หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 [12] 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 ... 49   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนไผ่สุนนท์กุล $ พลังงานและการประยุกต์ใช้เพื่อเกษตรกร (เริ่ม 16-5-54)  (อ่าน 392275 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
good-6chit@hotmail.com
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #176 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2012, 07:42:34 PM »

สุดๆครับ  ยิ้มเท่ห์


Liked By: yudhapol, TAWUN
บันทึกการเข้า

สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #177 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2012, 04:21:54 PM »

หลักการผลิตไฟฟ้า จากขดลวด+แม่เหล็กคลิกที่นี่

แนวทางสร้างกังหันน้ำผลิตไฟฟ้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 11, 2012, 04:23:35 PM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
sanasakrasawet
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4


« ตอบ #178 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2012, 04:54:07 PM »

แวะไปได้หะ


Liked By: TAWUN
บันทึกการเข้า

สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #179 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2012, 05:03:39 PM »

แวะไปได้หะ
หมายถึงจะแวะหาใช่ใหม??  ได้เลย แต่ต้องหลังเที่ยงนะ เป็นมนุษย์กลางคืนนะ ยิงฟันยิ้ม


Liked By: yudhapol, TAWUN
บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #180 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2012, 04:30:11 PM »

วานนี้ได้ทดสอบการต่อใช้ทำงานของหลอด 66LED และ 30LED ได้ผลสรุปเป็นที่น่าพอใจ
หลอด LEDราง เดิมเป็นไฟสำรองแสงสว่าง มีแบตฯในตัวความจุ 1.5Aในรุ่น30LED และมีแบตฯในตัวความจุ 3Aในรุ่น66LED ผลิตและนำเข้าจากจีน เพื่อใช้ในบ้าน 220VAC หลอดเปิดติดเองได้กรณีไฟตก หรือไฟดับ หลอดจะดับเมื่อมีไฟจ่ายเข้าหลอดตามปกติ
ได้แก้ไขวงจรข้างใน เพื่อให้ใช้ได้กับไฟ 12V - 18V ได้อย่างปลอดภัย กินไฟน้อย และแก้ไขให้หลอดเปิดใช้งานได้ในขณะต่อไฟ 12Vเข้าหลอด (เฉพาะตำแหน่งสวิตว์สว่างมากเท่านั้น)
เพื่อทำให้ใช้งานได้นานขึ้นเมื่อต่อพ่วงแบตฯภายนอก

1. ต่อตรงกับแบตฯ 12V ได้เลย(ต่อกับแผงโซลาร์เซลล์ที่มีแรงดันสูงสุดไม่ควรเกิน 20V  โดยไม่ต้องพ่วงแบตฯภายนอกได้)
2. กระแสชาร์จแบตฯ 12V=180mA(0.18A)  18V=350mA(0.35A) หากต่อกับไฟแรงดันสูงจะชาร์จเต็มไวแต่หลอดจะร้อน
3. ต่อตรงกับแบตฯ(แห้ง) 12V 7A เปิดสว่างสุด ใช้งานได้นาน 16ชั่วโมง
4. หลังหลอดหรี่ ในชั่วโมงที่ 15 ปลดหลอดออกแล้ววัดแรงดันที่แบตฯ คงเหลือแรงดันที่ 9.6V

หลอดตัวนี้(ภาพ และวีดีโอขณะทดสอบไม่ได้เก็บเพราะใช้เวลานานมาก) ดูชุดนี้ไปก่อนนะ ยิงฟันยิ้ม

บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #181 เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2012, 05:12:52 AM »

พลังงานนิวเคลียร์

เป็นพลังงานที่เกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียส พลังงานนิวเคลียร์ที่ได้จะมีค่ามากมายมหาศาลปฎิกิริยาฟิสชั่น ( Fission )
เป็นปฎิกิริยานิวเคลียร์ ที่ใช้อนุภาคนิวตรอน ยิงไปที่นิวเคลียสของธาตุใดๆ ทำให้นิวเคลียสของธาตุใดๆ แตกตัวเป็นนิวเคลียสของธาตุใหม่ 2 นิวเคลียส และนิวตรอน อิสระ เช่น ยิงนิวตรอนไปที่ นิวเคลียสของธาตุยูเรเนียม นิวเคลียสจะแตกตัวได้ นิวเคลียสของธาตุใหม่  คือ แบเรียม และ คริปตรอน และนิวตรอนอิสระ โดยนิวตรอนอิสระจะชนนิวเคลียสของธาตุเริ่มต้นและเกิดปฏิกิริยาฟิสชั่นต่อไป เป็นลูกโซ่ปฏิกิริยาฟิวชั่น ( Fusion )เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากธาตุที่มีไอโซโทปต่างกัน (ธาตุชนิดเดียวกันที่มีโปรตรอนจำนวนต่างกัน) รวมตัวกันเป็นธาตุใหม่ เช่น ธาตุไฮโดรเจนที่มีนิวตรอน 2 ตัว รวมตัวกัน ธาตุไฮโดรเจนที่มีนิวตรอน 3 ตัว จะเกิดธาตุใหม่คือธาตุฮีเลียม และนิวตรอนอิสระ และพลังงานความร้อนซึ่งก็คือพลังงานนิวเคลียร์นั้นเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ พลังงานความร้อนที่ปล่อยจากดวงอาทิตย์ เป็นพลังงานนิวเคลียร์ที่ได้จากปฏิกิริยาฟิสชั่นประโยชน์ของพลังงานนิว เคลียร์ มีอยู่ 2 ทาง คือ ประโยชน์ที่ได้จากการทำลาย เช่น การขุดคลอง การระเบิดหิน และการทหาร เป็นต้น



ประโยชน์ที่ได้จากปฏิกิริยาฟิวชั่นโดยตรง 

คลื่นเสียง มนษย์ได้ยินเสียงมาตั้งแต่เกิด เสียงช่วยในการพัฒนาการสื่อสารเป็นภาษาพูดของมนุษย์  เสียงจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัวทำให้มนุษย์เข้าใจสภาพแวดล้อมของตนดีขึ้น ความรู้เรื่องเสียงยังทำให้มนุษย์สามารถสร้างเครื่องวัดระยะทางแบบต่าง ๆ ได้  ในด้านการศึกษาลักษณะการออกแบบอาคาร เช่นห้องประชุม ทั้งสถาปนิกและวิศวกรต้องคำนวณล่วงหน้าว่าต้องการให้มีเสียงก้องในอาคารมากน้อยเพียงใด  และใช้วัสดุเก็บเสียง เช่น พรม ม่าน แผ่นกระดาษเก็บเสียง ฯลฯ เพื่อช่วยให้เวลาที่เกิดเสียงก้องพอเหมาะพอดี ก่อนที่เสียงก้องจะจางหายไป ด้านการแพทย์ก็ได้มีการนำเสียงมาใช้ในการตรวจอวัยวะภายในของคนเพื่อวินิจฉัยสาเหตุของความผิดปกติ  เช่น    ตรวจการทำงานของลิ้นหัวใจ  มดลูก ครรภ์  เนื้องอก ตับ ม้ามและสมอง เพราะเสียงสามารถสะท้อนที่บริเวณรอยต่อระหว่างชั้นของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้ ในการออกแบบเพื่อลดระดับความเข้มของเสียงของเครื่องยนต์  เครื่องจักรในโรงงาน เสียงจากยานพาหนะบนทางด่วน     ก็อาศัยความรู้เรื่องการดูดกลืนเสียง นอกจากนั้นมนุษย์ยังนำความรู้ด้านเสียงมาสร้างและพัฒนาเครื่องดนตรีด้วย  จึงทำให้มีเครื่องดนตรีประเภทต่าง ๆ    นอกจากนี้ยังมีเครื่องดนตรีประเภทต่าง ๆ อีกมากมาย รวมทั้งเครื่องดนตรีที่สร้างจากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จะเห็นว่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเสียงนั้นมีมากมาย ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจหลักการทางวิทยาศาสตร์ของเสียง    จะช่วยให้เรามีความรู้พอที่จะนำไปใช้พัฒนาหรือสร้างเครื่องมือ เครื่องใช้ที่เป็นประโยชน์


พลังงานไฟฟ้าน่ารู้           
 ไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของเรามากที่สุด    หลอดไฟให้แสงสว่าง เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่น โทรทัศน์  วิทยุ  เครื่องคอมพิวเตอร์  ตู้เย็น  และเครื่องซักผ้า  ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า  ปัจจุบันเรามีรถไฟฟ้าเป็นยานพาหนะชนิดใหม่ล่าสุด
   


ไฟฟ้ามี 2 ชนิด ได้แก่…

1.  ไฟฟ้าสถิต           มนุษย์เริ่มสังเกตเห็นอำนาจของไฟฟ้าตั้งแต่  2,000  ปีมาแล้ว  นักปราชญ์ชาวกรีก  ชื่อ  เทลีส  ได้นำแท่งอำพันซึ่งเป็นยางไม้สนถูกับผ้าไหม  แล้วนำแท่งอำพันไปแตะกับเศษฟาง  เขาขยะว่าเศษฟางเล็กๆ  เหล่านั้นจะเกาะติดกับแท่งอำพัน  พลังงานที่สามารถดูดวัตถุเหล่านี้ได้คือ  ไฟฟ้านั่น-เอง  ชาวกรีกเรียกอำพันว่า  “ อิเล็กตรอน ”  ภายหลังจึงตั้งชื่อไฟฟ้าในภาษาอังกฤษว่า  “ อิเล็กตริกซิตี้  ”           

ไฟฟ้าชนิดนี้  เรียกว่า  ไฟฟ้าสถิต  ซึ่งเกิดจากการนำวัตถุ 2 ชนิด  มาขัดถูหรือเสียดสีกัน  วัตถุแต่ละชนิดจะมีประจุไฟฟ้าบวก (+) และประจุไฟฟ้าลบ (-)อยู่ในตัวเท่าๆกัน  เรียกว่า  เป็นกลาง  เมื่อเกิดเสียดสีขึ้นประจุไฟฟ้าลบ (-) ที่เบากว่าประจุไฟฟ้าบวก (+) ก็จะเคลื่อนที่ระหว่างวัตถุทั้งสอง  ทำให้แสดงอำนาจไฟ-ฟ้าขึ้นประจุไฟฟ้าในวัตถุทั้งสอบก็จะไม่เป็นกลางอีกต่อไป  วัตถุชนิดหนึ่งแสดงประจุไฟฟ้าบวก  และอีกชนิดหนึ่งแสดงประจุไฟฟ้าลบ พลังงานไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดแรงดูดหรือแรงผลัก  ถ้านำวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันมาใกล้กันจะเกิดแรงผลักแต่ถ้ามีประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะเกิดแรงดูดซึ่งกันและกัน

เบนจามิน  แฟรงคลิน  นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน  ได้พิสูจน์ว่าฟ้าแลบฟ้าร้อง  เป็นไฟฟ้าสถิตอย่างหนึ่งในปี พ.ศ. 2295  เขาได้ทดลองปล่อยว่าวขึ้นท่ามกลางพายุในฟ้าคะนอง  เขาพบว่าไฟฟ้าไหลลงมาตามสายป่านที่เปียกฝน ก่อให้เกิดประกายไฟที่ลูกกุญแจโลหะที่แขวนไว้ใกล้ปลายสายป่าน  การทดลองนี้มีอันตรายมากอาจถึงแก่ชีวิตโชคดีที่แฟรงคลินรอดชีวิตมาได้  ผู้ทดลองแบบเดียวกันในปีต่อมาถูกฟ้าผ่าเสียชีวิต  การทดลองของแฟรงคลินก่อให้เกิดการประดิษฐ์สายล่อฟ้าเพื่อป้องกันฟ้าผ่าในเวลาต่อมา
   แม้ว่าไฟฟ้าสถิตจากฟ้าผ่าจะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตก็ตามแต่เราได้ใช้ประโยชน์หลายอย่างจากไฟฟ้าสถิต  เช่น  ทำให้เกิดภาพบนจอโทรทัศน์  ทำให้เกิดภาพในเครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องเอกซเรย์  เป็นต้น
 


2.  ไฟฟ้ากระแส
           ไฟฟ้าที่เราใช้กันทั่วไป  เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าไหลผ่านตัวนำไฟฟ้าจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เรียกว่า  ไฟฟ้ากระแส    แหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสมีหลายวิธี  ได้แก่
1. ไฟฟ้าจากปฏิกิริยา       ถ้าเราจุ่มแผ่นทองแดงและแผ่นสังกะสีลงในกรดกำมะถันเจือจางโดยวางให้ห่างกัน  ต่อหลอดไฟระหว่างแผ่นโลหะทั้งสอง  หลอดไฟจะติดสว่าง  เซลล์ไฟฟ้านี้เรียกว่า  เซลล์เปียก  หรือเซลล์ไฟฟ้าของโวลตา  ซึ่งเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างแผ่นโลหะกับกรดกำมะถัน  จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหลในวงจรจากแผ่นทองแดงไปยังแผ่นสังกะสี เรียกว่า  เซลล์แห้ง
ไฟฟ้าที่ได้จากปฏิกิริยาเคมี  มีทิศทางการไหลแน่นอนจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ  เช่น  ไฟฟ้าจากถ่านไฟฉาย  แบตเตอรี่รถยนต์  เรียกการไหลนี้ว่า  ไฟฟ้ากระแสตรง
2.  ไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า  ไฟฟ้าที่เราใช้ตามอาคารบ้านเรือนเป็นไฟฟ้าที่เกิดจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือที่เรียกว่า  ไดนาโม  หรือเจเนอเรเตอร์  ซึ่งภายในประกอบด้วยขดลวดทองแดงเคลื่อนที่ตัดเส้นแรงแม่เหล็กหรืออาจเคลื่อนที่แม่เหล็กตัดขวดลวดทองแดงที่อยู่กับที่  ก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวดไหลกลับไปกลับมาระหว่างขั้วบวกและขั้วลบ  เรียกว่า  ไฟฟ้ากระแส-สลับ
3. ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์  เราสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากอุปกรณ์ที่เรียกว่า  โซล่าเซลล์  หรือ  เซลล์แสงอาทิตย์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้  นอกจากนี้มนุษย์ยังพยายามนำพลังงานจากธรรมชาติอื่นๆ  มาผลิตกระแสไฟฟ้า  เช่น  พลังงานลม  พลังงานจากความร้อนใต้พิภพ  พลังงานจากคลื่นในทะเล  เป็นต้น

วงจรไฟฟ้า
       วงจรไฟฟ้าจะประกอบด้วยแหล่งกำเนิดไฟฟ้า  ลวดตัวนำ  และเครื่องใช้ไฟฟ้า การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรม      เป็นการต่อเซลล์ไฟฟ้าขั้วบวกกับขั้วลบเรียงกันไปตามลำดับเพื่อให้กระแสไฟฟ้าเดินทางเดียว  ทำให้หลอดไฟสว่างกว่าการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบขนาน ซึ่งเป็นการต่อเซลล์ไฟฟ้าขั้วบวกกับขั้วบวก  ขั้วลบกับขั้วลบ  ทางเดินไฟฟ้าจะแยกออกเป็น  2  ทางทำให้หลอดไฟสว่างน้อยกว่าแบบอนุกรม  แต่ถ่านไฟฉายจะใช้ได้นานกว่า

ตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า
                   วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้เรียกว่า  ตัวนำไฟฟ้า  ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด  คือ  เงิน  รองลงมาคือ  ทองแดง  โลหะต่างๆ  เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี  ส่วนวัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านเรียกว่า  ฉนวนไฟฟ้า  เช่น  ยาง  พลาสติก  กระดาษ  และไม้  ส่วนที่หุ้มสายไฟฟ้าไว้เป็นยางหรือพลาสติก  เพื่อสะดวกในการใช้และป้องกันอันตรายจากการถูกไฟฟ้าดูด

 

อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ควรรู้จัก
           การเดินทางของไฟฟ้าภายในบ้านเรือนนั้นต้องไหลผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด  ดังนี้
1.   มิเตอร์ไฟฟ้า  เป็นเครื่องวัดพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในบ้าน
2.  แผงไฟ  เป็นศูนย์รวมของสายไฟในบ้านและฟิวส์
3.  สะพานไฟ  หรือ  สวิตช์ตัดตอน  ( Cut  Out )  เมื่อกระแสไฟฟ้าในบ้านมากเกินไป  เครื่องจะตัดไฟโดยอัตโนมัติ
4.    ฟิวส์  เป็นลวดหรือแผ่นโลหะ  ที่เป็นตัวนำไฟฟ้าแต่มีจุดหลอมเหลวต่ำ    ถ้ากระแสไฟฟ้าเกินกำหนดหรือไฟฟ้า     ลัดวงจร  ฟิวส์จะขาดทำให้วงจรเปิด  ซึ่งเป็นการป้องกันอุบัติเหตุเพลิงไหม้
5.    ปลั๊กไฟฟ้า  เป็นส่วนเชื่อมจากสายไฟสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทต่างๆ  ประกอบด้วย  เต้าเสียบหรือปลั๊กตัวผู้และเต้ารับหรือปลั๊กตัวเมีย
6.   สวิตช์  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ปิดเปิดวงจรไฟฟ้า
7.   หลอดไฟ  เป็นอุปกรณ์ให้ความสว่าง

หน่วยและสัญลักษณ์ทางไฟฟ้า           โวลต์  ( v )  หมายถึง  แรงเคลื่อนหรือแรงดันไฟฟ้า  ซึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในบ้านเราจะเขียนว่า  220  v           

แอมแปร์  ( A )  หมายถึง  ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลไปตามสายไฟในเวลา  1  วินาที         


วัตต์  ( w )  หมายถึง  กำลังไฟฟ้า            ถ้าอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดใดมีกำลังวัตต์มาก  แสดงว่ากินไฟมาก  เราสามารถสังเกตจำนวนวัตต์และโวลต์ของเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ที่เครื่องทุกเครื่อง                     

DC  หมายถึง  ไฟฟ้ากระแสตรงที่ได้จากแบตเตอรี่หรือถ่านไฟฉาย


AC  หมายถึง  ไฟฟ้ากระแสสลับที่ได้จากไฟที่ใช้ตามบ้านเรือน

ประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้า
           พลังงานไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานรูปอื่นได้  อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านเรามากมายล้วนแต่ใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น
1.    เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทให้แสงสว่าง

2.    เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทให้ความร้อน

3.  เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทมอเตอร์หมุน

4.  เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทให้ความเย็น

5.    เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทวงจรอิเล็กทรอนิกส์                           

ปัจจุบันความต้องการใช้ไฟฟ้ามีมากขึ้น  ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติมี่มีจำกัดและไม่สามารถทดแทนได้  ลดลงอย่างรวดเร็ว  อาจก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกหรือมลพิษในอากาศอีกด้วย         ส่วนไฟฟ้าที่ได้จากพลังน้ำไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า  มักจะเกิดปัญหาเนื่องจากการสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำทำให้ต้องเสียพื้นที่ป่าไม้บางส่วนซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ       * วิธีที่ดีที่สุดคือการประหยัดไฟฟ้าและใช้เท่าที่จำเป็น นอกจากจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายแล้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย*



เอกสารอ้างอิง:  http://www.rmutphysics.com/CHARUD/OLDNEWS/112/index112.htm
http://variety.teenee.com/science/1833.html
http://www.cmw.ac.th/elibrary/fileselibrary/Science/oraphin001/index.html
http://school.obec.go.th/moung/faifa.htmhttp://www.maceducation.com/e-knowledge/2342203100/17.files/image001.jpg
http://www.school.net.th/library/create-web/10000/science/10000-6895/r2point%20charge.jpg
http://thapring.com/Pingpong_web/Elec_Chem/clip_image004.jpg
http://www.performax.co.th/images/stock/surge_sum.jpg
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 13, 2012, 05:46:53 AM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #182 เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2012, 05:31:48 AM »

บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
kraikrai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 24


« ตอบ #183 เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2012, 07:31:46 AM »

ทำชุดพ่วงโซลา่เซลล์จากแบตรี่2ก้อนให้หนึ่งชุด จ่าพอเพียง จุมพิตแบบภาพตัวอย่างที่ลงใว้ เอาเย็นนี้ทันไหมฝากใว้ที่ร้านขุนไกร

ยาก...  เวลาไม่พอ ที่จะทำและต้องจัดหาของทั้งหมดให้ทัน อย่างเร็วสุดเป็นสัปดาห์

ทุนจัดซื้อในระบบ ไม่รวมค่าติดตั้ง ไม่รวมชุดปั้ม และแบตฯ ทั้งหมด 12,000฿

ชุดสำเร็จพร้อมใช้งานสิ่งที่ต้องเตรียมมี สาย ไวริ่งคอนเน็คเตอร์ คอนโทรลสวิตซ์ โซล่าร์เพลท ไดโอด ปากคีบ และอุปกรณ์อื่นๆ หากรวมแบตฯแห้ง12V 100A 2ลูก รวมค่าแรงต่อระบบ แต่ไม่รวมค่าติดตั้ง 18,000฿


Liked By: yudhapol, TAWUN
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 13, 2012, 05:43:12 PM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #184 เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2012, 04:40:23 PM »

การต่ออนุกรมแผงเพื่อเพิ่มแรงดัน และการประยุกต์ใช้



การต่อขนานแผงเพื่อเพิ่มกระแสรวม แต่ไม่เพิ่มแรงดัน

 การต่อใช้งานโซล่าร์เซลล์แบบขนานแผงโดยไม่ใช้คอนโทรลชาร์ท เหมาะกับระบบที่ต้องใช้งานทุกวันอย่างต่อเนื่อง หากต่อแผงขนานร่วมกัน
จนได้กระแสรวมในระบบมากกว่า 10A แบตเตอรี่สำรองไฟควรมีความจุมากกว่า 100A เผื่อไว้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการชาร์จเกิน
 
การต่อแบบวงจรภาพด้านล่าง จะให้กระแสชาร์จสูง  แบตฯเต็มเร็วกว่าการต่อแบบวงจรภาพชุดบน
MONO40W  (out 20V 2.8A)  x2  =5A  ในหนึ่งวันผลิตกระแสชาร์จลงแบตฯได้สูงสุด 25A/ใช้แบตฯ 100A
MONO60W  (out 20V 4A)  x2  =7A     ในหนึ่งวันผลิตกระแสชาร์จลงแบตฯได้สูงสุด 35A/ใช้แบตฯ 100A
MONO100W(out 20V 5.4A)  x2 = 10A ในหนึ่งวันผลิตกระแสชาร์จลงแบตฯได้สูงสุด 50A/ใช้แบตฯ 100Ax2
MONO140W(out 20V 8A)  x2 = 16A   ในหนึ่งวันผลิตกระแสชาร์จลงแบตฯได้สูงสุด 80A/ใช้แบตฯ 100Ax2
 การใช้แผงโซล่าที่มีขนาดผลิตกระแสได้มากๆ การต่อแบบนี้อันตรายต่อแบตเตอรี่ จำเป็นต้องมีคอนโทรลชาร์ท
ย้ำ ภาพวงจรชุดล่างเหมาะกับระบบที่ต้องใช้งานทุกวันอย่างต่อเนื่อง ต้องใช้กระแสไฟออกให้สัมพันธ์กับกระแสที่ชาร์จเข้าแบตฯ
  การต่อใช้งานอาจจะแตกต่าง แต่หลักการการทำงานและการนำไปใช้งาน เหมือนกันหมด
      แบบข้างต้นเป็นระบบเล็กๆ กระแสไม่สูงมาก กระแสที่ได้ในแต่ล่ะวันไม่มากพอจะทำให้เกิดการชาร์จประจุแบตฯเกินแน่นอน  แต่ที่สำคัญ ระบบต้องมีการใช้ไฟสัมพันธ์กับไฟที่ประจุเข้าแบตฯ  ส่วนวันหนึ่งๆจะต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง กินไฟมากน้อยแค่ใหน ยกตัวอย่างเช่น MONO60W (out 20V 4A) x2 =7A ในหนึ่งวันผลิตกระแสชาร์จลงแบตฯได้สูงสุด 35A หากใช้แบตฯ 120A 1ลูก หากสภาพแบตฯ 100% ก็ต้องใช้เวลาสามวันกว่าแบตฯจะเต็ม แต่ถ้าหากเพิ่มแบตฯเผื่อไว้ 2หรือ4ลูกยิ่งนานเข้าไปอีก หากในกิจกรรมการใช้ไฟฟ้าใน 24ชั่วโมง ไฟฟ้าถูกใช้ไป 400-500Wจะพอดีกับกระแสที่ชาร็จเข้าในแต่ล่ะวันทำให้แบตฯไม่มีวันเต็ม    แต่ หากใช้ไฟเกิน 500Wขึ้นไป ไฟก็จะไม่พอใช้ ต้องเพิ่มแผง เพิ่มแบตฯ     แต่หากการใช้ไฟไม่มาก นานๆครั้ง ไม่พอดีกับกระแสที่ชาร์จเข้า ก็ควรติดตั้งคอนโทรลชาร์จให้ระบบราคาไม่กี่บาท     การต่อวงจรแบบใช้อุปกรณ์ในระบบน้อยชิ้น ตัดอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นออกข้อดีคือ ลดปัญหาที่อาจจะเกิดจากการบกพร่องของตัวอุปกรณ์เอง   ยิ่งมีจุดต่อหรืออุปกรณ์ในระบบหลายจุด โอกาสที่อุปกรณ์ต่อร่วมจะเสียทำให้ระบบทำงานไม่ได้ก็มีมากเช่นกัน ยิ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ผู้ใช้แก้ไขเองไม่เป็น การตามช่างมาแก้ไข การจัดหาอุปกรณ์มาเปลี่ยนซ่อมไม่สะดวกแน่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 13, 2012, 05:17:01 PM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
sontaya4782
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 264


« ตอบ #185 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2012, 09:45:59 AM »

ฟาร์มนี้อยู่อำเภออะไรของอุบลครับ พี่เขยผมกำลังลงสวนยางที่อ.ศรีะเมืองใหม่ได้ 2 ปีแล้วครับ อีกอย่างผมก็เปิดร้านมือถือใน อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ  อาชีพเดียวกัน ใจรักเกษตรกร เผื่อแบ่งปันข้อมูลกันนะครับ  ยิงฟันยิ้ม


Liked By: yudhapol, TAWUN
บันทึกการเข้า
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #186 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2012, 07:07:33 AM »

อำเภอกุดข้าวปุ้นครับ ยังไม่ใช่ฟาร์ม เป็นแค่พื้นที่ปลูกสะสมพันธุ์ไม้สวนขนาดเล็ก ปลูกสะสมไว้กิน และขยายพันธุ์ขายในอนาคต


Liked By: yudhapol, TAWUN
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 25, 2012, 05:45:56 AM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #187 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2012, 10:56:19 AM »







ไฟส่งทางเดิน ภาพจากไร่กนกนวล ต้องขอชมคนออกแบบ ดูง่ายๆ แต่สวย สะดวกใช้งาน
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=64444.msg1435952#msg1435952
บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #188 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2012, 04:52:21 PM »

ไฟฟ้ามีอยู่หลายอย่าง ฟ้าผ่าก็เป็นไฟฟ้าชนิดหนึ่งเรียกว่าไฟฟ้าสถิต การส่องสว่างของหลอดกลม การส่งกระแสประสาทล้วนแล้วแต่เป็นไฟฟ้าทั้งสิ้น ไฟฟ้าอยู่รอบตัวเรา การควบคุมไฟฟ้าสร้างเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ทั้งเตาไมโครเวฟ กระทะไฟฟ้า เตารีด และคอมพิวเตอร์ ทำให้เรามีความสะดวกสบายมีความทันสมัย เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และเข้าใจหลักการทำงานของไฟฟ้าเพื่อที่เราจะใช้ไฟฟ้าเพื่อความสะดวกสบายอย่างปลอดภัย บทนี้เราจะแนะนำเกี่ยวกับไฟฟ้าสถิต ควรอ่านเรียงตามลำดับตั้งแต่บทไฟฟ้าสถิต ไฟฟ้ากระแสตรง ไฟฟ้ากระแสสลับ และแม่เหล็กไฟฟ้า การลัดขั้นตอนจะทำให้เกิดความสับสน ถ้าทำความเข้าใจอย่างถี่ถ้วนไปทีละหัวข้อจะทำให้เข้าใจไฟฟ้าได้ดีเยี่ยม
 
การทดลองไฟฟ้าสถิต
แรงไฟฟ้า (Electrical Forces)
วัตถุทุกอย่างในจักรวาลประกอบขึ้นมาจากอิเล็กตรอนประจุลบและโปรตอนประจุบวก (มีนิวตรอนด้วยแต่นิวตรอนไม่มีประจุจึงไม่เอามาคิด) ถ้าอะตอมมีประจุอยู่ชนิดเดียวจะมีแรงไฟฟ้าผลักกันอย่างเดียววัตถุก็จะไม่สามารถจับตัวเป็นก้อนได้ แต่ถ้ามีแต่แรงไฟฟ้าดูดกันของประจุต่างชนิดกันอย่างเดียวจะทำให้ทุกวัตถุทั้งจักรวาลจะรวมกันเป็นก้อนเดียว ความจริงคือในธรรมชาติมีทั้งแรงไฟฟ้าดูดและแรงไฟฟ้าผลักทำให้เกิดความสมดุลอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้
 

 a ประจุชนิดเดียวกันจะผลักกัน b ประจุต่างชนิดกันจะดูดกัน

เนื่องจากอะตอมในสภาวะปกติเป็นกลางทางไฟฟ้า เมื่ออะตอมตั้งแต่สองอะตอมขึ้นไปมาจับกันเป็นโมเลกุลจะได้โมเลกุลที่เป็นกลางทางไฟฟ้า และเมื่อโมเลกุลนับล้านๆโมเลกุลมาจับกันเป็นวัตถุก็จะได้วัตถุที่เป็นกลางทางไฟฟ้าด้วย

ประจุไฟฟ้า (Electric Charges)
ประจุบวกและประจุลบหมายถึงประจุไฟฟ้าซึ่งเป็นปริมาณพื้นฐานทางไฟฟ้า ประจุบวกของวัตถุคือโปรตอน และประจุลบของวัตถุคืออิเล็กตรอน อันตรกิริยาระหว่างประจุทั้งสองเกิดขึ้นในอะตอม เมื่ออะตอมสองอะตอมมาอยู่ใกล้กันแรงผลักและแรงดึงระหว่างอะตอมจะไม่สมดุล
ทำให้เกิดการจับตัวเป็นโมเลกุล ซึ่งแรงระหว่างอะตอมในโมเลกุลเป็นแรงไฟฟ้า
จะเป็นได้ว่าไฟฟ้านั้นสัมพันธ์กับอะตอมอย่างมาก ดังนั้นก่อนอื่นต้องศึกษาเรื่องอะตอมเสียก่อน นี่คือข้อเท็จจริงบางอย่างเกี่ยวกับอะตอม
1.ทุกอะตอมมีโปรตอนประจุบวกกลางอะตอมและมีอิเล็กตรอนประจุลบอยู่รอบ
2. อิเล็กตรอนทุกตัวเหมือนกันทุกประการคือมีประจุเท่ากัน มีมวลเท่ากัน
3. โปรตอนและนิวตรอนรวมกันได้นิวเคลียสที่ใจกลางอะตอม โปรตอนมีมวลมากกว่าอิเล็กตรอน 1,800 เท่า แต่มีประจุเท่าๆกับอิเล็กตรอนแต่เป็นประจุบวก นิวตรอนมีมวลเท่าๆกับโปรตอนแต่ไม่มีประจุ
4. โดยทั่วไปอะตอมมีจำนวนอิเล็กตรอนเท่ากับโปรตอน ดังนั้นอะตอมจึงมีประจุเป็นกลาง
ทำไมโปรตอนไม่ดึงอิเล็กตรอนมายังนิวเคลียส? เราอาจคิดไปว่าเหมือนกับการที่ดวงดาวโคจรรอบดวงอาทิตย์ แล้วไม่ถูกแรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์ดึงเข้าไปเนื่องจากแรงหนีศูนย์กลางเนื่องจากการโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้น เราต้องอธิบายด้วยวิธีการที่ต่างออกไป
เมื่อนิวเคลียสถูกค้นพบเมื่อปี 1911 นักวิทยาศาสตร์รู้ว่าอิเล็กตรอนไม่ได้โคจรรอบนิวเคลียสเหมือนที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ถ้าอธิบายการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนเหมือนกับการเคลื่อนที่ของดวงดาวตามทฤษฏีกลศาสตร์ดั่งเดิมอิเล็กตรอนต้องโคจรเป็นเกลียวมายังนิวเคลียสภายในเวลา  วินาที แล้วก็ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา
ดังนั้นจำเป็นต้องอาศัยทฤษฏีควันตัม เรายังใช้ความรู้เดิมเรื่องการหมุนแต่เราใช้ในรูปของคำว่า ชั้นพลังงาน ซึ่งอธิบายว่าอิเล็กตรอนโคจรเป็นรูปทรงกลมรอบนิวเคลียส ทุกวันนี้เราอธิบายว่าอิเล็กตรอนมีลักษณะเป็นคลื่น และอาศัยพื้นที่อยู่ตามความยาวคลื่น ในเรื่องที่ 5 อะตอมเราจะมาดูกันว่าเราสามารถทำนายขนาดของอะตอมได้จากขนาดเล็กสุดของวงโคจรรูปทรงกลมของอิเล็กตรอน

กฎการอนุรักษ์ประจุ (Conservation of Charge)
อะตอมในสภาวะปกติมีจำนวนอิเล็กตรอนเท่ากับโปรตอนดังนั้นจึงมีประจุเป็นกลาง ถ้าเอาอิเล็กตรอนออกไป
จากอะตอมจะทำให้อะตอมมีประจุเป็นบวกเนื่องจากมีประจุบวกของโปรตอนมากกว่าประจุลบของอิเล็กตรอน อะตอมที่มีประจุเราเรียกว่าอิออน อิออนบวกมีประจุบวกมากกว่าประจุลบ และอิออนลบมีประจุลบมากกว่าประจุบวก
แม้ว่าอิเล็กตรอนจะอยู่ใกล้นิวเคลียส อิเล็กตรอนที่อยู่วงในใกล้นิวเคลียสจะมีอยู่ชิดนิวเคลียสมาก ในทางตรงกันข้ามอิเล็กตรอนที่วงนอกสุดอยู่ห่างจากนิวเคลียสมากและหลุดออกจากอะตอมได้ง่าย ต้องทำงานเท่าไรจึงจะเอาอิเล็กตรอนออกจากอะตอมจากอะตอมของวัตถุหนึ่งไปอีกวัตถุหนึ่งได้ อิเล็กตรอนอยู่แน่นกับหวีมากกว่าผม ดังนั้นเมื่อหวีผมอิเล็กตรอนจะหลุดจากหวีไปผม หวีจึงมีประจุลบส่วนผมก็เปลี่ยนเป็นประจุบวก อีกตัวอย่างคือท่อพลาสติกถูกับผ้าไหม ท่อจะเป็นประจุบวกส่วนผ้าไหมจะเป็นประจุลบ
เราควรจำไว้อย่างหนึ่งว่า เราไม่สามารถสร้างหรือทำลายประจุได้ ประจุเพียงแต่ถ่ายทอดจากวัตถุหนึ่งไปอีกวัตถุเท่านั้น เราจึงเรียกว่าการอนุรักษ์ประจุ ซึ่งหลักการนี้เป็นหนึ่งในเสาหลักของวิชาฟิสิกส์ เช่นเดียวกับการอนุรักษ์พลังงานและการอนุรักษ์โมเมนตัม
ประจุอิเล็กตรอนไม่สามารถแบ่งส่วนได้ หมายความว่าจำนวนอิเล็กตรอนจะเป็นจำนวนเต็มเสมอ

กฎของคูลอม (Coulomb's Law)
แรงไฟฟ้าเหมือนแรงโน้มถ่วงตรงที่ แรงไฟฟ้าลดลงเมื่อระยะห่างระหว่างประจุกำลัง 2 เพิ่มขึ้น ความจริงนี้ถูกค้นพบโดย คาเลส คูลอม ในศตวรรษที่ 18 ซึ่งเรียกว่า กฎของคูลอม
ซึ่งกล่าวว่า ประจุสองประจุซึ่งเล็กว่าระยะทางระหว่างประจุ จะมีค่าแรงไฟฟ้าลดลงเป็นระยะทางกำลัง 2 แรงไฟฟ้าเป็นเส้นตรงจากประจุหนึ่งไปอีกประจุหนึ่ง กฎของคูลอมมี r เป็นระยะระหว่างประจุ   คือขนาดของประจุที่ 1   คือขนาดของประจุที่ 2 และ k คือค่าคงที่

หน่วยของประจุคือ คูลอม แสดงด้วยอักษร C ซึ่ง 1 C มีค่าเท่ากับประจุของอิเล็กตรอนจำนวน 6.25 พันล้าน พันล้าน อิเล็กตรอน ดูตัวเลขมากมาย แต่ความจริงแล้วเป็นจำนวนประจุที่ทำให้หลอดไฟเล็กๆขนาด 100 watt สว่างได้ภายในเวลา 1 s
ค่า k มีค่ามาก ถ้าเทียบกับค่า G จะเห็นว่าค่า G มีค่าน้อยมาก


ข้อแตกต่างระหว่างแรงโน้มถ่วงและแรงไฟฟ้าคือแรงไฟฟ้ามีทั้งผลักและดึง ส่วนแรงโน้มถ่วงมีแต่ดึงอย่างเดียว

ตัวนำและฉนวน (Conductors and Insulators)



วัตถุที่มีอิเล็กตรอนวงนอก เคลื่อนที่อย่างอิสระในไปบนเนื้อสารเราวัตถุนี้ว่าตัวนำ ซึ่งวัตถุเหล่านี้จะเป็นตัวนำความร้อนที่ดีอีกด้วยตัวอย่างเช่น เหล็ก ทองแดง เงิน เป็นต้น
วัตถุที่ไม่มีอิเล็กตรอนอิสระเนื่องจากอิเล็กตรอนวงนอกยึดติดแน่นกับอะตอม เราเรียกวัตถุนี้ว่า ฉนวน ซึ่งวัตถุเหล่านี้จะเป็นฉนวนความร้อนที่ดีอีกด้วย ตัวอย่างเช่น พลาสติก แก้ว ไม้ เป็นต้น



สารกึ่งตัวนำ (Semiconductors)

 สารกึี่งตัวนำซิลิกอนนำมาใช้ทำซีพียูคอมพิวเตอร์

วัตถุบางอย่างเช่น ซิลิกอน และ เจอมันเนียม มีสมบัติเป็นทั้งตัวนำที่ดีและฉนวนที่ดี ซิลิกอนโดยปกติแล้วเป็นตัวนำที่ดี แต่ถ้าเราเจอปนอะตอมธาตุอื่นลงไป 1 ใน 10 ล้านอะตอม ซิลิกอนจะมีลักษณะเป็นทั้งตัวนำและฉนวน เราจึงเรียกว่า สารกึ่งตัวนำ
ชั้นบางๆของสารกึ่งตัวนำมาวางซ้อนกันสร้างเป็นทรานซิสเตอร์ ซึ่งใช้ควบคุมกระแสในวงจรไฟฟ้า เราใช้ทรานซิสเตอร์อย่างกว้างขวางตั้งแต่หาสัญญาณวิทยุในเครื่องเล่นวิทยุจนถึงสร้างคอมพิวเตอร์ ด้วยสมบัติที่ทำงานได้เร็วมีขนาดเล็กและกินไฟฟ้าน้อยมาก ทำให้ทรานซิสเตอร์มีประสิทธิภาพสูงและนำยมอย่างมากในปัจจุบัน

สารกึ่งตัวนำกับการถ่ายเอกสาร
 
 ขั้นตอนการทำงานของเครื่องถ่ายเอกสาร

เราอาศัยหลักการทำงานของสารกึ่งตัวนำซีลีเนียมบนลูกกลิ้งในแท่นพิมพ์ ทำงานร่วมกับไฟฟ้าสถิตซึ่งมีหน้าที่สำคัญในกระบวนการถ่ายเอกสาร
1.ขั้นตอนแรก ลูกกลิ้งที่อยู่ด้านในเครื่องถ่ายเอกสารจะถูกเหนี่ยวนำให้เกิดไฟฟ้าสถิต
2. จากนั้นแสงไฟจะฉายลงบนรูปภาพที่ต้องการถ่ายเอกสารและสะท้อนกลับมายังลูกกลิ้ง ซึ่งปริมาณของประจุไฟฟ้าจะลดลงในบริเวณได้รับแสง เนื่องจากซีลีเนียมบนลูกกลิ้งจะนำไฟฟ้าเมื่อรับแรงทำให้ประจุกระจายไปหมด
3.ประจุไฟฟ้าบนลูกกลิ้งจะถูกจัดเรียงใหม่ทำให้เกิดส่วนที่มืดและส่วนที่สว่าง จากนั้นผงหมึกพิมพ์ที่กระจายอยู่บนลูกกลิ้งจะติดเข้ากับบริเวณที่มีประจุไฟฟ้าเท่านั้น
4. หมึกพิมพ์ถูกส่งผ่านจากลูกกลิ้งไปยังกระดาษ
5. โดยมีลูกกลิ้งร้อนสองอันประกบทำให้แห้ง นำกระดาษไปใช้งานได้

ตัวนำยิ่งยวด (Superconductors)
โดยปกติแล้วตัวนำยังมีความต้านทานเล็กน้อย วัตถุบางประเภทจะมีความต้านทานลดลงจนไม่มีความต้านทานเลย เมื่อมีอุณหภูมิลดลง เราเรียกสารนี้ว่า ตัวนำยิ่งยวด ซึ่งสามารถนำไฟฟ้าได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดเนื่องจากไม่มีความต้านทาน ไม่สูญเสียพลังงานไปเป็นความร้อน
ตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิใกล้เคียงศูนย์องศาสัมบูรณ์ ค้นพบเมื่อปี 1991 และค้นพบตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิสูงคือสูงกว่าองศาสัมบูรณ์ 100 K ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว่างขวางไม่ว่าจะเป็นการสร้าง เครื่องเร่งอนุภาค เครื่องถ่ายภาพอวัยวะภายใน NMR และรถไฟฟ้าซึ่งวิ่งอยู่เหนือราง

การชาร์ตประจุ (Charging)
เราเปลี่ยนสมบัติวัตถุโดยการถ่ายทอดอิเล็กตรอนจากที่วัตถุหนึ่งไปอีกวัตถุหนึ่ง ด้วยการถูหรือการนำวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าไปอยู่ใกล้เพื่อเหนี่ยวนำไฟฟ้า

การชาร์ตไฟฟ้าด้วยการเสียดสีและการสัมผัส (Charging by Friction and Contact)
ในช่วงฤดูหนาวเราสังเกตว่ามีเสียงเปราะแปะเวลาเราหวีผม หรือใส่เสื้อไหมพรม เมื่อเราเอาไม้บรรทัดถูกับผมของเราปรากฏว่ามันสามารถดูดกระดาษชิ้นเล็กๆได้ ปรากฏการเหล่านี้เกิดจากไฟฟ้าสถิตซึ่งเกิดจากการแลกเปลี่ยนประจุด้วยการเสียดสี
เราสามารถถ่ายทอดประจุจากวัตถุที่มีประจุไปถึงวัตถุที่เป็นกลางได้ง่ายๆด้วยการสัมผัส เช่น เอาหวีซึ่งมีประจุลบไปแต่กับเหล็ก ประจุจะกระจายไปทั่วผิวโลหะเนื่องจากเหล็กเป็นตัวนำ
แต่ถ้าเราเอาหวีไปสัมผัสฉนวนเช่นแก้วประจุจะกระจุกตัวอยู่บริเวณที่หวีสัมผัส เนื่องจากแก้วเป็นฉนวน
 
 นี่แหละสปาร์กกันของจริง อิอิ

การชาร์ตด้วยการเหนี่ยวนำ (Charging by Induction)
ถ้าเราเอาวัตถุที่มีประจุ มาเหนี่ยวนำใกล้กับวัตถุที่เป็นตัวนำจะทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของประจุ โดยไม่มีการสัมผัสกันระหว่างวัตถุ ดูที่โลหะทรงกลม A และ B
 
 ทดลองชาร์ตด้วยการเหนี่ยวนำ
(a) โลหะ A และ B เป็นกลางทางไฟฟ้า (b) ประจุลบวิ่งมายัง B ส่วนด้าน A เป็นประจุบวก
(c) นำ A และ B ออกห่างกัน (d) โลหะ A เป็นประจุ + และโลหะ B เป็นประจุ - โลหะทั้งสองมีประจุขนาดเท่ากันแต่คนละชนิด ซึ่งการทำลักษณะนี้คือชาร์ตด้วยการเหนี่ยวนำ
อีกวิธีคือการเหนี่ยวนำด้วยการเอาวัตถุที่มีประจุไปสัมผัสวัตถุ เช่น เอาวัตถุที่มีประจุลบไปสัมผัสกับลูกบอลโลหะที่แขวนห้อยลงมาด้วยเชือกที่เป็นฉนวน
 
ฟ้าผ่าเกิดจากการเหนี่ยวนำระหว่างเกิดพายุฝน ประจุลบด้านล่างของก้อนเมฆเหนี่ยวนำกับประจุบวกที่พื้นดินเกิดเป็นฟ้าผ่า เบนจามิน แฟลงคิน (Benjamin Franklin) เป็นคนแรกที่สาธิตการทดลองเล่นว่าวเพื่อล่อฟ้าผ่าเพื่อพิสูจน์ว่าฟ้าผ่าเป็นไฟฟ้า ฟ้าผ่าเป็นการแลกเปลี่ยนประจุกันระหว่างก้อนเมฆก้อนที่มีประจุต่างกัน หรือระหว่างก้อนเมฆกับพื้นดิน
แฟลงคินยังสังเกตอีกว่าไฟฟ้าจะออกหรือรับจากส่วนที่เป็นปลายแหลมได้ดีกว่าส่วนอื่นของวัตถุ จึงนำหลักการนี้มาสร้างสายล่อฟ้า เพื่อเอาไปติดตั้งไว้บนตึกสูงแล้วต่อสายจากสายล่อฟ้าไปยังสายดิน เพื่อป้องกันฟ้าผ่าใส่อาคารซึ่งอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้

โพลาไรเซชันของประจุ (Charge Polarization)
ถ้าเราเหนียวนำตัวนำตัวนำด้วยการล่อด้วยวัตถุที่มีประจุตัวนำนั้นจะวิ่งเข้าหาวัตถุที่มีประจุเนื่องจากตัวนำมีอิเล็กตรอนอิสระทำให้สามารถเคลื่อนที่ไปอีกฝั่งของตัวนำได้ ในกรณีวัตถุที่เป็นฉนวนเราก็สามารถใช้วัตถุมีประจุดูดฉนวนได้เช่นกัน แม้ว่าจะไม่มีอิเล็กตรอนอิสระ อะตอมของฉนวนยังอยู่ตำแหน่งเดิมแต่อิเล็กตรอนจะถูกดูดให้โน้มไปด้านไดด้านหนึ่งได้ เรียกว่าการโพลาไรเซชันของประจุ ทำให้ฉนวนเคลื่อนที่เข้าหาวัตถุมีประจุ
 
ถ้าวัตถุมีประจุเป็นประจุลบ อะตอมจะหันด้านบวกเข้าหาวัตถุมีประจุ เราสามารถอธิบายเมื่อเราถูไม้บรรทัดกับผมแล้วเอาไปล่อกระดาษ แล้วกระดาษถูกดูดมาติดไม้บรรทัด เนื่องจากอะตอมของกระดาษเกิดการโพลาไรเซชัน ประจุลบของไม้บร&
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 27, 2012, 04:58:54 PM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
may kanoknual
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 311


''ลิขิตฟ้า หรือจะสู้ มานะตน"


« ตอบ #189 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2012, 04:56:07 PM »







ไฟส่งทางเดิน ภาพจากไร่กนกนวล ต้องขอชมคนออกแบบ ดูง่ายๆ แต่สวย สะดวกใช้งาน
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=64444.msg1435952#msg1435952


งามค่ะ คนทำเก่งจัง 5555+

 ยิงฟันยิ้ม  เห็นด้วย อย่างยิ่ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 27, 2012, 05:03:48 PM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #190 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2012, 05:02:31 PM »


วงจรไฟฟ้า (Electric Circuits)
วงจรไฟฟ้าจะครบวงจรมีกระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้ต้องไม่มีช่องว่างขาดจากกัน เราอาศัยสวิทปิดเปิดวงจรด้วยการสับสวิทให้ไฟฟ้าครบวงจรและยกสวิทขึ้นเพื่อตัดวงจรไม่ให้กระแสไหลผ่าน อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่อเข้ากับวงจรสามารถต่อได้ 2 วิธีคือ ต่อแบบอนุกรม และ ต่อแบบขนาน ดังนี้

วงจรแบบอนุกรม (Series Circuits)
วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย มีหลอดไฟสามหลอดต่อเรียงกัน(อนุกรมกัน)แล้วต่อกับถ่านไฟฉาย กระแสไฟฟ้าที่ผ่านหลอดไฟทั้งสามหลอดมีขนาดเท่ากัน หลอดไฟจะสว่างมากขึ้นถ้าเพิ่มกระแสให้มากขึ้น อิเล็กตรอนจำนวนหนึ่งเคลื่อนที่ไฟตามสายไฟ เลี้ยงหลอดไฟ และไหลผ่านถ่านไฟฉาย ถ้าหลอดไฟอันไดอันหนึ่งขาดหลอดไฟทั้งหมดจะดับลง


 วงจรแบบอนุกรม

คุณสมบัติของการต่ออุปกรณ์แบบอนุกรมมีดังนี้
 1. กระแสที่ผ่านอุปกรณ์ทุกตัวมีค่าเท่ากัน
 2. ความต้านทานรวมของวงจรคือผลบวกของตัวต้านทานทั้งหมดในวงจร
 3. กระแสของวงจรมีค่าเท่ากับความต่างศักดิ์ของแหล่งจ่ายไฟหารด้วยความต้านทานรวม
 4. ความต่างศักดิ์ตกคร่อมแต่ละอุปกรณ์ในการต่อแบบอนุกรมมีค่าลดลงจากความต่างศักดิ์จากแหล่งจ่ายไฟฟ้า
 5. ผลรวมของความต่างศักดิ์ตกคร่อมของอุปกรณ์ทุกตัวเท่ากับความต่างศักดิ์จากแหล่งจ่ายไฟฟ้าหลัก
 6. ความต่างศักดิ์ตกคร่อมอุปกรณ์แต่ละตัวลดลงตามกฎของโอห์ม เนื่องจากพลังงานจะลดลงเมื่อกระแสที่เท่ากันผ่านความต้านทานสูง
ข้อเสียของการต่อแบบอนุกรมคือเมื่อหลอดไฟหลอดไดหลอดหนึ่งขาดจะทำให้หลอดไฟทั้งวงจรขาดด้วย ดังนั้นการต่อไฟฟ้าตามบ้านเรือนจึงต่อแบบขนาน

วงจรแบบขนาน (Parallel Circuits)
วงจรขนานอย่างงายแสดงในรูปที่ 2.8 หลอดไฟสามหลอดต่อกับจุด 2 จุด A และ B เรียกว่าการต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าแบบขนาน ถ้าหลอดไฟหลอดไดหลอดหนึ่งขาดหลอดที่เหลือก็ยังสว่างต่อได้


วงจรแบบขนาน

คุณสมบัติของการต่ออุปกรณ์แบบขนานมีดังนี้
 1. ความต่างศักดิ์ตกคร่อมอุปกรณ์ที่ขนานกันมีค่าเท่ากัน
 2. ยิ่งต่อแบบขนานมากความต้านทานรวมของวงจรยิ่งน้อยลง
 3. ความต่างศักดิ์ของวงจรเท่ากับความต่างศักดิ์ของแหล่งจ่ายไฟฟ้า
 4. กระแสผ่านอุปกรณ์แต่ละตัวจะมีค่าลดลงจากกระแสในวงจรหลักเนื่องจากมีการแยกกระแสออกหลายทาง ยิ่งอุปกรณ์ที่มีความต้านทานมากกระแสจะลดต่ำลง
 5. ผลรวมของกระแสทุกแขนงเท่ากับกระแสหลักของวงจร
 6. กระแสผ่านอุปกรณ์แต่ละตัวลดลงตามกฎของโอห์ม เนื่องจากกระแสจะลดลงเมื่อความต่างศักดิ์ที่เท่ากันผ่านความต้านทานสูง

วงจรแบบขนานและกระแสไฟเกิน (Parallel Circuits and Overloading)
เราเดินไฟฟ้าตามบ้านเรือนด้วยเส้นไฟฟ้าหลัก 2 เส้น แล้วต่ออุปกรณ์ไฟฟ้ากันแบบขนาน ยิ่งเราต่อมากความต้านทานรวมของทั้งวงจรลดลงทำให้กระแสไฟเกินจนอาจเกิดเพลิงไหม้ได้ ดังนั้นจึงต้องต่อฟิวส์เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า

ฟิวส์ (Safety Fuses)
เพื่อป้องกระแสเกินในวงจรซึ่งอาจทำให้อุปกรณ์ไหม้ได้ เราจึงต้องใช้ฟิวส์เพื่อตัดไฟฟ้าเมื่อมีกระแสไฟเกิน หลักการทำงานก็คือฟิวส์เป็นลวดตัวนำที่จะหลอมตัวเองขาดออกเมื่อมีกระแสไฟฟ้าเกินกว่าค่าคงที่ค่าหนึ่ง เช่น ฟิวส์ขนาดกระแส 20 แอมแปร์ จะสามารถส่งกระแสที่มากกว่าหรือเท่ากับ 20 แอมแปร์ได้แต่ถ้าเกินก็จะหลอมขาดออกทำให้หยุดการจ่ายไฟฟ้าเนื่องจากฟิวส์ขาด กรณีที่จะมีกระแสไฟฟ้าเกินได้อย่างเช่น ไฟรั่ว กระแสไฟฟ้าลัดวงจร หรือไฟชอต เป็นต้น ถ้ามีฟิวส์ก็จะช่วยรักษาชีวิตของคนที่ถูกไฟชอตได้ แต่ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่ทำงานได้ดีกว่าฟิวส์คือเบรกเกอร์ หรือที่เราคุ้นหูในชื่อยี่ห้อ เซฟทีคัต อาศัยการทำงานของแม่เหล็กกับเทอร์โมสเตต (หาความรู้เพิ่มเติมได้ในเรื่องที่ 4 บทที่ 4 อุณหภูมิความร้อน) เบรกเกอร์ทำงานได้ดีกว่าฟิวส์เพราะว่าถ้ามีไฟชอตก็จะมีการตัดไฟได้ทันที อีกอย่างคือเมื่อเริ่มใช้งานใหม่ก็เพียงกดปุ่มเริ่มทำงานไม่ต้องตัดสะพานไฟ(คัตเอ้า)เพื่อตัดไฟของทั้งบ้าน แล้วเอาลวดตะกั่วไปเปลี่ยนฟิวส์เหมือนในสมัยก่อน เมื่อก่อนสมัยเด็กครูเป็นคนถือเทียนให้พ่อเวลาพ่อเปลี่ยนฟิวส์ ต่อมาก็เปลี่ยนมาใช้เบรกเกอร์แทน รู้สึกว่าปลอดภัยขึ้นมาก
บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #191 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2012, 02:05:30 AM »
























เก็บเครื่องมือ หลังงานเสร็จ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 29, 2012, 02:08:30 AM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 [12] 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 ... 49   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: