หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ขี้เถ้า กับ ปูนขาว มีคุณสมบัติต่างหรือเหมือนกันยังไงครับ  (อ่าน 65358 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11687


เกษตรพอเพียง


« เมื่อ: มกราคม 02, 2012, 10:41:19 PM »

เกิดความสงสัยนิดหน่อยครับระหว่าง ขี้เถ้า จากถ่านไม้ และปูนขาว  มีคุณสมบัติต่างกันยังไงครับ  การนำมาใช้ในด้านเกษตรกรรมตัวไหนดีกว่ากัน 


ขี้เถ้าจากถ่านไม้


http://images02.olxthailand.com/ui/11/14/24/1310736413_228491024_1---.jpg
ปูนขาว
บันทึกการเข้า

konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 02, 2012, 11:11:13 PM »

เท่าที่ทราบมา ปูนขาวที่ผลิตจาก(แคลเซี่ยมไฮดรอกไซด์ )เมื่อผสมน้ำจะมีค่า PH เป็นด่างจัดประมาณ PH=14
แต่ค่า PH ของขี้เถ้าถ่านไม้เมื่อผสมน้ำจะมีค่า PH=(10-12)ครับ ถ้าขี้เถ้ามีในท้องถิ่นหาได้ง่ายไม่ต้องซื้อ
ก็ใช้ขี้เถ้า แต่ถ้าหาไม่ได้ ก็จำเป็นต้องใช้ปูนขาวเพราะหาซื้อได้ง่ายกว่าโดยทั่วไปครับ  ยิงฟันยิ้ม

ถ้าใช้ขี้เถ้าก็ใช้ปริมาณมากหน่อยใช้เป็นเกือบกิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตรแต่ถ้าเป็นปูนขาว ก็ใช้เพียง 3-5 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตรครับ

 ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2012, 11:15:12 PM โดย konthain(นพ) » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11687


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 05:52:50 AM »

เท่าที่ทราบมา ปูนขาวที่ผลิตจาก(แคลเซี่ยมไฮดรอกไซด์ )เมื่อผสมน้ำจะมีค่า PH เป็นด่างจัดประมาณ PH=14
แต่ค่า PH ของขี้เถ้าถ่านไม้เมื่อผสมน้ำจะมีค่า PH=(10-12)ครับ ถ้าขี้เถ้ามีในท้องถิ่นหาได้ง่ายไม่ต้องซื้อ
ก็ใช้ขี้เถ้า แต่ถ้าหาไม่ได้ ก็จำเป็นต้องใช้ปูนขาวเพราะหาซื้อได้ง่ายกว่าโดยทั่วไปครับ  ยิงฟันยิ้ม

ถ้าใช้ขี้เถ้าก็ใช้ปริมาณมากหน่อยใช้เป็นเกือบกิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตรแต่ถ้าเป็นปูนขาว ก็ใช้เพียง 3-5 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตรครับ

 ยิ้มเท่ห์

ขอบคุณครับพี่นพ

สรุปได้ว่า ขี้เถ้าถ่านไม้ กับ ปูนขาว  ต่างมีคุณสมบัติเป็นด่าง (เบส) เหมือนกันแต่มีค่า PH ไม่เท่ากัน  แต่มีคำถามอยู่อย่างหนึ่งเพิ่มเติมมาอีกข้อคือว่า  หากเรานำปูนขาว หรือ ขี้เถ้า จำนวน 1 กิโลกรัม  แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน (บางทีผมแช่ไว้จนลืมเป็นอาทิตย์) ก่อนนำมาฉีดพ่นให้กับพืชของเรา  ถามว่า ขี้เถ้าหรือปูนขาว สามารถแช่น้ำได้กี่รอบ ก่อนที่ความเป็นด่างจะลดลงไปจนหมด?


Liked By: rat-nan, Surakree
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 06:56:15 AM »

เท่าที่ทราบมา ปูนขาวที่ผลิตจาก(แคลเซี่ยมไฮดรอกไซด์ )เมื่อผสมน้ำจะมีค่า PH เป็นด่างจัดประมาณ PH=14
แต่ค่า PH ของขี้เถ้าถ่านไม้เมื่อผสมน้ำจะมีค่า PH=(10-12)ครับ ถ้าขี้เถ้ามีในท้องถิ่นหาได้ง่ายไม่ต้องซื้อ
ก็ใช้ขี้เถ้า แต่ถ้าหาไม่ได้ ก็จำเป็นต้องใช้ปูนขาวเพราะหาซื้อได้ง่ายกว่าโดยทั่วไปครับ  ยิงฟันยิ้ม

ถ้าใช้ขี้เถ้าก็ใช้ปริมาณมากหน่อยใช้เป็นเกือบกิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตรแต่ถ้าเป็นปูนขาว ก็ใช้เพียง 3-5 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 20 ลิตรครับ

 ยิ้มเท่ห์

ขอบคุณครับพี่นพ

สรุปได้ว่า ขี้เถ้าถ่านไม้ กับ ปูนขาว  ต่างมีคุณสมบัติเป็นด่าง (เบส) เหมือนกันแต่มีค่า PH ไม่เท่ากัน  แต่มีคำถามอยู่อย่างหนึ่งเพิ่มเติมมาอีกข้อคือว่า  หากเรานำปูนขาว หรือ ขี้เถ้า จำนวน 1 กิโลกรัม  แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน (บางทีผมแช่ไว้จนลืมเป็นอาทิตย์) ก่อนนำมาฉีดพ่นให้กับพืชของเรา  ถามว่า ขี้เถ้าหรือปูนขาว สามารถแช่น้ำได้กี่รอบ ก่อนที่ความเป็นด่างจะลดลงไปจนหมด?

อันนี้ต้องให้คนที่มีการดาษกระดาษลิตมัส  หรือพีเอชมิเตอร์ ทดลองทำดู คงต้องขอแรงสมาชิกที่เป็นคุณครูทั้งหลาย
ลองให้นักเรียนทดลองในชั่วโมงวิทยาศาสตร์ดู จะเป็นความรู้ที่ดีเหมือนกัน มีใครจะอาสาไหมครับ  ยิงฟันยิ้ม

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
wasamon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 232

รักพ่อพอเพียง


« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 07:25:54 AM »

ขอติดตามด้วยคนค่ะ วันนี้ได้ความรู้อีกแล้ว ขออนุญาตถามแบบผู้ไม่รู้เลยนะคะว่า นำปูนขาวมาฉีดพ่นเพื่อประโยชน์อะไรค่ะ ที่บ้านหนูก็มีเผื่อจะได้นำมาใช้บ้าง ..
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 07:54:20 AM »

ขอติดตามด้วยคนค่ะ วันนี้ได้ความรู้อีกแล้ว ขออนุญาตถามแบบผู้ไม่รู้เลยนะคะว่า นำปูนขาวมาฉีดพ่นเพื่อประโยชน์อะไรค่ะ ที่บ้านหนูก็มีเผื่อจะได้นำมาใช้บ้าง ..






ปกติเอาไปใช้แก้ดินหรือบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่มีปัญหาดินเปรี้ยวหรือเป็นกรดครับ
และใช้น้ำปูนใส(ปูนขาวผสมน้ำกวนให้เข้ากันแล้วปล่อยให้ตกตะกอน แล้วกรองน้ำใสไปใช้)ไปฉีดพ่นแก้ปัญหาเชื้อรา
ในพืชครับ และทำได้อีกหลายอย่างในการเกษตร

เอาเรื่องปูนขาวที่ใช้ในการเกษตรมาฝากครับ
ดินและน้ำเป็นปัจจัยสำคัญทางการเกษตร เพราะดินและน้ำจัดเป็นปัจจัยหลักในการเกื้อหนุนผลผลิต เพื่อที่จะให้ผลผลิตที่ได้รับนั้นมีคุณภาพดีมากน้อยเพียงใด ด้วยเหตุนี้เองจุดเริ่มต้นของกิจกรรมต่างๆทางด้านการเกษตร จึงต้องมีการปรับความสมดุลของปัจจัยสำคัญๆ ที่เกี่ยวโยงไปถึงผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทราบถึงคุณสมบัติของดินและน้ำที่เป็นอยู่ ว่ามีสภาพอย่างไร หากไม่มีความสมดุล ก็จำเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขให้เหมาะสม
       ปัญหาของการปรับค่าความสมดุลของดินและน้ำให้มีความปกติ วิธีการหนึ่งในกระบวนการแก้ปัญหาดังกล่าว คือ "ปูนขาว" ซึ่งใช้ในกรณีที่เราทราบว่าดินหรือน้ำมีความเป็นกรดสูง หากแต่ว่าปูนขาวที่มีอยู่ทั่วไปที่ จะนำมาใช้ทางการเกษตรมีมากชนิด แต่อย่างไรก็ตามคุณสมบัติทางกายภาพ หรือสิ่งที่เรามองเห็นนั้นมันมีลักษณะที่ไม่ต่างกันเลย จะทำอย่างไรเพื่อจะนำมาใช้ได้อย่างถูกต้อง
        วัตถุประสงค์หลักของการนำปูนขาวมาใส่ลงในดินหรือน้ำก็คือ เมื่อสภาพของดินและน้ำมีความเป็นกรดสูง การใส่ปูนขาวลงไปเป็นการแก้ปัญหาเพื่อลดระดับความรุนแรงของกรดในดินและน้ำ ทำให้ ธาตุอาหารพืชละลายได้ดี รวมทั้งช่วยเพิ่มธาตุอาหารแคลเซียมและแมกนีเซียมให้แก่พืชไปในตัวด้วย นอกจากนั้นแล้วการใส่ปูนขาวลงไปก็ยังเป็นการลดความรุนแรง หรือฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืช โรคสัตว์ ในพื้นที่นั้นๆ ได้อีกด้วย
       โดยทั่วไปแล้ว "ปูนขาว" ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดอยู่ทั่วไปมีหลายชนิด จะมีความแตกต่างกันในคุณสมบัติทางเคมี แต่คุณสมบัติทางกายภาพหรือดูจากภายนอกจะเหมือนๆ กันจนเกิดความสับสนต่อผู้ใช้ จึงต้องทำความเข้าใจประเภทของปูนขาวแต่ละชนิดดังนี้

ปูนขาวชนิดที่หนึ่งคือ หินปูน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า แคลเซียมคาบอร์เนต (CaCo3) หินปูนบดละเอียด จะเป็นพวกหินฝุ่น ขี้เลื่อยหินอ่อน เปลือกหอยบดละเอียด ทั้งหมดนี้มีคุณสมบัติทางเคมีอย่างเดียวกัน เป็นปูนขาวตัวหลักที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้แก้ไขดินเป็นกรดได้
                                                                         
ปูนขาวชนิดที่สองคือ ปูนมาร์ล (Marl) แคลเซียมคาบอร์เนต (CaCo3) คือหินปูนที่ผุกร่อนตามธรรมชาติ เกิดการสลาย เป็นก้อนเล็กๆ มีความอ่อนตัวลงกว่าเดิม เกิดตามบริเวณภูเขาหินปูนในประเทศไทยมีพบที่ จังหวัดลพบุรี และสระบุรี หลังจากหินปูนผุพังแล้วจะทับถมเป็นชั้น ๆ อยู่ใต้ดิน บริเวณที่เป็นชั้นของปูนมาร์ลอยู่ใกล้ผิวดินจะถูกนำมาใช้ในการเกษตรมีแร่ ธาตุพวกแคลเซี่ยมมาก

ปูนขาวชนิดที่สามคือ ปูนขาวหรือปูนชื้น ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH) 2  แต่จริง ๆ ไม่ได้ชื้น ปูนขาวชนิดนี้ที่มีขายตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่ว ๆ ไป บรรจุถุงขายใช้ผสมปูนซีเมนต์เป็นปูนฉาบในการก่อสร้างกันมาก เราสามารถนำมาใช้แก้ดินเป็นกรด โดยเฉพาะการแก้ไขน้ำเป็นกรด จะใช้ปูนขาวชนิดนี้ กรรมวิธีในการผลิตปูนชนิดนี้ เกิดจากการเผาหินปูน หรือเปลือกหอย เมื่อได้ปูนเผา (CaO) ขณะร้อน ๆ ก็ฉีดน้ำเข้าไปทำปฏิกิริยาเกิดเป็นแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH) 2 มีราคาแพง เมื่อละลายน้ำจะไม่ร้อน

ปูนขาวชนิดที่สี่คือ ปูนเผา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า แคลเซียมออกไซค์ (CaO) เป็นหินปูนหรือเปลือกหอยนำมาเผาจนสุก ปล่อยให้เย็นแล้วบดละเอียด มีฤทธิ์ที่ มีปฏิกิริยากับกรดรุนแรง ขณะละลายน้ำจะรู้สึกร้อน หากใส่ใกล้ต้นพืชอาจทำให้เหี่ยวเฉา หรือตายได้ต้องระวังอย่าให้สัมผัสโดยตรง             
                                             
ปูนขาวชนิดที่ห้าคือ ปูนโดโลไมท์  ชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า แคลเซียมแมกนีเซียมคาร์บอเนต CaMg(Co3)2 เป็นหินปูนที่มีแมกนีเซียมปนอยู่ มีความเป็นด่างต่ำ ลักษณะเหมือนหินปูนบดละเอียด หากจะพิสูจน์ว่าปูนขาวชนิดไหนคือโดโลไมท์หรืออันไหนเป็นหินปูนบด จะต้องทำการวิเคราะห์ทางเคมีในห้องปฏิบัติการเพื่อหาปริมาณของแมกนีเซียมที่ เจือปนอยู่ ปูนโดโลไมท์ โดยทั่วไปราคาจะแพงกว่าหินปูนแต่ถูกกว่าปูนก่อสร้าง เมื่อใช้ปูนชนิดนี้จะได้ธาตุอาหารของแพลงตอนพืชพวกแมกนีเซียม แคลเซียมเพิ่มเติมอีกด้วย
       สำหรับวิธีการใช้ปูนขาวแต่ละชนิดจะมีขั้นตอนวิธีการใช้ที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะปูนเผาที่มีความเป็นด่างสูง มีแร่ธาตุอาหารมาก ใช้ปรับสภาพน้ำที่มีความเป็นกรดมากๆ จะต้องใช้และใส่อย่างระมัดระวัง ซึ่งการปรับสภาพของดินและน้ำนั้นจะต้องดูปัจจัยสิ่งแวดล้อมด้วยว่าควรจะใช้ ปูนชนิดใด เพราะแต่ละอย่างจะมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน ราคาแตกต่างกัน การใช้ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะหากใช้ผิดหรือใส่ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมก็อาจเกิดโทษและเป็นปัญหาอื่นๆ ได้อีกเหมือนกัน

ข้อมูลปูนขาวกับการเกษตรที่กล่าวถึงในเวปนี้ตามลิ้งค์นะครับ

http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=6865.0

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
wasamon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 232

รักพ่อพอเพียง


« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 09:11:15 AM »

ขอบคุณค่ะ ปูนขาวที่หนูมีเป็นปูนขาวที่ซื้อจากร้านวัสดุก่อสร้างค่ะ ถุงละ50บาท แต่ยี่ห้ออะไรแบบไหนต้องไปดูอีกที ...
บันทึกการเข้า
ชอลิ่วเฮียง (P7)
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2359


« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 09:33:01 AM »



การใช้ปูนขาวแก้ดินเป็นกรด  ต้องระมัดระวังนะครับ....
ถ้าใส่ทั้งเป็นผงเลย....สารตกค้างที่ไม่ต้องการเยอะนะครับ....บางทีทำให้ดินแข็งโป๊กเลย....
แช่เป็นน้ำด่าง  แล้วนำไปรดลงดิน....ก็เหมือนเทด่างใส่กรดนั่นแหละครับ....บางทีปฏิกริยารุนแรงจนพืชทนไม่ได้  ตายเลยนะครับ
     ใช้วิธีแก้กรด ด้วยกรด ยั่งยืนกว่าครับ....เชื่อไหมครับว่าดินเปรี้ยวนี่ถ้าใช้เศษพืชแห้งคลุมหนาๆ หน่อย....
แล้วใส่ปุ๋ยคอก  หว่านถั่วพร้า ปอเทือง ไถกลบทำปุ๋ยพืชสด  รดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์(ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด) บ่อยๆ....ความเป็นกรดจะหายครับ  จาก 4-5  เหลือ พีเอ็ชประมาณ 6.5 เท่านั้นเองครับ  ซึ่งเป็นพีเอ็ชที่เหมาะสมที่สุดสำหรับปลูกพืชครับ
ปฏิกริยาตัวนี้เราใช้ความรู้ทางเคมีอนินทรีย์เข้ามาคาดการไม่ได้ครับ....เพราะเป็นปฏิกริยาที่เกิด by bacteria....แล้วหลังจากนี้พีเอ็ชแถบนี้จะไม่สวิงขึ้นลงให้หวาดเสียวอีก....เพราะจุลินทรีย์...."เอาอยู่.....คร่าาาาาาา...."

บันทึกการเข้า
wasamon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 232

รักพ่อพอเพียง


« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 10:54:41 AM »

ขอขอบคุณเจ้าของกระทู้ที่ทำให้หนูต่อยอดความรู้ได้มากขึ้น...หลังบ้านหนูดินไม่ดีอย่างแรงง..แรกๆหญ้าแทบไม่ขึ้นพอเราใช้จุลินทรีย์ดินก็ดีขึ้นตามลำดับ เคยใช้ปูนขาวแต่ผิดวิธีแล่นโรยบนดินทำให้ดินแข็งปั๊กเลยไม่ได้ใช้อีกเลย... และขออนุญาติถามอีกหนึ่งคำถามนอกเรื่องเกี่ยวกับปูนขาวเป็นวิทยาทานให้หนูหน่อยค่ะว่าคุณสมบัติที่ว่าเช่นป้องกันเชื้อราหรือโรคพืชนั้นอยากทราบว่ามีวิธีทำและใช้อย่างไรเหมาะกับพืชชนิดและอายุเท่าไรคะ
บันทึกการเข้า
วัตครับ
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1993



« ตอบ #9 เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 11:12:02 AM »

จำได้ว่า สมัยยังเด็กๆ นั้น เวลาแม่จะปลูกผัก จะขุดหญ้าทั้งรากทั้งโคนไปโป้ะลงบนต่อไม้ที่ก่อไฟไว้

คือเหมือนเป็นการเผาดิน คือถากหญ้า แล้วก็โกยไปทั้งดิน เศษไม้ โป้ะเข้าไป

พอเวลาผ่านไป หลังจากทำแปลงผักเสร็จ ก็โกยเอาทั้งดินที่เผาและขี้เถ้า ไปโรยทับหน้าแปลงผัก

ก็ไม่รู้ว่า ได้องค์ประกอบอะไรลงไปในแปลงผัก แต่ผลที่เห็นคือหากไม่ทำอย่างนี้ ผักจะไม่งามเท่า



Liked By: somjade
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 11:22:04 AM »

จำได้ว่า สมัยยังเด็กๆ นั้น เวลาแม่จะปลูกผัก จะขุดหญ้าทั้งรากทั้งโคนไปโป้ะลงบนต่อไม้ที่ก่อไฟไว้

คือเหมือนเป็นการเผาดิน คือถากหญ้า แล้วก็โกยไปทั้งดิน เศษไม้ โป้ะเข้าไป

พอเวลาผ่านไป หลังจากทำแปลงผักเสร็จ ก็โกยเอาทั้งดินที่เผาและขี้เถ้า ไปโรยทับหน้าแปลงผัก

ก็ไม่รู้ว่า ได้องค์ประกอบอะไรลงไปในแปลงผัก แต่ผลที่เห็นคือหากไม่ทำอย่างนี้ ผักจะไม่งามเท่า



ในขี้เถ้านอกจากปรับความเป็นกรดด่างแล้ว ยังมีสิ่งที่จำเป็นต่อพืชอีกอย่างนึงคือคาร์บอน ไงครับ
ยิ่งขี้เถ้าที่ยังดำๆเผายังไม่เป็นเถ้าขาว เช่นแกลบดำ หรือเศษถ่านจากเตาเผาถ่านเอามาใส่ต้นไม้จะทำให้
ต้นไม้งามมากครับ (เป็นข้อดีอย่างนึงของการเผาฟาง แต่ข้อเสียมีเยอะกว่า  ยิงฟันยิ้ม )

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
phalikhit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 11307



« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 12:06:48 PM »

อ้าว ! ใช้ผิดวิธีเสียแล้ว  โดยโรยลงพื้นดินให้่ทั่วเลย  แล้วขุดตากดิน  บางครั้งก็
ขุดตากดินเสียก่อน  แล้วดรยก่อนจะย่อยดินเป็นก้อนเล็กๆ
ไม่ทราบว่าพืชผักที่ปลูกรอดมาได้ยังไง  และก็งามพอสมควร
--------------------------------
การทำไร่สมัยก่อนต้องถางป่า โค่นต้นไม้ต้นใหญ่ๆลงมาแล้วก็เผาทิ้ง
ไม้ต้นเล็กๆเท่าโคนขา นำมากองไว้แล้วก็เผา
จากนั้นใข้กะทา ลากกองไฟ ไปที่อื่นจนทั่วไร่
เพื่อให้ ขี้เถ้าและถ่านกระจายไปทั่วไร่และเพื่อให้ไฟไหมตอไม้
เผาเชื้อโรคเชื้อราและเมล็ดวัชพืชในดินให้ตายหมด
จากนั้น  หว่านเมล็ดพืช (เช่น ฝ้าย) แล้วขุดด้วยจอบจนทั่ว
(ถ้าเจอต้อไม้เล็กๆก็ขุดถอนรากถอนโคนออกให้หมด)
ถ้าเป็นข้าวไร่ ต้องขุดด้วยจอบจนทั่วไร่แล้วจึทำหลุมและหยอดเมล็ดข้าว
ใช้เวลานานสองสามเดือน(กุมภา ถาง,  มีนา  เผา, เมษา ขุดพรวน พร้อมหว่านหรือหยอดเมล็ดพืช
(เล่าตามที่ปู่ย่า ตายาย เล่าให้ฟังนะ ผมยังไม่แก่นะ อย่าเรียกผมว่าพี่นะ คุณนพ )
สมัยนี้ทำได้ง่ายมาก ป่ารกๆ ที่มีสภาพป่าอุดมสมบุรณ์
ใช้รถบุกเบิก 2-3 ก็ราบเป็นหน้ากลองพร้อมที่จะทำการเพาะปลูกได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า ตอไม้ใหญ่ๆ เมื่อเผาแล้วมันจะไหม้ลึกไปตามรากไม้ เป็นหลุมลึก
ปู่ ย่า ตา ยาย จะปลูกเผือก
มาคิดได้ว่า ขี้เถ้าไม้ มีโปตัสเซียม ที่ทำให้หัวโต (ผลโต หัวโต -->โป(ตัสเซี่ยม))
บันทึกการเข้า
oat
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 707



« ตอบ #12 เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 02:39:24 PM »

ปูนขาว ปูนมาล หินปูน องค์ประกอบหลักเป็น Ca
ปูนโดโลไมท์ องค์ประกอบหลักเป็น Ca และ Mg
พวกนี้ใส่กับดินเปรี้ยวซัลเฟต ทำให้ดินแข็งจริงครับ เพราะผสมกันแล้วได้ CaSO4 ซึ่งก็คือยิปซัม หรือปูนปลาสเตอร์นั่นเอง แต่ถ้าใส่ไม่เยอะ และไถพรวน ก็ช่วยได้ครับ

ขี้เถ้าพืช องค์ประกอบหลักเป็น K, Si
ขี้เถ้าสัตว์ องค์ประกอบหลักเป็น K, P, Ca

K, Si, P, Ca, Mg
ทุกตัวเป็นธาตุอาหารที่พืชใช้ แต่ถ้าจะนำไปใช้ ก็ควรปรับ pH ก่อนด้วยกรดอินทรีย์หรือน้ำหมัก เพราะถ้า pH สูงไปก็เกิดอาการช๊อคหรือใหม้ได้ครับ

ขี้เถ้าแกลบ หรือขี้เถ้าพืช ถ้าละลายน้ำธรรมดา SiO2 แทบจะไม่ละลายออกมา แต่จะอยู่ในดิน และออกมาช้าๆ
แต่ถ้าเอาไปต้มเคี่ยวจนงวด จะได้เกลือ K ของกรดซิลิซิค หรือกรดซิลิคอนที่เค้าขายกันแพงๆละลายออกมาด้วยครับ  ยิ้มเท่ห์
 
บันทึกการเข้า

เย ธมฺมา เหตุปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ
tiger
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3126



« ตอบ #13 เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 02:49:01 PM »

ขี้เถ้าเผาไม้เอามาแช่ในน้ำจะได้น้ำด่าง เรียกว่าโปแตสเซียม
ธาตุโปแตสเซียม
หน้าที่และความสำคัญต่อต้นพืช

    ส่งเสริมการเจริญเติบโตของราก ทำให้รากดูดน้ำได้ดีขึ้น
    มีความจำเป็นต่อการสร้างเนื้อของผลไม้ให้มีคุณภาพดี
    ทำให้พืชมีคามต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ
    ทำให้พืชมีความต้านทานต่อโรคต่าง ๆ
    ช่วยป้องกันผลเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับพืช เนื่องจากการได้รับไนโตรเจนและฟอสฟอรัสเมากเกินไป
    ช่วยเพิ่มคุณภาพของพืชผักและผลไม้ โดยทำให้พืชมีสีสัน ขนาด ความหวาน และคงทนต่อสภาวะแวดล้อมได้

เรื่องการลดด่างของขี้เถ้านั้น ตอนนี้ยังไม่มีตัวเลขออกมาชัดเจน แต่ก็มีการระบุเอาไว้ในการทำนาแบบโยนกล้าว่า ให้ใช้ขี้เถ้าแกลบเก่าถ้าใช้ขี้เถ้าแกลบใหม่จะต้องมีการให้น้ำกับขี้เถ้าแกลบเพื่อเป็นการลดด่างลงเสียก่อน ป้องกันต้นกล้าตาย
จาก selaphum.roiet.doae.go.th/km1/kmm1.pdf


http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs1-1_7.htm
แนะนำให้ใช้ผงถ่านป่น หรือขี้เถ้าแกลบโรงสีไฟ 250 กิโลกรัม /เนื้อที่ดิน 1 ไร่ แทนโปรแตสเซียมออกไซด์ ทั้งนี้เพราะผงท่านป่นหรือขี้เถ้าแกลบตามโรงสีมีสารโปรแตสเซียมอ๊อกไซด์อย่างอุดมสมบูรณ์

http://www.cassava-devlp-center.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&Category=cassava-devlp-centercom&thispage=4&No=1392015
ความเห็นที่ 6 สรุบไว้ครับ
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #14 เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 03:28:05 PM »

พูดถึงขี้เถ้า พูดถึงถ่านในการปรับปรุงบำรุงดิน ก็มีวีดีโอการทำนาอินทรีย์โดยใช้ผงถ่านมาใส่นา ลองไปดูกันครับ  ยิงฟันยิ้ม

<a href="http://www.youtube.com/v/iVhazzlebbQ" target="_blank">http://www.youtube.com/v/iVhazzlebbQ</a>


 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #15 เมื่อ: มกราคม 03, 2012, 03:33:26 PM »

วีดีโอการทำนาอินทรีย์โดยใช้ผงถ่าน มีกล่าวถึงปลูกทานตะวัน ก็เลยนึกถึง ภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ ปี 2553 เรื่อง 

เกษตร...ตะกอน

จึงมาฝากให้สมาชิกได้ดูกันครับ  มาดูเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อของคนไทยกันครับ ไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องของกระทู้สักเท่าไหร่ ขอแวะข้างทางสัก 24 นาที  ยิงฟันยิ้ม

<a href="http://www.youtube.com/v/D9l8Nrvtfhc" target="_blank">http://www.youtube.com/v/D9l8Nrvtfhc</a>

 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: