หน้า: 1 ... 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 [61] 62 63 64 65 66 67   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หนีกรุง  (อ่าน 399972 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #960 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2014, 07:45:05 PM »

ทำเชื้อเห็ดฟางอย่างง่ายจากดอกเห็ดฟางสด และ ต้นกล้วย ทำได้ด้วยตัวเอง
เห็ด, กล้วย
มาทำเชื้อเห็ดฟางอย่างง่ายจากดอกเห็ดฟางสด  ทำได้ด้วยตัวเอง

การเตรียมเชื้อเห็ดฟางจากดอกเห็ดฟางสด

ส่วนประกอบ 
  1. ต้นกล้วยสดตากแห้ง 1 กิโลกรัม
  2. ดอกเห็ดฟางสด (ดอกตูม) 1 ดอก

   กรรมวิธี
  1.นำต้นกล้วยสด และควรเป็นต้นกล้วยตัดใหม่ๆ มาหั่นเป็นแว่นๆ หนาประมาณ ½ -1 เซนติเมตร ถ้าเป็นต้นกล้วยที่มีเครือแล้วให้เก็บส่วนของก้านเครือทิ้งให้หมด แล้วใช้มีดสับต้นกล้วยที่หั่นแล้วให้ละเอียดเล็กน้อยประมาณ 1-2 เซนติเมตร นำไปผึ่งแดด โดยมีแผ่นพลาสติกหรือวัสดุรองพื้นที่สะอาดเกลี่ยให้บางๆ ประมาณ 4-5 วัน ควรกลับกองต้นกล้วยทุกวันจนต้นกล้วยแห้งสนิทจึงนำไปใช้เป็นเชื้อเห็ดฟาง หรือใส่ถุงพลาสติกเก็บรักษาไว้ใช้ต่อไป
  2. นำต้นกล้วยที่แห้งแล้วดังกล่าวข้างต้น วางบนพื้นซีเมนต์หรือบนแผ่นพลาสติก พรมด้วยน้ำสะอาดผสมคลุกเคล้าจนทั่ว แล้วนำไปตรวจสอบให้มีความชื้นหมาดๆ โดยการใช้มือกำต้นกล้วยแล้วบีบให้แน่น เมื่อคลายมือออกต้นกล้วยจะเป็นก้อนเล็กน้อย หรือรู้สึกชื้นมือ ถ้าบีบแล้วน้ำหยดหรือซึมออกตามง่ามมือแสดงว่าความชื้นมากเกินไปต้องผึ่งลมทิ้งไว้ให้ความชื้นระเหยไปประมาณ 1-2 ชั่วโมง (ความชื้นมากเกินไปเส้นใยเห็ดฟางจะไม่เจริญ)
  3. บรรจุต้นกล้วยลงถุงประมาณ ½ ถุง หรือมีน้ำหนักประมาณถุงละ 200 กรัม (ต้นกล้วยแห้งหนึ่งกิโลกรัม บรรจุได้ประมาณ 15-20 ถุง) นำไปตั้งเรียงไว้เป็นแถวๆ
  4. นำดอกเห็ดฟางสดมาทำความสะอาด โดยใช้มีดคัทเตอร์ตัดแบ่งบริเวณโคนดอกเห็ดฟางที่สกปรกหรือมีวัสดุเพาะติดโคนดอกมาออกให้หมด ควรทำอย่างระมัดระวัง อย่าให้ดอกเห็ดฟางกระทบกระเทือนหรือชอกช้ำมาก
  5. เทแอลกอฮอล์ลงในแก้วประมาณ ½ แก้ว แล้วนำดอกเห็ดฟางที่ตัดแต่งแล้วจุ่มลงไปจนมิดดอกเห็ดฟางแล้วนำออกมาวางในแก้วที่สะอาด ปล่อยให้แอลกอฮอล์ระเหยออกจากดอกเห็ดฟางจนแห้ง (ห้ามนำดอกเห็ดฟางแช่ลงในแอลกอฮอล์แล้วแช่ทิ้งไว้)
  6. นำสำลีจุ่มลงในแอลกอฮอล์แล้วนำไปเช็ดถูทำความสะอาดใบมีดคัทเตอร์ ใช้มีดตัดส่วนของดอกเห็ดฟาง ส่วนใดก็ได้อย่างระมัดระวังขนาดประมาณ 1 ตารางเซนติเมตร หนาประมาณ 1 มิลลิเมตร ใส่ลงไปในถุงที่บรรจุต้นกล้วยเตรียมไว้ ถุงละ 1 ชิ้นทุกถุง เห็ดฟาง 1 ดอก ใช้ได้ประมาณ 10 ถุง
  7. จับปากถุงแล้วเขย่าให้เนื้อเยื่อดอกเห็ดฟางอยู่ในบริเวณกึ่งกลางด้านข้างถุงพอดีแล้วแนบปากถุงพับลงมา 2-3 ครั้ง เย็บปากถุงด้วยเข็มเย็บกระดาษ 2-3 ครั้ง เป็นอันว่าเสร็จ 1 ถุง ให้ทำถุงต่อไปจนเสร็จสิ้นทั้งหมด
  8. นำถุงเชื้อเห็ดฟางบรรจุลงในตะกร้าหรือลังไม้ เรียงเป็นแถว ทับซ้อนกันได้ไม่เกิน 2 ชั้น แล้วนำไปบ่มเชื้อในอุณหภูมิห้องปกติ (30 องศาเซลเซียส) ประมาณ 10-15 วัน เส้นใยเห็ดฟางจะเจริญจนเต็มถุง จึงนำไปเพาะหรือนำไปต่อเชื้อเพื่อขยายให้มีปริมาณมากขึ้นต่อไป

ข้อดีของการใช้ต้นกล้วยทำเชื้อเห็ดฟาง
  1. เป็นวัสดุที่จัดหาได้ง่าย มีอยู่ทั่วไปในท้องถิ่น
  2. ต้นทุนต่ำและทำได้ง่าย
  3. ปลอดจากเชื้อจุลินทรีย์
  4. สามารถคัดเลือกสายพันธุ์เห็ดฟางได้ตามความต้องการ
เส้นใยเห็ดฟางแข็งแรงสมบูรณ์ และให้ผลผลิตสูง 

   เทคโนโลยีการผลิต / เครื่องมืออุปกรณ์
  1. ต้นกล้วยสดตากแห้ง 1 กิโลกรัม
  2. ถุงพลาสติกชนิดใส ขนาด 6x9 นิ้ว 10 ใบ
  3. มีดคัทเตอร์ 1 ด้าน
  4. แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ 70% 1 ขวด
  5. แก้วเปล่า 1 ใบ
  6. เข็มเย็บกระดาษ 1 อัน
  7. ดอกเห็ดฟางสด (ดอกตูม) 1 ดอก
  8. กระดาษที่สะอาด 1 แผ่น
  9. สำลีเล็ดน้อย
  10. น้ำสะอาดเล็กน้อย

   แหล่งที่มา
  เกษตรกรรมธรรมชาติ ฉบับที่ 2/2550 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #961 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2014, 08:13:40 PM »


    เห็ดสำหรับมือใหม่
ตระกูลนางฟ้า กับ นางรม แต่ถ้าเน้นมือใหม่ แนะนำเป็นฮังการีครับ
บันทึกการเข้า
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #962 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2014, 10:06:06 PM »


   ก้อบมาจาก สวนไผ่สุนนันทกุล




ธาตุอาหารที่ต้นข้าวต้องการต่อผลผลิตข้าวเปลือก 1000Kg/ไร่        

ธาตุอาหาร              ธาตุอาหารรวม  
ไนโตรเจน(N)                       22.2Kg
ฟอสฟอรัส(P2O5)                   7.1Kg
โพแทสเซียม(K2O)                31.6Kg
แมกนีเซียม(MgO)                   4.0Kg
แคลเซียม(CaO)                   3.94Kg
กำมะถัน(S)                        0.94Kg
เหล็ก(Fe)                            350g
แมงกานีส(Mn)                       370g
สังกะสี(Zn)                            40g
ทองแดง(Cu)                          27g
โบรอน(B)                             32g
ซิลิก้า(Si)                         51.7Kg
คลอรีน(Cl)                        59.2Kg






ถอดข้อมูลจากตารางข้างต้นไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือเปล่า

ขี้หมู 1000กิโลกรัม  จะได้ธาตุหลัก ตามนี้
ไนโตรเจน(N)= 26.9Kg            ฟอสฟอรัส(P)=   32.4Kg           โพรแตสเซี่ยม(K)=11.2Kg
(เทียบจากตาราง  ขี้หมูที่น้ำหนัก 100Kg =ไนโตรเจน(N)2.69kg    ฟอสฟอรัส(P)3.24kg   โพรแตสเซี่ยม(K)1.12kg)    

ขี้ไก่ 1000กิโลกรัม  จะได้ธาตุหลัก ตามนี้
ไนโตรเจน(N)= 25.8Kg             ฟอสฟอรัส(P)= 19.6Kg           โพรแตสเซี่ยม(K)= 22.9Kg
(เทียบจากตาราง ขี้ไก่ที่น้ำหนัก 100Kg =ไนโตรเจน(N) 2.58kg   ฟอสฟอรัส(P)1.96kg   โพรแตสเซี่ยม(K)2.29kg)

ขี้ควาย 1000กิโลกรัม  จะได้ธาตุหลัก ตามนี้
ไนโตรเจน(N)= 13.6Kg              ฟอสฟอรัส(P)= 5.1Kg              โพรแตสเซี่ยม(K)= 17.1Kg
(เทียบจากตาราง  ขี้ควายเนื้อที่น้ำหนัก 100Kg =ไนโตรเจน(N) 1.36kg    ฟอสฟอรัส(P)0.51kg    โพรแตสเซี่ยม(K)1.71kg)
สังเกตได้ว่าธาตุอาหารพืขไม่สมดุลตามต้องการ


ปีนี้ เบิกนาใหม่ทั้งหมด 22ไร่(ถือว่าหน้าดินเดิมไม่เหลือเลยแล้วกัน) ผมมีขี้ควายในคอกอยู่ 3ตัน มีขี้ไก่ผสมแกลบ 0.5ตันโดยประมาณ
หากต้องซื้อมูลสัตว์เพิ่ม แถวบ้านผม คงพอหาได้แค่ขี้ไก่แกลบ หรือขี้หมูที่พอจะหาซื้อเพิ่มได้

ฉนั้นถ้า ต้องการข้าวเปลือก 1ตัน/ไร่ ผมต้องเอาค่าธาตุอาหารแต่ล่ะตัว คูณด้วย(พื้นที่)22ไร่

ชื่อธาตุอาหาร           ธาตุอาหารรวม    ผลคูณด้วย(พื้นที่)22ไร่  
ไนโตรเจน(N)                       22.2Kg                  488.4Kg
ฟอสฟอรัส(P2O5)                   7.1Kg                  156.2Kg
โพแทสเซียม(K2O)                31.6Kg                  695.2Kg
แมกนีเซียม(MgO)                   4.0Kg                     88Kg
แคลเซียม(CaO)                   3.94Kg                  86.68Kg
กำมะถัน(S)                        0.94Kg                  20.68Kg
เหล็ก(Fe)                            350g                    7.7Kg
แมงกานีส(Mn)                       370g                   8.14Kg
สังกะสี(Zn)                            40g                    880g
ทองแดง(Cu)                          27g                   594g
โบรอน(B)                             32g                     704g
ซิลิก้า(Si)                         51.7Kg                 1137.4Kg
คลอรีน(Cl)                        59.2Kg                1302.4Kg

อ้างจาก: สุนนท์กุล ที่ ธันวาคม 09, 2012, 11:48:40 PM
ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 คิดจาก 100 กก.= ดังนั้น ใน 1กระสอบ(50Kg) จะมี N=8   P=4   K=4
นั้นไงเอาสูตรคิดแต่อาหารหลัก NPK มาคำนวนกันอีกแล้ว  รู้ไหมธาตุอาหารรองและจุลธาตุที่ติดมาด้วยเอาไปทิ้งไว้ไหน
จากสูตรที่คิดเอาขี้หมู ขี้ไก่ และขี้วัวเนื้อมาหมักรวมกันรู้ไหมว่าจุลธาตุที่ติดมาด้วยมีจำนวนเกินความต้องการของพืช(เป็นพิษ)
และทำให้ดินขาดความสมดุลของธาตุอาหารจึงเกิดโรคพืชขึ้นไงครับ

ไนโตรเจน(N)=  66.3Kg รู้ไหมจะต้องใช้ธาตุโมลิบดีนั่มกี่กรัม
ธาตุโมลิบดีนั่ม คืออะไรฮืม
      
ฟอสฟอรัส(P)= 57.1Kg  รู้ไหมต้องใช้ธาตุแมกนีเซียมกี่กรัม
เมื่อ(P)7.1Kg=(MgO)4Kg
ฉนั้น (P)57.1Kg=(MgO)32.169Kg


โพแทสเซี่ยม(K)= 51.5Kg รู้ไหมต้องใช้ N และ P กี่กิโลกรัม
 เมื่อ(K)31.6Kg = (N)22.2Kg = (P)7.1Kg
ฉนั้น (K)51.5Kg  =  (N)36.18Kg  =  (P)11.57Kg


ธาตุสังกะสี
   สังกะสีมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนพืช กล่าวคือ พืชที่ขาดธาตุสังกะสีจะให้ปริมาณฮอร์โมน IAA ในตายอดลดลง ทำให้ตายอดและข้อปล้องไม่ขยาย ใบออกมาซ้อน ๆ กัน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำย่อยของพืชหลายชนิดในการสร้างอาหาร และสังเคราะห์แสง จึงมีผลทางอ้อมในการสร้างส่วนสีเขียวของพืช      การแก้ไขที่และและให้ผลแน่นอนคือการฉีดพ่นทางใบ ด้วยธาตุอาหารเสริมที่มีธาตุสังกะสีเป็นองค์ประกอบ

   ธาตุแมงกานีส
   ธาตุนี้มีผลกระทบต่อใบ เนื่องจากมีบทบาทในการสั่งเคราะห์แสง เป็นตัวกระตุ้นการทำงานของน้ำย่อยในต้นพืช และยังควบคุมกิจกรรมของธาตุเหล็กและไนโตรเจนในต้นพืชอีกด้วย
   พืชที่ขาดธาตุแมงกานีสใบจะออกสีเหลือง ๆ ส่วนเส้นใบจะเขียวอยู่ปกติ โดยเฉพาะใบอ่อนอาจเกิดเป็นจุดขาว ๆ หรือจุดเหลืองที่ใบ ต้นโตช้า ใบไม่สมบูรณ์ พุ่มต้นโปร่ง   พืชที่แสดงอาการขาดธาตุแมงกานีส ต้องฉีดพ่นเข้าทางใบด้วยธาตุอาหารเสริมที่มีองค์ประกอบของธาตุแมงกานีส

   ธาตุโบรอน
   มีบทบาทเกี่ยวข้องต่อการดูดดึงธาตุอาหารพืช ช่วยให้พืชดูดเอาธาตุแคลเซียมและไนโตรเจนไปใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้พืชใช้ธาตุโปแตสเซียมได้มากขึ้น มีบทบาทในการสังเกคราะห์แสง การย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และเพิ่มคุณภาพทั้งรสชาติ ขนาด และน้ำหนักของผล เพิ่มความสามารถในการเจริญเติบโต เพราะโบรอนจะควบคุมการดูดและคายน้ำของพืชในขบวนการปรุงอาหารอีกทางหนึ่ง
   หากขาดธาตุโบรอน ส่วนที่จะแสดงอาการเริ่มแรกคืนยอดและใบ่อ่อน ส่วนที่ยอดและตายอดจะบิดงอ ใบอ่อนบางและโปร่งใสผิดปกติ เส้นกลางใบหนากร้าน และตกกระ มีสารเหนียว ๆ ออกมาตามเปลือกของลำต้น กิ่งก้านจะแลดูเหี่ยว ผลเล็กและแข็งผิดปกติ มีเปลือกหน้า บางทีผลแตกเป็นแผลได้
   อาการขาดธาตุนี้จะเห็นเด่นชัดเมื่อต้นพืชกระทบแล้งหรือขาดน้ำมาก ๆ ควรทำการปรับปรุงดินอย่าให้เป็นกรด-ด่างมาก และควรฉีดพ่นอาหารเสริมทางใบที่มีองค์ประกอบของโบรอนด้วย

   ธาตุโมลิบดินัม
   บทบาทและหน้าที่ของธาตุโมลิบดินัมในพืชนั้น ทำให้การทำงานของธาตุไนโตรเจนในพืชสมบูรณ์ขึ้น นอกจากนี้ ยังจำเป็นสำหรับขบวนการสร้างสารสีเขียวและน้ำย่อยภายในพืชบางชนิดด้วย
   พืชที่ขาดธาตุนี้ ที่ใบแจะเป็นจุดด่างเป็นด้วย ๆ ในขนะที่เส้นใบยังเขียวอยู่ ถ้าขาดธาตุนี้รุนแรง ใบจะม้วยเข้าข้างใน ลักษณะที่ปลายและขอบใบจะแห้ง ดอกร่วง และผลเคระแกรนไม่เติบโตเต็มที่

   ธาตุคลอรีน
   คอลรีนมีความสำคัญต่อขบวนการสังเคราะห์แสง มีผลทำให้พืชแก่เร็วขึ้น พืชที่ขาดธาตุคลอรีนใบจะซีด เหี่ยว และใบสีเหลืองบรอนซ์ ถ้ามีคลอรีนมากจำทำให้ของใบแห้ง ใบจะเหลืองก่อนกำหนด

ใส่ N มาก พืชดูดธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมไม่ได้
ใส่ P มากพืชดูดธาตุ N  ได้น้อย
ใส่ K มากพืชดูดธาตุแคลเซียมและโบรอนไม่ได้
เป็นไงปวดหัวไหม ขยิบตานี่แค่ตัวอย่างนะความเป็นจริงมันกระทบธาตุอาหารอื่นๆอีกหลายตัว
การค้นคว้าช่วง 2-3 วันที่ผ่านมารู้มาอีกว่าถ้าพืชขาดธาตุคลอรีนพืชตายได้เลย
ดีแต่ว่าธาตุคลอรีนโอกาสขาดแทบจะไม่มีนอกจากพืชจะดูดธาตุ P ได้มาก
 หมอแดงบอกแล้วคัมภีย์มหาเวทย์เกษตรสไมท์ไม่ใช่ว่าใครๆก็เรียนแล้วจะเข้าใจง่ายๆทุกคนเมื่อไร


ดังนั้น เพื่อความสมดุลของธาตุอาหาร ที่จะใส่ลงในนา 22ไร่ ตอนนี้มีปุ๋ยคอก(ขี้ควาย)โดยประมาณ 3ตัน  จากตารางข้างบนได้ข้อมูลเฉพาะ N P K ของมูลสัตว์ต่างๆ บอกเป็นเปอร์เซ็น(ร้อยล่ะ) แต่ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับธาตุอาหารรองมาให้ดู ดังนั้นจึงต้องใช้การคาดเดาแบง่ายๆ โดยใช้หลักการเทียบเคียงกับ ตารางธาตุอาหารที่ต้นข้าวต้องการจากข้อมูลของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ IRRI, Manila, Philippines(1987)




ทบทวนความรู็อีกรอบ กันลืม


ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืช
          พืชมีความต้องการธาตุอาหารต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ซึ่งธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชจะมีอยู่ด้วยกัน 16 ธาตุ คือ คาร์บอน, ไฮโดรเจน, ออกซิเจน, ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปแตสเซียม, แมกนีเซียม, กำมะถัน, แคลเซียม, เหล็ก, แมงกานีส, สังกะสี, ทองแดง, โบรอน, โมลิบดีนัม และคลอรีน โดยธาตุคาร์บอน, ไฮโดรเจน และออกซเจน พืชได้จากน้ำและอากาศ ส่วนที่เหลืออีก 13 ธาตุ แบ่งออกเป็นธาตุหลัก 6 ธาตุ และธาตุอาหารเสริม 7 ธาตุ ดังนี้

          ธาตุหลัก 6 ธาตุ ที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช และพืชต้องการในปริมาณที่มากจากดินคือ ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปแตสเซียม, แมกนีเซียม, กำมะถัน, แคลเซียม

          ธาตุอาหารเสริม 7 ธาตุ ที่พืชใช้ในปริมาณที่น้อย แต่พืชจะขาดธาตุเหล่านี้ไม่ได้เช่นกัน คือ เหล็ก, แมงกานีส, สังกะสี, ทองแดง, โบรอน, โมลิบดีนัม และคลอรีน

          ปกติแล้วธาตุอาหารเหล่านี้จะมีอยู่ในดินอยู่แล้ว แต่ในปริมาณที่น้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช ดังนั้นเราจึงต้องมีการเสริมธาตุในดินทดแทน

         เมื่อเราทราบถึงความต้องการของพืชว่าต้องการธาตุต่าง ๆ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตแล้ว เรามาดูถึงหน้าที่และความสำคัญของธาตุต่าง ๆ กันดีกว่า

            ธาตุไนโตรเจน


          หน้าที่และความสำคัญต่อต้นพืช

 

          ช่วยทำให้พืชตัวตัวได้เร็วในระยะแรกของการเจริญเติบโต ช่วยเสริมใบและลำต้นให้มีสีเขียวเข้ม และช่วยเพิ่มปริมาณโปรตีนให้แก่พืชที่ใช้เป็นพืชอาหาร เช่น ข้าวหรือหญ้าเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องควบคุมการออกดอกออกผลของพืช ช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น โดยเฉพาะพืชที่ให้ผลและเมล็ด

 


          อาการของพืชที่ขายธาตุไนโตรเจน

 

ใบจะเหลืองผิดปกติจากใบล่างไปสู่ยอด
ลำต้นจะผอม กิ่งก้านลีบเล็ก และมีใบน้อย
พืชบางชนิดอาจจะมีลำต้นสีเหลือง หรืออาจจะมีสีชมพูเจือปนด้วย
ใบพืชที่มีสีเหลือง ปลายใบและขอบใบจะค่อย ๆ แห้งและลุกลามเข้ามาเรื่อย ๆ จนใบร่วงจากลำต้นก่อนกำหนด
พืชจะไม่เติบโต หรือโตช้ามาก
 


          ธาตุฟอสฟอรัส

 

 


          หน้าที่และความสำคัญต่อต้นพืช

 

ช่วยให้ราดดึงดูดโปแตสเซียมเข้ามาใช้เป็นประโยช์ได้มากขึ้น
ช่วยแก้ผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากพืชได้รับไนโตรเจนมากเกินไป
ส่งเสริมการเจริญเติบโตของรากฝอยและรากแขนงในระยะแรกของการเจริญเติบโต
ช่วยเร่งให้พืชแก่เร็ว ช่วนในการออกดอก และสร้างเมล็ดของพืช
เพิ่มความต้านทานต่อโรคบางชนิด ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดี
ทำให้ลำต้นของพืชจำพวกข้างแข็งขึ้นไม่ล้มง่าย
 


          อาการของพืชที่ขายธาตุฟอสฟอรัส

 

พืชจะชะงักการเจริญเติบโต ต้นแคระแกรน พืชบางชนิดอาจจะมีลำต้นบิดเป็นเกลียว เนื้อไม้จะแข็ง แต่เปราะและหักง่าย
รากจะเจริญเติบธตและแพร่กระจายลงในดินช้างกว่าที่ควร ดอกและผลที่ออกมาไม่สมบูรณ์ หรือบางครั้งอาจหลุดร่วงไป หรืออาจมีขนาดเล็ก
พืชจำนวกลำต้นอวบน้ำหรือลำต้นอ่อน ๆ จะล้มง่าย
ใบแก่จะเปลี่ยนสีหรือพืชบางชนิดใบจะเป็นสีม่วง
อาการจะเกิดขึ้นกับใบล่าง ๆ ของต้นขึ้นไปหายอด
          ธาตุโปแตสเซียม

 


       หน้าที่และความสำคัญต่อต้นพืช

 

ส่งเสริมการเจริญเติบโตของราก ทำให้รากดูดน้ำได้ดีขึ้น
มีความจำเป็นต่อการสร้างเนื้อของผลไม้ให้มีคุณภาพดี
ทำให้พืชมีคามต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ
ทำให้พืชมีความต้านทานต่อโรคต่าง ๆ
ช่วยป้องกันผลเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับพืช เนื่องจากการได้รับไนโตรเจนและฟอสฟอรัสเมากเกินไป
ช่วยเพิ่มคุณภาพของพืชผักและผลไม้ โดยทำให้พืชมีสีสัน ขนาด ความหวาน และคงทนต่อสภาวะแวดล้อมได้
 


          อาการของพืชที่ขายธาตุโปแตสเซียม

 

ขอบใบเหลือง และกลายเป็นสีน้ำตาล โดยเริ่มต้นจากปลายใบเข้าส่งกลางใบ ส่วนที่เป็นสีน้ำตาลจะแห้งเหี่ยวไป จะเกิดจากใบล่างก่อน แล้วจึงค่อย ๆ ลามขึ้นข้างบน พืชที่เห็นชัดคือข้าวโพด
ทำให้ผลผลิตตกต่ำ พืชจำนวกธัญพืชจะทำให้เมล็ดลีบ มีน้ำหนักเบา พืชหัวจะมีแป้งน้อยและน้ำมาก ข้าวโพดจะมีเมล็ดไม่เต็มฝัก ฝักจะเล็กมีรูปร่างผิดปกติ ใบยาสูบมีคุณภาพต่ำ ติดไฟยาก กลิ่นไม่ดี พืชจำพวกฝ้ายใบจะมีสำน้ำตาลปนแดง สมอฝ้ายที่เกิดขึ้นจะไม่อ้าเต็มที่เมื่อแก่
           ธาตุแคลเซียม

        เป็นธาตุที่ต้นพืชนำไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตในตัวพืช ช่วยส่งเสริมการนำธาตุไนโตรเจนจากดินมาใช้เห้เป็นประโยชน์มากขึ้น ในระยะออกดอกและระยะที่สร้างเมล็ดพืชจะมีความจำเป็นมาก เพราะธาตุแคลเซียมจะมีส่วนในการเคลื่อนย้ายและเก็บรักษาคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนในพืช เพื่อนำไปใช้ในการสร้างผลและเมล็ดต่อไป
          อาการของพืชที่ขาดแคลเซียมจะพบมากในบริเวณยอด และปลายราก ยอดอ่อนจะแห้งตาย และใบจะมีการการม้วนงอไปข้างหน้าและขาดเป็นริ้ว ๆ ซึ่งจะเกิดที่ใบอ่อนก่อน แก้ไขโดยการใส่ปูนขาว หินปูนบด หินปูนเผา เพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน หรือการใส่ปุ๋ยคอกบำรุงดิน

           ธาตุกำมะถัน

          กำมะถันมีความจำเป็นต่อการสร้างโปรตีนพืช เป็นองค์ประกอบของวิตามินบางตัวที่มีผลทางอ้อมต่อการสร้างสีเขียวของพืช ซึ่งจะช่วยให้เกิดการหายใจและการปรุงอาหารพืช
          พืชที่ขาดกำมะถันจะมีเสียเขียวอ่อน หรือเหลืองคล้าย ๆ อาการขาดไนโตรเจน ใบขนาดเล็กลง ยอดของพืชจะชะงักการเจริญเติบโต ลำต้นและกิ่งก้านลีบเล็ก อาการขาดธาตุกำมะถันจะมีอาการแตกต่างจากขาดธาตุไนโตรเจน คือจะปร&#
บันทึกการเข้า
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #963 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2014, 09:49:17 PM »

    ก้อบมาจากพี่ นพ

ปลูกผักเสี้ยน ดองขาย
พื้นที่ 1 ไร่ สร้างรายได้เดือนหนึ่งหมื่นบาทจริงหรือ  

         มีพื้นที่ถือครองมาก มีพื้นที่ถือครองปานกลาง หรือจะมีพื้นที่ถือครองน้อย หรือไม่มีพื้นที่ถือครองเลย ก็อยู่ในสังคมไทยได้อย่างสบาย เพียงแต่ท่านมีหลักคิดเป็นของตนเอง ค้นหาจุดเด่นของท่านให้พบ พยายามศึกษาประสบการณ์จากผู้อื่นให้มากที่สุด และท่านจะเป็นผู้ค้นพบคำตอบโดยตังท่านเอง มี พื้นที่เพียง 7 ไร่ ทำอย่างไรจะให้อยู่ได้ และอยู่รอดในสังคมปัจจุบัน
          ผักเสี้ยน เป็นผักพื้นบ้านที่มีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ที่คนไทยรู้จักและนำมาประกอบอาหารตั้งแต่ยุคโบราณ ผักเสี้ยนเป็นผักที่ไม่นิยมนำมารับประทานสดๆ แต่จะนำมาแปรรูปโดยการดอง ผักเสี้ยนดองเป็นที่นิยมของสังคมไทยมานานแล้ว ไม่ว่าเป็นสังคมชนบท สังคมเมืองการปลูกผักเสี้ยน การดองผักเสี้ยนสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมามากต่อมากแล้ว เป็นสินค้าที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เป็นช่องทางการทำกินอีกช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจ
          ผักเสี้ยนมีสรรพคุณทางยามากมาย ต้นผักเสี้ยนแก้โลหิตและระดูเน่าเสีย กินแก้เจ็บสันหลัง เมล็ดกินขับพยาธิไส้เดือนในท้อง ช่วยขับปัสสาวะ การปลูกผักเสี้ยนเริ่มจากการเตรียมดิน โดนไถดะตากดินไว้ 7-10 วัน และไถแปรอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับปรับปรุงดินโดยเติมปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักแห้ง หรือรดราดด้วยปุ๋ยหมักน้ำ นำเมล็ดผักเสี้ยนหว่านลงไป โดยใช้ประมาณ 3 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 ไร่ รดน้ำให้ชุ่มประมาณ 7 วัน ก็จะผลิยอดออกมา หลังจากนั้นผักเสี้ยนโตขึ้นประมาณ 3-4 นิ้ว หากใช้น้ำหมักชีวภาพเสริมทุกๆ 7 วัน จะทำให้ต้นผักเสี้ยนสมบูรณ์และเติบโตเร็วขึ้น โดยปกติเมื่อผักเสี้ยนอายุ 40 วัน ก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว ในพื้นที่ 1 ไร่ การเก็บเกี่ยวแต่ละครั้งจะไม่น้อยกว่า 100 กิโลกรัม เมื่อเก็บเกี่ยวครั้งแรกแล้ว การเก็บเกี่ยวครั้งต่อไปก็เว้นประมาณ 3-4 วัน ก็เก็บเกี่ยวรอบถัดไปได้ หลังจากเก็บเกี่ยวควรรดน้ำให้ชุ่ม พืชที่เก็บเกี่ยวยอดย่อมต้องการน้ำมาก หากการให้น้ำใช้ระบบสปริงเกลอร์จะดีที่สุด และปล่อยน้ำหมักชีวภาพไปตามท่อน้ำ สปริงเกลอร์ ก็จะสะดวกและประหยักเวลา แต่ต้องลงทุนเพิ่มอีกซักนิด แต่ครั้งเดียว การเก็บเกี่ยวผักเสี้ยนควรเก็บเกี่ยวในตอนเช้า ขนาดความยาวของยอดควรเป็น 3-4 นิ้ว เดือนหนึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้ 10 ครั้ง และเก็บเกี่ยวได้นา 3-4 เดือน ขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาเมื่อต้นผักเสี้ยนแก่ ให้ผลผลิตน้อยก็ไถทิ้งโดยไถ 2 ครั้ง เหมือนครั้งแรก แต่ครั้งนี้ไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากก่อนไถทิ้งเราปล่อยให้ผักเสี้ยนเป็นดอก และ ออกฝักให้แก่จัด ฝักเหล่านั้นก็จะเป็นเมล็ดพันธุ์ให้เราต่อไป ทำอย่างนี้ได้ประมาณ 3 ครั้ง หรือ 3 รอบหลังจากนั้นให้ไถทิ้งแล้งสลับด้วยพืชตระกูลถั่ว เป็นการพักดินและปรับปรุงดินใหม่ ทุกครั้งที่มีการไถพรวนจะต้องเสริมด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักแห้ง ปุ๋ยหมักน้ำ เพื่อปรับปรุงดินให้พร้อมที่จะช่วยสร้างความเจริญให้แก่ต้นผักเสี้ยน เมื่อต้นผักเสี้ยนเจริญเติบโตดีก็หมายถึงรายได้ของเราก็จะเจริญเติบโตตามไปด้วย
          วิธีดองผักเสี้ยน หากเกษตรกรปลูกผักเสี้ยนครั่ง คือ ผักเสี้ยนต้นแดง ก้านใบสีแดง เมื่อนำมาดองน้ำผักเสี้ยนจะออกสีชมพูดูแล้วสีสวยน่ารับประทาน การดองผักเสี้ยนก็นำผักเสี้ยนที่ตักมาใหม่ มาล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำไปผึ่งแดดหรือผึ่งลมให้พอหมาดๆ ขณะเดียวกันก็เตรียมน้ำดองภาชนะที่ใช้ควรเป็นโอ่งมังกร ใสน้ำสะอาดลงไปครึ่งโอ่ง ใส่เกลือลงไป 3 กิโลกรัม ใส่น้ำตาลทรายขาวลงไป 2 กิโลกรัม ละลายให้เข้ากัน ชิมน้ำให้เค็มอมหวานนิดหน่อย ถ้าเค็มมากก็ไม่ดี ถ้าอ่อนเค็มมากก็ไม่ได้ เกษตรกรควรทดลองทำ เมื่อปรับปรุงได้มาตรฐานแล้วให้ทำเป็นสูตรผักเสี้ยนกี่กิโลกรัม น้ำกี่ลิตร น้ำตาลกี่กิโลกรัม เกลือกี่กิโลกรัม เมื่อเตรียมน้ำเสร็จแล้วก็นำผักเสี้ยนแช่ลงในโอ่ง โดยกดให้มิดน้ำ ปิดฝาโอ่งทิ้งไว้ในที่ร่ม การดูแลผักเสี้ยนที่ดองไว้ให้พลิกกลับทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น การดองผักเสี้ยนเมื่อครบ 48 ชั่วโมง ก็แยกผักเสี้ยนออกขายได้แล้ว
          ผักเสี้ยนดิบ 1 กิโลกรัม เมื่อดองแล้วใส่ถุง 5 บาท ได้ 8 ถุง ก็เท่ากับ 40 บาท ผักเสี้ยน 1 ไร่ ตัดได้แต่ละครั้งไม่น้อยกว่า 100 กิโลกรัม หากขายปลีกเท่ากับกิโลกรัมละ 40 บาท ก็จะได้เงิน 4,000 บาท  หากขายส่งตกราคากิโลกรัมละ 30 บาท ก็เท่ากับ 3,000 บาท เดือน 1 ตัดได้ 8-10 ครั้ง คิดแค่ราคาส่ง ก็มีรายได้แล้ว เดือนละ 24,000 บาท
          การตลาดอยู่ที่ไหนก่อนจะทำการปลูกหรือผลิตอะไรก็ตาม ต้องใช้การตลาดเป็นตัวนำ ต้องเรียนรู้เรื่องการตลาด หากจะขายส่ง ขายใคร ขายได้วันละกี่ถุง  หรือถ้าขายปลีกก็ลองสำรวจร้านขนมจีน ลองรวบรวมให้ได้สัก 20 ร้าน แต่ละร้านหากมีกำลังซื้อได้ร้านละ 6 ถุง ถุงละ 5 บาท ขายได้แล้ว 30 บาทต่อร้าน หาก 20 ร้านก็ขายได้แล้ว 600 บาท เดือนหนึ่งก็จะมีรายได้แล้ว 18,000 บาท ลองทำแบบนี้ดูไม่รวยก็ไม่รู้จะแนะนำอะไรต่อ หากต้องการรายได้เพิ่มก็ลองติดต่อแม่ค้าขายส่งหรือขยายตลาดขายปลีกออกไปอีก ตลาดต้องการมากขึ้นแต่ พื้นที่ 1 ไร่ไม่เพียงพอต่อการป้อนวัตถุดิบ ก็ขายและซื้อที่ปลูกเพิ่ม หรือจะให้ผู้อื่นปลูกร่วมกับเราแต่เราขอรับซื่อของเขามาดองขายเองด้วย หรือหากเราไม่มีพื้นที่จะให้คนอื่นปลูก ส่วนเรารับซื้อของเขามาดองขาย มาแปรรูป แล้วส่งตลาด
          คิดแบบนี้ ทำแบบนี้ รวยหรือจนคิดเอาเองก็แล้วกัน ขอไม่แนะนำต่อแล้วละครับ บ๊าย บาย



อ้างอิงที่มาจาก หนังสือ ชี้ช่องทางการทำกิน  โดยอาจารย์   สมพล    รักหวาน

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
potjanee2013
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 163


« ตอบ #964 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2014, 08:08:51 AM »

ได้เข้าไปอ่านลิ้งค์นี้ค่ะชอบมากๆ
โดยเฉพาะการปลูกขิงแถวบ้านเราเพชรบูรณ์ปลูกกันเยอะ ได้ทีหลายแสน
มะพร้าวมะละกอก็ด้วยค่ะ ถ้าพื้นที่เหมาะๆ มีเวลาดูและอย่างเต็มที่ แต่เรายังทำงานประจำอยู่เลย
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=8917.496
บันทึกการเข้า

อุปสรรคปัญหาที่ผ่านไปได้แล้ว จะรู้สึกว่ามันเล็กนิดเดียว
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #965 เมื่อ: มีนาคม 06, 2014, 12:13:24 AM »

ขายเมล็ด ศุภโชค 

ราคาเมล็ดละ10บาทครับสนใจติดต่อได้ครับมีมาเรื่อยๆ ดัสกร 0842474757
บันทึกการเข้า
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #966 เมื่อ: มีนาคม 06, 2014, 12:57:55 AM »

โซล่าเซลล์และการประยุกต์ใช้ โดย..สุนนท์กุล
ตัวควบคุมการชาร์จประจุในระบบไฟโซล่าร์เซลล์ลงแบตฯ ชนิดมีระบบ MPPT จะเก็บสะสมพลังงานได้ดีกว่าแบบ PWM ธรรมดาทั่วไป

การใช้กำลังงาน 1400W /ชั่วโมง ไม่เหมาะใช้แบตฯแบบแห้งหรือดีป ควรใช้แบตฯแบบตะกั่วกรด ใช้แบตฯ ขนานกัน แค่ สองลูกไม่เหมาะแน่ เพราะ.. กระแสที่ถูกดึงออกจากแบตฯเพื่อเข้าอินเวอเตอร์เพื่อแปลงเพิ่มแรงดัน จะมากถึง 110A /ชั่วโมง เฉลี่ยกระแสไหลออกลูกล่ะกว่า 50A/ลูก ทำให้แบตฯร้อนและเสื่อมไวแน่

ฉนั้นเพื่อยืดอายุแบตฯ ควรขนานกันสัก 4ลูกเป็นอย่างน้อย และ ควรใส่ฟิวส์ 30A อนุกรมที่สายออกจากขั้วแบตฯทุกลูกเผื่อแบตฯลูกไดบกพร่อง จะได้ตัดวงจร
บันทึกการเข้า
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #967 เมื่อ: มีนาคม 11, 2014, 12:17:40 AM »

จำหน่าย ไส้เดือนพันธุ์ AF และปุ๋ยมูลไส้เดือน แท้ 100% พร้อมกับให้คำแนะนำสำหรับการเลี้ยงไส้เดือนครับ ยินดีให้บริการและให้คำปรึกษานะครับ
สนใจติดต่อได้ที่ : อมรพันธ์ ฟาร์มไส้เดือน  เลขที่ 46 ม.4 ต. กุดน้ำใส อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น 40310
โทร. 088-5730367 ,088-5622429
บันทึกการเข้า
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #968 เมื่อ: มีนาคม 11, 2014, 10:00:29 PM »

อยากเป็นเศรษฐีต้องมีฤกษ์ยามในการปลูกพืช
อย่าปลูกซี้ซั้วต้องมีฤกษ์ยามถึงจะเฮงๆ ผมมีฤกษ์ยามจะบอกครับ
1.ปลูกกล้วยให้รวย ต้องเตรียมดินเดือนธันวาคม ปลูกเดือนมกราคม ตัดผลขาย เดือนกุมภาพันธ์ตรงกับเทศการตรุษจีนไหว้เจ้าพอดี เพระกล้วยตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวใช้ระยะเวลาประมาณ 350-360 วัน
2. ถั่วฝักยาวปลูกเดือนกุมภาพันธุ์เพราะเดือนเมษาจะมีราคาแพง
3.ชะอมต้องบำรุงให้มียอดเก็บเดือนพฤษภาคม
4.ฟักทองต้องปลูกพฤษภาคม ขายในช่วงเข้าพรรษาราคาจะดี เนื่องจากหน้าฝนติดผลน้อยเพราะดอกตัวผู้มากกว่าดอกตัวเมีย
อาจารย์ทอง ธรรมดาบอกเอาไว้ว่า อะไรแพงอย่าปลูก อะไรถูกปลูกอย่างนั้นโดยมีหลักดังนี้
1.เลิกทำ ไล่ (ไล่ตามเขา) ให้ทำ สวน (สวนทาง สวนกระแส)
2.อะไรแพงอย่าปลูก คนจะปลูกกันมากในที่สุดจะถูก
3. อะไรถูกปลูกอย่างนั้น คนจะไม่สนใจปลูกที่มีอยู่โค่นทิ้งและจะกลับมาแพง
4.ไม่เน้นปริมาณแต่เน้นคุณภาพ (ทำน้อยให้ได้มาก)
5.กินผักผลไม้ตามฤดูกาล (สารพิษน้อย ราคาถูก)
6.แต่เน้นทำนอกฤดู (ราคาดีไม่มีปัญหาตลาด)
ถูกใจ ·  · แชร์
บันทึกการเข้า
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #969 เมื่อ: มีนาคม 15, 2014, 07:14:28 PM »


เปรี้ยวขายไข่

มี จำหน่ายครับ อยู่ ขอนแก่น ครับ ลูกเป็ดกากี ปักกิ่ง ไก่เนื้อ  สามสาย มีตลอด ครับ  0981362577  0905894277

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 15, 2014, 07:27:50 PM โดย josave69 » บันทึกการเข้า
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #970 เมื่อ: มีนาคม 15, 2014, 11:21:08 PM »

เจ้านายฝรั่ง...เดินมาชี้หน้าด่าผมว่า...
...เป็นผู้บริหารที่เฮงซวยมาก...
ผมตกใจ...แต่ก็หัวเราะ...แล้วก็สวนคำทันทีทันใดว่า...
...ผิดแล้ว...นี่แสดงว่า...ไม่รู้จักกู...
ทุกคนรู้ว่า...
กูคือผู้บริหารที่เก่งที่สุด...
ประสบความสำเร็จสูงที่สุด...
ในรุ่นเดียวกัน...ที่เข้ามาทำงานพร้อมกัน...

มันบอกว่า...
กูไม่รู้ว่า......สำเร็จยิ่งใหญ่ขนาดไหน...
แต่ในสายตากู......คือผู้บริหารที่เฮงซวยที่สุด...
เฮงซวยยังไง...? ไหนว่ามาซิ...
...เป็นผู้บริหาร...ที่ขาดวินัย...วินัยอ่อนมาก...

นี่ถ้าเป็นระเบียบในสนามรบ...
ทหารที่ขาดวินัย...เขาจะเอาไปยิงทิ้ง...
ขืนเสี่ยงใช้ทหารประเภทนี้...จะทำให้กองทัพเสียหาย...
และพ่ายแพ้ในสงครามได้...

ผมฟังแล้วตกใจ...
แสดงว่าคนที่ขาดวินัย...เฮงซวย...และไร้ค่ามาก...
ผมก็ถามต่อว่า...ผมขาดวินัยยังไง..?
มันบอกว่า...
นี่เป็นจุดอ่อนของผู้บริหารไทยทุกคน...
ที่มันมองเห็นคือ...เวลาที่ลูกน้องทำผิด...
ยืนดูเฉย...ไม่เรียกมาว่ากล่าวตักเตือน...
ผมบอกว่า...มันเป็นความผิดเล็กน้อย...หยุมหยิมเกินไป...
มันบอกว่า...วันนี้เป็นความผิดเล็กน้อย...
แต่พรุ่งนี้...มันจะใหญ่ขึ้น...
และถ้ายังไม่เตือน...
เดือนหน้ามันจะใหญ่ขึ้น 30 เท่า...

และถ้ายังไม่เตือน...
อีก 3 เดือน...มันจะใหญ่มาก...เป็น 100 เท่า...

จนทำให้หลายคนเดือดร้อน...รวมทั้ง...ด้วย...
และเมื่อถึงวันนั้น...มีคนไปเตือน...ไปลงโทษ...ไอ้คนทำผิด...
มันจะถามว่า...
กูทำผิดอะไร...
กูทำแบบนี้มา 3 เดือนแล้ว...ไม่เห็นมีใครว่าอะไร...
...เป็นใคร...มา...อะไรเรื่องของกู...เจ้านายกูยังไม่ยุ่ง

แล้วหลังจากนั้น...ก็ไม่มีใครว่ากล่าวตักเตือนมันได้...
จนกว่าจะเกิดเหตุใหญ่โต...จนควบคุมไม่อยู่...
เดือดร้อนกันทั้งบริษัท...หายนะกันทั่วทั้งประเทศ...
ผมฟังแล้วยิ้มๆ...นึกเถียงในใจว่า...
เหตุการณ์แบบนี้...ไม่มีทางเกิดขึ้นกับกูหรอก...เพราะกูเก่ง...

 

หลังจากนั้นไม่นาน...ประมาณ 3 หรือ 4 เดือน...
ลูกน้องของผม...ขับรถ...ชนเครื่องบิน...
นำหายนะมาสู่ผม...และบริษัท...ชนิดที่รับมือไม่ทัน...
สาเหตุเป็นเพราะ...
ขาดวินัย...
เหมือนกับที่เจ้านายฝรั่ง...เคยด่าผมไว้...เปี๊ยบเลย...

เรื่องมีอยู่ว่า...
ทุกเช้าก่อนนำรถออกไปทำงานในสนามบิน...
มันต้องเช็คความพร้อมของรถ 25 รายการ...
ตาม Check list ที่เขาทำไว้...
แต่คนไทย...มันเก่งมาก... 25 ข้อ...เช็คเสร็จภายใน 1 นาที...
ทำเครื่องหมายถูก...ทั้ง 25 ข้อ...ภายใน 1 นาที...
โดยไม่ต้องดูรถ...แล้วเซ็นชื่อกำกับ...แสดงว่า...เช็คแล้ว...

ไม่ต้องเช็คหรอกเจ้านาย...เช็คทำไมทุกวัน...เมื่อวานก็เช็คแล้ว...
เมื่อคืนนี้...รอบกลางคืนก็เช็คแล้ว...รถไม่มีปัญหาหรอก...

ทำไมถึงต้องเช็คทุกวัน...มันบ่อยเกินความจำเป็น...
ผมก็พยักหน้าเห็นด้วย...

พอรถชนเครื่องบิน...ก็ทำการสอบสวน...
ปรากฏว่า...รถคันนี้...ไม่ได้เช็คสภาพนานกว่า 6 เดือนแล้ว...
แต่มันมีบันทึกว่า...เช็ควันละ 2 ครั้งทุกวัน...ตลอด 6 เดือนเต็ม...
เพราะมันใช้วิธีเช็คแบบเดียวกัน...คือขีดเฉพาะ Check list...
แต่ไม่ได้ตรวจสภาพรถจริงๆ...

จากเหตุการณ์วันนั้น...ผู้เกี่ยวข้องถูกลงโทษกันถ้วนหน้า...
ผมในฐานะผู้บริหาร...ที่รับผิดชอบในวันนั้น...
เกือบถูกไล่ออก...
ดีแต่ว่า...กรรมเก่าที่ทำไว้ดี...
คือประวัติและผลงานของผมยอดเยี่ยม...มาตลอด...
เลยช่วยให้รอดไปได้่ครั้งหนึ่ง...
คนไทยทั้งหมด...ที่ทำงานที่นั่น...
เสียศักดิ์ศรี...อย่างรุนแรง...

พวกฝรั่งมองคนไทย...ด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม...
ว่าเป็นพวก...ไม่ได้เรื่อง...เฮงซวย...ไม่มีวินัย...
ทำผิดคนเดียว...
ถูกประนามกันทั่วประเทศ...

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา...
ผมให้ความสำคัญของเรื่องวินัย...เป็นอันดับหนึ่ง...

เห็นใครทำผิดกฏระเบียบ...ผิดวินัย...ผมเข้าไปเตือน...ทันที...
โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย...
ไม่ว่าความผิดที่ทำนั้น...มันจะเล็กน้อยแค่ไหน...
เพื่อยุติการทำผิด...ให้หยุดอยู่แค่ตรงนั้น...ไม่ขยายวงต่อ...
และได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง...ในการทำครั้งต่อไป...

แล้วผมก็นำบทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตนี้...
มาเป็นแบบอย่าง...ในการเลี้ยงลูก...
ไม่ว่าลูกจะทำผิดเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน...
ผมจะรีบเข้าไปเตือน...และกำชับว่า...
อย่าทำแบบนี้อีกเด็ดขาดนะลูก...
ทำให้ลูก...เป็นคนที่มีวินัยเข้มข้น...
อะไรไม่ดี...อะไรไม่ถูกต้อง...ไม่ทำ...
ผู้คนที่อยู่รอบข้าง...ไม่มีใครเดือดร้อน...
ชีวิตครอบครัวมีความสุขสมบูรณ์...

สมคิด ลวางกูร
www.facebook.com/SomkidFanPage
บันทึกการเข้า
8888
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1340


« ตอบ #971 เมื่อ: มีนาคม 16, 2014, 09:53:43 AM »

    หน้าที่  วินัย  คุณธรรม  จำเป็นจริงๆครับ   อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง
บันทึกการเข้า
กอเหรี่ยง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 994



« ตอบ #972 เมื่อ: มีนาคม 18, 2014, 12:54:36 PM »

แวะมาทักทายครับ น้าแว่นสบายดีนะครับ สู้ๆครับ  อายจัง อายจัง
บันทึกการเข้า
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #973 เมื่อ: มีนาคม 19, 2014, 11:36:33 PM »

    ข้อคิดดีๆ ก้อบมาอีกที


1. เมื่อวานไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ จึงมีวันพรุ่งนี้ให้เราได้ทำสิ่งดีๆต่อไป

2. คนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้คุณผ่านทุกปัญหาได้ คือ "ตัวคุณ"

3. เรื่องวุ่นวายบนโลกมีอยู่ 2 อย่างเท่านั้นคือ "ไปหลงรัก" และ "ไปหลงเกลียด"

4. ความสบายใจไม่ได้เกิดจากทำทุกสิ่งให้ได้ดังใจ แต่เกิดจากใจที่ยอมรับว่า ไม่มีอะไรที่จะได้ดังใจเราไปทั้งหมด

5. ต่างคนต่างความคิดต่างจิตต่างใจ อย่าดูถูกความคิดใครถ้าความคิดต่าง

6. อ่านหนังสือออก สำคัญ อ่านเหตุการณ์ออก สำคัญกว่า อ่านคนอื่นออก สำคัญยิ่ง อ่านตนเองออก สำคัญที่สุด


7. ถ้าคิดได้ ให้ช่วยคิด ถ้าคิดไม่ได้ ให้ช่วยทำ ถ้าทำไม่ได้ ให้ความร่วมมือ ถ้าร่วมมือไม่ได้ ให้กำลังใจ
แม้ให้กำลังใจไม่ได้ ให้สงบนิ่ง

8. ละได้ ใจก็สะอาด วางได้ ใจก็โล่ง ปลงได้ ใจก็เย็น อภัยได้ ใจก็สงบ

9. เงาจันทร์ เกิดจากความนิ่งของน้ำ ฉันใด ปัญญา เกิดจากความนิ่งของใจ ฉันนั้น

10. ไม่ใช่ความทุกข์ที่ทำให้เราคิดมาก แต่เป็นเพราะเราคิดมากทำให้เกิดความทุกข์

11. รู้จักให้ รู้จักรับ รู้จักปรับ รู้จักให้อภัย รู้จักแบ่ง รู้จักได้ รู้จักแข็ง รู้จักคลาย ชีวิตจะเบาสบาย และมีความสุข

12. หาที่สงบร้อยที่ ยังไม่ดีเท่าสงบที่ใจตน รู้จักคนร้อยคน ไม่ดีเท่ารู้จักตน เพียงคนเดียว

13. เมื่อมี จงรู้จักให้ เมื่อได้ จงรู้จักพอ เมื่อขอ จงรู้คุณค่า คนเราเกิดมา ถึงเวลา.........ก็ ต้องจากไป

14. สิ่งที่ย้อนไม่ได้ คือเวลา สิ่งที่หนีไม่ได้ คือความตาย สิ่งที่ชื้อไม่ได้ คือ สุขภาพ&ชีวิต สิ่งที่มองไม่เห็น คือใจคน สิ่งที่ต้องอดทน คือใจตัวเอง

15.ไฟไม่ได้ร้อน ถ้าเราไม่เอาตัวเข้าไปใกล้ ทุกข์ใดๆก็ไม่ทำให้เราหนัก ถ้าเราไม่เอาใจเข้าไปแบก

16. กำลังใจอาจหาได้จากคนรอบข้าง แต่ความเข้มแข็งเราต้องสร้างมันขึ้นเอง

17. บางครั้งกำลังใจนอกจากจะมีไว้ให้ใครๆ ก็ต้องเก็บไว้ให้ตัวเองด้วย

18. เมื่อตัดสินใจที่จะเดินไปข้างหน้า ก็อย่าหวั่นไหวกับปัญหาที่จะต้องพบเจอ

19. คนมีปัญญามักมองเห็นโอกาสในทุกๆปัญหา คนขาดปัญญามักมองเห็นปัญหาในทุกๆโอกาส

20. ทุกครั้งที่เรา ไม่เข้าใจกัน ไม่ผิดที่จะโกรธ แต่ผิดที่เราไม่ขอโทษกัน

21. จงเป็นคนดี คนเก่งและมีความสุข แค่นี้ก็เป็นคนโดยสมบูรณ์แล้ว
บันทึกการเข้า
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #974 เมื่อ: มีนาคม 25, 2014, 11:02:15 PM »

http://nanasarakaset.blogspot.com/p/blog-page_3.html

  คุณค่าผักพื้นบ้าน
บันทึกการเข้า
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #975 เมื่อ: มีนาคม 26, 2014, 07:15:28 PM »

จำหน่ายพันธุ์กล้วยน้ำว้า พันธุ์น้ำว้ามะลิอ่อง พันธุ์น้ำว้าปากช่อง 50. / กล้วยหอมทอง พันธุ์หอมทองไต้หวัน. หอมทองท่ายาง. มีทั้งแบบหน่อพันธุ์อายุหน่อ 3-4เดือน. และแบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ. ขายในราคาถูก สนใจติดต่อได้ที่. คุณธี  093-3799047 15 บาท


Liked By: 8888, TAWUN, darin, sali1357
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 [61] 62 63 64 65 66 67   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: