หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หน้าแล้งให้ปุ๋ยทางใบได้ไหมครับ  (อ่าน 6203 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เอ
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2248


« เมื่อ: กันยายน 12, 2011, 02:51:29 PM »

ต้นไม้เล็กปลูกใหม่หน้าฝนปีนี้เช่น มะม่วง ลำใย หรือไม้ยืนต้น (ไม่ได้รดน้ำในหน้าแล้ง) สามารถพ่นปุ๋ยทางใบได้หรือไม่ครับ

ขอบคุณทุกคำตอบครับ
บันทึกการเข้า

konthain(นพ)
Moderator
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9207


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 12, 2011, 02:59:05 PM »

เอามาฝากครับ  ยิงฟันยิ้ม

ปุ๋ยทางใบ เป็นปุ๋ยเคมีประเภทหนึ่งที่เรามักจะใช้เพื่อจุดประสงค์หลาย ๆ อย่างของการเลือกใช้ ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เป็นสารละลายแล้วฉีดพ่นทางใบเพื่อให้ธาตุอาหารแก่พืช มีทั้งชนิดที่เป็นของแข็ง หรือเรียกว่าปุ๋ยเกล็ด นั่นเอง และชนิดที่เป็นของเหลว เป็นปุ๋ยที่ละลายมาในลักษณะที่เข้มข้นเมื่อต้องการใช้ปุ๋ยน้ำทั้ง 2 ชนิดนี้ ต้องตวงแล้วทำให้เจือจางด้วยน้ำตามคำแนะนำในเอกสารกำกับปุ๋ย และได้ระบุปริมาณของธาตุอาหารว่ามีอะไรบ้าง มีมากน้อยเพียงไร ซึ่งนอกจากจะมีธาตุหลัก คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แล้วอาจมีธาตุรองและจุลธาตุผสมอยู่ด้วย
 
     การที่เราจะใช้ปุ๋ยทางใบเพื่อความถูกต้องและเหมาะสมนั้น จำเป็นค่ะที่จะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ทั้งในเรื่องของ ดินปลูก พืชปลูก และความเหมาะสมของราคาค่าใช้จ่าย เช่น หากจะพิจารณาในเรื่องของดิน โดยปกติแล้วดินเป็นแหล่งธาตุอาหารที่พืชจะได้รับเป็นลำดับแรกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการบำรุงดินให้มีธาตุอาหารบริบูรณ์ เป็นสิ่งที่จะต้องดูแลดินปลูกให้มีความสมบูรณ์ มีอินทรีย์วัตถุ และธาตุอาหารให้แก่พืชอย่างเพียงพอ ด้วยปุ๋ยอินทรีย์ หรืออาจจะใช้ปุ๋ยเคมีตามความเมาะสมบ้าง ครั้นเมื่อพบว่าพืชได้ธาตุอาหารไม่เพียงพอ แสดงอาหารขาดธาตุอาหาร การฉีดพ่นปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารเสริมเข้าไปเพื่อให้พืชก็จะเจริญเติบโตเป็น ปกติ ก็เป็นสิ่งที่เราควรจะหาปุ๋ยทางใบมาเสริม
 
   กรณีของการพิจารณาการให้ปุ๋ยทางใบแก่พืช มักจะนิยมใช้กับสวนผักและไม้ผลเป็นส่วนใหญ่สำหรับข้าวและพืชไร่นั้นใช้กัน ไม่มากเท่าไหร่ค่ะ และช่วงระยะเวลาของการใช้จะนิยมให้ปุ๋ยทางใบในช่วงฤดูแล้ง จะช่วยให้ผักไม่แกร็น และเจริญเติบโตดีขึ้น // ส่วนไม้ผล การให้ปุ๋ยทางใบมักให้แก่พืชก็ต่อเมื่อเป็นการส่งเสริมการเจริญเติบโตในบาง ช่วงอายุของพืช เช่น เพื่อให้การออกดอกและติดผลดีขึ้นก็จะทำการฉีดพ่นปุ๋ยที่มีสัดส่วนของ ฟอสฟอรัสค่อนข้างสูงก่อนออกดอก หรือการใช้ปุ๋ยที่มีสัดส่วนของโพแทสเซียมสูง เมื่อติดผลแล้วเพื่อให้ผลโตและรสชาติของไม้ผลดีขึ้น และสิ่งที่ต้องพิจารณาในขั้นต่อไปก็คือ ราคาของปุ๋ยทางใบทีมีราคาค่อนข้างแพง ซึ่งก็ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมกับพืชปลูก และต้นทุนการผลิต รวมทั้งราคาของผลิตที่ควรจะได้รับ
 
     สำหรับจุดประสงค์หลักของการพิจารณาการใช้ปุ๋ยทางใบ ของผู้ใช้จะต้องคำนึงถึงสาเหตุต่างๆ ดังนี้
 
     1. เพื่อแก้ไขอาการขาดธาตุอาหาร : เราสามารถสังเกตได้ค่ะว่าพืชมีการขาดธาตุอาหารหลัก อาหารรอง หรืออาหารเสริมหรือไม่ เช่นหากเราปลูกในสภาพดินที่มีความเป็นด่างและไม่ได้ปรับสภาพดิน พืชมักขาดธาตุเหล็ก (Fe) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) แมงกานีส (Mn) และโบรอน (Bo) วิธีการแก้ไข คือ ใช้สารละลายของเกลือจุลธาตุที่พืชขาดฉีดพ่นทางใบและพืช ก็เป็นวิธีที่ให้ผลเร็วและได้ผลดี จุดประสงค์ที่ 2 คือ
 
     2. เพื่อเพิ่มคุณภาพและผลผลิต : นั้นก็คือ เราจะคำนึงถึงธาตุอาหารหลักที่อยู่ในปุ๋ยว่า หากใช้ปุ๋ยทางใบที่มีสัดส่วนของไนโตรเจนสูง เมื่อนำมาใช้ในการผลิตผักและช่วยให้ผักดูอวบและเขียวสด เนื่องจากไนโตรเจน ส่งเสริมการเติบโตของต้นและใบยังช่วยเพิ่มปริมาณของสารสีเขียวคลอโรฟิลล์ใน ใบด้วย….
 
     ปุ๋ยทางใบชนิดเกล็ดที่มีสัดส่วนของฟอสฟอรัสสูง ปุ๋ยประเภทนี้ช่วยเพิ่มคุณภาพของไม้ดอกไม้ประดับ หากใช้เสริมในไม้ผลก่อนการออกดอกจะช่วยให้ดอกสมบูรณ์ และหากใช้ปุ๋ยทางใบที่มีสัดส่วนของโพแทสเซียมสูง จะเสริมให้แก่ต้นพืช ในช่วงการพัฒนาของผลในไม้ผลหลายชนิดและช่วยให้รสชาติของผลไม้ดีขึ้น F/I…….
 
     และจุดประสงค์ของการใช้ปุ๋ยทางใบอีกข้อหนึ่งก็คือ เพื่อช่วยให้พืชฟื้นตัวจากปัญหาความขาดแคลนธาตุอาหารจากบางช่วงอายุของต้น พืช : เช่น ในช่วงของการผลิดอกออกผล อินทรีย์สารต่าง ๆ ที่เคยสะสมไว้ในใบจะเริ่มเคลื่อนย้ายไปสร้างผล เป็นเหตุให้รากพืชได้รับอาหารน้อย ในช่วงนี้การเจริญเติบโตของระบบรากจึงหยุดชะงักลง แต่รากก็ยังต้องทำหน้าที่ต่อไปด้วยประสิทธิภาพที่ต่ำ ปริมาณของธาตุอาหารที่ดูดได้จากดินก็น้อยลงไปด้วย
 
     สำหรับข้อควรระวังในการใช้ปุ๋ยทางใบเพื่อให้มีประสิทธิภาพเหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืชคือ
 
     1. ปุ๋ยทางใบจะช่วยแก้ปัญหาการขาดธาตุอาหารของพืชได้ดี ถ้าฉีดพ่นปุ๋ยที่ให้ธาตุนั้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมคือเร็วที่สุด แต่หากมีอาการรุนแรงมากแล้วการใช้ปุ๋ยทางใบอาจจะไม่เกิดผล
2. ละลายหรือผสมปุ๋ยกับน้ำในอัตราส่วนที่ตามคำแนะนำ ไม่ควรผสมให้เข้มข้นเกินไป เพราะจะทำให้ใบพืชไหม้ได้
3. และสุดท้ายหลักสำคัญของการใช้ปุ๋ยทางใบ ควรถือว่าการใช้ปุ๋ยทางใบเป็นเพียงการเสริม แต่การบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีทางดินเป็นงานหลัก หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ดีแล้วไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยทางใบก็เป็นได้

ข้อดีและข้อจำกัดในการใช้ปุ๋ยทางใบ

     ข้อดี
          1.   การปรับปรุงดินที่มีปัญหา  ให้มีคุณสมบัติเหมะสมกับการใช้ปุ๋ยทางดิน   ต้องใช้เวลาพอสมควร  ในช่วงเวลาที่มีปัญหา
ดังกล่าว  อาจแก้ปัญหาการขาดธาตุอาหารบางธาตุ โดยการพ่นทางใบโดยตรง    ซึ่งไม่ต้องมีอุปสรรคเกี่ยวข้องกับการตรึง  หรือลดความ
เป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดิน
                    2.   ในหลายกรณีการให้ปุ๋ยทางใบมีประสิทธิภาพสูงกว่าใส่ในดิน โดยเฉพาะธาตุอาหารเสริม
                   3.   ในบางระยะของการเจริญเติบโตของพืช   ถ้าพืชแสดงอาการขาดธาตุอาหารในระยะวิกฤต เช่น  ก่อนออกดอก ในจังหวะ
เช่นนี้   ไม่มีวิธีใดให้ผลดีและรวดเร็วกว่าการให้ทางใบ หากใส่ปุ๋ยทางดินอาจไม่ทันกับความต้องการ และกระทบกระเทือนต่อผลผลิตอย่าง
รุนแรง การให้ปุ๋ยพวกธาตุอาหารเสริมทางใบอาจไม่ต้องทำบ่อย การให้ในความเข้มข้นที่เหมาะสมเพียงครั้งหรือสองครั้ง ก็เพียงพอไปจน
ตลอดชีพจักรของพืช
                   4.    การให้ปุ๋ยทางใบ  ได้ผลดีกับพืชที่มีใบใหญ่และใบมาก   เพราะจะรับละอองปุ๋ยไว้ได้มาก  วิธีนี้จึงให้ผลดีกับพืช ใบเลี้ยงคู่
เช่น ไม้ผล ผักต่าง ๆ   มากกว่าพืชใบเลี้ยงเดียว  เช่น ข้าว อ้อย  ในกรณีที่รากพืชไม่ค่อยเจริญเติบโตเท่าที่ควร   เนื่องจากดินไม่ค่อยสมบูรณ์ มีการตรึงธาตุอาหารรุนแรง  ธาตุอาหารสูญเสีย   โดยการพังทลาย และการชะล้างอุณหภูมิอากาศต่ำ   ความชื้นในดินมีจำกัดรากมีบาดแผล
หรือเริ่มเป็นโรคหรือระบบรากค่อนข้างจำกัดควรแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยการให้ปุ๋ยทางใบ
                   5.  การให้ปุ๋ยทางใบ  เพื่อเสริมการใส่ในดิน จะให้ผลเด่นชัด  เมื่อให้ตอนที่พืชมีอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างช้าและระหว่าง
การออกดอกขณะที่พืชออกดอกจะมีใบเต็มที่แล้ว แต่ความสามารถในการดูดธาตุอาหารของรากลดลง

     ข้อจำกัด
         1.   ควรถือว่าการให้ปุ๋ยทางใบเป็นวิธีเสริมการใส่ปุ๋ยทางดินตามปกติ
                    2.    การพ่นปุ๋ยน้ำให้มีละอองเล็กและรวดเร็วต้องใช้เครื่องมือพิเศษ และต้องการความชำนาญพอสมควร
                    3.   พืชหลายชนิด   ไม่ค่อยตอบสนองต่อการพ่นปุ๋ยทางใบ  องค์ประกอบทางเคมีและสัณฐาน   ลักษณะของพืช  มีผลกระทบ
ต่อการเกาะติดที่ใบ และการใช้ประโยชน์จากปุ๋ย
                   4.   หากใช้อัตราสูงเกินไป  อาจเกิดอาการใบไหม้ได้อย่างรุนแรงกว่าการใส่ในดิน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ปุ๋ยธาตุอาหารเสริม
จะต้องระมัดระวังในเรื่องอัตราที่ใช้อย่างมาก
                   5.    ต้องไม่ใช้ปุ๋ยพ่นทางใบในขณะที่พืชเหี่ยวเฉาหรือขาดน้ำ หรืออากาศร้อนจัด ลมแรงหรือเมื่อคาดว่าฝนจะตก
                   6.    การพ่นปุ๋ย    อย่าให้ถึงกับเปียกโชก  เพราะสิ้นเปลีองค่าปุ๋ยซึ่งมีราคาแพง    ประสิทธิภาพของปุ๋ยพ่นทางใบเมื่อตกลงดินจะ
มีประสิทธิภาพเท่ากับปุ๋ยที่ใส่ทางดินที่มีราคาถูกกว่ามาก
                  7.   โดยปกติปุ๋ยที่ใช้อยู่ในรูปของอนินทรียสาร จึงกัดกร่อนอุปกรณ์การพ่นปุ๋ยมากกว่าสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั่ว ๆ ไป

ธาตุอาหารพืชในปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
     กลุ่มที่ 1 เรียกว่า ธาตุอาหารหลัก ประกอบด้วย ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม
     กลุ่มที่ 2 เรียกว่า ธาตุอาหารรอง ประกอบด้วย แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน
     กลุ่มที่ 3 เรียกว่า ธาตุอาการเสริม ประกอบด้วย เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดินัม คลอรีน

          การใช้ปุ๋ยพ่นทางใบ   มีข้อจำกัดหลายประการ  แต่ประการที่สำคัญที่สุดคือ  ความเข้มข้นของปริมาณธาตุอาหารที่มากเกินพอ จน
ทำ ให้พืชทนไม่ได้ และเกิดความเสียหายได้   อัตราแนะนำที่ต่ำเกินไป พ่นทางใบจะไม่ได้ผลเต็มประสิทธิภาพ   เสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายไม่คุ้มค่า
และเกิดความเข้าใจผิดเสียโอกาสแต่อัตราที่สูงเกินไปก็จะเกิดผลเสียหายแก่พืชอัตราการใช้ปุ๋ยพ่นทางใบแต่ละสูตรขึ้นอยู่กับ

                 1.   ธาตุอาหารหลักที่สูตรปุ๋ยนั้น ๆ   ถ้าใช้เกินความทนได้ของพืชแล้ว   จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงลำดับมากไปหาน้อย  คือ
ฟอสฟอรัส ไนโตรเจน และโพแทสเซียม
                2.   ชนิดของพืชที่แนะนำให้ใช้ แบ่งพืชออกเป็น 3 กลุ่ม ตามความสามารถที่ทนได้ต่อความเข้มข้นของธาตุอาหารหลัก
                      2.1  พืชกลุ่มที่ 1  พวกแตงต่าง ๆ  ถั่วฝักยาว  ถั่วลันเตา  มะเขือต่าง ๆ  ผักกาดหอม   ไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ผลพืช ในกลุ่มนี้
มีความทนต่อความเข้มข้นของธาตุอาหารหลักได้ต่ำสุด
                      2.2  พืชกลุ่มที่ 2 พวกพืชตระกูลกระหล่ำ มีความทนได้ปานกลาง
                      2.3  พืชกลุ่มที่ 3 พืชหัว หอม กระเทียม แครอท มันฝรั่ง มันต่าง ๆ สับปะรด มีความทนได้สูง
               3.   การกำหนดอัตรา    เพื่อเขียนลงในเอกสารกำกับปุ๋ยเคมี  เพื่อจัดหาให้แก่เกษตรกร  กำกับปุ๋ยสูตรที่ขอขึ้นทะเบียน และจำหน่ายอยู่
ใน ปัจจุบัน   ได้กำหนดอัตราการใช้เพียงครึ่งหนึ่งของความทนได้   ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า   การใช้ปุ๋ยพ่นทางใบ   ของเกษตรกรนั้น   ส่วใหญ่ใช้
ประมาณคร่าว ๆ และมักใช้เกินอัตราแนะนำ ดังนั้นการลดอัตราการใช้จากความทนได้ลงมาครึ่งหนึ่งก็เพื่อความปลอดภัยของพืชนั่นเอง

เวลาที่เหมาะแก่การพ่นทางใบ

     ควรพ่นในช่วงที่มีอุณหภูมิต่ำ แดดไม่จัด และความชื้นสัมพัทธ์สูง เพื่อให้คงสภาพเป็นสารละลายนานที่สุด เนื่องจากพืชจะได้รับประโยชน์จากปุ๋ยที่ให้ทางใบก็ต่อเมื่อปุ๋ยนั้นอยู่ใน รูปของสารละลาย การดูดซึมปุ๋ยทางใบจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะเมื่อปุ๋ยยังอยู่บนผิวใบในรูปของสารละลาย
 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
BoY NakonChuM
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1285


« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 12, 2011, 03:10:10 PM »

ให้ได้ครับ แต่ไม่ควรจะให้ที่ความเข้มข้นสูงครับควรจะให้อ่อนๆ  และให้บ่อยๆขึ้นครับ
บันทึกการเข้า

จงลำบากไปก่อนแล้วจะสบายเมื่อปลายมือ
surairak
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 489


« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 12, 2011, 04:03:05 PM »

ขอแนะนำวิธีที่ลงทุนน้อยและทำง่ายครับ....ปุ๋ยน้ำขี้หมู
อุปกรณ์
     1. ถังน้ำแบบมีฝาปิด
     2. ปุ๋ยขี้หมูขุน
     3. น้ำสะอาด
     4. ถุงบรรจุขี้หมู(ใช้มุ้งเขียวตัดและเย็บเป็นถุงแบบเชือกรูดปิดปากได้)

วิธีทำ
     1.ใช้ขี้หมูขุน(เน้นขี้หมูขุนครับ) ตากแห้ง 1 กิโลกรัม ใส่ในถุงมุ้งเขียวแล้วนำไปแช่ในน้ำสะอาด 10 ลิตร
     2. ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง
     3. นำขี้หมู(ที่่อยู่ในถุง) ออก จะได้น้ำปุ๋ยขี้หมูประมาณ 8 ลิตร

วิธีใช้
     1.ผสมน้ำปุ๋ยขี้หมู 1 ลิตร กับน้ำสะอาด 10-20 ลิตร และสารจับใบ 3-5 ซี.ซี.
     2.ฉีดพ่นไปที่ใบของต้นไม้ให้ทั่ว

.....ขี้หมูที่เหลือ ก็ให้เป็นปุ๋ยทางดิน
.....ส่วนจะใช้มากหรือน้อย ก็ปรับอัตราส่วนเอาเอง ตามสูตร นะครับ


บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: