หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การทำ ข้าวเกรียบว่าว หรือ เข้าควบ  (อ่าน 26348 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
. ยิ้ม .
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 41


คนชอบปลูก


« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2008, 01:22:43 AM »

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้มข้าวเกรียบว่าวหรือเข้าควบ เป็น อาหารพื้นบ้านประเภทของขบเคี้ยว ชาวบ้านนิยมเอาข้าวเกรียบว่าวหรือเข้าควบไปทำบุญช่วง สงกรานต์ ตามความเชื่อเรื่องของชื่อเข้าควบ ว่าจะ “ควบ บ้านควบเมือง” สำหรับ พิธีดำหัวพระสงฆ์ และผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านการทำข้าวเกรียบว่าวหรือเข้าควบมักจะทำในช่วง ฤดูร้อน เนื่องจากต้องอาศัยแสงแดดจัดๆ ช่วยทำให้ข้าวเกรียบแห้งสนิท ไม่ ชื้น ไม่เป็นเชื้อรา โดยนิยมทำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำปีละ 1 ครั้ง ประมาณ กลางเดือนมีนาคม ถึง วันที่10เมษายน ของทุกปี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 22, 2008, 11:18:27 PM โดย yimyim » บันทึกการเข้า

(มนุษย์ หนอ)

. ยิ้ม .
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 41


คนชอบปลูก


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2008, 03:10:00 AM »

อุปกรณ์ที่ใช้ ประกอบด้วย
1. ไหนึ่งข้าว
เป็น ภาชนะที่ใช้ในการนึ่งข้าวเหนียวให้สุก ในสมัยก่อนไหนึ่งข้าวทำจากไม้เนื้อ แข็ง มีรูปร่างคล้ายทรงกระบอกที่ปลายด้านหนึ่งแคบกว่าอีกด้านเล็กน้อย ซึ่ง เป็นฐานของไหหรือเรียกว่า“ก้นไห” ส่วนปลายที่กว้างกว่าเรียกว่า “ปากไห” นำ มาเจาะรูตรงกลาง จนทะลุทั้งสองด้าน ให้เหลือเนื้อไม้จากผิวด้านนอก ประมาณ 1 เซนติเมตร นอกจากส่วนที่เป็นไหแล้ว ยังมีไม้เนื้อแข็งเจาะรูคล้าย รังผึ้ง ขนาดใหญ่กว่าก้นไหเล็กน้อยวางไว้ภายในไห เพื่อรองรับเมล็ดข้าวที่จะ นึ่ง และมีฝาปิดที่ทำจากดินเหนียว ปัจจุบันมีการทำไหนึ่งข้าวจากอลูมิเนียม
2. หม้อต้มน้ำ
เป็นหม้อที่ใช้ใส่น้ำ รองรับไหนึ่ง ไอน้ำจากน้ำเดือดจะถูกส่งผ่านขึ้นไปตามรูไหนึ่ง ทำให้ข้าวสุก ปัจจุบันทำจากอลูมิเนียมเช่นกัน
3. ครกกระเดื่อง (ครกมอง)
เป็น ครกที่ทำจากท่อนไม้นำมาเซาะตรงกลางให้เป็นหลุมลึกพอสมควร ส่วนของสากทำจาก ท่อนไม้ที่มีขนาดเล็กกว่าครก สากนี้จะยึดติดกับปลายด้านหนึ่งของด้ามไม้ยาว ประมาณ 3 เมตรในอดีตหรือในพื้นที่ห่างไกลในปัจจุบัน ใช้ครกนี้ตำข้าว เปลือก ผู้ที่ทำหน้าที่ตำข้าวจะใช้เท้าเหยียบปลายด้ามไม้ ให้ปลายด้านที่มี สากยึดติดอยู่กระดกขึ้น แล้วปล่อยเท้าให้สากตกลงไปตำข้าวในครก ทำเช่นนี้ เป็นจังหวะไปเรื่อยๆ จากความหนักของด้ามไม้ ผู้ที่จะทำหน้าที่ตำข้าวจึงต้อง มีร่างกายแข็งแรงพอสมควร มิฉะนั้นจะไม่สามารถทำให้สากกระดกขึ้นมาได้ อย่าง ไรก็ตาม ปัจจุบันบางคนได้ดัดแปลงวิธีการตำโดยใช้ไฟฟ้าแทนการใช้แรงงาน คน เช่น ที่บ้านเหล่าได้ดัดแปลงครกกระเดื่องไฟฟ้าเพื่อใช้ในการตำปูนที่จะนำ ไปปั้น เป็นต้น
4. ไม้คลึงแป้งและแผ่นพลาสติก
ไม้คลึงแป้งใช้ในการ คลึงก้อนแป้งให้แผ่ออกเป็นแผ่นบางๆ และเพื่อไม่ให้เนื้อแป้งติดกับไม้ คลึง จะใช้แผ่นพลาสติกที่ตัดเป็นวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 20 เซนติเมตร ปิดทับบนก้อนแป้งก่อนใช้ไม้คลึง
5. ตะแกรงตากแผ่นแป้ง ตะแกรง ทำจากไม้ไผ่ นำมาสานเป็นตาห่างๆ เพื่อให้อากาศระบายได้ดี   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 27, 2009, 09:37:43 PM โดย tomy » บันทึกการเข้า

(มนุษย์ หนอ)
. ยิ้ม .
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 41


คนชอบปลูก


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2008, 03:30:17 AM »

 ::)วัตถุดิบ

ข้าว กข.6 น้ำ อ้อย น้ำมันพืช และ ไข่แดงของไข่เป็ดที่ต้มสุกแล้ว (เหตุผลที่ใช้ไข่เป็ดต้ม เพราะใช้แล้วไม่สิ้นเปลืองมากนัก เนื่องจากไข่แดงของไข่เป็ดมีปริมาณมากกว่า ไข่แดงของไข่ไก่)

ส่วนผสม

ข้าว 7 ลิตร ต่อน้ำอ้อย 1 กิโลกรัม 300 กรัม มากหรือน้อยกว่านี้จะทำออกมาไม่สวยและไม่ดี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 20, 2009, 01:26:35 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า

(มนุษย์ หนอ)
. ยิ้ม .
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 41


คนชอบปลูก


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2008, 03:36:10 AM »

วิธีทำ

ขั้นตอนที่ 1
นำ ข้าวเหนียว กข. 6 มาแช่น้ำไว้ประมาณ 1 คืน เรียกว่า “หม่าข้าว” จากนั้นซาว ข้าวเพียงครั้งเดียว เพราะถ้าซาวหลายครั้งข้าวจะไม่เหนียวติดกัน แล้วนำไป ใส่ในไหนึ่ง ยกไปวางบนหม้อที่ต้มน้ำไว้ รอจนข้าวสุก

ขั้นตอนที่ 2
ข้าว นึ่ง 1 ไหจะมีปริมาณพอดีกับขนาดของครกมอง พอนึ่งข้าวจนสุกยกลงจากเตา ทิ้ง ไว้สักครู่จะทำให้ตำได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้นเอาใส่ครกมองในขณะที่ข้าวยัง ร้อนระอุอยู่ จากนั้นตำให้จนกลายเป็นแป้งละเอียดและเหนียว ในระหว่างที่ตำจะ ใช้ไม้พายคอยคน เมื่อเห็นว่าแป้งเริ่มเหนียวก็จะใช้มือคนแป้ง ขณะที่ใช้มือ คนจะต้องชุบมือกับน้ำ น้ำจะช่วยลดความร้อนของข้าวไม่ให้ร้อนมือจนเกินไป ผู้ ที่ทำหน้าที่คนหรือพลิกข้าวต้องอดทนต่อไอร้อนของข้าว และต้องใช้ผ้า
คลุมลำตัวเพื่อป้องกันไม่ให้ข้าวกระเด็นโดน

ขั้นตอนที่ 3
นำ น้ำอ้อยใส่หม้อเคี่ยวให้ละลาย แล้วเอาไปเทลงไปในครกที่ตำข้าว ใช้ไม้คนให้ น้ำอ้อยกระจายไปทั่วครก ตำข้าวในครกต่อไป ในขั้นตอนนี้ต้องระวังน้ำหนักใน การตำ คือจะปล่อยให้สากตกลงไปตำข้าวแรงๆ เหมือนในช่วงตำข้าวนึ่งไม่ ได้ เพราะจะทำให้น้ำอ้อยกระเด็นออกมาตำไปเรื่อยๆ จนน้ำอ้อยและแป้งเข้ากันจน เป็นเนื้อเดียวกัน ในระหว่างที่ตำหากเนื้อแป้งมีลักษณะแห้งแข็งเกิน ไป สามารถใช้น้ำผสมลงไปทีละน้อยเพื่อให้แป้งอ่อนตัว และใช้มือพลิกแป้ง ได้ ในการตำใช้เวลาประมาณ 30 นาที จะได้แป้งสีน้ำตาลอ่อนจากสีของน้ำ อ้อย หากยังไม่ปั้นในขณะนั้น ให้นำแป้งที่ได้ไปใส่กระติกพลาสติกเก็บความ ร้อน(กระติกพลาสติกใส่น้ำแข็งที่ใช้กัน

ขั้นตอนที่ 4
นำแป้งที่ตำ ผสมเสร็จแล้วเอามาปั้นเป็นก้อนๆ ขนาดประมาณลูกปิงปอง โดยใช้มือจับแป้งให้ อยู่ในกำมือ แล้วบีบมือให้แป้งทะลักออกมาจากช่องระหว่างนิ้วหัวแม่มือและ นิ้วชี้ แล้วบิดแป้งออกวางเป็นก้อนๆ

เอาน้ำมันพืชเทผสมกับไข่เป็ดแดง ต้มสุก แล้วนำมาทาบนแผ่นพลาสติก ไม้คลึง และมือเพื่อไม่ให้ตัวแป้งติด จาก นั้นนำก้อนแป้งมาวางบนแผ่นพลาสติก และใช้ไม้คลึง (ใช้ท่อแอสลอนก็ได้) คลึง ไปบนแผ่นพลาสติก จนก้อนแป้งแผ่ออกกลายเป็นแผ่นแบนๆ แล้วนำแผ่นพลาสติกที่มี แผ่นแป้งติดอยู่ มาคว่ำบนตะแกรงให้แผ่นแป้งวางอยู่บนตะแกรงนั้น หลังจากนั้น จึงนำเอาไปตากแดด การตากแผ่นเข้าควบต้องพลิกให้เข้าควบโดนแดด ทั้ง 2 ด้าน เมื่อแป้งแข็งตัวและแห้งสนิทดี ก็นำเอามาเก็บในถุงพลาสติกต่อ ไป แผ่นเข้าควบที่แห้งแล้วนั้นสามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 1 ปี หรือมากกว่านั้น ถ้าเก็บไว้ในที่แห้ง

การปิ้งเข้าควบ

เริ่มจากการก่อเตา ถ่าน อย่าให้ไฟร้อนมากนัก เพราะจะทำให้เข้าควบไหม้ จากนั้นใช้ไม้ไผ่ที่จัก ปลายเป็นซี่ๆ มีด้ามจับยาวประมาณ 1 เมตร เพื่อช่วยให้ผู้ปิ้งไม่ร้อนมือ นำ แผ่นเข้าควบที่จะปิ้งวางบนไม้ไผ่จักซี่นั้น แล้วนำไปวางเหนือเตาถ่าน ความ ร้อนจากเตาไฟจะช่วยให้เข้าควบค่อยๆ พองตัวขึ้น ก็จะกลับด้านของเข้าควบโดย ใช้ไม้ไผ่จักซี่อีกอันวางทับบนเข้าควบ เพื่อไม่ให้แผ่นเข้าควบตกลงไปในเตาใน ขณะที่พลิกเข้าควบในการปิ้ง ผู้ปิ้งจะพลิกเข้าควบกลับไปกลับมา หลายๆ ครั้ง เพื่อให้เข้าควบสุกทั่วทั้งแผ่นและไม่ไหม้ เมื่อสังเกตดูว่า เข้าควบสุกทั้งแผ่นแล้ว เอาใส่ถาดพักไว้ให้เย็น จะได้เข้าควบที่กรอบและมีรส หวานเล็กน้อย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 15, 2008, 03:55:00 AM โดย yimyim » บันทึกการเข้า

(มนุษย์ หนอ)
tomy
@Kasetporpeang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2820

สังคมแห่งการแบ่งปัน


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2008, 04:03:00 AM »

ขอบคุณ พี่ 2ยิ้ม มาก คับ ที่นำความรู้ดีๆๆมาฝากกัน

เดี๋ยวนี้ ข้าวควบ หรือ ข้าวพอง หากินยากแล้ว จะได้ทานก็ต้องตามงานวัด ถึงจะมีให้เห็น ถึงได้ซื้อกิน

ยังไงขนมแบบไทยๆ ภูมิปัญญาพิ้นบ้าน ก็อร่อย สู้ขนมถุงภูมิปัญญาฝรั่งได้แน่ๆ และจะไม่สูญหายไปไหนถ้าพวกเราช่วยกัน

จริงๆขนมๆ ไทยๆ แบบนี้น่าจะมี ออกมาทำบรรจุ อยู่ใส่ซองพลาสติก แบบขนมถุงทั่วๆไปที่เด็กชอบทาน

บันทึกการเข้า
ดวงพร
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4714


คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกทำชีวิตให้ดีได้


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2008, 03:16:37 PM »

ขอบคุณยิ้มยิ้มที่นำมาให้ดูที่อิสานเรียกข้าวเกรียบว่าวว่า ข้าวโป่ง ตอนนี้หากินยากแล้วสมัยก่อนเวลางานวัดแม่ค้าจะย่างข้าวโป่งขาย
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11615


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2008, 04:19:51 PM »

ข้าวขวบ ... นามนี้มีที่มา............

ข้าวขวบ  เป็นชื่อเรียกตามลักษณะของเสียงข้าวเกรียบ  ข้าวโป่ง หรือ ข้าวพอง  ... ซึ่งเวลาเคี้ยวหรือกัดข้าวโป่ง  จะมีเสียงดัง  ขวบ  ขวบ  ข่วบ  ข่วบ  ... คนอีสานเลยเรียก "ข้าวขวบ"  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม

ชื่อของข้าวเกรียบอีสานเท่าที่พอจะรวบรวมได้... ข้าวเกรียบ, ข้าวเขียบ, ข้าวขวบ, ข้าวโป่ง, ข้าวพอง

ที่สำคัญ ... อย่าลืมใส่เครือตดหมาด้วยเด้อ.. จะทำให้ข้าวพองดียิ่งขึ้นและมีกลิ่นหอม


Liked By: aewaeang, phalikhit
บันทึกการเข้า
tomy
@Kasetporpeang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2820

สังคมแห่งการแบ่งปัน


« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2008, 04:31:03 PM »

อ้างถึง
ที่สำคัญ ... อย่าลืมใส่เครือตดหมาด้วยเด้อ.. จะทำให้ข้าวพองดียิ่งขึ้นและมีกลิ่นหอม

เครือตดหมา มีหน้าตาเป็นยังไงหรือคับ ชาวนา  แล้ว มีสรรพคุณ อะ ไรคับ
บันทึกการเข้า
พิม Enya
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 190

พิม @ ครัวบ้านพิม


« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 18, 2009, 08:51:38 PM »

เคยคิดจะลองทำดูบ้าง เพราะว่าเคยกินสมัยเด็ก  ๆ แล้วติดใจ พอมาตอนโตจะหากินอีกทีก็ลำบากเหลือเกิน ในกรุงเทพฯ นี่แทบไม่ต้องไปหาเลย

แต่พอมาเห็นวิธีทำแล้ว - -" แอบถอดใจ  ทำคนเดียว จะไหวเร๊อะเนี่ย 

ป.ล. ตำข้าวเหนียว เหมือน ทำดังโงะเลยเน๊อะค่ะ
บันทึกการเข้า

พิม Enya
2503 ชุมชนสุขสันต์ 26 ซอยลาดพร้าว 101 (แยก 56)
คลองจั่น บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
chaiwat_k
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 287



« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 24, 2009, 12:35:46 PM »

http://library.cmu.ac.th/ntic/lannafood/method_clip.php?id=18 เอาวิดีโอวิธีทำมาให้ดูครับ
บันทึกการเข้า
คนดง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 669



« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 24, 2009, 04:13:24 PM »

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม   ถนัดแต่ปิ่งครับ  บ่ ถนัดเฮ็ด  อิอิ   ยิ้มกว้างๆ
บันทึกการเข้า

รักที่จะอยู่ป่า
salad
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 247


« ตอบ #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2010, 03:51:36 PM »

เครือตดหมา เป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง ใบมีกล่นเหม็นขึ้นทั่วไปในทุกภาค
มีมากในภาคอิสานและภาคเหนือ สรรพคุณมีมากมายหลายอย่าง
ส่วนข้าวเกรียบอิสานจะใช้รากตดหมา เป็นส่วนประกอบ โดยนำรากตดหมา
มาล้างให้สะอาด ทุบแตกละเอียดแล้วแช่น้ำไว้2ถึง3คืน
หลังจากเรานึ่งข้าวแล้วจะนำไปตำเราจะใช้น้ำที่แช่รากตดหมาไปปัด
(ปัด)ทำให้ข้าวเหนียวไม่ติดครกและสาก  แต่ต้องใช้ให้พอดี
เพราะตัวนี้จะทำให้ข้าวเกรียบยืดหรือขยาย ถ้าใส่น้อยก็จะไม่ยืด
ถ้าใส่มากข้าวจะเหลวไม่จับกันเป็นแผ่น

บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9910


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 18, 2010, 04:05:57 PM »

อ้างถึง
ที่สำคัญ ... อย่าลืมใส่เครือตดหมาด้วยเด้อ.. จะทำให้ข้าวพองดียิ่งขึ้นและมีกลิ่นหอม


เครือตดหมา มีหน้าตาเป็นยังไงหรือคับ ชาวนา  แล้ว มีสรรพคุณ อะ ไรคับ

จัดให้ครับคุณ tomy

http://www.pharmacy.msu.ac.th/exhibition_new/Pharma-Herb/each-html-herb/004/taow-tod-maa.html
 ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 18, 2010, 05:04:08 PM โดย konthain » บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
รับจ้างล้างรถ และแจกจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

 ยิงฟันยิ้ม
YaPrayong
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #13 เมื่อ: เมษายน 06, 2012, 07:08:05 PM »

 อายจังประกาศค่ะ!! ตอนนี้สามารถหาซื้อข้าวเกรียบว่าวแผ่นโต หอม กรอบ อร่อย ไม่มีเม็ดข้าว ย่างใหม่ๆ ในกรุงเทพฯได้แล้วนะคะ  ในชื่อของ "ย่าประยงค์...ของดีแม่กลอง" ซึ่งได้วางจำหน่ายมานานแล้วค่ะ สามารถหาซื้อรับประทานได้ที่
1.ร้านหอยทอดแม่ประยูร เมืองทองธานี ทุกวันอังคาร  พฤหัสบดี  เสาร์ อาทิตย์  2.ร้านก๋วยเตี๋ยวดงมูลเหล็ก แยกเกษตรนวมินทร์ (ลาดปลาเค้า)  3.ร้านข้าวต้มขาไก่ ข้างอู่รถเมล์บางเขน (ส่งเย็น)   4.ร้านลุงผลไม้หน้าแฟลตตำรวจสันติบาล  ซ.รามอินทรา21  5.ร้านกอเต็กเชียง 2 ถ.ประชาชื่น 6.ร้านราชาผักบุ้งลอยฟ้าหน้า ม.ราชภัฏพระนคร 7.ร้านผลไม้ น้ำปั่นพี่น้ำ  ฌองเซลิเซ่  ถ.ศรีสมาน 8.ร้านขายน้ำ (น้องสาว) ตลาดสวนรถไฟ 9.ร้านกล้วยทอดกุสุมา ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวผักหวาน สายไหม 10.ร้านขนมถ้วย ลอดช่องวัดเจษพี่เล็ก ถ.เสนานิคม 11.ร้านKISS SHOP (พี่ป๋อง) เมืองทองธานี  และตามงานต่างๆ  เช่น เกษตรแฟร์ (เค้ารับไปขายต่ออีกที)  งานวัดพระศรีฯ บางเขน  เป็นต้น  ใครผ่านไปผ่านมาแวะหาชิมหาทานกันได้นะคะ หรือถ้าไม่แน่ใจโทรติดต่อได้ที่เบอร์ 089-6669951 ภูมิปัญญาไทย ผลิตภัณฑ์ของคนไทย จะได้คงไว้ชั่วลูกชั่วหลานค่ะ
ปล.ขายส่งแผ่นดิบด้วยนะคะ ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2013, 04:54:29 PM โดย YaPrayong » บันทึกการเข้า
MR.Kasetsart
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 485


« ตอบ #14 เมื่อ: เมษายน 06, 2012, 08:09:06 PM »

บ้านผมเรียกข้าวเขียบหรือข้าวเขิบ สิ่งสำคัญที่สุดในการทำข้าวเขียบคือรากตดหมา ถ้าไม่มีตดหมาก็ไม่มีข้าวเขียบ
 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
phalikhit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 10951



« ตอบ #15 เมื่อ: เมษายน 06, 2012, 08:30:59 PM »

ปัจจุบัน ที่กทม.มีขายแล้วครับ 
ตามตรอกตามซอยหน้าบ้านท่าน
มีคนหาขาย พร้อมข้าวหมากและขนมดอกจอก
การทำข้าเกรียบว่าว หรือข้าวโป่ง มันยากตรงที่
ตำหรือบดข้าวเหนียวให้ละเอียด
ไม่มีเครื่องมือไฮเทคที่จะนำมาใช้ได้ ใช้แป้งข้าวเหนียวก็ไม่ได้
ต้องเป็นข้าวเหนียวนึ่งสุกแล้ว
ใช้ครกตำอย่างเดียว  ถ้าตำไม่ละเอียด จะเป็นเม็ดแข็งๆ
ขณะเคี้ยว"ควบ ควบ"เจอเมล็ดข้าวเหนียวแข็งๆ เสียอารมณ์เลยครับ
แต่ที่เขาทำและเดินขายใน กทม.ไม่เจอเม็ดแข็งนะครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: