประมาณ60,000-70,000ก็พออยู่ได้ครับพี่ชายผมทำคนเดียวแฟนแกก็มีงานทำเป็นพยาบาลมีเงินเดือนเป็นของตัวเอง  ผมว่ารายได้มันก้อสมเหตุสมผลอยู่นะครับพออยู่ได้ อีกทั้งยังมีขี้หมูที่สามารถขายได้อีกใส่กระสอบ30โลราคา30บาทแน่ะขายทีนึงก้อ250-300กระสอบก้อพอมีรายได้เพิ่มครับอีกทั้งยังน้ำขี้หมูที่จ้างรถดูดส้วมเอาไปพ่นในไรในสวนได้อีกครับ
อีกอย่างหมูแม่พันธ์เราต้องเอาใจใส่กับมันให้มากหน่อยต้องดูแลโรงเรือนให้สะอาดอยู่เสมอครับ
อีกอย่างนะครับอย่าไปคิดเล็กคิดน้อยกับโครงสร้างโรงเรือนผมบอกไว้ก่อนว่างานซ่อมแซมไม่ใช่เรื่องตลกครับ ถ้าเป็นบ้านคนเรายังพอบอกให้คนออกไปข้างนอกก่อนได้แต่หมูมันจะรู้เรื่องกับเรารึป่าวละต้องคิดให้ดีๆครับ อีกอย่างเรื่องภาษีครับบอกตรงๆว่าหนักมากปีที่แล้วเอาไปดาว์นรถได้เลยครับ
ถ้าจะลงทุนนะครับผมแน่ะนำว่าต้องลงเยอะหน่อยรายได้มันถึงจะคุ้มไม่ใช่ว่าโลภมากนะครับแต่คิดดีๆว่าหักค่าใช้จ่ายแล้วเราจะเหลือเท่าไรครับ

ภาษีนี่เค้าคิดยังไงครับ
บันทึกการเข้า
ninekantong
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2


« ตอบ #72 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2013, 07:57:31 PM »

ผมสนใจที่จะเลี้ยงหมู แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลี้ยงหมูพันธุ์ หรือ หมูขุน ดีครับ อยู่ระหว่างการตัดสินใจ ผมมีเนื้อที่อยู่ประมาณ 10 ไร่ ที่ อ.เพ็ญ จังหวัดอุดร ครับ เลยอยากทราบค่าใช้จ่ายโดยประมาณ ในการทำโรงเรือนว่าประมาณเท่าไหร่ครับ กับการเลี้ยงหมูขุน เริ่มที่ 300-500 ตัวครับ เป็นแบบโรงปิด Eva p พร้อมบ่อก๊าซ เจาะบ่อบาดาล และค่าใช้จ่ายอื่น ประมาณเท่าไหร่ครับ เพราะทุนคงต้องกู้มาลงทุนครับ ช่วยแนะนำหน่อยครับ และไม่รู้จะเข้าร่วมกับ บริษัท ใดดีครับ และทิศทางตอนนี้ เจ้าไหนที่มีสายพานการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย ระหว่าง ซีพี กับ เบทาโกร  ครับ เพราะจะได้เป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจถูกครับ เพราะทิศทางการส่งออกมีผลกับการจับหมูขุนและลงหมูขุนด้วยครับ ขอบความกรุณาผู้รู้ช่วยแนะนำครับ หมูพันธ์ก็คิดไว้ส่วนหนึ่งแล้วครับ
บันทึกการเข้า
sittichokesaythong
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 391


« ตอบ #73 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2013, 10:29:34 PM »

ผมขอตอบ ในส่วนการเลี้ยงหมูขุนครับ

รายจ่าย  น๊ะตอนนี้ น่าจะอยู่ที่ 2000000 บาท ต่อ โรงเรือน พร้อม ส่วน ประกอบ ต่างๆ  จะประหยัดมากน้อย แค่ไหนขึ้นอยู่ กับ

วางแผนการสร้าง การจะเลือกบริษัท  น่า จะดูว่า ในเขตนั้น บริษัท ใดส่งเริมอยู่บ้าง  ถ้ามีเบทาโกร  ก็น่าสนใจ  แต่ควร เป็นหมู spf  เพราะการจับ

จะ เร็วและ  ใช้ระบบ เข้าหมด ออกหมด ทำให้ง่าย ต่อการ ทำงานของฟาร์ม  ถ้า คิดว่าสนใจจริง อย่ารีบร้อนเกินไป  หาข้อมูลให้เข้มข้น หน่อยน๊ะครับ

น่าทำ  แต่ต้อง  ชอบ และถ้ามีฐานความรู้มาบ้างจะช่วยได้มากครับ
บันทึกการเข้า
เดชอุดม
ราชมงคลสุรินทร์ 44 การประมง เกษตรกรรุ่นใหม่
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1372


อุบลราชธานี


« ตอบ #74 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2013, 01:40:44 PM »

ผมสนใจที่จะเลี้ยงหมู แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลี้ยงหมูพันธุ์ หรือ หมูขุน ดีครับ อยู่ระหว่างการตัดสินใจ ผมมีเนื้อที่อยู่ประมาณ 10 ไร่ ที่ อ.เพ็ญ จังหวัดอุดร ครับ เลยอยากทราบค่าใช้จ่ายโดยประมาณ ในการทำโรงเรือนว่าประมาณเท่าไหร่ครับ กับการเลี้ยงหมูขุน เริ่มที่ 300-500 ตัวครับ เป็นแบบโรงปิด Eva p พร้อมบ่อก๊าซ เจาะบ่อบาดาล และค่าใช้จ่ายอื่น ประมาณเท่าไหร่ครับ เพราะทุนคงต้องกู้มาลงทุนครับ ช่วยแนะนำหน่อยครับ และไม่รู้จะเข้าร่วมกับ บริษัท ใดดีครับ และทิศทางตอนนี้ เจ้าไหนที่มีสายพานการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย ระหว่าง ซีพี กับ เบทาโกร  ครับ เพราะจะได้เป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจถูกครับ เพราะทิศทางการส่งออกมีผลกับการจับหมูขุนและลงหมูขุนด้วยครับ ขอบความกรุณาผู้รู้ช่วยแนะนำครับ หมูพันธ์ก็คิดไว้ส่วนหนึ่งแล้วครับ

อย่าไปคิดไกลถึงการส่งออกครับ  ไทยเราส่งออกเนื้อหมูน้อยมาก จำไม่ได้ว่ากี่ % แต่น้อยถึงน้อยมากๆ และส่วนใหญ่ของส่งออกที่น้อยมากๆ ก็คือ เนื้อหมูต้มสุก  เพราะบ้านเรามีปัญหาโรคไม่สามามารถส่งออกได้ รวมทั้งการกีดการค้า เพราะหมูเลี้ยงกันทั่วโลก เลี้ยงในโรงเรือน เลยทำให้ประเทศหนาว ร้อน อบอุ่น เลี้ยงกันได้หมด  แต่ประเทศไหนจะมากน้อยอยุ่ที่วัตถุดิบที่ผลิตเป็นอาหารสัตว์เป็นองค์ประกอบ  

ถ้าจะเลี้ยงกับบริษัท  หมูขุนง่ายสุด ส่วนหมูพันธ์การจัดการยุ่งยากกว่ามาก คนละคลาสกัน    การเลือกให้ดูฟีดแบค มากกว่าครับ ฟีดแบคจากเกษตรกรในพื้นที่ พยายามหาหลายๆรายประกอบกัน อย่าใจร้อน  หาดูซัก 10 ราย ขึ้นไป แล้วมาคิดดูว่า แต่ละรายมีปัญหาตรงไหน จากตัวเกษตรกรหรือบริษัท ไม่แน่ท่านอาจเปล่ยนใจได้  


จากประสบการณ์ที่เคยทำฟาร์มหมู  200 แม่ มาก่อนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว พ่อให้คุมฟาร์มตั้งแต่อายุ 14   ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย      

ทำให้คิดได้ว่า  การจะทำฟาร์มหมูให้สำเร็จ  จะตอ้งครบวงจรให้มากที่สุด      โดยเรียงลำดับ

1. ต้องทำฟาร์มพ่อแม่เอง  
2. ผลิตลูกขุนเอง หรือขายบางส่วน ตามภาวะ
3. มีเขียงเป็นของตัวเอง  เป็นช่องทางการจำหน่ายของฟาร์มโดยตรง หากไม่มีก็จะโดนพ่อค้ากดราคายับตลอด  
4. ชำแหละหมูเอง  นำไปแปรรูปทำผลิตภัณท์   เช่น หมูยอ ลูกชิ้น ไส้กรอก แหนม หรือมีร้านอาหารเช่น ร้านเนือ้ย่างเป็นของตัวเอง เป็นการระบายผลผลิตทางฟาร์ม
5. สมัยนี้ถ้าจะผสมอาหารใช้เองจะยากกว่าสมัยก่อนมาก  ที่หารำ ปลายข้าว ได้ง่ายกว่า  สมัยนี้การใข้อาหารสำเร็จของบริษัท ก็ไม่ได้ทำให้ต้นทุนสูงได้ เพราะยังไงก็ใช้กันทั้งหมด เรียกว่า สตาร์ทเหมือนกัน ในจุดนี้  
6. การจัดการ  อธิบายแล้วยาว  แต่เป็นปัจจัยที่ทำให้สำเร็จได้ที่สุด  


ปล.  อ่านข้างบน ของท่าน  อ้างจาก: LambBK   เลี้ยงแม่พัน 400 กว่าแม่  หักแล้วเหลือ 6-7 หมื่น  นี่  น้อยนะครับ  มันต้องได้ หลายแสนแล้ว(เฉียดล้าน)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 03, 2013, 01:43:22 PM โดย เดชอุดม » บันทึกการเข้า

เป็นเกษตรกรต้องอดทนและขยัน
Thongthon khunpraraksa
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 88


« ตอบ #75 เมื่อ: ตุลาคม 03, 2013, 06:46:46 PM »

สวัสดีครับ ผมอยากจะเพิ่มนิดนึงครับ การเลี้ยงแม่พันธ์กับบริษัทอาหารและยาไม๋มีการคิดมูลค่าครับ  เป็นรายได้สุทธิครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 4 [5]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: