หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 ... 29   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ชมรม คนปลูกแก่นตะวัน  (อ่าน 132259 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
sakulpimp
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 164


« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2012, 09:45:40 PM »

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนคะ ว่า  ไม่ใช่มืออาชีพในการปลูกแก่นตะวัน เพิ่งจะรู้จักด้วยซ้ำ  เริ่มหลงรักก็ตอนอ่านสรรพคุณนี่แหละ ประโยชน์เยอะมากมายป้องกันโรคเบาหวานได้ ( เพื่อนบอก..เค้าซื้อมาฝาก)และได้ลองทานก็อร่อยดีเนอะ ทำอาหารได้สารพัด ถามเพื่อนซื้อจากไหน เค้าบอกไม่ต้องถามหรอกแพงจะตาย หัวใหญ่หน่อยก็ได้ 7-8 หัว/กก.  300-500  บาท  อะไรฟ่ะ ยังกะแห้วแพงอะไรนักหนา
เลยจิ๊กมาลองปลูกดู  ใส่กระถางสองสามหัว ยังไม่ถึง 3 วันเลย แตกหน่อแล้ว ปลูกยากตรงไหนเนี้ย
ปลูกง่ายมาก ไม่เห็นต้องดูแลอะไรมากมายก็เหมือนปลูกผักสวนครัวทั้วไป น้องเคยโทรถามในเวปแก่นตะวันเค้าขาย 300.- และคนขายเค้าบอกว่า แก่นตะวัน เป็นอาหารของคนชั้นกลางขึ้นไป ชาวบ้านทั่วไปไม่ได้กินหรอก   โกรธ โกรธ  แค้นมากเลยสั่งเลย เอา 2 กก.พี่ รวมค่าส่ง  700.- เค้าบอก 1 ไร่ ต้องใช้หัวแก่นตะวัน ประมาณ 35 กก. เค้าบอกแล้วแต่คนปลูกด้วยเพราะหัวมันตัดได้ ท่อนละ 3-5 cm
แต่หัวที่ซื้อมา 2 กก. ไม่มีหัวไหนถึง 4 cm เลย เอาว่ะผิดเป็นครู น้องเลยตัดเน้นตรงที่เป็นตาจะแตกหน่อ แล้วลองชำในตะกร้าดู แตกทุกหัวคะ  ไม่เห็นว่ามันจะยากอะไร เดี๋ยวเอารูปลงให้ดู  เริ่มศึกษาและเห็นเค้าปลูกกันเยอะแล้ว ราคาแก่นตะวันที่งานเกษตร  200.-/กก
แต่น้องมีอีกที่ หัวพันธุ์ ราคาไม่ถึงร้อยแถมตัดได้อีกเพียบ    น้องเลยอยากเชิญชวนเพือนๆชาวเกษตรพอเพียง มาปลูกแก่นตะวันใว้ทานเองดีกว่า ใครมีอะไร ก็สอบถามกันมาได้นะคะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 11, 2012, 10:22:09 PM โดย sakulpimp » บันทึกการเข้า

sakulpimp
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 164


« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2012, 10:03:28 PM »

แก่นตะวัน นับว่าเป็นพืชชนิดใหม่ของไทย ที่มีโอกาสพัฒนาไปเป็นพืชทางเลือกเป็นการค้าหรืออุตสาหกรรมในอนาคต ถึงแม้ว่าพืชแก่นตะวันไม่ใช่พืชพื้นเมืองของประเทศไทย แต่ว่าเรานำเอาเข้ามาพัฒนาด้วยการศึกษาวิจัย ให้ผลผลิตแล้ว ก็มาพัฒนาเรื่องพันธุ์ของไทย เพื่อที่จะแนะนำเกษตรกรให้ปลูก สำหรับพืชนี้เป็นพืชที่อยู่ในเขตหนาวแต่ว่าเรานำเข้ามาแล้วทดสอบดูแล้วปรากฏว่า มีการปรับตัวได้ดีในเขตร้อน มีอายุสั้น ประมาณ 120 วัน ให้ผลผลิตสูงประมาณ 2 ถึง 3 ตัน ต่อไร่ เป็นพืชหัว เราสามารถนำเอาหัวมาใช้ประโยชน์ เป็นอาหารได้ทั้งคนและสัตว์
จัดว่าเป็นพืชสมุนไพร ทำอาหารได้หลากหลาย เช่น บริโภคสด
ทำเป็นอาหารคาว หวาน เพราะว่าในหัวมีสารสำคัญเรียกว่า อินโนริน เมื่อคนบริโภคเข้าไป จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น
โดยเฉพาะมีแบคทีเรียที่อยู่ในระบบลำไส้ที่มีประโยชน์ จะเจริญเติบโตดี เช่น แลคโตบาซิลัส ในขณะเดียวกันก็ทำให้แบคทีเรียตัวที่ก่อโรคมีการเจริญเติบโตต่ำ นอกจากนั้นผลงานวิจัยต่างประเทศชี้ชัดว่า พืชชนิดนี้เมื่อคนบริโภคเข้าไปแล้วจะช่วยลดครอเลสเตอรอล ก็จะลดปัญหาการเสี่ยงเนื่องจากโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด

ในแง่ของการผลิตเป็นอาหารสัตว์ ทีมงานวิจัยของ รศ.เยาวมาลย์
ค้าเจริญ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ศึกษาพบว่า
เมื่อสัตว์บริโภคหัวแก่นตะวันเข้าไปจะทำให้ลดกลิ่นของมูลสัตว์
เหมาะกับในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ เช่น การเลี้ยงไก่ การเลี้ยงสุกร คือตรงนี้ก็จะช่วยลดกลิ่นของการเลี้ยงสัตว์ และจะทำให้ภูมิคุ้มกันของสัตว์ดีขึ้นด้วย อีกประการหนึ่ง เนื่องจากหัวแก่นตะวันมีปริมาณน้ำตาล
ครุโตสอยู่ค่อนข้างสูง และเราสามารถเอาแก่นตะวันไปหมักเพื่อจะได้
เอทานอล หรือแอลกอฮอล์ออกมาโดยหัวแก่นตะวัน 1 ตัน สามารถให้
เอทานอล ประมาณ 80- 100 ลิตร มากกว่าการผลิตเอทานอลจากอ้อย เพราะฉะนั้น พืชชนิดนี้จึงเป็นพืชที่มีศักยภาพในแง่ของการผลิตพลังงานทดแทนต่อไปในอนาคต นอกจากนั้น แก่นตะวันมีดอกสีเหลืองเมื่อออกดอกจะออกพร้อม ๆ กันเต็มไร่ ซึ่งมีความสวยงามมาก สามารถส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ เช่นเดียวกับทุ่งทานตะวันของจังหวัดลพบุรี และสระบุรี”
บันทึกการเข้า
sakulpimp
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 164


« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2012, 10:20:28 PM »

ลักษณะของต้น แก่นตะวัน เป็นพืชใกล้ชิดกับทานตะวัน มีดอกสีเหลืองสดใส คล้ายดอกบัวตอง และดอกทานตะวัน แต่มีขนาดเล็กกว่า มีหัวใต้ดินคล้ายกับมันฝรั่งเพื่อเก็บสะสมสารอาหาร ซึ่งหัวของแก่นตะวัน จากการ วิจัยพบว่า เป็นแหล่งสะสมของอินนูลิน (inulin) ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพสูง
ทั้งนี้ อินนูลิน ประกอบด้วยน้ำตาลฟรักโตสมีโมเลกุลยาว จับยึดไขมันในเส้นเลือดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น ไขมัน Cholesterol Triglyceride และ LDL จึงลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ขณะที่แก่นตะวัน ให้แคลอรีต่ำ ไม่เพิ่มน้ำตาลในเลือด จึงลดความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน
ที่สำคัญ อินนูลิน เป็นสารเยื่อใยอาหาร จะไม่ถูกย่อยในกระเพาะ และลำไส้เล็ก อยู่ในระบบทางเดินอาหารเป็นเวลานาน ทำให้ไม่รู้สึกหิว กินอาหารได้น้อย จึงช่วยลดความอ้วน นอกจากนี้ อินนูลิน จะช่วยลดปริมาณแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น Coliforms และ E.Coli แต่จะเสริมการทำงานของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายคือ Bifidobacteria และ Lactobacillus จึงเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้ดีขึ้น
“ข้อมูลเบื้องต้น ที่ได้จากการสอบถามผู้ที่บริโภค หัวแก่นตะวันสด เป็นประจำ พบว่าเมื่อรับประทานหัวแก่นตะวัน จะรู้สึกอิ่ม กินอาหารน้อยลง ระบบขับถ่ายดี ไม่มีปัญหาท้องผูก และช่วยลดอาการจุกเสียดแน่น และแก้อาการท้องเสียได้ ส่วนผลทางอ้อม ทำให้สุขภาพในช่องปากดี ลดกลิ่นปากจากเชื้อแบคทีเรียในช่องปากและในระบบลำไส้ได้
ผลก็ คือ อุจจาระมีกากมากขึ้น ทำให้ถ่ายสะดวก แก้อาการท้องผูก ทำให้กลิ่นเหม็นของอุจจาระไม่มี หากใช้แก่นตะวันเลี้ยงสัตว์ อุจจาระจะไม่มีกลิ่นด้วย และจะช่วยป้องกันมะเร็งของลำไส้ใหญ่
เนื่อง จากร่างกายไม่สามารถย่อยแก่นตะวันไปใช้ได้ แก่นตะวันจึงเป็นสารเส้นใยอย่างเดียว ไม่ให้แคลอรี กินแล้วไม่อ้วน สารเส้นใยทำให้อยู่ท้อง กินได้น้อย จึงช่วยลดน้ำหนักตัวได้ มีงานวิจัยในหนูพบว่า หากให้หนูกินอาหารผสมอินนูลินนาน 3 สัปดาห์ น้ำหนักตัวจะน้อยกว่าหนูปกติถึง 30 %และ เพราะความเป็นสารเส้นใยของแก่นตะวัน มันจะช่วยซับน้ำมันและน้ำตาลที่เราอาจจะกินล้นเกินออกทิ้งทางอุจจาระ จึงสามารถป้องกันไขมันในเลือดสูง มี งานวิจัยของคอเซ ในปี 2000 พบว่าคนที่มีระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอด์ไรด์สูง หากกินอินนูลินเป็นประจำจะทำให้ไขมันในเลือดลดลงใน ปี 1983 ฮาตะรายงานว่าคนที่กินอินนูลินจะมีโอกาสเป็นเบาหวานน้อยกว่าคนที่กินน้ำตาล สูงถึง 40 % แสดงว่า หากกินแก่นตะวันเป็นประจำจะช่วยป้องกันเบาหวานได้
สรุปแล้ว แก่นตะวันเป็นผักหัวที่มีสารเส้นใยสูง มีสารกลุ่มที่เรียกว่าพรีไบโอติก จึงช่วยควบคุมน้ำหนักตัว แก้อาการท้องผูก ทำให้สุขภาพลำไส้ใหญ่ดีขึ้น ป้องกันไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง รวมทั้งป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วย


บันทึกการเข้า
minja
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4771


« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2012, 10:28:01 PM »

แก่นตะวัน ได้ยินมานานแล้ว ครั้งแรกพี่ชายซื้อมาให้ทานกัน ทานครั้งแรกรสชาดคล้ายแห้วอย่างที่คุณsakulpimp ว่านั่นแหล่ะเพียงแต่จะมีกลิ่นนิดนึงคล้ายดินก็ไม่เชิง เป็นกลิ่นเฉพาะของแก่นเองมั๊ง ที่นำมาให้ทานให้รู้จักกันในบ้านเพราะคนนำมารับมรดกเบาหวานมา น้องสาวก็รับมาอีกคน มีอะไรก็สรรหาแนะนำมากันหมู่พี่ๆน้องๆ ตอนนี้เบาหวาน 3 คนในบ้าน แต่ก็อยู่ที่การบริโภคส่วนตนด้วย สรรหาอะไรมาก็ไม่ได้ทำให้หายได้นอกจากบรรเทา หรือป้องกันสำหรับคนยังไม่เป็น
จากนั้นก็นำมาปลูกกันไว้ทานแต่ก็ไม่ได้ดูแลสม่ำเสมอนัก แต่ล่าสุดขุดมาทานกันได้ทั้งบ้าน ก็จะตัดส่วนเกินหัวเล็กออกมาเพาะต่อได้ แต่เห็นว่าเฉือนตามาก็สามารถเพาะได้เช่นกัน แต่เปอร์เซ็นอาจน้อย แต่ก็ทดลองแล้วงอกเหมือนกันนะ ส่วนตัวเองก็ค้นข้อมูลตั้งแต่ได้รู้จัก สนใจมานาน คิดไปไกลขนาดเกษียณเมื่อไรจะทำไร่แก่นตะวันโน่น.. แต่ก็ยังอยู่ในความคิดอยู่นะ ยิงฟันยิ้ม แต่ว่าเมื่อถึงเวลาจริงๆไม่รู้จะมีแรงทำไหวไหม ก็เลยเอาแค่ปลูกกินก่อนดีกว่า ยิงฟันยิ้ม
แก่นตะวันแบ่งกันไปปลูก ของตนเองไม่มีเนื้อที่หาวัสดุที่ปลูกรอผล เคยปลูกในกระถางไม่ค่อยได้ผลงอกแล้วฟุบประจำแต่หัวยังอยู่ คงเป็นกับดิน ล่าสุดจึงใช้ทรายผสมมากหน่อย เพราะบ้านพี่ชายที่ปลูกดินเขาจะเป็นดินทรายขี้เป็ด ผลออกมาเป็นพวงเหมือนในภาพที่ได้เห็นเลย




สรรพคุณที่ยิ่งน่าหามาทาน
http://www.balavi.com/content_th/nanasara/Con00223.asp
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 11, 2012, 10:30:47 PM โดย minja » บันทึกการเข้า
sakulpimp
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 164


« ตอบ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2012, 10:36:53 PM »

แก่นตะวันเป็นพืชที่ปลูกง่าย ชอบดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี เพราะจะลงหัวได้ง่าย หากมีน้ำขังแฉะจะทำให้หัวเน่า การปลูกสามารถปลูกได้ในฤดูฝน ในพื้นที่ไร่เหมือนกับพืชไร่ทั่วไป การปลูกในฤดูแล้งต้องมีระบบน้ำชลประทาน เช่น การปลูกหลังเก็บเกี่ยวข้าวในนาดินร่วนทรายเขตชลประทาน การปลูกโดยใช้หัวปลูกต้องตัดหัวให้เป็นท่อน ๆ ยาวท่อนละประมาณ 2- 3 เซนติเมตร บ่มหัวที่หั่นแล้วในถังมีความชื้น  จะกระตุ้นให้เกิดต้นอ่อนบนหัวท่อนพันธุ์ แล้วจึงนำไปปลูก

การปลูกแก่นตะวัน

ขั้นตอนการเตรียมดิน

1.      เริ่มจากการไถครั้ง แรกและทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อที่ตากดิน

2.      ไถครั้งที่ 2 ซ้ำอีกครั้ง เพื่อพรวนดินให้ละเอียด

3.      ไถครั้งที่ 3 เพื่อชักร่อง

ขั้นตอนการปลูกแก่น ตะวัน มี 2 วิธี  ดังนี้

1. การปลูกโดยการหยอด

2. การปลูกโดยจากการ เพาะกล้า

1.1 วิธีการปลูกโดยการหยอดหัวพันธุ์

เมื่อ เตรียมหัวพันธุ์เสร็จแล้วนำหัวพันธุ์ไปคลุกกับยากันเชื้อราในอัตราตามที่ ระบุไว้ข้างขวดและทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้ยากันเชื้อราซึมเข้าหัวพันธุ์และนำหัวพันธุ์ไปหยอดตามร่องที่ได้ เตรียมไว้ในระยะห่างระหว่างต้น  20 เซนติเมตร  หยอดลึกประมาณ  2 ข้อนิ้ว แล้วจึงกลบดินทำการรดน้ำให้ชุ่ม และต้องรดน้ำไปจนกว่าตาพันธุ์จะเริ่มมีการงอกหลังจากนั้นจึงให้น้ำวันเว้น วัน

1.2 วิธีการปลูกโดยการเพาะกล้า

วัสดุเพาะ

- แกลบเผา    100 %

- ถุงขนาด 3 * 4 นิ้ว

-  ปูนแดง

การเพาะกล้า

โดย ตาพันธุ์ที่สมบูรณ์พร้อมที่จะงอกนำไปแช่หรือคลุกกับปูนแดงเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วนำไปเพาะในกระบะเพาะชำหรือถุงที่เตรียมไว้และใช้แกลบเผากลบหัวพันธุ์หนา ประมาณ 1 เท่าของขนาดหัวพันธุ์ ภายใน 5 – 7 วัน ตาพันธุ์จะเริ่มงอก ทำการดูแลรักษาโดยการให้น้ำตามปกติจนต้นกล้ามีอายุ10 – 15  วันจึงย้ายต้นกล้าไปแปลงปลูก

วิธีการปลูก

1.1  ควรขุดหลุมปลูกให้มี ขนาดกว้างและลึกประมาณ 30 เซนติเมตร

1.2  ยกถุงกล้าต้นไม้วาง ในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย

1.3  ดึงถุงพลาสติกออกโดย ระวังอย่าให้ดินแตก

1.4  กลบดินที่เหลือลงไป ในหลุม

1.5  กดดินบริเวณโคนต้น ให้แน่น

1.6  รดน้ำให้ชุ่ม

การให้น้ำ
การ ให้น้ำเป็นสิ่งจำเป็นมากในการปฏิบัติดูแลรักษา เพราะถ้าปล่อยให้ต้นแก่นตะวันขาดน้ำในช่วงแรกต้นแก่นตะวันจะโทรมแคระแกรนไม่ เจริญเติบโตและในที่สุดก็จะตาย โรคและแมลงเข้าทำลายได้ง่าย ระยะที่ปลูกใหม่ๆ ควรให้น้ำทุกวัน หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นแก่นตะวันตั้งตัวได้แล้ว การให้น้ำควรให้น้ำวันเว้นวัน แต่เมื่อแก่นตะวันโตแล้วจะต้องควบคุมการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงการเจริญเติบโตและสภาพทั่วๆไป เช่นในระยะที่ออกดอกจะต้องการน้ำน้อยเพื่อให้มีช่วงการสะสมอาหารและควรลด ปริมาณน้ำจากปกติเพื่อจะช่วยให้ต้นแก่นตะวันและหัวแก่เร็วขึ้นวิธีการให้ อยู่กับความเหมาะสม เช่น ระบบน้ำหยด และการให้น้ำระบบสปริงเกอร์
การกำจัดวัชพืช

ควร มีการกำจัดวัชพืชอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้วัชพืชขึ้นรก โดยใช้คนเข้าไปถางหญ้าตามร่องของต้นแก่นตะวันและให้มีการพรวนดินพร้อมไปใน ตัวด้วย ไม่นิยมใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชกับต้นแก่นตะวัน เพราะแก่นตะวันเป็นพืชที่มีระบบรากตื้นอาจจะได้รับอันตรายจากสารเคมีที่ใช้ กำจัดวัชพืช บางประเภทได้ และสารเคมีที่ใช้กำจัดวัชพืชอาจจะมีผลตกค้างไปถึงสัตว์ที่บริโภคหัวแก่น ตะวัน

โรคที่พบในแก่นตะวัน

1. โรครากเน่าโคนเน่า

ลักษณะอาการ โรคนี้เกิดจากเชื้อรา จะเกิดบริเวณโคนต้นใกล้ผิวดิน อาการเริ่มแรกหัวของแก่นตะวันจะเป็นจุดและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและเน่า ใบจะเหลืองซีดร่วงหล่น กิ่งเริ่มแห้งและตายในที่สุด

1.1  การป้องกัน

โดยการกำจัดวัชพืช บริเวณโคนต้นให้สะอาด และการปลูกควรปลูกให้มีระยะที่เหมาะสม เพื่อให้แสงแดดส่องถึงโคนต้น อย่าให้น้ำขังบริเวณโคนต้นเป็นเวลานานๆ
2. แมลงศัตรูของแก่น ตะวัน

2.1  เพลี้ยอ่อน

ทั้งตัวอ่อนและตัว เต็มวัยสามารถเข้าทำลายแก่นตะวัน โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงยอดอ่อนและใบเมื่อเริ่มผลออกมาใหม่ ทำให้ใบหงิกงอไม่เจริญเติบโต จะพบระบาดมากเมื่อฝนทิ้งช่วงโดยมีมดเป็นพาหนะในการแพร่กระจาย

การเก็บเกี่ยว

การเก็บผลผลิตของ แก่นตะวันจะเริ่มเก็บได้เมื่อหัวมีอายุประมาณ 4 – 5  เดือน นับจากปลูก การเก็บเกี่ยวใช้วิธีการขุด

การปฏิบัติหลังการ เก็บเกี่ยว

หลังจากการขุดแล้วนำ มาทำความสะอาดโดยการล้างน้ำให้สะอาดและคัดขนาดของหัวใหญ่และเล็ก เสร็จแล้วนำไปผึ่งลมให้แห้ง ก็นำหัวยาไปบรรจุถุง เพื่อเก็บรักษาไว้เป็นหัวพันธุ์ต่อไป ซึ่งวิธีการเก็บก็สามารถทำได้โดยการเก็บไว้ในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 4 – 10  องศา

การปลูกใน ฤดูฝนต้องใช้ระยะปลูกห่าง ประมาณ 70 x 50 เซ็นติเมตร แต่ฤดูแล้งอาจ จะใช้ระยะปลูกแคบขึ้น เนื่องจากจะมีการเจริญเติบโตน้อยกว่าฤดูฝน 50 x 30 เซนติเมตร

การปลูกจากหัวที่มีต้นอ่อน ดินต้องมีความชื้นดีมาก หลังปลูกดายหญ้ากำจัดวัชพืช 1-2 ครั้ง ตามความจำเป็น
การใส่ปุ๋ย  ใส่ปุ๋ยพืชไร่ สูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อมีอายุ 20-30 วันหลังปลูก ปัจจุบันยังไม่พบโรค และแมลงที่สำคัญของพืชนี้
พืชนี้จะ ออกดอกสีเหลืองอร่ามเต็มทุ่งจนอาจขนานนามว่า
“ทุ่งแก่นตะวันบาน” นับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีไม่แพ้ทุ่งทานตะวันเลยทีเดียว
แต่การ ปลูกในฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม อาจไม่มีดอก
ถ้าปลูกในฤดูฝน พืชนี้จะเก็บเกี่ยวหัวเมื่ออายุประมาณ120-140 วัน
และสำหรับการปลูกใน ฤดูแล้งเก็บเกี่ยวผลผลิตที่อายุ100-110 วัน
โดยสังเกตพบว่า หัวขยายเต็มที่ ใช้วิธีขุด หรือถอนเก็บเกี่ยวหัว
เพื่อการนำไปใช้ ประโยชน์ต่อไปมีศักยภาพในการให้ผลผลิต สูง
โดยพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงสุด ให้ผลผลิต 2.5-2.8 ตันต่อไร่ ใช้เวลาปลูกเพียง 4 เดือน
หากเปรียบเทียบ กับมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตระดับเท่านี้ต้องให้เวลาการผลิต 10-12 เดือน

แก่น ตะวันนับว่าเป็นพืชชนิดใหม่ของไทย ที่มีโอกาสพัฒนาไปเป็นพืชทางเลือกเป็นการค้าหรืออุตสาหกรรมในอนาคต ถึงแม้ว่าพืชแก่นตะวันไม่ใช่พืชพื้นเมืองของประเทศไทย แต่ว่าเรานำเอาเข้ามาพัฒนาด้วยการศึกษาวิจัย ให้ผลผลิตแล้ว ก็มาพัฒนาเรื่องพันธุ์ของไทย เพื่อที่จะแนะนำเกษตรกรให้ปลูก สำหรับพืชนี้เป็นพืชที่อยู่ในเขตหนาวแต่ว่าเรานำเข้ามาแล้วทดสอบดูแล้วปรากฏ ว่า

มีการปรับตัวได้ดีในเขตร้อน มีอายุสั้น ประมาณ 120 วัน ให้ผลผลิตสูงประมาณ 2 ถึง 3 ตัน ต่อไร่ เป็นพืชหัว เราสามารถนำเอาหัวมาใช้ประโยชน์ เป็นอาหารได้ทั้งคนและสัตว์  จัดว่าเป็นพืชสมุนไพร ทำอาหารได้หลากหลาย เช่น บริโภคสด  ทำเป็นอาหารคาว หวาน เพราะว่าในหัวมีสารสำคัญเรียกว่า อินโนริน เมื่อคนบริโภคเข้าไป จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้นโดยเฉพาะมีแบคทีเรียที่อยู่ในระบบลำ ไส้ที่มีประโยชน์ จะเจริญเติบโตดี เช่น แลคโตบาซิลัส ในขณะเดียวกันก็ทำให้แบคทีเรียตัวที่ก่อโรคมีการเจริญเติบโตต่ำ.................อ้างอิงจาก www.แก่นตะวัน






บันทึกการเข้า
sakulpimp
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 164


« ตอบ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2012, 10:41:42 PM »

เห็นด้วยกับคุณminja คะ น้องเองก็คิดไกลเหมือนกันอยากปลูกเยอะๆๆดอกก็สวยประโยชน์ก็เยอะดี แต่ที่ทำได้ตอนนี้ก็แค่
ปลูกทานเองแหละ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
minja
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4771


« ตอบ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2012, 10:57:43 PM »

ถ้าปลูกเป็นทุ่ง ดอกจะเหมือนกับทุ่งบัวตอง หรือทานตะวันน้อยๆ เปิดให้เข้าชมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนทุ่งทานตะวัน พร้อมขายสินค้าได้ด้วย ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
tanita
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 911


"หลานสาวย่าโม"


« ตอบ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2012, 11:56:42 PM »

เห็นสรรพคุณแล้วน่าหามาปลูกบ้าง... ยิ้ม


บันทึกการเข้า

aoy99
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 78


« ตอบ #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2012, 11:10:42 AM »

สนใจมากๆครับ คุณประโยชน์มากมายเลย แต่ติดนิดเดียว คือวิธีเก็บรักษาผลผลิต 1. เมื่ออายุครบเรายังไม่เก็บหัวได้ไหมถ้ากินไม่หมดหรือยังไม่อยากขาย 2. ต้องเก็บแบบควบคุมอุณหภูมิหรือไม่ 3.ในกรณีปลูกเพื่อการค้า จะนำไปขายที่ไหน
บันทึกการเข้า
sakulpimp
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 164


« ตอบ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2012, 01:32:41 PM »

เห็นสรรพคุณแล้วน่าหามาปลูกบ้าง... ยิ้ม






ปลูกไหมล่ะคะ เอาที่อยู่มาเดี๋ยวน้องแบ่งให้ไปปลูก   ลองปลูกใส่กระถางใว้ทานก่อนก็ได้คะ 
บันทึกการเข้า
sakulpimp
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 164


« ตอบ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2012, 01:36:28 PM »

สนใจมากๆครับ คุณประโยชน์มากมายเลย แต่ติดนิดเดียว คือวิธีเก็บรักษาผลผลิต 1. เมื่ออายุครบเรายังไม่เก็บหัวได้ไหมถ้ากินไม่หมดหรือยังไม่อยากขาย 2. ต้องเก็บแบบควบคุมอุณหภูมิหรือไม่ 3.ในกรณีปลูกเพื่อการค้า จะนำไปขายที่ไหน

คุณชายaoyคะ เดี๋ยวน้องหาข้อมูลก่อนนะเอามาตอบให้ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
aoy99
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 78


« ตอบ #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2012, 09:48:41 AM »

ต้องหามาปลูกไว้ทานบ้างแล้วครับ  เป็นไม้ประดับก็ได้ ขายก็ดี ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
sakulpimp
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 164


« ตอบ #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2012, 07:31:50 PM »

ต้องหามาปลูกไว้ทานบ้างแล้วครับ  เป็นไม้ประดับก็ได้ ขายก็ดี ยิ้มเท่ห์
คุณaoy รองานรวมพลนะ เดี๋ยวน้องเอาไปให้ พอดีตอนนี้ลงปลูกหมดแล้วจ้า  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
kok1
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1101


« ตอบ #13 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2012, 08:07:04 PM »

  อะอ้าวยัยคุณน้อง 555+ ข่าวคราวเงียบหาย เจออีกทีกลายเป็นน้องแก่น..ไปซะแล่ว ขอแจมด้วยคนนะครับคือว่า พืชและต้นไม้ของไทยมีอีกหลายๆชนิดครับที่มีสรรพคุณทางยา และที่เป็นยาสมุนไพรโดยตรงก็มีอีกหลากหลาย ที่เป็นยารักษาได้สารพัดโรค สมัยหนึ่งจับเอากระชายดำมาโปรโมท ขายกิโลละเกือบพัน ต่อมาก็จับลูกยอยกขึ้นมาโปรโมททำเป็นน้ำลูกยอ โนนิ ขายกันขวดละสองสามพัน ลูกยอแทบออกมาไม่ทันกันเลยทีเดียว ก็ขอให้มีสติกันนะครับพืชที่มีตัวยาสมุนไพรของไทย ส่วนใหญ่แล้วต้องรับทานกันอย่างต่อเนื่องครับถึงจะเห็นผล ดอกคำฝอยก็ดี ลูกมะตูมก็ดีและอีกหลายๆอย่าง หรือแม้แต่บรเพ็ดฯ แบบว่าที่แน่นอนที่สุดคือคนที่นำมาโปรโมท และขายต้นพันธุ์เจ้าแรกๆ ถ้าสร้างกระแสติดรับอานิสงฆ์ไปเต็มๆแน่นอน ก็ใจเย็นๆกันนะครับ ดีแล้วที่คุณน้องนำมาทดลอง ขยาย แล้วก็ชำแหละให้เห็นกันแบบชัดๆงี้ ว่ามันขึ้น ง่ายๆ ขยายง่ายๆ คนมาทีหลังจะได้เข้าใจไม่หลงใหลจนเกินเหตุ ขอบคุณมากที่ช่วยสาธยายแบ่งๆกันรู้ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
sakulpimp
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 164


« ตอบ #14 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2012, 12:00:15 AM »

ต้องขอขอบคุณ ท่าน อจ.เกษมด้วยนะคะที่แวะเข้ามาแบ่งปันความรู้ พูดถึงเรื่องอาหารการกิน จริงๆแล้วน้องว่าเราควรกินอาหารตามฤดูกาลน่าจะดีที่สุดเนอะ ประโยชน์ก็มากพอๆกัน ยิ่งอย่างพวกเราแล้ว แบ่งปันกันไปปลูกไว้ทานเอง ไม่ต้องไปซื้อแพงๆแล้วปลอดภัยหรือเปล่าก็ไม่รู้
 สู้ปลูกเองไม่ได้ปลอดภัยกว่าเยอะ น้อง เป็นอีกคนทีชอบกินผัก ได้ทุกชนิดแหละ เคยซื้อตามตลาดนัด มะเขือ 5 ลูก
แตงกวาเล็กๆ 6-7 ลูก บ๊อกโคลี่ 1  แครอท 2  หัว  แปดสิบกว่าบาท โอ๊ย.. แพงจัง บางครั้งก็เสียความรู้สึกมาก ปลูกก็ไม่เห็นจะลำบากอะไรเลย
            เดี๋ยววันรวมพลน้องจะเอาแก่นตะวันไปเผื่อเพื่อนๆสมาชิกด้วย    ถ้าใครสนใจก็ลงชื่อไว้นะคะ
 แบ่งกันไปปลูกไว้ทาน
 
บันทึกการเข้า
aoy99
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 78


« ตอบ #15 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2012, 01:42:52 PM »

ต้องหามาปลูกไว้ทานบ้างแล้วครับ  เป็นไม้ประดับก็ได้ ขายก็ดี ยิ้มเท่ห์
คุณaoy รองานรวมพลนะ เดี๋ยวน้องเอาไปให้ พอดีตอนนี้ลงปลูกหมดแล้วจ้า  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
ปลูกได้กี่วันแล้วครับ  จะย่องไปยกกระถางที่ปลูกไว้
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 ... 29   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: