ข่าว
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อยากทำธุรกิจขายข้าวสาร  (อ่าน 11666 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ratta99
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4


« เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 01:15:22 PM »

กำลังคิดอยากทำธุรกิจขายข้าวสาร อยากขอถามว่าโดยปกติตอนนี้ที่ต่างจังหวัดซื้อเข้าตามห้างกันหรือยังคงนิยมข้าที่ซื้อจากร้านขายของชำเป็นโลๆ เหมือนก่อน  แล้วขอถามสำหรับร้านขายข้าวเวลาสั่งทีนี่สั่งเยอะไหมค่ะ แล้วการซื้อขายเป็นเงินสดหรือเปล่า รบกวนขอความเห็นด้วยนะคะ
บันทึกการเข้า

drimontoday
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 116


« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 01:21:49 PM »

ตามห้างเป็นส่วนมากครับ (แอร์เย็น)   แต่ถ้าทำราคาต่ำกว่าห้างก็ไม่แน่เหมือนกันครับ
บันทึกการเข้า
kraw
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1024


« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 01:41:48 PM »

ผมว่าต่างจังหวัดยังนิยมซื้อที่ตลาดหรือร้านของชำซะส่วนใหญ่ครับ เรื่องราคาส่งที่โรงสีนำมาส่งให้จะสดหรือเครดิตลองถามเจ้าที่เขาขาย
อยู่ก็ได้หากต้องการขายที่ร้านก็แจ้งโรงสีไปเขามาส่งขาใหญ่เขาก็แวะมาลงขาเล็กที่เราด้วย ราคายังไม่ได้สอบถามครับ
บันทึกการเข้า
phalikhit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7730


« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 02:21:17 PM »

ข้าวสาร หรือครับ
เมื่อก่อนนี้มีขายตามร้านขายของชำ
ปัจจุบันนี้ ร้านขายของชำ ถูกคุณเจริญตีแตกกระจุยไปแล้วครับ
ไม่เหลือแล้วครับ  ไปที่ไหนๆก็เจอแต่ร้านของคุณเจริญ
เจริญได้ เจริญดีจริงๆ
ที่ร้านของคุณเจริญ มีแต่ข้าวสารที่บรรจุถุง แพงมากๆเลยครับ
ผมต้องไปซื้อที่ตลาดสด เขาขายเป็นกิโล   มีให้เลือกหลายชนิด

ผมชอบซื้อข้าวหอมมะลิชั้นดี มากินครับ (ชั้นไม่ดีกินไม่ลง)
กก.ละ 25 บาท ในขณะที่ข้าวหอมมะลิชั้นไม่ดี กก.ละ 36  บาทขึ้นไป
ข้าวที่ว่านี้ อร่อยมากครับ ไม่ต้องเคี้ยวนาน เพราะมันค่อนข้างละเอียดอยู่แล้ว
มีคุณค่าทางอาหารมากที่สุดนะครับ มีจมูกข้าวปนอยู่เยอะ ราคาก็ถูกมาก

บันทึกการเข้า

บิฑบาตร  ขาด"ร"หลัง  อย่าพลั้งใส่
บาตนั้นไซร้  มี"ร"ตาม  งามภาษา
อนุญาติ  พินทุอิ  อย่าใส่มา
chaiyasit kaewnil
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 120


« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 08:07:28 PM »

ไม่รู้ว่าร้านที่จะขายใหญ่โตแค่ไหน จะแผ็คเป็นถุงละ 5 kg 10kg 20kg แล้วมีแบรนเป็นของตัวเองหรือเปล่า

ถ้ามีแบรนเป็นของตัวเองต้องรักษาคุณภาพให้คงที่ ไม่งั้นลูกค้าเลิกกิน

แต่ถ้าแบบถุงขายเป็นโล น่าจะหาพันธมิตรส่งข้าวให้หาแบบชาวบ้านธรรมดานี้หละ ติดต่อซื้อขายล่วงหน้าได้ยิ่งดีแต่ยังไม่ต้องจ่าย   

เงินก่อนแค่ตกลงกันแล้วจ่ายเงินตอนมารับข้าวสารเราจะได้เช็คคุณภาพด้วยหาหลายๆเจ้ากันของขาด

แล้วไม่ต้องสต็อกไว้มากเดี๋ยวมอดกินข้าว มันจะดูสกปรกไม่สะอาด ลูกค้าไม่กิน เราจะลำบาก
บันทึกการเข้า
ดำ ดู ดี
" กระดูกสันหลังของชาติ "
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 884

ชายตัวดำทำนาสีขาว


« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 08:09:31 PM »

ตามตลาดสดก็มี
ร้านแบบห้องแถวก็มี
บันทึกการเข้า

ยิ้มเท่ห์ กลุ่มเกษตรสรรพสิ่ง ข้าวสินเหล็ก ไรซ์เบอรี่ 0898899914 อาหารสัตว์ ปุ๋ยบำรุงดิน ก้อนปรับสภาพน้ำดินด้วยระบบสรรพสิ่ง
nuay009
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1280



« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 08:18:47 PM »

ข้าวสาร หรือครับ
เมื่อก่อนนี้มีขายตามร้านขายของชำ
ปัจจุบันนี้ ร้านขายของชำ ถูกคุณเจริญตีแตกกระจุยไปแล้วครับ
ไม่เหลือแล้วครับ  ไปที่ไหนๆก็เจอแต่ร้านของคุณเจริญ
เจริญได้ เจริญดีจริงๆ
ที่ร้านของคุณเจริญ มีแต่ข้าวสารที่บรรจุถุง แพงมากๆเลยครับ
ผมต้องไปซื้อที่ตลาดสด เขาขายเป็นกิโล   มีให้เลือกหลายชนิด

ผมชอบซื้อข้าวหอมมะลิชั้นดี มากินครับ (ชั้นไม่ดีกินไม่ลง)
กก.ละ 25 บาท ในขณะที่ข้าวหอมมะลิชั้นไม่ดี กก.ละ 36  บาทขึ้นไป
ข้าวที่ว่านี้ อร่อยมากครับ ไม่ต้องเคี้ยวนาน เพราะมันค่อนข้างละเอียดอยู่แล้ว
มีคุณค่าทางอาหารมากที่สุดนะครับ มีจมูกข้าวปนอยู่เยอะ ราคาก็ถูกมาก

 
เอ๊ะ !! ยังไงกันแน่ ?? ข้าวชั้นดี กก.ละ 25 บาท
                        ข้าวชั้นไม่ดี  กก.ละ 36  บาท

พิมพ์ผิดหรือเปล่าครับ 555 มีกระแนะกระแหนด้วย  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม

ตามตลาดสด ผมก็เจอว่ามีข้าวขายอยู่เยอะนะครับ ขายเป็น กก. บรรจุถุงใหญ่ๆ เลย
บันทึกการเข้า

chaiyasit kaewnil
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 120


« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 09:02:41 PM »

แถวๆบ้านนอกบ้านผมเองเขาขายกันที่ราคาข้าวสาร 30 - 35 บาท ราคาแบบชาวบ้าน ประมาณว่ามีคนสั่งก็สีให้แล้วก็ขี่มอร์ไชร์ไปส่ง( พ่อ กะ แม่) ตอนนี้รู้สึกว่าข้าวเหนียวราคาแพงนะ ดีแล้วช่วยชาวนา ขายไม่ได้หุงกินก็ได้
บันทึกการเข้า
manava
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1128


« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 09:11:34 PM »

กำลังคิดอยากทำธุรกิจขายข้าวสาร อยากขอถามว่าโดยปกติตอนนี้ที่ต่างจังหวัดซื้อเข้าตามห้างกันหรือยังคงนิยมข้าที่ซื้อจากร้านขายของชำเป็นโลๆ เหมือนก่อน  แล้วขอถามสำหรับร้านขายข้าวเวลาสั่งทีนี่สั่งเยอะไหมค่ะ แล้วการซื้อขายเป็นเงินสดหรือเปล่า รบกวนขอความเห็นด้วยนะคะ
แสดงว่าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่นั้น  ใช่ไหมครับ
ถ้าเป็นคนในพื้นที่นั้นต้องรู้ว่า คนส่วนใหญ่ซื้อข้าวที่ไหนกิน
ถ้าคุณไม่ใช้คนในพื้นที่  แต่เพิ่งเข้าไปอยู่ใหม่ 
ลองสอบถามพูดคุยกับเพื่อนบ้านดู  น่าจะได้คำตอบ
บันทึกการเข้า

ความรู้จักพอ  ทำให้คนไม่จน
ความอดทน    ทำให้คนสำเร็จ
parnob
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 307


« ตอบ #9 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2011, 08:25:54 AM »

สวัสดีครับ  รบกวนแจมถามได้ไหมครับ

1. ข้าวบรรจุถุง ดีกว่าข้าวตักจากกระสอบยังไงเหรอครับ
2. ถ้าดีกว่า บรรจุถุง ต้องใช้เครื่องไรบรรจุเหรอครับ แพงไหม
3. เครื่องสีเล็กๆ สีข้าวออกมาแล้ว กินได้ไหมครับ มันไม่อร่อยยังไง หรือมันไม่ดีกว่าเครื่องดียังไง ข้าวมันเละเหรอครับ
บันทึกการเข้า
SC34
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 301


« ตอบ #10 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2011, 07:31:33 PM »

ขอประทานคนไทย(ส่วนใหญ่)ล่วงหน้า
คนไทย...ชอบผักเขียว  ข้าวสารขาว  ผู่สาวสวย
ผักเขียว = ดูแลอย่างดีด้วยสารเคมีคุณภาพสูง
ข้าวสารขาว= ขัดอย่างดีไม่มีแม้วิตามิน
ผู่สาวสวย = สาวสวยเหมือนกุหลาบอาบยาพิษ(แตอันนี้ผมกะชอบ)

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
manava
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1128


« ตอบ #11 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2011, 07:57:44 PM »

กำลังคิดอยากทำธุรกิจขายข้าวสาร อยากขอถามว่าโดยปกติตอนนี้ที่ต่างจังหวัดซื้อเข้าตามห้างกันหรือยังคงนิยมข้าที่ซื้อจากร้านขายของชำเป็นโลๆ เหมือนก่อน  แล้วขอถามสำหรับร้านขายข้าวเวลาสั่งทีนี่สั่งเยอะไหมค่ะ แล้วการซื้อขายเป็นเงินสดหรือเปล่า รบกวนขอความเห็นด้วยนะคะ
แสดงว่าคุณไม่ใช่คนในพื้นที่นั้น  ใช่ไหมครับ
ถ้าเป็นคนในพื้นที่นั้นต้องรู้ว่า คนส่วนใหญ่ซื้อข้าวที่ไหนกิน
ถ้าคุณไม่ใช้คนในพื้นที่  แต่เพิ่งเข้าไปอยู่ใหม่ 
ลองสอบถามพูดคุยกับเพื่อนบ้านดู  น่าจะได้คำตอบ
อาชีพขายข้าวสารเป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้สบายเลยครับ 
ผมทำอาชีพนี้อยู่  โดยเริ่มต้นจากการซื้อข้าวสารจากในเมืองมาแบ่งข่ายเป็นถุง  ถุงละครึ่งถัง
ครั้งแรกก็ซื้อไม่มากครั้งละ  1-2  กระสอบ  (  ทุนน้อย  )
พอเราขายเรื่อย  ๆ  เราจะเริ่มรู้ว่าข้าวตัวไหนขายดี  ตัวไหนกินดี  คนไหนกินข้าวอ่อน  คนไหนกินข้าวแข็ง
ข้าวอะไรอ่อน  ข้าวอะไรแข็ง 
ถ้าเราเปิดคนแรกยิ่งดี  ใหม่  ๆ  อาจจะขายช้า  แต่ถ้าคนรู้จักเราและข้าวเรากินดี  บริการดี 
เราจะสามารถมีรายได้ประจำจากคนที่มาซื้อข้าวของเรา
พอทุนมาก  ก็ทดลองหาดูว่าข้าวที่เราขายมาจากโรงสีไหน  ถ้าเป็นโรงสีที่ไม่ไกลจากบ้านเรา 
ทดลองโทรถามว่ามีบริการส่งในปริมาณที่เราสามารถซื้อได้ไหม
ผมไม่รู้ว่าเป็นเทคนิกการขายหรือเปล่า ผมใช้วิธีนี้บริการลูกค้า
สั่งแค่ครึ่งถังก็ส่งถึงบ้าน  โดยเฉพาะคนแก่บ้างครั้งเขาก็ลำบากที่จะเดินมาซื้อแล้วหิ้วกลับ
ซื้อกันประจำให้จ่ายเป็นวิกเป็นเดือนได้  (เงินเดือนออกก็จ่ายกัน)
มีงานบุญงานศพบริการก่อนเสร็จงานค่อยจ่าย
บ้างครั้ง  งานศพคนไม่ค่อยมีเงินก็นำข้าวไปลอมบุญกับเขาบ้าง
ทุกวันนี้  ผมอยู่ได้ก้เพราะอาชีพนี้
บันทึกการเข้า

ความรู้จักพอ  ทำให้คนไม่จน
ความอดทน    ทำให้คนสำเร็จ
manava
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1128


« ตอบ #12 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2011, 07:59:09 PM »

นำข้อมูลมาให้ดูครับ
คุณรู้หรือไม่ว่า ปี 2550 ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 63 ล้านคน*     ทุกวันคนไทย บริโภคข้าวเฉลี่ยคนละประมาณ 3 ขีด         หมายความว่าคนไทยทั้งประเทศบริโภคข้าว 18.9 ล้านกิโลกรัมต่อวัน จะเห็นได้ว่าข้าวเป็นสินค้าที่คนมีความต้องการซื้อและจำเป็นต้องซื้อสูงจริงๆ
ขายข้าวดีกว่าขายสินค้าอื่นอย่างไร     นอกจากข้าวจะเป็นสินค้าจำเป็นที่คนไทยบริโภคสูงแล้ว     ข้าวยังเป็น สินค้าที่ไม่เน่า    ไม่เสีย    เก็บไว้ได้นาน   บริโภคแล้วหมดไป    ซื้อแล้วต้องซื้อซ้ำอีก     แล้วคนไทยทุกคนไม่ว่าจะ ยากดีมีจนยังไงก็ต้องทานข้าว    ทานตั้งแต่เกิดจนตาย     กับข้าวในจานเหลือได้แต่ข้าวห้ามเหลือ    แล้วยิ่งช่วงนี้ เศรษฐกิจไม่ดี  คนรัดเข็มขัดกันมากขึ้น คนจะยิ่งบริโภคข้าวกันมากขึ้นด้วย เพราะข้าวทานแล้วอิ่มท้อง   ทานบ่าย ก็อิ่มไปถึงเย็น
ผลตอบแทนจากการขายข้าว   ร้านขายปลีกโดยทั่วไปผลตอบแทนจะอยู่ที่ประมาณ 10%  แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่ กับกลยุทธ์ในการขาย การตั้งราคาของผู้ขายเองด้วย แต่ที่สำคัญผู้ขายต้องมีต้นทุนที่ต่ำเสียก่อน
ลงทุน   ไม่ยากเพียงมีเงินทุนประมาณหลักพันเพื่อซื้อข้าวสาร   กิโลชั่ง   ถุงพลาสติกใส่ข้าว สถานที่ที่จะขายข้าว ซึ่งอาจเป็นบ้านที่เปิดหน้าร้านขายของได้    ค่าเช่าก็ไม่เสีย    เพียงแค่นี้ก็สามารถเริ่มธุรกิจขายข้าวสารหารายได้ เข้าบ้านได้แล้ว
1. มีเรื่องอะไรบ้างที่ควรคำนึงก่อนเปิดร้านขายข้าวสาร
การเปิดร้านขายข้าวสารก็ไม่ต่างจากการเปิดร้านขายสินค้าอื่นเท่าไรนัก เพียงแต่ร้านข้าวสารบริหารง่ายกว่า
และสามารถทำกำไรได้จริง ไม่เหมือนสินค้าชนิดอื่นที่หลังจากเปิดร้านแล้วท่านต้องคอยนั่งลุ้นว่าจะขายได้ไหม
เพราะข้าวสารเป็นสินค้าที่คนไทยทุกคนทานกันอยู่แล้ว สินค้าเก็บได้ไม่เน่า ไม่เสีย วันนี้ขายไม่หมด พรุ่งนี้ก็ขาย ต่อได้ ส่วนสิ่งที่ต้องคำนึงก็มีตั้งแต่เรื่องทำเลของร้าน รูปแบบร้าน ไปจนถึงองค์ความรู้ในเรื่องข้าวสารหรือ ตัวสินค้านั่นเอง
2. ทำเลลักษณะไหนถึงจะเหมาะแก่การเปิดร้านขายข้าวสาร
จริงๆแล้ว ทำเลในการเปิดร้านขายข้าวสารนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นแหล่งชุมชนที่มีคนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นหรือ ตลาดที่มีคนขายขายอยู่ล้นตลาด เป็นเพียงบ้านพักอาศัยที่อยู่ในหมู่บ้านที่สามารถขายของได้หรืออาคารพาณิชย์ ที่ท่านเช่าหรือเป็นเจ้าของอยู่ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งลักษณะนี้ท่านก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าที่หรือตบแต่ง ร้านค้าเพิ่มเติม สิ่งที่ท่านต้องคำนึงถึงก็คือจำนวนคนที่อาศัยในละแวกนั้น หรือ จำนวนลูกค้าของท่านนั่นเองว่ามี จำนวนเท่าใด และมีกำลังซื้อมากน้อยเพียงใด เพราะสิ่งเหล่านี้จะเกี่ยวพันถึงการสต๊อคสินค้าและชนิดของข้าวสาร ที่ท่านจะนำไปจำหน่ายด้วย หากสถานที่ที่ท่านจะเปิดร้านเป็นอาคารพาณิชย์ติดถนนหลักอยู่
แล้ว ท่านก็ไม่ต้อง ห่วงอะไร เพราะข้าวเป็นสินค้าที่คนไทยทุกคนทานอยู่แล้ว ไม่เน่า ไม่เสีย
3. ข้าวสารบรรจุกันแบบไหนบ้าง
ในปัจจุบันข้าวสารที่จำหน่ายอยู่ตามท้องตลาดมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบบรรจุ 5 กก. บรรจุ 15 กก. หรือ 49 กก.
ทั้งนี้ก็เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีอยู่หลากหลายนั่นเอง แบบบรรจุ 5 กก. และ 15 กก. นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการขายตรงให้กับลูกค้าที่ซื้อเพื่อไปหุงข้าวหม้อเล็กตามบ้าน ส่วนแบบถุงใหญ่หรือ 49 กก. นั้น ผู้ขายมักจะเปิดถุงตักขายตามปริมาณความต้องการของลูกค้า (1 กิโล 2 กิโล 10 กิโล) หรือส่งให้ร้านอาหาร ร้านข้าวแกง ข้าวนึ่ง ที่ใช้ข้าวในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก
4. มีเทคนิคหรือวิธีการอย่างไรบ้างในการดึงดูดลูกค้า
ในเรื่องนี้มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกันที่จะสามารถดึงลูกค้าเข้าร้านท่านได้ เช่นว่า หลังจากท่านเปิดร้านแล้ว ท่านอาจ จะต้องติดป้ายหรือบอกคนรู้จัก เพื่อนบ้าน ในละแวกบ้านหรือละแวกร้านของท่านให้ทราบ ให้เกิดการบอกต่อ หรือท่านอาจลองสอบถามร้านอาหารเกี่ยวกับความต้องการในการใช้ข้าว เผื่อว่าท่านจะสามารถหาข้าวที่
ดีกว่า ในราคาที่ย่อมเยาว์กว่ามาแทนได้ ท่านก็จะสามารถหาลูกค้าได้เพิ่มขึ้น
การที่ร้านของท่านจะสามารถดึงดูดลูกค้าได้นั้น ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญมาก ร้านที่โปร่ง โล่ง จัดวางสินค้า อย่างเป็นระเบียบ จะแลดูสะอาดกว่าร้านที่วางสินค้าหลายๆอย่างและจัดไม่เป็นสัดส่วน ให้ท่านลองนึกภาพร้าน โชห่วยสมัยก่อนดู จริงๆแล้วร้านทุกร้านจำเป็นจะต้องทำให้ดูดี ไม่ว่าท่านจะขายไก่ย่าง ส้มตำ ขายก๋วยเตี๋ยว ขายน้ำ ถึงแม้ว่าสินค้าจะเหมือนกัน แต่ร้านที่ดูสะอาดและเป็นระเบียบกว่ามักจะขายได้ดีกว่า เพราะจะทำให้ลูกค้า มั่นใจในตัวสินค้า
อย่างต่อมาคือคุณภาพของข้าวสาร ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับร้านค้าปลีกแทบทุกร้าน คือความไม่สม่ำเสมอของคุณภาพข้าว ลูกค้าซื้อข้าวสารถุงแรกไป ซื้อถุงต่อมาคุณภาพไม่เหมือนเดิม ซึ่งหากท่านซื้อสินค้ากับร้านขายข้าวสารที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนใหญ่ทางร้านจะไม่สนใจอะไรและปฏิเสธความรับผิดชอบ อย่างนี้ไม่เพียงแต่ท่านจะเสียสตางค์ ท่านยังอาจจะต้องเสียลูกค้าด้วย
ที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือ ความหลากหลายของสินค้าและราคา หากร้านของท่านมีทั้ง ข้าวหอมเก่า หอมใหม่ ข้าวเหนียว ข้าวขาว ข้าวเพื่อสุขภาพ มีราคาหลากหลายให้ลูกค้าท่านได้เลือก สินค้าของท่านมีทั้งคุณภาพ และความหลากหลาย บวกกับราคา ที่ย่อมเยาว์ ลูกค้าซื้อแล้วเกิดความประทับใจ คราวหน้าเขาก็จะกลับมาซื้อใหม่
อย่างสุดท้ายคือ ใจที่รักการบริการ มีความจริงใจ มีความสนใจในความต้องการของลูกค้า ลูกค้าของท่านก็จะเกิดความประทับใจ และครั้งหน้าต้องกลับมาซื้อท่านอีกอย่างแน่นอน และพร้อมจะบอกต่อให้แก่ผู้อื่นด้วย และจงอย่าลืมว่าน้ำเสียงที่ไพเราะและรอยยิ้มที่จริงใจเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้นะคะ
5. อยากรู้เรื่องข้าวสาร ข้าวสารมีกี่แบบ และแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
ผู้ขายข้าวสารปลีกจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับข้าวสารซึ่งเป็นตัวสินค้าของท่านด้วย ซึ่งในที่นี้ขอแบ่งหมวดหมู่
ออกเป็นดังนี้
ชนิดของข้าวสาร จริงๆแล้วประเภท หรือ ชนิดของข้าวสาร หากแบ่งแยกชนิดอย่างเป็นทางการโดยอ้างอิงจาก
มูลนิธิข้าวไทย สามารถแบ่งชนิดของข้าวได้ คือ แบ่งตามประเภทของเนื้อแข็งในข้าว (ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว)
แบ่งตามสภาพพื้นที่เพาะปลูก แบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยว แบ่งตามความไวต่อช่วงแสง แบ่งตามรูปร่างของเม็ดข้าว
แบ่งตามฤดูเพาะปลูกข้าว (นาปี หรือ นาปรัง) แต่ในที่นี้จะขอแบ่งเพื่อความเข้าใจง่ายต่อผู้เริ่มขายข้าวสารปลีก
ซึ่งสามารถแบ่งชนิดของข้าวออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวเพื่อสุขภาพ
- ข้าวหอมมะลิ มีถิ่นกำเนิดในไทย มีลักษณะกลิ่นหอมคล้ายใบเตย พันธุ์ที่นิยมปลูกและบริโภคกันอย่างแพร่หลาย
คือพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ พันธุ์ กข.15 แต่ในปัจจุบันจะมีข้าวอีกชนิดที่คนทั่วไปเรียกว่าข้าวหอมปทุมธานี
ข้าวหอมปทุมธานีจะมีความหอมคล้ายข้าวหอมมะลิแต่ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ ซึ่งที่ขายตามท้องตลาดจะมีราคาต่ำกว่า
ข้าวหอมมะลิแท้ ปัจจุบันทางรัฐบาลส่งเสริมให้ชาวนาเน้นการปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานีมากกว่า เพราะข้าวพันธุ์
ปทุมธานีให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวหอมมะลิ 105 และสามารถปลูกได้หลายครั้งต่อปี
-ข้าวเหนียว พื้นที่ปลูกข้าวเหนียวพันธุ์ดีส่วนใหญ่ของประเทศไทยอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยพันธุ์ข้าว
เหนียวที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย คือ พันธุ์ กข. 6 นอกเหนือจากนี้แล้วก็ยังมีพันธุ์ กข.10 ที่นิยมปลูก
แต่ราคาที่ขายจะต่ำกว่าพันธุ์ กข.6 เพราะความสวย และความหอม ความอร่อยต่างกัน
-ข้าวขาว ข้าวขาวที่ปลูกกันอยู่โดยทั่วไปมีหลายพันธุ์ เช่น ข้าวเสาไห้สระบุรี ข้าวกอเดียว ข้าวเหลืองอ่อน ข้าวเหลืองประทิว ฯลฯ โดยส่วนใหญ่แล้วคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าข้าวขาว คือข้าวเสาไห้ จริงๆแล้วข้าวเสาไห้ก็คือ ข้าวชนิดหนึ่งของข้าวขาวนั่นเอง
-ข้าวเพื่อสุขภาพ ตัวอย่างของข้าวชนิดนี้ก็เช่น ข้าวกล้อง ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวสีนิล ข้าวมันปู ซึ่งข้าวพวกนี้จะ
เป็นข้าวที่ยังไม่ได้ผ่านการขัดสี ข้าวที่ได้จึงยังคงคุณค่าของวิตามินและกากไยไว้สูง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมกัน
มากขึ้นในหมู่คนรักสุขภาพ
อายุของข้าว ผู้ขายจำเป็นที่จะต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าแบบไหนเหมาะกับข้าวลักษณะไหน ข้าวที่เพิ่งออกและผ่านการ
เก็บเกี่ยวมาซึ่งเรียกว่าข้าวใหม่ จะมีสีขาวสวย หุงแล้วนิ่ม เหนียว กลิ่นหอม ซึ่งข้าวยิ่งเก่าตามอายุ คุณลักษณะ
พวกนี้จะค่อยๆหายไป ข้าวชนิดนี้จะเหมาะกับ ร้านข้าวต้ม คนที่ชอบรับประทานข้าวนิ่มๆ มียาง หุงข้าวหม้อเล็ก
ส่วนข้าวเก่านั้น จะมีความเคี่ยว ขึ้นหม้อ ไม่แฉะ หุงแล้วได้ปริมาณ เหมาะกับร้านขายข้าวแกง ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ร้านอาหารที่หุงข้าวหม้อใหญ่ และผู้ที่ชอบข้าวเป็นเม็ดๆ
เวลาในการเก็บเกี่ยวข้าวสาร ในที่นี้เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจจะขอแบ่งเป็นข้าวออกเป็นข้าวนาปี และ ข้าวนาปรัง
-นาปีหรือข้าวนาน้ำฝน คือ ข้าวที่ปลูกในฤดูการทำนาปกติ เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมและเก็บเกี่ยว
เสร็จสิ้นล่าสุดไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์
-ข้าวนาปรัง คือ ข้าวที่ปลูกนอกฤดูการทำนาปกติ เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ในบางท้องที่จะเก็บเกี่ยวอย่างช้าที่สุด
ไม่เกินเดือนเมษายน นิยมปลูกในท้องที่ที่มีการชลประทานดี เช่น ในภาคกลาง
การที่ท่านรู้ว่าข้าวตัวไหนเป็นข้าวนาปีหรือนาปรัง จะช่วยให้ท่านทราบถึงอายุของข้าวซึ่งจะทำให้สามารถหา สินค้าที่เหมาะสมที่สุดให้กับลูกค้าท่านได้
6. ข้อแนะนำเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ตามที่กล่าวมาทั้งหมด ดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องไม่ง่ายเท่าไรนัก สำหรับผู้ที่ริเริ่มเปิดร้านที่จะเข้าใจเรื่อง ของข้าวสาร จริงๆแล้ว การขายข้าวสารก็ไม่ต่างอะไรไปจากการประกอบอาชีพอื่น ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์และเวลา
ในการเรียนรู้ ในเรื่องนี้ทางร้านขอแนะนำวิธีง่ายๆ เช่น หากท่านไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ท่านอาจเริ่มสังเกตว่าข้าวที่ท่าน รับประทานอยู่เป็นข้าวอย่างไร ข้าวเก่า หรือข้าวใหม่ ข้าวพันธุ์อะไร มาจากจังหวัดไหน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ท่านอาจถามเจ้าของร้านได้หรือท่านอาจจะลองซื้อข้าวตามร้านขายข้าวสารปลีก มาลองหุงดูครึ่งกิโล เพื่อสังเกตความแตกต่างระหว่างข้าวสารแต่ละชนิด อย่าลืมว่าขายข้าวสารก็เหมือนกับขายสินค้าอื่น ที่ต้องให้ความใส่ใจนะคะ
บันทึกการเข้า

ความรู้จักพอ  ทำให้คนไม่จน
ความอดทน    ทำให้คนสำเร็จ
phalikhit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7730


« ตอบ #13 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2011, 08:00:49 PM »


เอ๊ะ !! ยังไงกันแน่ ?? ข้าวชั้นดี กก.ละ 25 บาท
                        ข้าวชั้นไม่ดี  กก.ละ 36  บาท
พิมพ์ผิดหรือเปล่าครับ 555 มีกระแนะกระแหนด้วย  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม


เกี่ยวกับข้าว นะครับ
ชั้นดีจริงๆ ดีกว่าที่ผมทาน  ราคาถูกกว่านั้นอีกครับ
คือส่วนที่เรานำไปเลี้ยงหมู
ชั้นดีรองลงมากคือ ชนิดที่ผมทาน  นั่นก็คือปลายข้าว
ถ้าผมอยู่คนเดียว ทานคนเดียว ผมจะทานข้าวชนิดนี้
แต่ถ้าคุณ nuay009  ไปเยี่ยม ผมก็จะให้ทานกากข้าวครับ
คือข้าวที่ขัดผิวนอกออกจนขาวจัวะไม่มีเมล็ดหักปนอยู่น่ะครับ
บันทึกการเข้า

บิฑบาตร  ขาด"ร"หลัง  อย่าพลั้งใส่
บาตนั้นไซร้  มี"ร"ตาม  งามภาษา
อนุญาติ  พินทุอิ  อย่าใส่มา
KENETIC_E®
"เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ"
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2967


จักสร้างฝันให้เป็นจริงจงได้


« ตอบ #14 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2011, 08:10:03 PM »

ถ้าคนที่เข้าใจเรื่องพลังชีวิตจากเมล็ดข้าว   ( เดี๋ยวค่อยอธิบายถึงพลังชีวิตจากเมล็ดข้าวนะครับ) เค้าจะเลือกซื้อข้าวที่สีมาใหม่ๆ

แต่ด้วยความที่ว่ามันไม่มีแหล่งที่ขายข้าวสารประเภทนี้อยู่มากนัก เพราะทุกแห่งมุ่งเน้นทำให้ได้ปริมาณมากๆ จึงต้องสีทีละมาก

พอมีมากขายไม่ทันก็ต้องรมยากันมอด(ตามโรงสีใหญ่ๆ) จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องซื้อจากห้างฯ ที่มีการบรรจุหีบห่อได้มาตรฐานกว่า

หากคุณทำการตลาดได้ดี และซื่อสัตย์กับลูกค้าโดยการเอาข้าวที่สีใหม่มาขายอยู่ตลอด ย่อมทำให้มีลูกค้าประจำได้ครับ
***********************************************************************
เรื่องพลังชีวิตจากเมล็ดข้าวนั้น จริงๆ แล้วมันเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่เก็บข้าวไว้ในยุ้ง(การเก็บเมล็ดข้าวที่ดีก็ต้องให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีความชื้น) แล้วเมื่อจะเอามาเพาะกล้าก็สามารถเอาลงมาจากยุ้งแล้วแช่น้ำแล้วทำการเพาะเมล็ดข้าวที่ดีไม่ลีบก็จะพร้อมที่จะ
งอกได้ทันที เรียกว่ายังมีพลังชีวิตอยู่ตลอดเวลา พร้อมที่จะเจริญเติบโตเป็นต้นข้าวได้ทันที นี่คือพลังชีวิตในเมล็ดข้าว และถ้าหากว่าเมล็ดข้าวเปลือกนั้นถูกตำหรือสีให้เปลือกถูกกระเทาะออกแล้ว มันจะค่อยๆ ลดคุณค่าพลังชีวิตลงไปทุกวันๆ ดังนั้นคนโบราณจะสีข้าวเปลือกโดยการตำด้วยครกทีละกระบุงหรือเอาแค่พอที่จะทานได้ 2-3 วัน เพื่อที่จะได้ทานข้าวที่ใหม่สดอยู่เสมอ แต่ด้วยวิถีชีวิตคนเรานั้นเปลี่ยนไปคนเราเน้นความรวดเร็วเป็นหลัก จึงไม่มีแล้วที่จะ"ตำข้าวสารกรอกหม้อ"กันแล้ว คนที่มีความคิดการค้าก็เลยสร้างโรงสีขึ้นมาเพื่อสีข้าวสารมาขายให้คนปัจจุบันแทน เมื่อมีการซื้อกันแทบทุกครัวเรือนแล้ว มันย่อมทำให้เกิดการเก็บสต๊อกสินค้าเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ เมื่อต้องการให้เพียงพอก็ต้องทำให้มาก เมื่อมากก็ต้องมีการสูญเสีย หรือเสียหาย ก็เลยมีการคิดกระบวนการรักษาสภาพข้าวสารให้คงอยู่ในสถานะเดิมมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นการใช้เคมี ก็เป็นที่มาของการรมยาต่างๆ เพื่อป้องกันศัตรูข้าวสาร(ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตอนเป็นต้นข้าวหรือข้าวเปลือกก็มีมาแล้วบ้าง)
**************************************************************************
ด้วยเหตุผลนี้หากคุณสามารถทำให้วิถีชีวิตคนกลับไปสนใจต่อการบริโภคที่มีคุณภาพได้ ลูกค้าก็อยู่ในมือคุณล่ะครับ.............
บันทึกการเข้า

"If tomorrow never comes."  อาจไม่มีพรุ่งนี้ให้ได้เห็น...
กระทู้ส่วนตัว :  สวน(ป่า)ออมรัก  *ขออภัย จำกัดสิทธิ์การใส่ Link-URL ในลายเซ็น*
Phandinthong
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 32



« ตอบ #15 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 12:30:23 PM »

อยากทราบพลังชีวิตข้าวสารครับ อยากทำขายครับ เอาแบบว่าสีไว้นิดหน่อยให้พอขายครับ จะทำเป็นข้าวถุง แล้าติดสติ๊กว่า ข้าวมีพลังชีวิตนะครับ ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มครับ รบกวนขอคำแนะนำได้ไหมครับ  misterkai007@hotmail.com
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: