หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ต้นบุก  (อ่าน 21296 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
viras2
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 882


« เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2009, 09:08:16 AM »

พอดีที่สวนมีต้นบุกอยู่จำนวนพอสมควร  อยากทราบว่าจะใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง  มีทั้งบุกบ้าน  และบุกป่า (ขึ้นเองไม่ได้ปลูก)  ถามชาวบ้านแถวนั้นบอกว่าบุกป่าเอาหัวมากินไม่ได้เพราะมันคันมาก  กินได้ส่วนใบเท่านั้นเอาไปแกงกิน   แต่ผมคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์มากกว่านั้น  ผู้ใดรู้ช่วยอนุเคราะห็ด้วย

ในรูปเป็นบุกป่า  สีของต้นจะออกคล้ำมาก
บันทึกการเข้า

viras2
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 882


« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2009, 09:09:33 AM »

ส่วนต้นนี้เป็นบุกบ้าน  สีของต้นจะออกขาว
บันทึกการเข้า
nini
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 208


« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2009, 10:08:03 AM »

 "บุก" สมุนไพรเศรษฐกิจ

          ในปัจจุบัน บุกเป็นสมุนไพรที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก และได้รับการส่งเสริมให้มีการปลูกในโครงการภายใต้มูลนิธิหลวง มีผลิตภัณฑ์จากบุกเพื่อลดความอ้วนในชื่อการค้าต่างๆมากมายในท้องตลาด นอกจากสมุนไพรชนิดนี้จะมีคุณสมบัติในการลดความอ้วนแล้ว ยังสามารถลดไขมันในเลือดและในตับ และลดน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

          บุก (Amorphophallus spp.) มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่ทางตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยไปจนถึงประเทศจีน ญี่ปุ่น และทางใต้ไปถึงประเทศไทย อินโดจีน และฟิลิปปินส์ เป็นพืชที่พบในป่าซึ่งมีการระบายน้ำได้ดีและอุดมสมบูรณ์ มีลักษณะเป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีหัวอยู่ใต้ดิน โดยปกติจะมีใบเพียงใบเดียวซึ่งมีลักษณะใหญ่มาก ก้านใบยาว ดอกแทงขึ้นมาจากใต้ดิน มีทั้งหมดประมาณ 90 ชนิด

 บุกเป็นอาหารสมุนไพรที่รู้จักกันดีในญี่ปุ่น โดยมีชื่อทั่วไปว่า Konjac เป็นพืชที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Amorphophallus konjac C. Koch หรือ A. rivieri Durien ญี่ปุ่นใช้แป้งจากบุกทำเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ โดยทำเป็นก๋วยเตี๋ยวหรือขนม ซึ่งสามารถลดความอ้วนได้เพราะไม่ให้พลังงานเนื่องจากไม่ถูกย่อย จึงไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย แต่จะขับถ่ายออกมาในรูปเดิม เพียงแต่ทำให้อิ่มเท่านั้น และมีความเชื่อว่าแป้งบุกช่วยทำความสะอาดลำไส้ด้วย มีการสั่งซื้อหัวบุกจากประเทศไทยไปทำวิจัยและทำเป็นอาหารสมุนไพรกันมาก

          ในประเทศไทย มีบุกอยู่หลายชนิดด้วยกัน นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Francois Gagnepain ได้ทำการศึกษาและพบว่ามีอยู่อย่างน้อย 15 ชนิด

เป็นชนิดที่พบใหม่หลายชนิด จึงได้ให้ชื่อทางพฤกษศาสตร์ตามสถานที่พบ เช่น บุกหัวช้าง A. koratensis Gagnep. พบที่โคราช, บุกรอ A. saraburiensis Gagnep. พบที่สระบุรี และบุกก้านโคยงัว A. xiengraiensis Gagnep. พบที่เชียงราย เป็นต้น

เท่าที่ได้มีการวิจัยหัวบุกในประเทศไทยจำนวน 7 พันธุ์ คือ บุกคางคก (บุกป่า) A. rex , บุกบ้าน A. campanulatus , บุกด่าง A. kerrii , บุกเขา A. corrugatus , บุก A. oncophyllus , บุกเตียง A. longituberosus และ A. rivieri

พบว่ามีเพียง 4 ชนิดที่มีสารสำคัญที่เป็นที่ต้องการทางการค้า คือ กลูโคแมนแนน (glucomannan) ได้แก่

          1. บุก (A. oncophyllus Prain ex Hook.f.) เป็นบุกชนิดที่มีหัวเป็นบัลบิล (bulbil) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 25 ซม. ใบใหญ่ 1 เมตร ก้านใบยาว 90 ซม. หนา 2.5 ซม. ช่อดอกยาว 20 ซม. มีกาบหุ้ม บุกชนิดนี้มีความแตกต่างจากชนิดอื่นตรงที่รูปร่างของหัวมีลักษณะกลม-แบน มีรูตรงกลาง หัวสดมีสีเหลืองอมชมพู และขาวเหลือง นิ่มและฉ่ำน้ำ ก้านใบมีสีต่างๆคือ เขียว เขียวมีจุดขาว เขียวทางขาว และเขียวปนอมชมพู และมี บัลบิลบนใบ พันธุ์นี้มีปริมาณกลูโคแมนแนนสูงมาก พบทางตะวันตกของประเทศ เช่น กาญจนบุรี, กำแพงเพชร, ตาก และภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่และพะเยา

          2. บุกด่าง (A. kerrii N.E. Br.) ก้านใบสีเขียวเข้มมีจุดขาว ยาว 1 เมตร ใบเป็นแฉกยาว 15 - 22 ซม. กว้าง 5 - 7 ซม. ช่อดอกยาว 15 - 30 ซม. กว้าง 7 - 11 ซม. บุกด่างจะต่างกับบุกชนิดอื่นที่รูปร่างของหัวซึ่งกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 9.5 - 15 ซม. มีผิวขรุขระสีน้ำตาล เนื้อหัวสดมีสีเหลือง เหลืองสดหรือขาว พบแถบน่าน เชียงใหม่ เลย และกาญจนบุรี หรือที่มีระดับความสูง 1,200 - 1,500 ม. เหนือระดับน้ำทะเล พบมีกลูโคแมนแนน แต่น้อยกว่าในบุก (A.oncophyllus)

          3. บุกเขา (A. corrugatus N.E. Br.) เป็นบุกที่ต่างจากพันธุ์อื่นตรงที่มีใบแยกเป็นหลายส่วน โดยมากมี 7 ส่วน สีน้ำเงินอมเขียว ขอบใบสีชมพู กาบหุ้มช่อดอกเป็นรูปกระดิ่งยาว 7 - 17 ซม. กว้าง 3 - 7 ซม. เมื่อยังอ่อนอยู่จะมีกลูโคแมนแนน

          4. บุก (A. rivieri Durien) เป็นบุกพันธุ์เดียวกับที่ใช้ในญี่ปุ่น


สารสำคัญ

          มีการศึกษา และค้นพบสารสำคัญในพืชสกุลบุก คือ กลูโคแมนแนน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 กลูโคแมนแนนเป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรต ซึ่งประกอบด้วยกลูโคส แมนโนส และฟรุคโตส มีผู้พบว่าอัตราส่วนของแมนแนน : กลูโคส = 2 : 1 มีการเชื่อมต่อของน้ำตาลเป็น b-D type เมื่อทดลองย่อยกลูโคแมนแนนด้วยเอ็นซัยม์ cellulase จะได้ กลูโคส-แมนโนส (1 : 1.6) เซลโลไบโอส อิพิเซลโลไบโอส และอิพิเซลโลไบโอซีลแมนโนส และถ้าทดลองย่อยด้วยเอ็นซัยม์ b-mannase จะได้ไดแซคคาไรด์ 13 ชนิด และโอลิโกแซคคาไรด์ นอกจากนี้ยังมีการพบเอ็นซัมย์ b-mannase I และ II จากบุกด้วย


ประโยชน์ของกลูโคแมนแนน

          กลูโคแมนแนน จากบุกมีพลังงานต่ำ จึงใช้เป็นอาหารของผู้ต้องการลดความอ้วน และยังมีประโยชน์ในการช่วยบำบัดรักษา และบรรเทาอาการของโรคบางชนิดด้วย เช่น โรคไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง และไขข้ออักเสบ เป็นต้น นอกจากประโยชน์ทางด้านอาหารและยาแล้ว กลูโคแมนแนนจากบุกยังถูกนำไปใช้ผลิตโลชั่นบำรุงผิว และยาเม็ดชนิด sustained release ด้วย
ผลการทดลองทางเภสัชวิทยา

          ทดลองให้หนู ขาวกินอาหารผสมผงบุก 5 % พบว่ามีผลทำให้ปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดและตับลดลง และเมื่อทดลองในหนูขาวที่กินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง ก็พบว่ามีผลลดปริมาณ โคเลสเตอรอลในเลือดและตับเช่นกัน
ทดลองให้หนูขาวและลิงบาบูนกินอาหารซึ่งผสมกลูโคแมนแนนเจล 5 % พบว่าโคเลศเตอ รอลในเลือดลดลงโดย HDL (high density lipoprotein) ไม่ลด และโคเลสเตอรอลในตับ รวมถึงปริมาณไขมันทั้งหมดก็ลดลงด้วย

          จากการทดลอง ทางคลินิกทั้งในคนปกติและคนไข้โรคเบาหวาน เมื่อให้รับประทานกลูโคแมนแนนจากบุก พบว่าปริมาณน้ำตาลและอินซูลินในเลือดลดลง การที่กลูโคแมนแนนสามารถลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ เนื่องจากความเหนียวของกลูโคแมนแนนไปยับยั้งการดูดซึมกลูโคสจากทางเดินอาหาร และยิ่งมีความหนืดมาก ก็ยิ่งมีผลการดูดซึมกลูโคสมากขึ้น จากผลการทดลองพบว่ากลูโคแมนแนนมีผลทำให้การดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินอี ลดลง แต่ไม่มีผลต่อการดูดซึมวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ เช่น วิตามินบีสิบสอง


http://chiangmainews.co.th/viewnews.php?id=910&lyo=0


Liked By: termtemD, tavatnet
บันทึกการเข้า
kraitong
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 212


« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2009, 11:28:41 AM »

อยากเห็นชัดๆ อยากรู้จักเหมือนกันบุกที่มีกลูโคแมนแนนทานเพื่อลดความอ้วนนี่ เมื่อก่อนแม่เห็นอีรอก-บุกที่ไหนจะเก็บทั้งต้นและหัวมา เอาหัวมาปลูกบริเวรบ้าน ต้นแกง หมดบุญแม่แล้วเขาก็ขึ้นเป็นอิสระในบริเวรบ้านไม่กล้ากินมันคันคอ
บันทึกการเข้า
konlam
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 338

ไข้แพนด้าระบาด ^^


« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2009, 11:36:20 AM »

เจเล่ ไงครับ ^^
บันทึกการเข้า

อยู่อย่างพอเพียง คิดอย่างเพียงพอ

จะเอาอะไรมาก ชีวิตก็แค่นี้
phalikhit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7653


« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2009, 12:19:33 PM »

บุกในภาพ 1 และ 2 ลำต้น(ก้านใบ)ที่อ่อนๆ แม่ผมเคยนำมาลอกเปลือกออกแล้วหัดเป็นชิ้นๆใส่ในแกงหน่อไม้  อร่อยมากครับ
บุกมีหลายชนิด

ชนิดหนึ่ง ไม่เคยเห็นใบ มีแต่ดอกโผล่ขึ้นมา  บุกชนิดนี้มีกุดจี่อยู่ในดอกเต็มเลยครับ
เมื่อปล่อยให้มัเจริญเติบโตจนสุกจะมีสีเหลืองรูปร่างเหมือนฝักข้าวโพด ใช้ในการดักนก
บันทึกการเข้า

บิฑบาตร  ขาด"ร"หลัง  อย่าพลั้งใส่
บาตนั้นไซร้  มี"ร"ตาม  งามภาษา
อนุญาติ  พินทุอิ  อย่าใส่มา
tiger
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3052



« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2009, 12:58:32 PM »

เพิ่มเติมให้ครับ ยิ้มเท่ห์
บุก หรือ มันเท้าช้าง เป็นพืชพื้นเมืองของไทยและประเทศอื่นๆในแถบเอเชีย บุกมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น
เช่น บุก มันบุก มันซูรัน มันหูช้าง มันเท้าช้าง ฟังเพราะ ดอกก้าน กระแท่ง บุกคุงคก เบีย เบือ ลอกใหญ่ และในต่างประเทศจะเรียกว่า อีเลฟฟันท์ แยม (Elephant Yam) ยิ้ม อีเลฟฟันท์ ฟุท แยม (Elephant Foot Yam) ยิงฟันยิ้ม หรือ อีเลฟฟันท์ เบรด (Elephant Bread) เจ๋ง
 
ในท้องถิ่นทั่วโลก แต่ในประเทศไทยมีรายงานไว้เพียง 17 ชนิด ซึ่งพบได้ในที่ราบสูงภาคอีสาน ภาคใต้ ตะวันออก ภาคเหนือ
และแถบชายป่าโปร่ง จังหวัดปราจีนบุรี บุกชนิดที่พบมาก คือ อะมอร์ฟอฟัลลัส แคมพานูลาตัส (A. campanulatus Bl.ex Decne) เป็นบุกป่า (Wild type) และอะมอร์ฟอฟัลลัส โคราเทนซิส (A. koratensis qaqnep) เป็นบุกบ้าน ซึ่งมีการเพาะปลูกเป็นอาหารในฤดูแล้ง
เนื่องจากบุก เป็นพืชเจริญเติบโตในสภาพป่า ดินร่วนทราย และเจริญเติบโตได้ในสภาพดินกรด เช่น ที่รังสิต ปทุมธานี แต่การเจริญเติบโตช้ากว่าในสภาพดินร่วน เนื่องจากบุกเป็นพืชหัวที่ไม่ต้องการปลูกฝังลึกในดิน การปรับปรุงดินให้ร่วนเพียงระดับผิวหน้าที่ความลึกประมาณ 6-8 นิ้ว ก็เพียงพอต่อการเติบโตของหัวบุก ในช่วงการเจริญเติบโต 1-2 ปีแรก อุณหภูมิที่บุกจะเจริญเติบโตได้อย่างปกติ คือ ระหว่าง 25-35 เซลเซียส และที่สภาพอบอุ่น มีฝนตก 40-60 นิ้ว แต่ที่สภาพแล้ง มีฝนตกเพียง 26 นิ้ว พบว่าบุกก็ยังเจริญเติบโตได้ดี แต่ต้องมีการให้น้ำอย่างเพียงพอ
ในการปลูกหัวบุกหนึ่งหัวนั้น ช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตจะเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง เดือนเมษายน ซึ่งบุกจะเจริญเติบโตรอบๆ หัวเดิมทำให้ได้หัวใหม่ประมาณ 5-10 หัว โดยใช้ระยะเวลาในการเจริญเติบโตเป็นหัวประมาณ 8-12 เดือน ถ้าหากใช้หัวบุกจากต้นพ่อ-แม่ ที่ปลูกไว้ 3-4 ฤดูปลูก โดยคัดเลือกหัวบุกจากหัวที่มีอายุมากและแก่พอที่จะนำมาทำพันธุ์ได้ดีนั้น มีคำแนะนำให้คัดเลือกหัวบุกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ1-1.5 นิ้ว มีน้ำหนักของหัวบุกประมาณ 60-90 กรัม ซึ่งเมื่อปลูกทิ้งไว้ให้เติบโตในดิน นาน 3-4 ปี ก็จะได้หัวบุกใหม่ ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอาจจะหนัก 7-10 กิโลกรัม และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 30-40 เซนติเมตร หรืออาจจะมีขนาดใหญ่กว่านี้อีกก็ได้
 
โดยธรรมชาตินั้นจะพบว่าต้นบุกที่ยิ่งมีอายุมากปี ยิ่งมีน้ำหนักมาก หัวบุกก็จะใหญ่ขึ้นด้วย หัวบุกที่มีขนาดใหญ่ จะเป็นหัวบุกที่ตลาด
มีความต้องการมากกว่าบุกที่มีขนาดหัวเล็ก การขยายพันธุ์บุกด้วยเมล็ด ก็สามารถทำได้แต่จะได้หัวช้ากว่าวิธีการใช้หัวบุกปลูก
การเตรียมแปลงปลูกบุก เพียงแค่ยกแปลงเตี้ยๆ แล้วขุดดินฝังลูกหัวบุกให้ลึก 4-6 นิ้ว โดยใช้ระยะห่างระหว่างหลุม 40-50เซนติเมตร จากนั้นใช้หญ้าแห้งคลุมหลุมเพื่อบังแสงและให้ร่ม ในช่วงเริ่มปลูกไปแล้ว 3-5 สัปดาห์ ก็ควรมีการกำจัดวัชพืชบ้าง โดยการพรวนดินรอบหลุมเป็นครั้งคราว

ในกรณีที่เป็นพื้นที่เปิดใหม่ตามเชิงเขาหรือป่าโปร่ง อาจจะไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยแก่บุก แต่สำหรับในไร่หรือที่ที่มีการปลูกพืชอื่นๆ อยู่ก่อนแล้ว ควรให้ปุ๋ยรองก้นหลุมครั้งหนึ่ง และให้ปุ๋ยหลังปลูก 4-5 เดือน อีกครั้งหนึ่ง จากนั้นในช่วงฤดูปลูกปีที่หนึ่ง ถ้าต้องการปลูกทิ้งไว้ระยะยาวก็อาจจะให้ปุ๋ยปีละครั้ง ในกรณีที่เป็นผู้ปลูกมือใหม่ อาจใช้วิธีตรวจสภาพการเจริญเติบโตของการเกิดหัวบุกก็ได้
วิธีการทำได้โดยขุดคุ้ยดินรอบต้นดู แต่จะต้องระวังการขุดไม่ให้พลาดไปโดนหัวบุก ซึ่งมีคำแนะนำให้ขุดห่างลำต้น 5-10 นิ้ว แล้วคุ้ยดินอย่างระมัดระวังเพื่อตรวจดูสภาพการเจริญเติบโต เมื่อทราบลักษณะการเติบโตระยะแรกในช่วง 6-8 เดือนแล้ว เมื่อต้นบุกมีการ พักตัวนั้น เกษตรกรจะสังเกตเห็นได้ว่า ต้นบุกเริ่มเหี่ยวเฉา นั่นเป็นอาการที่ต้นบุกแสดงให้ทราบว่าหัวบุกมีการพักตัวแล้ว จึงควรขุดหัวบุกขึ้นมาเก็บรักษาไว้เพื่อนำลงปลูกในฤดูปลูกต่อไป หรือเมื่อผู้ปลูกมีความประสงค์จะใช้พื้นที่เพื่อปลูกพืชอื่นในช่วงเวลาที่ บุกพักการเจริญเติบโตระหว่างฤดูแล้ง 3-4 เดือน หรือในสภาพที่สถานที่ปลูกมีความไม่เหมาะสม เช่น อาจเกิดภัยทางธรรมชาติ ก็ให้ขุดหัวบุกขึ้นมาเก็บรักษาไว้ในทีร่มเย็น โดยล้างหัวบุกให้สะอาด เพื่อป้องกันศัตรูเข้าทำลายหัวบุก เช่น แมลง ที่อาจติดอยู่กับดิน หรือเชื้อรา เพื่อให้เก็บได้นานและปราศจากการสูญเสีย ควรเก็บหัวบุกไว้ในสภาพสะอาดและแห้ง

ในกรณีที่ปลูกหัวบุกแบบการค้า ก็ควรมีสถานที่เก็บหัวพันธุ์บุกที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส เพราะที่อุณหภูมิดังกล่าวสามารถจะเก็บรักษาหัวบุกไว้ได้นานจนถึงฤดูปลูกปี ต่อๆ ไป แต่อย่างไรก็ตามพบว่า หากเก็บหัวบุกไว้ในที่อุณหภูมิเย็นจัดเกินไป เช่นที่อุณหภูมิ ลบห้าองศาเซลเซียส อาจทำให้บุกไม่งอกได้
ในกรณีที่มีการปลูกบุกเต็มพื้นที่โดยไม่ปลูกร่วมกับพืชอื่น และมีสภาพดินร่วนซุยจะได้ผลผลิตหัวบุกเฉลี่ย 2-3 ตัน/ไร่
แต่ในสภาพดินค่อนข้างเหนียว แม้จะมีการดูแลดี ให้น้ำอย่างดี จะได้ผลผลิตประมาณ 1-3 ตัน/ไร่ อย่างไรก็ตามทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศด้วย
จากรายงานการศึกษาโดยกองพฤกษศาสตร์และวัชพืช ร่วมกับ กองเกษตรเคมี พบว่า หัวบุกบ้านมีปริมาณแป้ง 67 % โปรตีน5-6%
และมีการตรวจพบผลึกของแคลเซียมออกซาเลทในเนื้อหัวบุกป่า ชนิดของสารประเภทแป้งที่สะสมอยู่ในหัวบุกคือ แมนแนน
ซึ่งจัดว่าเป็นแป้งที่สำคัญชนิดหนึ่ง แป้งชนิดนี้ต่างกับแป้งที่มีในเมล็ดธัญญพืช หรือพืชหัวอื่นๆ จากการวิจัยทางเคมีพบว่ามี แมนแนน 2 ชนิด คือ แมนแนนเอ และแมนแนนบี เมื่อทำให้เกิดการแตกตัวของแป้งแมนแนนแล้ว จะได้กลูโคสกับแมนโนส ดังนั้นจึงเรียกแป้งชนิดนี้ว่ากลูโคสแมนแนน

บุกมีคุณประโยชน์มากมายทั้งในด้านอาหารและยา บุกเป็นพืชที่สามารถใช้ทำอาหารได้ทั้งส่วนของลำต้น ใบ ดอก
และหัวที่อยู่ใต้ดินของบุกชนิดที่รับประทานได้ โดยที่ก่อนนำมาบริโภค ควรทำการต้ม ย่าง หรือปิ้งให้สุกก่อน เช่น ใบและดอกบุก
นิยมบริโภคเป็นอาหารประเภทผัก โดยใช้ใบอ่อนที่ใบยังไม่คลี่หรือดอกมาต้มให้สุกก่อน นำมาเป็นผักจิ้มน้ำพริกหรือผัดกับน้ำมันหอย
หรือเนื้อสัตว์ก็ได้ เพราะจะมีรสชาติคล้ายกับหน่อไม้ฝรั่ง ส่วนต้นอ่อนของบุกทั้งบุกบ้านและบุกป่า ต้องต้มในน้ำเดือดก่อน
มิฉะนั้นเวลารับประทานจะมีอาการคันคอ เนื่องจากมีผลึกของแคลเซียมออกซาเลท ชาวบ้านนิยมนำบุกมาทำอาหารเช่นเดียวกับพืชจำพวกบอนเช่น นำมาใส่ในแกงส้มหรือแกงเผ็ดค่ะ สำหรับหัวบุก อาจจะแยกเอาเฉพาะเนื้อวุ้นมาปรุงเป็นอาหาร การรับประทานหัวบุกที่มีอายุ 1 หรือ 2 ปี จะมีรสอร่อยกว่าบุกที่มีอายุมาก สำหรับลำต้นแก่ของบุกจะเหนียว ชาวบ้านก็จะนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ค่ะ มีรายงานว่าในต่างประเทศ นำหัวบุกมารับประทานเป็นอาหารแบบมันเทศหรือมันฝรั่ง โดยก่อนนำมารับประทานนั้นจะย่างหรือต้มให้สุกก่อน นอกจากนั้นยังมีการนำมาแปรรูปเป็นอาหารโดยวิธีการหมักดองได้เช่นเดียวกับผล ไม้อื่นๆ

ประโยชน์ของบุกในด้านเป็นพืชสมุนไพรหรือเป็นยา มีรายงานว่า หัวบุก มีสารสำคัญ คือ กลูโคสแมนแนน ซึ่งเป็นสารคาร์โบไฮเดรต
ประกอบด้วย กลูโคส แมนโนส และฟลุคโตสแป้งแมนแนนในหัวบุกประกอบด้วยน้ำตาลแมนโนสที่ย่อยช้า ซึ่งจากการวิจัยพบว่า
ขบวนการย่อยของแมนโนสในร่างกายมนุษย์นั้น จะถูกดูดซึมได้ช้ากว่ากลูโคส ดังนั้นจะช่วยชะลอเวลาการเพิ่มน้ำตาลในเลือดได้อย่างมาก จึงเหมาะที่จะใช้สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน นอกจากนี้แล้วยังใช้ในการควบคุมอาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วน (Obesity) ได้ด้วย ทั้งนี้เพราะแป้งชนิดนี้สลายตัวได้ง่าย และไม่ตกค้างอยู่ในลำไส้เหมือนแป้งชนิดอื่นๆ ดังนั้นจึงเหมาะที่จะใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูงด้วย
นอกจากนี้ยังมีผู้รวบรวมคุณประโยชน์ของบุกเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคและคุณค่าทางสมุนไพร ไว้ในตำราสมุนไพรของไทยโบราณ ดังต่อไปนี้
หัวบุก ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ ขับลม แก้บิด แก้โรคไขข้ออักเสบ บำรุงกำลัง แก้ริดสีดวงทวาร
หัวสด ใช้ขับเสมหะ หุงเป็นน้ำมันใส่แผล กัดฝ้า กัดหนอง และใช้เป็นยาพอกได้
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า มีการใช้น้ำจากหัวบุกต้มผสมกับยางน่องสำหรับไว้ใช้ยิงสัตว์ด้วย
ราก ใช้พอกฝี ขับระดู และแก้ริดสีดวงทวาร
 จุมพิต จุมพิต


Liked By: termtemD, tavatnet
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 09, 2009, 01:01:00 PM โดย tiger » บันทึกการเข้า
ทิดเฒ่า
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 794


มนุษย์เป็นมาตรวัดทุกสิ่งด้วยอัตตประธาน


« ตอบ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2009, 01:48:35 PM »

แถวบ้านเฮาเอิ้นว่า "อีลอก" นะเนี้ย เอาต้นมาลอกเปลือกออกแล้วแกงส้มใส่ปลาย้าง โอ้อร่อยๆ มากๆๆ
บันทึกการเข้า

เจริญสติให้ยิ่งเป็นมรรคสู่นิพพาน
"ปลูกทรัพย์ เกษตรอินทรีย์" --> คิดจะทำ GAP อินทรีย์
khundong
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1677


« ตอบ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2009, 03:08:13 PM »

ต้นในรูปนั้นแหล่งครับ กลูโคแมนแนน เยอะที่สุดเรียกบุกคางคก สมัยผมเป็นป่าไม้อยุ่ทองผาภูมิแม่บ้านเอามาต้มให้กินประจำ พวกนี้พอสุกดี แคลเวียมออกซาเลต ซึ่งทำให้คันก็จะสลายไปครับ คล้ายกลอยนั้นเอง  ชาวบ้าน (กะเหรียง) ขุดออกมาขายให้พ่อค้า เอาไปทำ ยาลดความอ้วนกิโลละ 2 บาท หัวหนึ่งก็ 10-20 กิโล ครับ ปลูกใว้ดีครับ ต้นก็กินได้ ผลอ่อน เคยไปจีบสาวบ่อพลอยเขาแกงให้กิน อร่อยมากครับ เขาเรียกว่าแกงมังเพาะ 


Liked By: tavatnet
บันทึกการเข้า
viras2
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 882


« ตอบ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2009, 08:26:40 AM »

ขอบคุณทุกข้อมูล   ว่าแต่บุกที่เห็นในรูปเป็นพันธ์อะไร   และหัวบุก(ป่า)  กินได้หรือไม่   วิธีแปรรูปทำอย่างไร  ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
บอย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 101


« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2011, 04:10:17 PM »

ตอนนี้ที่บ้านผมมีแบบรูปแรกเต็มเลยครับ บางต้นเท่าแขนบางต้นเท่าขา
บันทึกการเข้า
tiger
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3052



« ตอบ #11 เมื่อ: มิถุนายน 04, 2011, 01:59:24 AM »






แบบนี้เลยนะครับ จุมพิต จุมพิต


Liked By: tavatnet
บันทึกการเข้า
phalikhit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7653


« ตอบ #12 เมื่อ: มิถุนายน 04, 2011, 03:53:39 PM »






แบบนี้เลยนะครับ จุมพิต จุมพิต


สองอย่างนี้ เป็นชนิดเดียวกันหรือเปล่าครับ (ต้น กับ ผล)

เคยเห็นทุกครั้ง มันอยู่คนละที่
แบบที่เป็นต้น ไม่เคยเห็นดอก-ผล
แบบที่เป็นดอก-ผล ไม่เคยเห็นต้น
แบบที่เป็นดอก-ผล เมื่อผลยังอ่อนอยู่  จะมีกุดจี่เต็มเลย นำไปคั่วเป็นอาหารได้ 1 มื้อ
เมื่อผลสุก เด็กๆ มักจะนำไปดักนก
บันทึกการเข้า

บิฑบาตร  ขาด"ร"หลัง  อย่าพลั้งใส่
บาตนั้นไซร้  มี"ร"ตาม  งามภาษา
อนุญาติ  พินทุอิ  อย่าใส่มา
weerapol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 589


« ตอบ #13 เมื่อ: มิถุนายน 04, 2011, 03:59:09 PM »

ใช่ครับก้านผลเผาแล้วลอกเปลือกออกแกงอ่อมไส่กีบเท้าต้มเปลื่อยอร่อยมากเลยครับ
บันทึกการเข้า

เลี้ยงกบในสวนhttp://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=33956.0
tiger
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3052



« ตอบ #14 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2011, 12:48:34 AM »

ตอบพี่phalikhitนะครับ
ต้นในภาพ เป็นคนละต้นเดียวกันครับ ยิ้มกว้างๆ
คนละต้นครับแต่พันธุ์เดียวกันครับ

เคยเห็นทุกครั้ง มันอยู่คนละที่                                                             ใช่ครับ
แบบที่เป็นต้น ไม่เคยเห็นดอก-ผล                                                         ใช่ครับ
แบบที่เป็นดอก-ผล ไม่เคยเห็นต้น                                                         ใช่ครับ
แบบที่เป็นดอก-ผล เมื่อผลยังอ่อนอยู่  จะมีกุดจี่เต็มเลย นำไปคั่วเป็นอาหารได้ 1 มื้อ     ของผมไม่มีกุดจี่ครับ
เมื่อผลสุก เด็กๆ มักจะนำไปดักนก                                                         อันนี้ไม่เคยลองครับ แล้วได้มั๊ยครับ ยิ้ม

ตอบคำถามดังนี้
เคยเห็นทุกครั้ง มันอยู่คนละที่       มันเป็นการเหลื่อมล้ำกันของวงจรของเขาครับ
แบบที่เป็นดอก-ผล ไม่เคยเห็นต้น  เช่นกันเดียวครับ

วงจรของบุกเป็นเช่นนี้ครับ
1.แทงหน่อลำต้นขึ้นมาจากใต้ดิน
2.ลำต้นสมบูรณ์แล้วก็จะเหี่ยวแห้งลง
3.จะออกดอกขึ้นมาใกล้ๆบริเวณที่เหี่ยวลง ดอกจะเหม็นมาก
4.ดอกเหี่ยวจะแทงฝักติดเมล็ด
5.เมล็ดสุกก็จะกลับลงใต้ดิน

ปล.ที่สวนของพี่พันธุ์อะไรครับ
บันทึกการเข้า
tawan007
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 83


« ตอบ #15 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2011, 09:14:33 AM »

แถวหมู่บ้านทวีทรัพย์ อ.ปักธงชัย มีปลูกกันทุกบ้าน  ปลูกกันตามลานตามริมรั้วบ้านเลย
หน้าแล้งไม่เห็ฯมีอะไร แต่พอฝนตกขึ้นเต็มไปหมด ถามว่าไว้ทำอะไร  เขาบอกว่าเอาไว้ทำ
ส่วนผสมข้าวต้มงานบุญ  เสียดายไม่ได้ชิม  ยิงฟันยิ้ม


Liked By: tavatnet
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: