หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การใช้ฮอร์โมนเอธิลีน เพิ่มผลผลิตน้ำยางพารา โดยไม่มีผลกระทบกับต้นยาง  (อ่าน 44012 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
lookyang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75


« ตอบ #16 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 09:08:11 PM »

วิธีนี้ผมรู้สึกว่ามันเป็นการเอาเปรียบต้นยางมากเกินไป ผมมองเป็นกิเลสตัวนึงที่เอาใส่ไปในต้นยางเพื่อสนองความอยากของคน ไม่ใช่วิถีพอเพียงอย่างแน่นอน โดยส่วนตัวผมเห็นว่าไม่มีวิถีไหนจะสู้วิถีธรรมชาติได้ กรีดยางด้วยวิธีธรรมชาติ5ไร่10ก็อยู่ได้แบบสบายๆแล้ว เห็นชาวสวนหันไปใช้ฮอร์โมนกันเยอะแต่ไม่ค่อยเห็นใครเหลือเก็บได้เยอะก็ใช้เยอะ แต่ตรงกันข้ามที่คนขายออร์โมนต้องขนเงินกลับครั้งละไม่น้อยหลังจากที่มาเติมฮอร์โมนให้ชาวสวน เมื่อไหร่ชาวสวนจะหลุดพ้นจากวังวนซะที เฮ้อ ขอบ่นหน่อย นี่เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวนะครับไม่มีหลักวิชาการอะไรมาโต้แย้ง มีแค่หลักธรรมะเท่านั้นเอง

  แล้วคุณtavidว่า  ยางแก่ๆ ที่หน้าเสียหายไม่สามารถกรีดซ้ำได้ ควรโค่นทิ้งหรือครับ ยางที่ปลูกในที่นา กรีดยังไงก็ไม่ออก

ควรโค่นทิ้งหรือครับ หรือว่าคุณแนะนำให้ต่อด้ามสอยหน้ายาวๆแบบที่ชาวสวนยางที่บอกว่าอยู่สวนยางมานานๆเค้าทำกันหรือ

แบบนั้นผมว่าต้องโค่นก่อนหลายปี  มีคนแถวบ้านผมทำแบบนี้กับยางแก่ๆอายุ20กว่าปี เค้าเห็นผมอัดฮอร์โมน หาว่ายางผมตายแน่


เค้าไม่ทำหรอก  จะเอาไว้กรีดนานๆ  สุดท้ายสอยได้2ปีต้องโค่นทิ้งเพราะหมดหน้ากรีด  ผมแนะนำคนที่มียางแก่ๆ ให้เค้าทำฮอร์โมนก่อนโค่นไม่เกิน8ปี ดีกว่าสอยแน่นอน
บันทึกการเข้า

lookyang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75


« ตอบ #17 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 09:28:38 PM »

   เรียนสมาชิกอีกครั้งนะครับ สำหรับท่านที่ไม่เห็นด้วย ผมอยากให้ศึกษากันให้ดีก่อนๆออกความเห็นนะครับ ทั้งข้อมูลวิชาการและการใช้งานจริง  รู้ว่ามีคนไม่เห็นด้วยเยอะ  แต่ถ้าท่านจะค้าน ให้ผมว่าไปให้จบก่อนดีไหม  นี่ผมยังไม่ได้ลงมือเลย  ขัดคอซะแล้ว
 
  ผมตั้งใจจะทำที่สวนผมให้เป็นที่ศึกษาเรียนรู้ จะได้ดูของจริงกันเลย
แต่พี่ชาวนาแนะนำให้เปิดกระทู้นี้ก่อน ผมก็ตั้งใจจะทำรีวิวอุปกรณ์แบบต่างๆ ข้อดี ข้อเสียของแต่ละยี่ห้อ การใช้งานแต่ละยี่ห้อใช้ยังไง
ยางพันธุ์ไหนที่ควรอัดฮอร์โมน ประมาณนี้ครับ
บันทึกการเข้า
lookyang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75


« ตอบ #18 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 09:48:55 PM »

ข่าวสาร จาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก :
          ปัจจุบันประเทศไทยมีการปลูกยางพารามากที่สุดในโลก มีพื้นที่ปลูกกว่า 16 ล้านไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 10 ล้านไร่ ได้ผลผลิตปีละ 3 ล้านตัน ต้นยางพาราส่วนใหญ่ที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดก็คือ พันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 (RRIM 600)
         ให้ผลผลิตน้ำยางเฉลี่ยไร่ละ 270 กิโลกรัมต่อปี และปลูกมากว่า 40 ปีแล้ว ขณะที่ประเทศมาเลเซียมีการพัฒนาพันธุ์ยางไปถึงอาร์อาร์ไอเอ็ม 2027-29 ให้ผลผลิตไร่ละกว่า 500 กิโลกรัมต่อไป 
 ยางพาราพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 แม้จะให้ผลผลิตดีกว่ายางพาราพันธุ์พื้นเมือง แต่หากเทียบกับยางพาราที่ปลูกในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียแล้ว ถือว่ายังล้าหลังมาก ที่สำคัญยางพาราพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 มีอายุถึง 15 ปีขึ้นไป ฮอร์โมนเอทิลีน (Ethylene) ในต้นยางพาราลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำยางจับตัวเป็นก้อน และเกิดอุดตันในท่อน้ำยาง ทำให้น้ำยางไหลช้าลงเรื่อยๆ จนหยุดไหลเมื่อต้นยางพาราอายุมากขึ้น
      อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตน้ำยางพารา จากประเทศมาเลเซีย ซึ่ง ดร.สิวา กุมาราน ค้นคว้าและวิจัยพัฒนาขึ้นมาเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิจัยและค้นคว้า ศูนย์วิจัยยาง ประเทศมาเลเซีย หรือ อาร์อาร์ไอเอ็ม (RRIM) (ปัจจุบันสถาบันวิจัยยาง มาเลเซีย) เมื่อกว่า 20 ปีก่อน เหมาะที่จะใช้กับยางพาราพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 ที่มีอายุเกิน 15 ปี เพื่อให้มีน้ำยางไหลเร็วกว่าปกติ จากเดิมน้ำยางจะไหลหลังจากกรีดนาน 3-4 ชั่วโมง เป็น 6-8 ชั่วโมง และให้ผลผลิตน้ำยางมากกว่าถึง 2-3 เท่าตัว
        นายพนัส แพชนะ นักวิชาการชำนาญการ ศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี อธิบายว่า เทคโนโลยีนี้ คือ การเพิ่มระดับฮอร์โมนเอทิลีนที่ขาดหายไปในโครงสร้างของต้นยางพารา โดยการติดตั้งอุปกรณ์กับต้นยางที่อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ประกอบด้วยกล่องพลาสติกฝาครอบเป็นรูปสี่เหลี่ยม มุมล่างของฝาครอบมีสายยาง และวาล์ว
         หลังจากติดตั้งแล้วจะฉีดฮอร์โมนเอทิลีนซึ่งมีลักษณะคล้ายกับแก๊ส ไปตามสายยางผ่านวาล์วในอัตรา 0.02 กรัมต่อต้น จากนั้นฮอร์โมนวิ่งผ่านสายเข้าไปในกล่องฝาครอบต้นยางและจะซึมเข้าในเปลือกยาง โดยใช้ระยะเวลาการเติมฮอร์โมนทุก 10 วัน สำหรับยางพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม และทุก 15 วัน สำหรับยางพันธุ์อื่นๆ เมื่อเติมฮอร์โมนเอทิลีนแล้วจะกรีดยาง 1 วัน เว้นอีก 2  วัน ระยะเวลา 10 วัน จะกรีด 3 วัน จะได้ผลผลิตมากกว่าการกรีดทุกวันถึง 1.5 เท่า อาทิ เดิมที่กรีดยาง 10 วัน ได้ 30 กิโลกรัม แต่เมื่อใช้เทคโนโลยีนี้ กรีดเพียง 3 วัน จะได้น้ำยาง 45 กิโลกรัม ที่สำคัญจะกรีดยางตอนกลางหรือตอนเย็นก็ได้ เหมาะอย่างยิ่งกับพื้นที่ในประเทศไทย
       สวนยางที่ใช้เทคโนโลยีนี้ นอกจากจะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นแล้ว นายพนัสยืนยันว่า ทำให้ต้นยางมีบาดแผลน้อยที่สุด เนื่องจากจะกรีดหน้าสั้นเพียง 4 นิ้วเท่านั้น จากปกติกรีดยาว 8-12 นิ้ว นอกจากนี้ยังให้ต้นยางคงความสมบูรณ์ ช่วยยืดอายุการใช้งานได้อย่างยั่งยืนเป็นเวลา 50-60 ปี จากเดิมพอต้นยางอายุ 25 ปี ต้องโค่นปลูกใหม่ ส่วนวิธีการกรีดนั้น จะกรีดจากด้านล่างขึ้นด้านบน ในลักษณะเฉียง 45 องศา เนื่องจากโดยปกติท่อน้ำยางจะไหลเวียนรอบต้นยางในลักษณะจากด้านบนขวาลงมาด้านซ้ายล่าง
       สำหรับประเทศไทย มีการนำเทคโนโลยีตัวนี้มาเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ครั้งแรกทดลองใช้ในสวนยางพาราที่ อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช ปัจจุบันมีเกษตรกรติดตั้งอุปกรณ์นี้ประมาณ 4 ล้านต้นไร่ ล่าสุดรัฐบาลได้จัดงบประมาณปี 2552 ให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางนำไปฝึกอบรมและสาธิตการใช้เทคโนโลยีนี้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อลดความเสี่ยงในพื้นที่อันตราย เพราะเทคโนโลยีตัวนี้สามารถกรีดยางในเวลากลางวันได้ และกรีด 1 วันหยุด 2 วันด้วย
       ด้าน ดร.สิวา กุมาราน อดีตผู้อำนวยการวิจัยและค้นคว้า สถาบันวิจัยยาง มาเลเซีย กล่าวว่า ประสบผลสำเร็จจากการวิจัยและค้นคว้าพัฒนาเทคโนโลยีนี้ เมื่อปี 2533 เริ่มจากต้นยางพาราที่มีอายุ 20 ปี ต่อมาใช้กับยางพาราอายุ 15 ปี ล่าสุดมีการใช้กับต้นยางพาราอายุ 12 ปี โดยเบื้องต้นที่คิดเทคโนโลยีตัวนี้ เกิดจากการที่มาเลเซียขาดแคลนแรงงานที่จะกรีดยาง ทางสถาบันวิจัยยาง มาเลเซียจึงให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมา หลังจากที่เขาประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้แล้ว รัฐบาลมาเลเซียนำไปแจกให้เกษตรกรรายย่อยที่มีสวนยางพาราไม่เกิน 10 ไร่ เมื่อ 20 ปีก่อน กระทั่งปัจจุบันชาวสวนยางในประเทศมาเลเซียมีการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยอัดแก็สเอทิลีนเกือบ 100% โดยที่ต้นยางไม่มีผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น และเขาเองได้ลาออกจากตำแหน่งมาทำธุรกิจเต็มตัวแล้ว

คุณสมบัติพิเศษของเอทิลีน

      เอทิลีน เป็นฮอร์โมนพืชชนิดเดียวที่อยู่ในรูปแก๊ส และมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชเป็นอย่างมากไม่มีสี มีกลิ่นเล็กน้อย จัดเป็นสารอินทรีย์ประเภทไฮโดรคาร์บอน ที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของสารที่มีคาร์บอน และเกิดจากการสร้างขึ้นของพืช

       จากการพิสูจน์พบว่า สารเอทิลีนเป็นฮอร์โมนพืช สามารถกระตุ้นการสุกของผลไม้หลายชนิด โดยพืชชนิดต่างๆ ผลิตเอทิลีนจากกระบวนการเมทาบอลิซึ่ม (metabolism) ในส่วนของลำต้น ใบ ดอก ผล เมล็ด และรากเป็นต้น นอกจากนี้เอทิลีนจะช่วยเร่งให้เกิดน้ำยางในต้นยางพารา ส่งผลให้น้ำยางไหลเร็วและนานขึ้น จึงมีความสำคัญกับต้นยางพาราเป็นอย่างมาก

        เมื่อมีการกรีดยางพาราทุกครั้ง เท่ากับต้นยางมีแผลสารเอทิลีนจะออกฤทธิ์คือ กรด chloroethylphosphonic ซึ่งมีผลในการเร่งการไหลของน้ำยาง ทำให้ได้รับผลผลิตน้ำยางเพิ่มขึ้น เพราะเอทิลีนไปเร่งการทำงานของเอนไซม์ ATPase ทำให้โปรตอนเกิดการเหนี่ยว และเข้าสู่เซลล์การสังเคราะห์ยาง จะช่วยเร่งการเคลื่อนย้ายน้ำตาลซูโครส ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์น้ำยาง
 นอกจากนี้ยังทำให้สภาพภายในเซลล์สังเคราะห์ยางมีความเป็นกรดด่างมากขึ้น และเร่งการเคลื่อนย้ายของโมเลกุลน้ำในเซลล์ข้างเคียงเข้าสู่เซลล์สังเคราะห์ยาง ทำให้น้ำยางไหลนานกว่าปกตินั่นเ

บันทึกการเข้า
lookyang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75


« ตอบ #19 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 10:01:24 PM »

จากสมาคมน้ำยางข้นไทย 

  ตามที่ทีมกลุ่มวิจัย และพัฒนาการผลิตยาง ศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี
สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้มาทำการทดลองที่องค์การสวนยาง กิ่งอ. ช้างกลาง จ. นครศรีธรรมราช ช่วงต.ค. 39 - ก.ย.40 นั้น การให้แก๊สเร่งน้ำยางเป็นเอทิลีนแก๊ส ที่มีความเข้มข้น 68 % ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้น้ำยางแข็งตัวช้า และเพิ่มแรงดันออสโมติกของน้ำยาง มีผลให้การไหลของน้ำยางนานกว่าปกติ และให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น จากผลการทดลองในยางพันธุ์ RRIM 600 ปรากฏว่าการใช้ระบบเจาะวันเว้นสองวันร่วมกับการใช้แก๊สเร่งน้ำยาง (เจาะ 120 วัน) ให้ผลผลิตยางแห้ง 9.25 กิโลกรัม/ต้น/ปี

          ส่วนกรรมวิธีการใช้ระบบเจาะวันเว้นสี่วันร่วมกับการใช้แก๊สเร่งน้ำยาง ให้ผลผลิตยางแห้ง 8.29 กิโลกรัม/ต้น/ปี (เจาะ 72 วัน) แต่จากการเก็บข้อมูลของสถบันวิจัยยางในยางพันธุ์ RRIM 600 ในการกรีดยางโดยทั่วไป 13 ปีกรีด ผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 289 กิโลกรัม/ไร่/ปี วันกรีดเฉลี่ย 132 วัน ก็เท่ากับผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 2.19 กิโลกรัม/ไร่/วัน

           จะเห็นได้ว่าการใช้แก๊สเร่งน้ำยางจะให้ผลผลิตสูงกว่าการกรีดปกติโดยทั่วไปสองเท่า คือลองเอา 9 คูณด้วย 65 = 585 ก.ก. (65 ต้นต่อไร่เผื่อตาย แคระแกรน หัก ล้ม โค่น) ปกติ 1 ไร่ ระยะปลูก 3 X 7 = 76 ต้น เมื่อสิ้นสุดการทดลองไม่พบต้นแสดงอาการเปลือกแห้ง ประโยชน์ที่ได้รับ เพิ่มรายได้แก่เจ้าของสวนยาง สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือในการกรีดยางได้ และยังสามารถปฏิบัติงานได้ในวันที่มีฝนตก แต่ควรจะใช้กับต้นยางที่อายุ 15 ปีขึ้นไป
   
บันทึกการเข้า
lookyang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75


« ตอบ #20 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 10:12:50 PM »

จากสมาคมน้ำยางข้นไทย  http://www.tla-latex.org/question.php

  ตามที่ทีมกลุ่มวิจัย และพัฒนาการผลิตยาง ศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี
สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้มาทำการทดลองที่องค์การสวนยาง กิ่งอ. ช้างกลาง จ. นครศรีธรรมราช ช่วงต.ค. 39 - ก.ย.40 นั้น การให้แก๊สเร่งน้ำยางเป็นเอทิลีนแก๊ส ที่มีความเข้มข้น 68 % ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้น้ำยางแข็งตัวช้า และเพิ่มแรงดันออสโมติกของน้ำยาง มีผลให้การไหลของน้ำยางนานกว่าปกติ และให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น จากผลการทดลองในยางพันธุ์ RRIM 600 ปรากฏว่าการใช้ระบบเจาะวันเว้นสองวันร่วมกับการใช้แก๊สเร่งน้ำยาง (เจาะ 120 วัน) ให้ผลผลิตยางแห้ง 9.25 กิโลกรัม/ต้น/ปี

          ส่วนกรรมวิธีการใช้ระบบเจาะวันเว้นสี่วันร่วมกับการใช้แก๊สเร่งน้ำยาง ให้ผลผลิตยางแห้ง 8.29 กิโลกรัม/ต้น/ปี (เจาะ 72 วัน) แต่จากการเก็บข้อมูลของสถบันวิจัยยางในยางพันธุ์ RRIM 600 ในการกรีดยางโดยทั่วไป 13 ปีกรีด ผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 289 กิโลกรัม/ไร่/ปี วันกรีดเฉลี่ย 132 วัน ก็เท่ากับผลผลิตเนื้อยางแห้งเฉลี่ย 2.19 กิโลกรัม/ไร่/วัน

           จะเห็นได้ว่าการใช้แก๊สเร่งน้ำยางจะให้ผลผลิตสูงกว่าการกรีดปกติโดยทั่วไปสองเท่า คือลองเอา 9 คูณด้วย 65 = 585 ก.ก. (65 ต้นต่อไร่เผื่อตาย แคระแกรน หัก ล้ม โค่น) ปกติ 1 ไร่ ระยะปลูก 3 X 7 = 76 ต้น เมื่อสิ้นสุดการทดลองไม่พบต้นแสดงอาการเปลือกแห้ง ประโยชน์ที่ได้รับ เพิ่มรายได้แก่เจ้าของสวนยาง สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือในการกรีดยางได้ และยังสามารถปฏิบัติงานได้ในวันที่มีฝนตก แต่ควรจะใช้กับต้นยางที่อายุ 15 ปีขึ้นไป
   

บันทึกการเข้า
lookyang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75


« ตอบ #21 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 10:17:52 PM »

  ผมไม่ได้นั่งเทียนเขียนครับ  ทุุกอย่างที่ผมว่ามา และที่จะว่าต่อไป  มีของจริงให้ดูทุกอย่างถ้าใครอยากมาชม 



      ย้ำอีกที    มีของจริงให้ดูครับ   ไม่งั้นไม่กล้าเขียนแน่นอน
บันทึกการเข้า
tavid
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2864



« ตอบ #22 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 10:19:38 PM »

ผมไม่ได้ขัดคอใคร ผมว่าคนขายฮอร์โมน ถ้าคุณไม่ใช้คนขายออร์โมนแล้วคุณจะไปเดือดร้อนทำไม ผมบอกไว้แต่ต้นแล้วว่ามันเป็นความเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆ ไม่มีหลักวิชาการอะไรมาโต้แย้ง ที่นี่ทุกคนมีสิทธิออกความเห็นผมไม่ได้เรียกร้องให้ใครมาเชื่อผม สมาชิกในนี้เขามองออก เขาตัดสินเองได้ ถ้าคุณจริงใจที่จะเข้ามาเผยแพร่ความรู้ไม่มีใครกล้าว่าคุณหรอก มีแต่คนอนุโมทนาในความดีของคุณ
  
  
บันทึกการเข้า

เยี่ยมร้านตาวิด  http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=48283.0
lookyang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75


« ตอบ #23 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 10:43:00 PM »

ผมไม่ได้ขัดคอใคร ผมว่าคนขายฮอร์โมน ถ้าคุณไม่ใช้คนขายออร์โมนแล้วคุณจะไปเดือดร้อนทำไม ผมบอกไว้แต่ต้นแล้วว่ามันเป็นความเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆ ไม่มีหลักวิชาการอะไรมาโต้แย้ง ที่นี่ทุกคนมีสิทธิออกความเห็นผมไม่ได้เรียกร้องให้ใครมาเชื่อผม สมาชิกในนี้เขามองออก เขาตัดสินเองได้ ถ้าคุณจริงใจที่จะเข้ามาเผยแพร่ความรู้ไม่มีใครกล้าว่าคุณหรอก มีแต่คนอนุโมทนาในความดีของคุณ
  
  


   ใช่ครับ  ผมเคยขาย  แต่ตอนนี้ไม่แล้ว  ไม่ใช่ขายไม่ดี ทุกวันนี้ยังมีคนตามไปติดตั้งให้  แต่ที่เลิกเพราะอุปกรณ์ที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้มันมีปัญหาจุกจิกเยอะ ส่วนใหญ่รั่ว  รอให้ตัวใหม่ๆที่มันไม่ค่อยมีปัญหาออกมาก่อน ขายต่อแน่นอน เพราะตอนนี้ไม่ขายก็เหมือนขาย เพราะต้องดูแลลูกค้าที่ติดตั้งไปแล้วอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ไม่ขายเพิ่มแค่นั้นเอง 
   ส่วนคนขายฮอร์โมนที่คุณว่า  เค้าก็ทำงานของเค้า คุณรู้ไหม  ค่าอัดฮอร์โมนต้นละสองบาท บางสวนค่าน้ำมันนรถยังไม่ได้เลย ไหนจะค่าแรงลลูกน้องอีก เพราะ100-200ต้นก็ต้องไปอัดให้เค้าเมื่อถึงเวลา ยิ่งตัวที่ผมเคยขาย เป็นแบบกระป๋อง ไม่ได้ไปอัดให้ ได้กำไรกระป๋องละ10 บาท ส่วนใหญ่เอาไปให้ถึงบ้าน เพราะจะได้ดูแลลูกค้าไปด้วย คุณว่าเยอะเหรอครับ ค่าน้ำมันรถก็หมดแล้ว ถ้ามองแง่ดีบ้าง คนขายฮอร์โมนที่คุณว่านี่แหละ  พาชาวสวนพ้นทุกข์ ปลดหนี้มาเยอะแล้วครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 15, 2011, 11:01:58 PM โดย lookyang » บันทึกการเข้า
tavid
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2864



« ตอบ #24 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2011, 11:04:02 PM »

  ผมสงสัยอยู่แล้วว่าวาจาสำนวนแบบนี้ต้องเป็นคนขายฮอร์โมน ถึงแม้ตอนนี้ไม่ได้ขายแล้ว เพราะรอให้สินค้าตัวใหม่ได้รับการแก้ไขปัญหาเสียก่อนแล้วค่อยกลับมาขาย ก็ไม่ว่ากัน 
 
 สิ่งที่จะพาชาวไร่ชาวสวนพ้นทุกข์คือการรู้จักพอ พอเพียง ไม่ใช่เงินไม่ใช่รายได้ที่เพิ่มขึ้น คนเราอย่าใจแคบครับ ต้องรับฟังความความเห็นทั้งสองด้านไม่ว่าด้านบวกหรือด้านลบ ไม่ใช่ใครมาค้านคุณแล้วไปต่อว่าเขา ที่นี่อยู่กันแบบช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ผมอยู่ที่นี่มาเกือบ3ปีแล้วยังไม่เคยมีใครมาว่าผมแบบนี้เลย ผมบอกคุณแล้วว่ามันก็แค่ความเห็นของผม มันเป็นวิธีคิดของผม หรือว่าผมไม่สิทธิที่จะออกความเห็นเลยหรือในเว็บแห่งการแบ่งปันแห่งนี้ บอร์ดที่เราพูดถึงกันแต่เรื่องการทำเกษตรแบบพอเพียงที่เดินตามรอยพ่อหลวง
  ทุกวันนี้เจอแต่เซลล์มาตื้อจะขายฮอร์โมน บางคนก็ตามไปจะขายถึงสวน เจอแม่ผมไล่ตะเพิดกลับไปหมด บอกว่าอย่ามาขายเลยฮอร์โมนเทพน่ะ สวนนี้แม้แต่ปุ๋ยเคมีก็ไม่เคยซื้อใส่ ใส่แต่ขี้ไก่กระสอบ20บาท ก็ไม่รู้จะขายกันไปทำไมก็เห็นว่าไม่ได้กำไรอะไร เฮ้อ..ขอบ่นอีกรอบ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 15, 2011, 11:56:53 PM โดย tavid » บันทึกการเข้า

เยี่ยมร้านตาวิด  http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=48283.0
sookanunfarm
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 382



« ตอบ #25 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2011, 12:58:22 AM »

การใช้ยาเร่งน้ำยาง ใช้สำหรับยางที่มีอายุเยอะๆยางต้นแก่ที่ใกล้โค่นขายไม้แล้ว เพราะถ้าใช้กับต้นยางที่เพิ่งเปิดกรีดรับประกันว่าต้นยางอายุสั้นครับ กรีดได้ไม่นานยางหน้าตายนึ่ง ช่วงที่เร่งใหม่ๆให้น้ำยางเยอะมากๆแต่ความเข้มข้นน้ำยางน้อย มีแต่น้ำเลี้ยงเยอะมาก ถ้าอยากให้น้ำยางออกที่ถาวร ควรใช้ปุ๋ยชีวภาพนำปุ๋ยเคมีเสริม จะทำให้เป็นสวนยางที่ยั่งยืน หากินได้นานครับ  จาก
.....คนที่อยู่กับสวนยางมาสี่สิบกว่าปีครับผม
ปล.ปุ๋ยชีวภาพให้ผลช้าแต่ว่ายั่งยืน  แต่ที่แน่ๆก่อนจะกรีดยางต้นยางต้องโตสมบูรณ์อายุครบกรีด  ถ้ากรีดต้นยางเล็กเกินไปต้นยางจะโทรมไวและทำให้ยางต้นแคระแกรนตลอดไปครับ

ผมไม่ได้บอกให้เค้าอัดฮอร์โมนยางอายุน้อยนะครับ อย่าเข้าใจผิด  เค้าเพิ่งเปิดกรีด  แค่แนะนำเขาเรื่องการเปิดกรีด  ยังไม่ได้บอกให้อัดฮอร์โมนเลย จับประเด็นให้ดี ถ้าอ่านไม่เข้าใจ   อ่านให้เข้าใจก่อนค่อยตอบนะครับ 
  และ ถ้าจะขัดคอ  อย่าเพิ่งขัดตอนนี้  จนกว่าคุณจะไปศึกษาเรื่องนี้ให้ดีก่อน คุณอยู่สวนยางมาสี่สิบปี ผมก็อยู่มาตั้งแต่เกิด  แต่เรารู้ไม่เท่ากันแน่  ผมลงทุนขับรถไปดูสวนต่างๆที่เค้าใช้ฮอร์โมนเพิ่มน้ำยางตามจ.ต่างๆ ลงทุนซื้อมาใช้เองดู แล้วคุณทำอะไรบ้าง  เคยใช้หรือเปล่า  ถ้าฟังที่เค้าว่ามา อย่ามาออกความเห็นเลย  เพราะที่นี่ผมต้องการให้คนที่สนใจเข้ามาศึกษา  ข้อความที่คุณโพสต์ จะติดอยู่ในนี้ไปตลอด  อย่าทำให้ความเห็นคุณ  ทำให้ชาวสวนเสียโอกาส  ผมเห็นหลายคนแล้วที่ออกมาขวางเรื่องนี้ พอโดนไล่ถาม ก็สารภาพว่า  ตรูฟังเค้ามา...
ท่านเจ้าคุณไม่บอกไว้นิครับว่าใช้กับยางหลังเปิดกรีดกี่ปี กลัวพี่น้องชาวสวนยางที่ไม่มีความเข้าใจเอาไปใช้กับสวนยางที่เปิดกรีดใหม่  เพราะยางที่เปิดกรีดใหม่ สองสามปีแรกน้ำยางจะน้อย แล้วพอได้น้ำยางน้อยแล้วไปใช้ฮอร์โมนเทพ ของท่านแล้วรู้มั้ยว่าอะไรจะเกิดขึ้น  แต่ถ้าใช้กับยางที่จะโค่นขายไม้แล้วคงไม่มีปัญหา   ชาวสวนเสียโอกาสหรือคนขายเสียโอกาสครับ
บันทึกการเข้า
วัตครับ
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1993



« ตอบ #26 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2011, 06:39:52 AM »

อ่านกระทู้นี้แล้ว  นึกอยากกินข้าวไรซ์เบอรี
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=47206.0
บันทึกการเข้า
lookyang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75


« ตอบ #27 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2011, 11:05:11 AM »

ศึกษาเรื่องเอธิลีนกันก่อนครับ

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%99#cite_note-7
เอทิลีนจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
 

 
General
Molecular formula C2H4
IUPAC Name Ethene
SMILES C=C
InChI 1/C2H4/c1-2/h1-2H2
Molar mass 28.05 g/mol
Appearance colorless gas
CAS number [74-85-1]
Properties
Density and phase 1.178 kg/m³ at 15 °C, gas [1]
Solubility in water 3.5 mg/100 ml (17 °C)
Melting point −169.2 °C (104.0 K, -272.6 °F)
Boiling point −103.7 °C (169.5 K, -154.7 °F)
pKa 44
Critical point 282.4 K (9.2 °C)
at 5.04 MPa (50 atm)
Std enthalpy of
formation ΔfH°gas +52.47 kJ/mol
Standard molar
entropy S°gas 219.32 J·K−1·mol−1
Structure
Symmetry group D2h
Dipole moment Zero
Hazards
MSDS External MSDS
EU classification Extremely flammable (F+)
NFPA 704 412 
Supplementary data page
Structure and
properties 
Thermodynamic
data 
Spectral data UV, IR, NMR, MS
Related compounds
Related compounds Ethane
Acetylene
 
Except where noted otherwise, data are given for
materials in their standard state (at 25 °C, 100 kPa)
Infobox disclaimer and references

เอทิลีน (อังกฤษ: ethylene) เป็นฮอร์โมนพืชที่มีสภาพเป็นก๊าซที่อุณหภูมิห้อง บทบาทที่สำคัญของเอทิลีนคือควบคุมกระบวนการเติบโตที่เกี่ยวข้องกับความชรา การหลุดร่วงของใบ ดอก ผล และควบคุมการเจริญของพืชเมื่ออยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสม เอทิลีนมีผลต่อต้นกล้าของถั่ว 3 ลักษณะ (Triple response) ได้แก่ ยับยั้งความสูงของลำต้น ลำต้นหนาขึ้น เพิ่มการเติบโตในแนวราบ นอกจากนั้น ยังพบว่าการแผ่ขยายของแผ่นใบถูกยับยั้ง ส่วนเหนือใบเลี้ยงมีลักษณะโค้งงอเป็นตะขอ (epicotyl hook) [2]

[แก้] การสังเคราะห์เอทิลีน
Plant biosynthesis of ethyleneเกิดขึ้นได้ในส่วนต่างๆของพืชทั้งราก ลำต้น ใบ ผล เมล็ด และส่วนหัว แต่อัตราการสังเคราะห์จะขึ้นกับระยะเวลาในการเติบโต โดยเนื้อเยื่อที่แก่จะสังเคราะห์เอทิลีนมาก เช่น ผลไม้ที่กำลังสุก ในใบ ใบอ่อนจะผลิตเอทิลีนน้อยและจะเพิ่มขึ้นเมื่อใบแก่ขึ้นและจะมากที่สุดเมื่อใบใกล้ร่วง เมื่อผลไม้เริ่มสังเคราะห์เอทิลีน ปริมาณเอทิลีนที่ผลิตอยู่ในระดับ 0.1 -1 ไมโครลิตร ซึ่งสามารถกระตุ้นให้ผลไม้เพิ่มอัตราการหายใจได้ เนื้อเยื่อที่ยังไม่แก่แต่เกิดบาดแผลหรือถูกรบกวนจะปล่อยเอทิลีนออกมาได้ภายในครึ่งชั่วโมง การถูกรบกวนโดยการกรีด (ในกรณีของต้นยาง) การติดเชื้อจุลินทรีย์ น้ำท่วม อากาศเย็นจัด ล้วนแต่กระตุ้นการผลิตเอทิลีนได้ทั้งส
บันทึกการเข้า
lookyang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75


« ตอบ #28 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2011, 11:35:41 AM »

  ผมสงสัยอยู่แล้วว่าวาจาสำนวนแบบนี้ต้องเป็นคนขายฮอร์โมน ถึงแม้ตอนนี้ไม่ได้ขายแล้ว เพราะรอให้สินค้าตัวใหม่ได้รับการแก้ไขปัญหาเสียก่อนแล้วค่อยกลับมาขาย ก็ไม่ว่ากัน 
 
 สิ่งที่จะพาชาวไร่ชาวสวนพ้นทุกข์คือการรู้จักพอ พอเพียง ไม่ใช่เงินไม่ใช่รายได้ที่เพิ่มขึ้น คนเราอย่าใจแคบครับ ต้องรับฟังความความเห็นทั้งสองด้านไม่ว่าด้านบวกหรือด้านลบ ไม่ใช่ใครมาค้านคุณแล้วไปต่อว่าเขา ที่นี่อยู่กันแบบช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ผมอยู่ที่นี่มาเกือบ3ปีแล้วยังไม่เคยมีใครมาว่าผมแบบนี้เลย ผมบอกคุณแล้วว่ามันก็แค่ความเห็นของผม มันเป็นวิธีคิดของผม หรือว่าผมไม่สิทธิที่จะออกความเห็นเลยหรือในเว็บแห่งการแบ่งปันแห่งนี้ บอร์ดที่เราพูดถึงกันแต่เรื่องการทำเกษตรแบบพอเพียงที่เดินตามรอยพ่อหลวง
  ทุกวันนี้เจอแต่เซลล์มาตื้อจะขายฮอร์โมน บางคนก็ตามไปจะขายถึงสวน เจอแม่ผมไล่ตะเพิดกลับไปหมด บอกว่าอย่ามาขายเลยฮอร์โมนเทพน่ะ สวนนี้แม้แต่ปุ๋ยเคมีก็ไม่เคยซื้อใส่ ใส่แต่ขี้ไก่กระสอบ20บาท ก็ไม่รู้จะขายกันไปทำไมก็เห็นว่าไม่ได้กำไรอะไร เฮ้อ..ขอบ่นอีกรอบ
  คนเราไม่เหมือนกันทุกคนนะครับ คนที่รวยแล้วไม่มีปัญหาครับ เริ่มท่องคาถาพอเพียงได้ทันทีที่นึกได้ แต่คนที่ยังมีน้อย เค้าก็หาทางออกของเค้าไป บ้านผมมีสวนยางกันคนละไม่กี่ร้อยต้นหรอกครับ รุ่นพ่ออาจจะมีหลายสิบไร่  แต่มาถึงรุ่นลุกเหลือคนละ10ไร่ ตอนนี้เป็นรุ่นหลาน เหลือแบ่งคนละกี่ต้นคุณคิดดู แล้วค่าครองชีพเดี๋ยวนี้เป็นไง ยางครอบครัวละ3-4ร้อยต้นมันไม่พอกินหรอกครับ  อย่าลืมว่าคนเรามีความจำเป็นไม่เหมือนกัน และการอัดฮอร์โมนยางก็ไม่ได้หมายความว่าไม่พอเพียงนี่ครับ ลูกค้าผมส่วนใหญ่ต้องการแค่"พอกิน"ครับ
บันทึกการเข้า
lookyang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75


« ตอบ #29 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2011, 11:56:12 AM »

  คุณtavidครับ จริงๆผมไม่อยากให้ใครรู้หรอกครับว่าผมขายฮอร์โมน เพราะตอนนี้ผมก็ไม่มีอุปกรณ์จะขาย และที่นี่ไม่ใช่บอร์ดขาย ตั้งใจจะมาให้ความรู้ในการใช้ที่ถูกต้อง ระหว่างที่รอตัวใหม่ที่กำลังพัฒนา เพราะจากที่ผมลองใช้เองพบว่า  อุปกรณ์มันไม่ได้ใช้ง่ายๆเหมือนที่โฆษณา ถ้าใช้ไม่ถูก ก็ไม่ได้ผลแน่นอน ซึ่งการใช้ไม่ถูกนี่แหละที่ผมมองว่าเป็นปัญหาของชาวสวน ที่ต้องได้รับการแก้ไข ช่วงนี้พอมีเวลาก็เลยมานั่งหน้าคอม กะจะแนะนำการใช้ให้ถูก  ก่อนจะเริ่มขายตัวใหม่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะออกมาเมื่อไหร่

 ที่ผมหัวเสีย  เพราะคุณมองผมแง่ร้ายเกินไป สังเกตุได้จาก "ผมนึกแล้ววาจาสำนวนแบบนี้ต้งเป็นคนขายฮอร์โมน" ซึ่งสื่อให้ว่า คุณคิดแบบนี้ตั้งแต่เริ่มตอบกระทู้แรก ถูกไหม

    แต่จะว่าไป  จะผิดอะไร  ถ้าคนขายฮอร์โมน  จะแนะนำคนใช้ให้ถูก  ถ้าคนขายไม่บบอกให้ถูก  แล้วจะให้ใครบอกดีล่ะครับ
บันทึกการเข้า
lookyang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 75


« ตอบ #30 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2011, 12:34:36 PM »

  ขอเริ่มเข้าเรื่องดีกว่านะครับ เริ่มจาก

ยางพันธุ์ไหนที่ตอบสนองต่อเอธิลีนได้ดี และควรอัดตอนไหน อายุเท่าไหร่

เท่าที่ทดลองและที่เห็นมานะครับไม่พูดถึงพันธุ์ที่ผมยังไม่เคนเห็นด้วยตาตัวเอง

คือ RRIM600  เริ่มอัดได้ตั้งแต่15ปีขึ้นไป หรือ ยางที่กรีดซ้ำไปแล้วหนึ่งรอบ ไม่ต้องกรีดรอบที่สาม แนะนำให้เริ่มตอนนั้น จะกรีดได้นานที่สุด 

 PBM24   พันธุ์นี้มักมีปัญหาหน้ากรีดๆซ้ำไม่ได้ แต่เป็นพันธุ์ที่ตอบสนองเอธิลีนดีมาก แนะนำให้เริ่มอัดเมื่อหน้ากรีดด้านล่างกรีดไม่ได้ หรือไม่คุ้มครับ  แต่อายุต้องไม่น้อยกว่า15ปีเช่นกัน

GT1 พันธุ์นี้กรีดปกติได้น้ำยางน้อยมาก แต่ถูกกับเอธิลีนเช่นกัน แนะนำให้อัดเมื่อหน้าด้านล่างเสียหาย กรีดซ้ำไม่ได้ อายุต้องไม่น้อยกว่า15ปีเช่นกัน

แนะนำเป็นพิเศษสำหรับสวนที่ปลุกในที่ลุ่มหรือที่นา มีน้ำท่วมขังบ่อยๆครับ กรีดแบบปกติได้น้ำยางน้อยมาก ถ้าอายุได้แล้วผมว่าน่าลองมากครับ ผมเคยทำให้ลุกค้าหลายแปลง ได้น้ำยางเพิ่ม3-7เท่าเลยครับ ใบยางเขียวขึ้นทันทีจากที่ก่อนหน้าใบสีีเหลืองซีด แต่ต้องบำรุงด้วยปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพจริงๆ ลองปุ๋ยไม่ได้นะครับสำหรับยางอัดฮอร์โมนทุกสายพันธุ์ ถ้าเจอปุ๋ยปลอมสักรอบ ต้นยางจะโทรมครับ  ต้องเป็นปุ๋ยที่เชื่อถือได้เท่านั้น

 นอกนั้นไม่เคยเห็นและไม่เคยลอง  ใครเคยลองพันธุ์อื่นๆ ได้ผลเป็นยังไงบอกมาบ้างนะครับ  ที่ผมสังเกตุพวกพันธุ์ที่น้ำยางสีเหลืองๆ จะออกดี  แต่ไม่รู้ทุกพันธุ์หรือเปล่า

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 16, 2011, 01:02:06 PM โดย lookyang » บันทึกการเข้า
chaiya8889
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 297


« ตอบ #31 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2011, 12:50:35 PM »

ทุกคนล้วนแต่มีอิสระในความคิดเห็น   ควรเปิดโอกาส เปิดกว้างสำหรับความคิดเห็นต่างๆ เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรอย่างแท้จริง  มิใช่ตอบโต้ หรือหาว่าคนอื่นๆๆขัดคอ  เปิดใจให้กว้างครับ  แลกเปลี่ยนแนวคิดกัน 
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: