หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ... 44   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: " ตามหารากเหง้าแห่งตน "  (อ่าน 178411 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สายป่ากับขาดง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 541


« ตอบ #16 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2011, 01:29:20 PM »

สืบเนื่องจากเมื่อวานครับ  ภารกิจที่ผมเต็มใจและภูมิใจอย่างยิ่งที่จะสานต่อ เป็นโชคดีของผมที่ได้รู้จักเด็กหนุ่มชาวอำเภอกุดชุม(ผ่านทางหนังสือ)   และสารภาพตรงๆว่าโตจนป่านนี้ผมเพิ่งจะเคยหัดดำนาครั้งแรกเมื่อต้นฝนนี่เองครับ มันน่าอายจริงๆ  และผมก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าข้าวมันจะมีหลากหลายสายพันธุ์ขนาดนี้ เพราะเกิดมาไม่เคยทำ เคยแต่กิน...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 23, 2011, 01:58:25 PM โดย arw » บันทึกการเข้า

สายป่ากับขาดง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 541


« ตอบ #17 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2011, 01:32:59 PM »

ข้าวชนิดไหนเหมาะกับสภาพดินแบบใด น้ำเท่าไหร่ ปลูกนานแค่ไหน ผมไม่เคยรู้มาก่อน...แต่ตอนนี้กำลังจะเริ่มเรียนรู้มันครับ
บันทึกการเข้า
สายป่ากับขาดง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 541


« ตอบ #18 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2011, 01:42:29 PM »

หลังจากที่เตรียมดิน และหว่านเมล็ดข้าวเมื่อ ๒๐ สิงหาคมที่ผ่านมา สามวันแล้วก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง นำความตื่นเต้นมาสู่สมาชิกครอบครัว ไม่เว้นแม้กระทั่งลูกชาวนาแท้ๆแต่ไม่เคยทำนาอย่างพ่อของผม
บันทึกการเข้า
สายป่ากับขาดง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 541


« ตอบ #19 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2011, 01:49:46 PM »

จากนี้ต่อไปคงจะโพสท์ พัฒนาการให้ชมเรื่อยๆ.... หันมาชมหน้าบ้านนิดนึงครับ ปลูกไว้หน้าบ้านก็เพราะอยากให้คนเห็นครับ..สวนสักน้อยๆอายุ ๖ ขวบของผม ในตอนแรกที่ปลูก ยังจำได้ขณะที่ขุดหลุมปลูกแม่ใหญ่ข้างบ้านแกถามแกมเหน็บว่า " มักเฮ็ดเกษตรเป็นหยังบ่ไปเรียนเกษตร  " ผมก็ได้แต่หัวเราะ...
บันทึกการเข้า
สายป่ากับขาดง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 541


« ตอบ #20 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2011, 02:29:04 PM »

จริงๆแล้วพืชที่ผมปลูกไว้รอบๆ ผมจะเน้นพืชที่มันกินได้เสียส่วนมาก ไม่ว่าผักหรือไม้ผลก็ตามขอให้กินได้  เพราะอะไร เพราะผมไม่เชื่อว่าผักที่คนอื่นปลูกให้ผมกินมันจะไม่มีสารเคมีตกค้าง. คิดว่าคงไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป เพราะการปลูกผักกินเองนอกจะได้กินผักแล้ว ผลพลอยได้คือ ทำให้ผมรู้ว่าผักหลายชนิดที่เราเอาเข้าปากอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ยกตัวอย่างแตงกวา,ถั่วฝักยาว หรือพริก หากไม่ใช้เคมีแล้ว คงไม่ได้กินแน่ๆ( ไม่แม้กระทั่งจะมีดอกให้เราเห็น ) .... แล้วผักนอกฤดูที่มีขายในตลาดทุกวันเขาทำยังไงกัน ...น่าคิด .... ระหว่างวิตามินแร่ธาตุในผักผลไม้กับสารเคมีนาๆชนิด   บวกลบคูณหารแล้ว  เราได้อะไรไปมากกว่ากัน.......
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 12, 2011, 02:35:59 PM โดย arw » บันทึกการเข้า
สายป่ากับขาดง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 541


« ตอบ #21 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2011, 04:45:06 PM »

ตลกร้ายที่เกิดขึ้นในสังคมชนบทปัจจุบัน ที่เห็นอยู่ทุกวันคือคนอิสานรุ่นใหม่ซื้อผักอย่าง บล็อคเคอรี่ แครอท หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง  ไม่เว้นแม้กระทั่ง ผักอีตู่ กินจากค่าแรงรายวัน วันละร้อยกว่าบาทจากงานโรงงาน และงานก่อสร้าง ชี้ให้เห็นว่า คนอิสานยุคใหม่ขาดทักษะในการเพาะปลูกไปแล้ว..ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมจะถูกมองด้วยสายตางุนงงแกมสงสัยระคนดูถูก.พืชผักที่เห็นเป็นของฝากที่ผมเก็บติดไม้ติดมือกลับไปฝากญาติๆหรือคนรู้จักเป็นประจำ ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะเป็นผลไม้เมืองหนาวอย่าง องุ่น แอ๊ปเปิ้ล สตอเบอรี่ จากซุปเปอร์มาร์เก็ต.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 23, 2011, 04:52:38 PM โดย arw » บันทึกการเข้า
Rucha
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 400


« ตอบ #22 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2011, 05:45:04 PM »

วาววววววววววววววว

มักคือกันกะสาวหล่าเลยเนาะอ้าย

แต่ต่างตรงที่สาวหล่า เคยเฮ็ดนาตั้งแต่สมัยใช้ควายไถนา จนมาสุมื้อนี้เฮ็ดแต่นาหว่าน
อย่า่งว่าหละบางทีกะต้องยอมรับในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ถึงมันสิขัดใจบ้างแต่มันกะขืนลำบาก
สิให้มาก้มดำนาคือเก่า มันกะบ่ทันน้ำทันฝน คนงานกะหายากตายว่า เพราะค่าแรงกะเหนือสิควบคุมใด่

ขอฝากไว้ว่าข้าวหอมมะลิบ้านเฮาอ่อนนุ่มบ่แพ้ไผเด้อจ้า


Liked By: keattikorn
บันทึกการเข้า
สายป่ากับขาดง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 541


« ตอบ #23 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 10:08:46 AM »

ขอบคุณคุณRuchaครับที่เยี่ยมชม  แม้ความเปลี่ยนแปลงถือเป็นความจริงที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้...แต่ผมคนนึงครับยังอยากเก็บอดีตที่ดีงามไว้แม้มันจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวก็ตามครับ.... พลวัตทางสังคมชนบทอิสานถูกเร่งให้เคลื่อนไหวเร็วกว่าปกติจากกระแสทุนนิยม ปานไก่พันธุ์อายุ ๔๕ วันพู้นหล่ะครับ ....เฮ้อเว่าแล้วกะหดหู่  คอเหล้าขาวเห็นต้นอันนี่บ่ครับ หมากส้มมอ หนึ่งในผลไม้สมุนไพรโบราณที่มีหลักฐานปรากฎในพุทธประวัติ... ผมปลูกขึ้นกลางสวนไม้ประดับของพ่อผม ในตอนแรกถูกต่อต้านจากผู้นิยมสวนหย่อมแต่ก็รอดมาแล้ว ๔ ปี ครับ..
บันทึกการเข้า
ดาบรินทร์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7460



« ตอบ #24 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 10:32:48 AM »

มาเยี่ยมชม และขอชื่นชมแนวความคิดและการปฏิบัติ  อายจัง  อายจัง  อายจัง


Liked By: keattikorn
บันทึกการเข้า
สายป่ากับขาดง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 541


« ตอบ #25 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 10:46:07 AM »

ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับดาบรินทร์  ...สิ่งที่พยายามรักษาไว้นี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกหลานของพวกเราในอนาคตครับ...มาถึงไม้หากินของผม  อ้ม ไม้หอมมรดกอิสานบ้านเฮา อ้มไม่ได้เพียงเป็นชื่อของต้นไม้เท่านั้นครับ  ผมพบว่า  อ้มยังเป็นชื่อเรียกที่ชาวอิสานใช้เรียกชื่อสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่ผมไม่มั่นใจว่าใช่ชะมดหรืออีเห็น  สันนิษฐานเอาเองว่าน่าจะเป็นชะมด เพราะจำได้ตอนเด็กๆที่วัดบ้านผมเคยเลี้ยงไว้ในกรง รู้สึกว่ามันจะมีกลิ่นหอม และกลิ่นหอมนี่เองน่าจะเป็นที่มาของชื่ออ้ม เพราะต้นไม้ที่ว่าก็มีกลิ่นหอมเหมือนกันครับ...
บันทึกการเข้า
baansangaroon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1059


« ตอบ #26 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 12:01:08 PM »

มาเยี่ยมชม และชื่นชมด้วยคนค่ะ ต้นไม้ที่บ้านร่มรื่นมากแสดงถึงความเอาใจใส่..ติดตามรอชมอยู่ค่ะ


Liked By: keattikorn
บันทึกการเข้า
khundong
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1676


« ตอบ #27 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 01:10:27 PM »

ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับดาบรินทร์  ...สิ่งที่พยายามรักษาไว้นี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อลูกหลานของพวกเราในอนาคตครับ...มาถึงไม้หากินของผม  อ้ม ไม้หอมมรดกอิสานบ้านเฮา อ้มไม่ได้เพียงเป็นชื่อของต้นไม้เท่านั้นครับ  ผมพบว่า  อ้มยังเป็นชื่อเรียกที่ชาวอิสานใช้เรียกชื่อสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่ผมไม่มั่นใจว่าใช่ชะมดหรืออีเห็น  สันนิษฐานเอาเองว่าน่าจะเป็นชะมด เพราะจำได้ตอนเด็กๆที่วัดบ้านผมเคยเลี้ยงไว้ในกรง รู้สึกว่ามันจะมีกลิ่นหอม และกลิ่นหอมนี่เองน่าจะเป็นที่มาของชื่ออ้ม เพราะต้นไม้ที่ว่าก็มีกลิ่นหอมเหมือนกันครับ...


ใช่แล้ว ครับ คนอิสานโบราณ เรียก ชะมดเช็ด ว่า เหนอ้ม  แต่อ้มเฉยๆ ใช้เรียก ต้นเนียมหอม หรือเนียมอ้ม ดังภาพ ครับ ต้นนี้ชอบแดดรำไร ดินชื้นๆ และเวลาจะใช้จะต้องใช้ของมีคม ตัด จะได้ไม่ซ้ำ ห้ามเด็ดหรือกระชากแรงๆ ครับ


Liked By: Papa63, nomadic_man
บันทึกการเข้า
สายป่ากับขาดง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 541


« ตอบ #28 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2011, 03:29:08 PM »

ขอบคุณครับสำหรับ ข้อมูลใหม่ๆ ซึ่งผมเองก็หวังว่าคงจะเก็บเกร็ดข้อมูลจากผู้รู้หลายๆท่านนี่แหละครับ รวมๆกันเพื่อให้ภาพมันชัดขึ้น อย่างเช่นข้อมูลจากคุณ khundong  ใครมีข้อมูลเพิ่มเติม รบกวนช่วยขยายความทีนะครับ เพราะผมเองก็เป็นได้เพียงผู้จุดประเด็นเท่านั้นเอง  ทีนี้จะนำข้อมูลที่มีมารวมกันให้ดู  อ้ม หรือ เนียมหอม ตามที่ได้ข้อมูลมาจากหลายทาง ทั้งจาก คำบอกเล่า จากวรรณกรรมของนักเขียนชาวอิสาน และจากโลกไซเบอร์ที่ผู้รู้หลายๆท่านได้กรุณาให้ความรู้ไว้ เป็นไม้หอม ที่เคยเป็นไม้ที่นิยมปลูกของพี่น้องชาวอิสานเพราะ ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้กลิ่นในการบำบัด  หรือกันแมลงจำพวกริ้น หรือยุงป่า เวลาเดินป่่าล่าสัตว์ ใช้เป็นส่วนผสมทำธูปหอมในสมัยโบราณ  หรือใช้แทนใบพลูเคี้ยวหมาก  กลิ่นคล้ายเตยแต่หอมอ่อนๆ ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ของอ้ม และจะหอมแรงขึ้นเมื่อเหี่ยวหรือ ลนไฟ  ได้ยินมาว่าใช้ดองเหล้าขาวก็เป็นที่นิยม....ส่วนวิธีการปลูกก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อ้มหายไปจากวิถีชีวิตของชาวอิสาน เนื่องจากเป็นพืชที่ค่อนข้างเลือกดิน ปริมาณแสงแดด และความชื้น พูดง่ายๆคือปลูกยากนั่นเอง  อย่างที่คุณ khundong  ได้ให้ความรู้ไว้ว่าการเก็บก็ต้องไม่ให้ช้ำ ผู้เฒ่าเคยบอกไว้ว่า ฝุ่น(ปุ๋ยคอก)ที่ใส่ก็ควรจะเป็นฝุ่นเก่า ส่วนน้ำที่รดก็ไม่ควรเป็นน้ำล้างมือ หรือน้ำเสียหรือน้ำจากการล้างถ้วยชาม....อันนี้ฟังมาอีกทีครับ    เอ้าขออีกตัว.....อันนี้ผมรู้เพียงแต่ชื่อว่าเป็นผักแพวแดงครับ ถูกผิดยังไงใครมีข้อมูลรบกวนด้วยนะครับ  ...แต่ที่แน่ๆกินแล้วไม่ตายเบื่อครับ เพราะมันกลายเป็นผักเคียงกับอาหารประเภทลาบ ก้อย ของผมไปแล้วครับ...
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 24, 2011, 04:52:11 PM โดย arw » บันทึกการเข้า
สายป่ากับขาดง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 541


« ตอบ #29 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2011, 10:25:55 AM »

เช้านี้นำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับผักหรือผลไม้ที่หลายท่านคงรู้จักดีแล้วมาฝากครับ ฟักข้าว หรืออีสานเรียกว่า หมากค้าว ผมรู้จักผักหรือผลไม้ชนิดนี้ครั้งแรกเมื่อ ๓ ปีก่อนในร้านน้ำผลไม้สกัดของชาวไทยเชื้อสายเวียดนามแห่งหนึ่งในเมืองหนองคาย ในชื่อว่า แกก ซึ่งพี่คนขายน้ำเอาเยื่อหุ้มเม็ดมาผสมในน้ำสกัดผลไม้จำหน่าย  และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาผมจึงมีโอกาสได้ต้นพันธ์มาปลูกโดยที่ยังไม่รู้เหมือนกันว่าส่วนไหนกินได้บ้างแล้วกินยังไง....ปัจจุบันผมเก็บยอดอ่อนมาลวกกินกับตำหมากหุ่งบ้างแล้ว และพึ่งได้ข้อมูลมาว่า ส่วนเยื่อหุ้มเมล็ดของหมากค้าวนี้มีคุณประโยชน์มาก  โดยมีสารเบต้าแคโรทีน มากกว่า แครอทถึง ๑๐ เท่า และมีสารไลโคพีนมากกว่า มะเขือเทศถึง ๑๒ เท่า (มะเขือเทศสุก ๓๑ ไมโครกรัม/กรัม  ส่วนเยื่อเมล็ดฟักข้าว ๓๘๐ ไมโครกรัม)....ส่วนผลดิบใช้แทนฟักได้ทุกประเภทอาหาร   ในประเทศเวียดนามมักนำเยื่อหุ้มเมล็ดของผลสุกหุงพร้อมกับข้าว ทำให้ข้าวสุกมีสีส้มแดงและมีกลิ่นหอม ถือเป็นมงคลต่องานเทศกาลต่างๆ -ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร ชุมทางอาชีพ,หมอชาวบ้านครับผม 
บันทึกการเข้า
สายป่ากับขาดง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 541


« ตอบ #30 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2011, 11:31:04 AM »

เนื่องจากพื้นที่บ้านจำกัด ครั้นจะไปซื้อที่ทางเพิ่มก็ไม่มีตังค์ ทำให้ต้องปลูกพืชผักเหล่านี้ปะปนกันไปทั่วทีปอย่างที่เห็น แต่อาศัยว่าพืชที่ปลูกใกล้ๆกัน อายุแตกต่างกัน  ทุกวันนี้สิ่งที่ทำได้คือใส่ปุ๋ยคอก ถอนหญ้า และปลูกพืชอายุสั้นเท่านั้น แต่ข้อดีของการปลูกแบบนี้ก็มีนะครับ คือใส่ปุ๋ยรดน้ำครั้งเดียวเสร็จ จากนั้นไปแย่งกันเอาเอง  วิถีของพืชก็ไม่ต่างจากคนซักเท่าไหร่ครับ เป็นทั้งสังคมอุปถัมภ์ ค้ำจุนกัน ต้นกล้าเล็กๆก็ได้อาศัยร่มเงาของไม้พี่เลี้ยง   แต่บางครั้งไม้พี่เลี้ยงเองก็เติบโตเบียดบังต้นไม้เล็ก แย่งแดดแย่งอาหารซะจนไม่รอดซะก็มี ธรรมดาของโลก ผู้ที่แข็งแรงกว่าย่อมเป็นผู้อยู่รอด....มันเป็นไปของมันอย่างนั้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 25, 2011, 11:35:44 AM โดย arw » บันทึกการเข้า
sompol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3085



« ตอบ #31 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2011, 11:41:01 AM »


...มาเยี่ยมชมเป็นกำลังใจครับ ต้นไม้ ผลไม้รอบบ้านดูร่มรื่น...จัดสวนสวยน่าชม ขอติดตามชมแง่คิดมุมมองในการ ตามหารากเหง้าแห่งตน ด้วยคนครับ

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ... 44   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: