หน้า: 1 ... 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 [20] 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 ... 49   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สวนไผ่สุนนท์กุล $ พลังงานและการประยุกต์ใช้เพื่อเกษตรกร (เริ่ม 16-5-54)  (อ่าน 422945 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #304 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 02:19:02 AM »

ธาตุอาหารที่ต้นข้าวต้องการต่อผลผลิตข้าวเปลือก 1000Kg/ไร่       

ธาตุอาหาร              ธาตุอาหารรวม  
ไนโตรเจน(N)                       22.2Kg
ฟอสฟอรัส(P2O5)                   7.1Kg
โพแทสเซียม(K2O)                31.6Kg
แมกนีเซียม(MgO)                   4.0Kg
แคลเซียม(CaO)                   3.94Kg
กำมะถัน(S)                        0.94Kg
เหล็ก(Fe)                            350g
แมงกานีส(Mn)                       370g
สังกะสี(Zn)                            40g
ทองแดง(Cu)                          27g
โบรอน(B)                             32g
ซิลิก้า(Si)                         51.7Kg
คลอรีน(Cl)                        59.2Kg





ถอดข้อมูลจากตารางข้างต้นไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือเปล่า

ขี้หมู 1000กิโลกรัม  จะได้ธาตุหลัก ตามนี้
ไนโตรเจน(N)= 26.9Kg            ฟอสฟอรัส(P)=   32.4Kg           โพรแตสเซี่ยม(K)=11.2Kg
(เทียบจากตาราง  ขี้หมูที่น้ำหนัก 100Kg =ไนโตรเจน(N)2.69kg    ฟอสฟอรัส(P)3.24kg   โพรแตสเซี่ยม(K)1.12kg)   

ขี้ไก่ 1000กิโลกรัม  จะได้ธาตุหลัก ตามนี้
ไนโตรเจน(N)= 25.8Kg             ฟอสฟอรัส(P)= 19.6Kg           โพรแตสเซี่ยม(K)= 22.9Kg
(เทียบจากตาราง ขี้ไก่ที่น้ำหนัก 100Kg =ไนโตรเจน(N) 2.58kg   ฟอสฟอรัส(P)1.96kg   โพรแตสเซี่ยม(K)2.29kg)

ขี้ควาย 1000กิโลกรัม  จะได้ธาตุหลัก ตามนี้
ไนโตรเจน(N)= 13.6Kg              ฟอสฟอรัส(P)= 5.1Kg              โพรแตสเซี่ยม(K)= 17.1Kg
(เทียบจากตาราง  ขี้ควายเนื้อที่น้ำหนัก 100Kg =ไนโตรเจน(N) 1.36kg    ฟอสฟอรัส(P)0.51kg    โพรแตสเซี่ยม(K)1.71kg)
สังเกตได้ว่าธาตุอาหารพืขไม่สมดุลตามต้องการ


ปีนี้ เบิกนาใหม่ทั้งหมด 22ไร่(ถือว่าหน้าดินเดิมไม่เหลือเลยแล้วกัน) ผมมีขี้ควายในคอกอยู่ 3ตัน มีขี้ไก่ผสมแกลบ 0.5ตันโดยประมาณ
หากต้องซื้อมูลสัตว์เพิ่ม แถวบ้านผม คงพอหาได้แค่ขี้ไก่แกลบ หรือขี้หมูที่พอจะหาซื้อเพิ่มได้

ฉนั้นถ้า ต้องการข้าวเปลือก 1ตัน/ไร่ ผมต้องเอาค่าธาตุอาหารแต่ล่ะตัว คูณด้วย(พื้นที่)22ไร่

ชื่อธาตุอาหาร           ธาตุอาหารรวม    ผลคูณด้วย(พื้นที่)22ไร่  
ไนโตรเจน(N)                       22.2Kg                  488.4Kg
ฟอสฟอรัส(P2O5)                   7.1Kg                  156.2Kg
โพแทสเซียม(K2O)                31.6Kg                  695.2Kg
แมกนีเซียม(MgO)                   4.0Kg                     88Kg
แคลเซียม(CaO)                   3.94Kg                  86.68Kg
กำมะถัน(S)                        0.94Kg                  20.68Kg
เหล็ก(Fe)                            350g                    7.7Kg
แมงกานีส(Mn)                       370g                   8.14Kg
สังกะสี(Zn)                            40g                    880g
ทองแดง(Cu)                          27g                   594g
โบรอน(B)                             32g                     704g
ซิลิก้า(Si)                         51.7Kg                 1137.4Kg
คลอรีน(Cl)                        59.2Kg                1302.4Kg

ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 คิดจาก 100 กก.= ดังนั้น ใน 1กระสอบ(50Kg) จะมี N=8   P=4   K=4
นั้นไงเอาสูตรคิดแต่อาหารหลัก NPK มาคำนวนกันอีกแล้ว  รู้ไหมธาตุอาหารรองและจุลธาตุที่ติดมาด้วยเอาไปทิ้งไว้ไหน
จากสูตรที่คิดเอาขี้หมู ขี้ไก่ และขี้วัวเนื้อมาหมักรวมกันรู้ไหมว่าจุลธาตุที่ติดมาด้วยมีจำนวนเกินความต้องการของพืช(เป็นพิษ)
และทำให้ดินขาดความสมดุลของธาตุอาหารจึงเกิดโรคพืชขึ้นไงครับ

ไนโตรเจน(N)=  66.3Kg รู้ไหมจะต้องใช้ธาตุโมลิบดีนั่มกี่กรัม 
ธาตุโมลิบดีนั่ม คืออะไรฮืม
      
ฟอสฟอรัส(P)= 57.1Kg  รู้ไหมต้องใช้ธาตุแมกนีเซียมกี่กรัม
เมื่อ(P)7.1Kg=(MgO)4Kg
ฉนั้น (P)57.1Kg=(MgO)32.169Kg



โพแทสเซี่ยม(K)= 51.5Kg รู้ไหมต้องใช้ N และ P กี่กิโลกรัม
 เมื่อ(K)31.6Kg = (N)22.2Kg = (P)7.1Kg
ฉนั้น (K)51.5Kg  =  (N)36.18Kg  =  (P)11.57Kg


ธาตุสังกะสี
   สังกะสีมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนพืช กล่าวคือ พืชที่ขาดธาตุสังกะสีจะให้ปริมาณฮอร์โมน IAA ในตายอดลดลง ทำให้ตายอดและข้อปล้องไม่ขยาย ใบออกมาซ้อน ๆ กัน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำย่อยของพืชหลายชนิดในการสร้างอาหาร และสังเคราะห์แสง จึงมีผลทางอ้อมในการสร้างส่วนสีเขียวของพืช      การแก้ไขที่และและให้ผลแน่นอนคือการฉีดพ่นทางใบ ด้วยธาตุอาหารเสริมที่มีธาตุสังกะสีเป็นองค์ประกอบ

   ธาตุแมงกานีส
   ธาตุนี้มีผลกระทบต่อใบ เนื่องจากมีบทบาทในการสั่งเคราะห์แสง เป็นตัวกระตุ้นการทำงานของน้ำย่อยในต้นพืช และยังควบคุมกิจกรรมของธาตุเหล็กและไนโตรเจนในต้นพืชอีกด้วย
   พืชที่ขาดธาตุแมงกานีสใบจะออกสีเหลือง ๆ ส่วนเส้นใบจะเขียวอยู่ปกติ โดยเฉพาะใบอ่อนอาจเกิดเป็นจุดขาว ๆ หรือจุดเหลืองที่ใบ ต้นโตช้า ใบไม่สมบูรณ์ พุ่มต้นโปร่ง   พืชที่แสดงอาการขาดธาตุแมงกานีส ต้องฉีดพ่นเข้าทางใบด้วยธาตุอาหารเสริมที่มีองค์ประกอบของธาตุแมงกานีส

   ธาตุโบรอน
   มีบทบาทเกี่ยวข้องต่อการดูดดึงธาตุอาหารพืช ช่วยให้พืชดูดเอาธาตุแคลเซียมและไนโตรเจนไปใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้พืชใช้ธาตุโปแตสเซียมได้มากขึ้น มีบทบาทในการสังเกคราะห์แสง การย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และเพิ่มคุณภาพทั้งรสชาติ ขนาด และน้ำหนักของผล เพิ่มความสามารถในการเจริญเติบโต เพราะโบรอนจะควบคุมการดูดและคายน้ำของพืชในขบวนการปรุงอาหารอีกทางหนึ่ง
   หากขาดธาตุโบรอน ส่วนที่จะแสดงอาการเริ่มแรกคืนยอดและใบ่อ่อน ส่วนที่ยอดและตายอดจะบิดงอ ใบอ่อนบางและโปร่งใสผิดปกติ เส้นกลางใบหนากร้าน และตกกระ มีสารเหนียว ๆ ออกมาตามเปลือกของลำต้น กิ่งก้านจะแลดูเหี่ยว ผลเล็กและแข็งผิดปกติ มีเปลือกหน้า บางทีผลแตกเป็นแผลได้
   อาการขาดธาตุนี้จะเห็นเด่นชัดเมื่อต้นพืชกระทบแล้งหรือขาดน้ำมาก ๆ ควรทำการปรับปรุงดินอย่าให้เป็นกรด-ด่างมาก และควรฉีดพ่นอาหารเสริมทางใบที่มีองค์ประกอบของโบรอนด้วย

   ธาตุโมลิบดินัม
   บทบาทและหน้าที่ของธาตุโมลิบดินัมในพืชนั้น ทำให้การทำงานของธาตุไนโตรเจนในพืชสมบูรณ์ขึ้น นอกจากนี้ ยังจำเป็นสำหรับขบวนการสร้างสารสีเขียวและน้ำย่อยภายในพืชบางชนิดด้วย
   พืชที่ขาดธาตุนี้ ที่ใบแจะเป็นจุดด่างเป็นด้วย ๆ ในขนะที่เส้นใบยังเขียวอยู่ ถ้าขาดธาตุนี้รุนแรง ใบจะม้วยเข้าข้างใน ลักษณะที่ปลายและขอบใบจะแห้ง ดอกร่วง และผลเคระแกรนไม่เติบโตเต็มที่

   ธาตุคลอรีน
   คอลรีนมีความสำคัญต่อขบวนการสังเคราะห์แสง มีผลทำให้พืชแก่เร็วขึ้น พืชที่ขาดธาตุคลอรีนใบจะซีด เหี่ยว และใบสีเหลืองบรอนซ์ ถ้ามีคลอรีนมากจำทำให้ของใบแห้ง ใบจะเหลืองก่อนกำหนด

ใส่ N มาก พืชดูดธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมไม่ได้
ใส่ P มากพืชดูดธาตุ N  ได้น้อย
ใส่ K มากพืชดูดธาตุแคลเซียมและโบรอนไม่ได้
เป็นไงปวดหัวไหม ::)นี่แค่ตัวอย่างนะความเป็นจริงมันกระทบธาตุอาหารอื่นๆอีกหลายตัว
การค้นคว้าช่วง 2-3 วันที่ผ่านมารู้มาอีกว่าถ้าพืชขาดธาตุคลอรีนพืชตายได้เลย
ดีแต่ว่าธาตุคลอรีนโอกาสขาดแทบจะไม่มีนอกจากพืชจะดูดธาตุ P ได้มาก
 หมอแดงบอกแล้วคัมภีย์มหาเวทย์เกษตรสไมท์ไม่ใช่ว่าใครๆก็เรียนแล้วจะเข้าใจง่ายๆทุกคนเมื่อไร


ดังนั้น เพื่อความสมดุลของธาตุอาหาร ที่จะใส่ลงในนา 22ไร่ ตอนนี้มีปุ๋ยคอก(ขี้ควาย)โดยประมาณ 3ตัน  จากตารางข้างบนได้ข้อมูลเฉพาะ N P K ของมูลสัตว์ต่างๆ บอกเป็นเปอร์เซ็น(ร้อยล่ะ) แต่ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับธาตุอาหารรองมาให้ดู ดังนั้นจึงต้องใช้การคาดเดาแบง่ายๆ โดยใช้หลักการเทียบเคียงกับ ตารางธาตุอาหารที่ต้นข้าวต้องการจากข้อมูลของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ IRRI, Manila, Philippines(1987)
บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965

kmsmily
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3547


« ตอบ #305 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 09:17:10 AM »

ดังนั้น เพื่อความสมดุลของธาตุอาหาร ที่จะใส่ลงในนา 22ไร่ ตอนนี้มีปุ๋ยคอก(ขี้ควาย)โดยประมาณ 3ตัน  จากตารางข้างบนได้ข้อมูลเฉพาะ N P K ของมูลสัตว์ต่างๆ บอกเป็นเปอร์เซ็น(ร้อยล่ะ) แต่ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับธาตุอาหารรองมาให้ดู ดังนั้นจึงต้องใช้การคาดเดาแบง่ายๆ โดยใช้หลักการเทียบเคียงกับ ตารางธาตุอาหารที่ต้นข้าวต้องการจากข้อมูลของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ IRRI, Manila, Philippines(1987)

เวลาจะซ่อมวงจรไฟฟ้าถ้าไม่มีผังวงจรให้ดูใช้วิธีคาดเดาได้ไหมครับ ได้ ยิงฟันยิ้ม  แต่ต้องใช้เวลา งม และทำความเข้าใจนาน...กว่าปกติ
การเติมธาตุอาหารในดินให้พืชต้องมีหลักเกณฑ์ใช้วิธีคาดเดาจะทำการเกษตรให้ประสบผลสำเร็จคงยากครับ

    ยิงฟันยิ้ม    ยิงฟันยิ้ม     ยิงฟันยิ้ม    ยิงฟันยิ้ม     ยิงฟันยิ้ม     ยิงฟันยิ้ม      ยิงฟันยิ้ม

แล้วเราจะวางผัง หรือศึกษาระบบอย่างเป็นขั้นตอนได้อย่างไร ท่านน้า ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 10, 2012, 05:37:18 PM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า
ubon2516
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 66


« ตอบ #306 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 10:14:31 AM »

 ขยิบตา ขยิบตา ::)ขอโทษคร้าบบบบบบ ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา  เขียนเองยังงงเอง ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม เอาใหม่
   ปั้ม 2" 3 แรง. 220 V. ให้น้ำ. 170-500 ลิตร/นาที  10-30. ลูกบาตร์เมตร/ชั่วโมง.  แรงดัน 17-35 เมตร
ใช้ท่อทางดูด 2.5" ลด2" เข้าปั้ม. ทางออก 2"  (ท่อ pvc) เข้ากรอง. ออกเพิ่ม 2.5" ยาว 200 ม. แยกรองเมน
เข้าสวน 2" ยาว 125 ม.รวมแล้วประมาณ 325 ม.  หัวจ่าย 90-120. ล./ชม. จำนวน 225 หัว
  ผมจะต้องคำนวน การจ่ายที่กี่ลิตร. (170-500 ล./นาที) ฮืม ฮืม ฮืม
  ผมควรวางท่อแบบใหนดีครับ. ขนาดสวน 125×40 ม. ให้ทำงานใด้งายและประหยัดที่สุด แต่ยังคงประสิทธิ์ภาพสูงสุด ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
 ผมถามที่บริษัทออกแบบน้ำแล้ว เป็นท่อ พีอี (PE) ทั้งหมด จะต้องโดนไป 60,000 บาท ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้

           ขอความกรุณาด้วยครับ


Liked By: yudhapol, prml, Backjack21
บันทึกการเข้า
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #307 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 04:36:13 PM »

ขยิบตา ขยิบตา ::)ขอโทษคร้าบบบบบบ ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา  เขียนเองยังงงเอง ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม เอาใหม่
   ปั้ม 2" 3 แรง. 220 V. ให้น้ำ. 170-500 ลิตร/นาที  10-30. ลูกบาตร์เมตร/ชั่วโมง.  แรงดัน 17-35 เมตร
ใช้ท่อทางดูด 2.5" ลด2" เข้าปั้ม. ทางออก 2"  (ท่อ pvc) เข้ากรอง. ออกเพิ่ม 2.5" ยาว 200 ม. แยกรองเมน
เข้าสวน 2" ยาว 125 ม.รวมแล้วประมาณ 325 ม.  หัวจ่าย 90-120. ล./ชม. จำนวน 225 หัว
  ผมจะต้องคำนวน การจ่ายที่กี่ลิตร. (170-500 ล./นาที) ฮืม ฮืม ฮืม
  ผมควรวางท่อแบบใหนดีครับ. ขนาดสวน 125×40 ม. ให้ทำงานใด้งายและประหยัดที่สุด แต่ยังคงประสิทธิ์ภาพสูงสุด ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
 ผมถามที่บริษัทออกแบบน้ำแล้ว เป็นท่อ พีอี (PE) ทั้งหมด จะต้องโดนไป 60,000 บาท ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้

           ขอความกรุณาด้วยครับ
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนนะ ผมไม่ใช่ผู้ชำนาญการด้านนี้  ยิ้ม
ท่อทางดูดยาวกี่เมตร  ปั้มอยู่ห่างจากระดับผิวน้ำเท่าไหร่
ถ้าเลขนี้คือค่า เฮด"แรงดัน 17-35เมตร " ผมเข้าใจว่ามันคือค่าที่ผู้ผลิตปั้มจะบอกว่า ถ้าท่อด้านดูดเข้า และส่งน้ำออก มีระยะความยาวรวมกันไม่เกิน 17เมตร จะได้น้ำที่ ๕๐๐ลิตรต่อนาที  ถ้า ถ้าท่อด้านดูดเข้า และส่งน้ำออก มีระยะความยาวรวมกัน ๓๕เมตร จะได้น้ำออกที่๑๗๐ลิตรต่อนาที แต่การใช้งานจริง ระยะร่วม๓๐๐เมตร จะเหลือน้ำเท่าไหร่ ผมก็คาดเดาไม่ถูก

ได้ติดตั้งใช้งานไปหรือยังครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 10, 2012, 05:32:24 PM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
kmsmily
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3547


« ตอบ #308 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 06:57:20 PM »

แล้วเราจะวางผัง หรือศึกษาระบบอย่างเป็นขั้นตอนได้อย่างไร ท่านน้า
บอกไงดีหึ.....ถ้าจะเอาแบบละเอียดต้องอ่านหนังสือทุกเล่มที่น้าอ่านมา แล้วทำความเข้าใจ ลงพื้นที่จริงใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี(ถ้าหัวไว)
ถ้าจะเรียนลัดทำตามน้าบอก หมักมูลสัตว์ไว้เลยนำสารปรุงแต่งและสารอาหารชนิดน้ำผสมก่อนใช้ ใส่นาข้าวไร่ละ 100 กก.
ดูการเจริญเติบโตของข้าวเป็นระยะๆ เพื่อเก็บข้อมูลนำมาปรับปรุงเติมหรือลดธาตุอาหารต่างๆที่ต้นข้าวแสดงออก
สำหรับการปลูกข้าวครั้งต่อไป ครับบบบบบบบ


Liked By: yudhapol, prml, Backjack21
บันทึกการเข้า
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #309 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 09:20:39 PM »

ทดสอบส่งการบ้าน แนวคิดนี้ถูกทางใหม

ชื่อธาตุอาหารพืช         ขี้ไก่ 0.5ตัน        ขี้หมู 2ตัน       รวม              สมดุลย์ธาตุ            ปรุง(ใส่)เพิ่ม
  ไนโตรเจน(N)                12.9Kg          53.8Kg      66.7Kg       208.55Kg(10.4%)         141.85Kg
  ฟอสฟอรัส(P)                 9.8Kg          64.8Kg      74.6Kg          74.6Kg(3.7%)             0Kg
โพรแตสเซี่ยม(K)            11.45Kg         22.4Kg       33.85Kg      184.50Kg(9.22%)          150.65Kg

แมกนีเซียม(MgO)                     Kg             Kg              Kg                      Kg
แคลเซียม(CaO)                     Kg              Kg             Kg                      Kg
กำมะถัน(S)                          Kg               Kg             Kg                       g
เหล็ก(Fe)                              g               Kg             Kg                       g
แมงกานีส(Mn)                         g               Kg             Kg                       g
สังกะสี(Zn)                             g                 g               g                      g
ทองแดง(Cu)                          g                 g               g                      g
โบรอน(B)                              g                 g                g                      g
ซิลิก้า(Si)                           Kg                Kg             Kg                     Kg
คลอรีน(Cl)                         Kg                Kg             Kg                     Kg



          แล้ว..  จะหาข้อมูลจากใหน ให้ได้ทราบว่าในขี้หมู และขี้ไก่ มีธาตุรอง และธาตุเสริมต่างๆในอัตราส่วนที่เท่าไหร่บ้าง

แร่ธาตุหลัก ซึ่งพืชต้องการในปริมาณสูงมาก ประกอบด้วย
ไนโตรเจน (N)
ฟอสฟอรัส (P)
โพแทสเซียม (K)หรือ N-P-K นั่นเอง

แร่ธาตุรอง ซึ่งพืชต้องการในปริมาณน้อย ประกอบด้วย
แคลเซียม (C)
แมกนีเซียม (Mg)
กำมะถัน (S)

แร่ธาตุเสริม ซึ่งพืชต้องการในปริมาณที่น้อยมาก (แต่ขาดไม่ได้) ประกอบด้วย
เหล็ก (Fe)
แมงกานีส (Mn)
โบรอน (B)
โมลิบดินัม (Mo)
ทองแดง (Cu)
สังกะสี (Zn)
คลอรีน (Cl)

เปรียบเสมือนร่างกายคน ได้พลังงานจากแป้ง น้ำตาลและไขมัน   
ซ่อมแซมส่วนสึกหรอด้วยโปรตีนจาก พืช และเนื้อสัตว์

แต่หากร่างกายวิตามิน เกลือแร่ และเอ็นไชน์ ขบวนการในร่างกายต่างๆ ก็จะทำงานได้ไม่สมบูรณ์
ข้อมูลวิชาการวิเคราะองค์ประกอบใด้ข้อมูลแค่ธาตุหลักไม่มีข้อมูลธาตุรอง และธาตุอาหารเสริมว่าในขี้ไก่ หรือมูลสัตว์อื่นๆมีธาตุอะไรบ้าง   เช่น    โมลิบดินั่ม โบรอน ทองแดง สังกะสี แมงกานิส มีผสมอยู่เท่าไร่ ทั้งๆที่ อนุภาคเล็กๆ จากธาตุรอง และธาตุอาหารเสริม คือ ปัจจัยสำคัญต่อพืชอย่างมาก มีผลต่อการนำธาตุหลักไปใช้งาน  ผมจะหาข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณธาตุรองที่มีอยู่ในมูลสัตว์แต่ล่ะชนิดได้ที่ใหน
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 11, 2012, 03:35:29 PM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
ubon2516
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 66


« ตอบ #310 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 09:29:10 PM »

ขยิบตา ขยิบตา ::)ขอโทษคร้าบบบบบบ ขยิบตา ขยิบตา ขยิบตา  เขียนเองยังงงเอง ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม เอาใหม่
   ปั้ม 2" 3 แรง. 220 V. ให้น้ำ. 170-500 ลิตร/นาที  10-30. ลูกบาตร์เมตร/ชั่วโมง.  แรงดัน 17-35 เมตร
ใช้ท่อทางดูด 2.5" ลด2" เข้าปั้ม. ทางออก 2"  (ท่อ pvc) เข้ากรอง. ออกเพิ่ม 2.5" ยาว 200 ม. แยกรองเมน
เข้าสวน 2" ยาว 125 ม.รวมแล้วประมาณ 325 ม.  หัวจ่าย 90-120. ล./ชม. จำนวน 225 หัว
  ผมจะต้องคำนวน การจ่ายที่กี่ลิตร. (170-500 ล./นาที) ฮืม ฮืม ฮืม
  ผมควรวางท่อแบบใหนดีครับ. ขนาดสวน 125×40 ม. ให้ทำงานใด้งายและประหยัดที่สุด แต่ยังคงประสิทธิ์ภาพสูงสุด ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
 ผมถามที่บริษัทออกแบบน้ำแล้ว เป็นท่อ พีอี (PE) ทั้งหมด จะต้องโดนไป 60,000 บาท ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้

           ขอความกรุณาด้วยครับ
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนนะ ผมไม่ใช่ผู้ชำนาญการด้านนี้  ยิ้ม
ท่อทางดูดยาวกี่เมตร  ปั้มอยู่ห่างจากระดับผิวน้ำเท่าไหร่
ถ้าเลขนี้คือค่า เฮด"แรงดัน 17-35เมตร " ผมเข้าใจว่ามันคือค่าที่ผู้ผลิตปั้มจะบอกว่า ถ้าท่อด้านดูดเข้า และส่งน้ำออก มีระยะความยาวรวมกันไม่เกิน 17เมตร จะได้น้ำที่ ๕๐๐ลิตรต่อนาที  ถ้า ถ้าท่อด้านดูดเข้า และส่งน้ำออก มีระยะความยาวรวมกัน ๓๕เมตร จะได้น้ำออกที่๑๗๐ลิตรต่อนาที แต่การใช้งานจริง ระยะร่วม๓๐๐เมตร จะเหลือน้ำเท่าไหร่ ผมก็คาดเดาไม่ถูก

ได้ติดตั้งใช้งานไปหรือยังครับ

ยังครับกำลังหาข้อมูลเพิ่มเติ่มอยู่ครับ ว่าจะลงตอนปีใหม่ที่จะถึงนี้หล่ะครับ. สงสัยงานนี้มีมั้วกันแน่ๆครับ((แต่ผิดเป็นครูครับ))


Liked By: yudhapol, prml, Backjack21
บันทึกการเข้า
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #311 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2012, 10:17:39 PM »

อ้างถึง
แฮะๆผมชื่อ ลอย ครับ เป็นคนบ้านเอ้ ต.ก่อเอ้  อ.เขื่องใน ปีใหม่สิกลับไปปลูก บักนาว. อยู่บ้านแล้วขอคำแนะนำแหน่เด้อครับ

ยังครับกำลังหาข้อมูลเพิ่มเติ่มอยู่ครับ ว่าจะลงตอนปีใหม่ที่จะถึงนี้หล่ะครับ. สงสัยงานนี้มีมั้วกันแน่ๆครับ((แต่ผิดเป็นครูครับ))
ปลูกมะนาวเยอะใหม เป็นมะนาวนอกฤดูใช่ใหม  แล้วรายละเอียดปั้มที่เอามาคือ มีอยู่แล้ว หรือ กำลังจะซื้อ

มีอะไรพอช่วยได้ยินดี  แต่ดูจากราคาประเมินค่าท่อน้ำนี่น่าจะอลังการพอดู อย่าให้ผิดพลาดเลยนะครับ ค่าเรียนแพงเกิน ยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 10, 2012, 10:22:07 PM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
ubon2516
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 66


« ตอบ #312 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2012, 09:16:15 AM »

    ยิงฟันยิ้ม ยังไม่มีอะไรเลยครับ. เริ่มจาก 0 คือ มีแค่ที่ดิน. แหล่งน้ำ. งบประมาณอีกนิดหน่อย แลบลิ้น และความบ้าเต็มสูบ   รูดซิบปาก:-X
กะว่าจะลง 250 ต้น ระยะไม่ 3×5 ก็ 4×5. แต่ขอกลับไปวัดขนาดพื้นที่ใหม่ดูก่อน ค่อยกำหนดจำนวนที่แน่นอน
เรื่องระบบน้ำนี้ผมว่ามันเป็นหัวใจของการเกษตรเลยครับ ผมจึงให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะวางแล้วแก้ใขยาก
แต่ถ้าไม่วาง 250 ต้น เนื้อที่ 3 ไร๋กว่า แรงงาน 1คน มีหอบแน่ ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้
  ตอนแรกตามโครงการของผม มีแค่ อินทผลัม 50 ต้น. กะว่าจะทำแบบสบายๆคนเดียว ปั้มเล็ก ลากสาย. แต่มะนาวเนี้ยแม่ขอให้ปลูกครับ
ก็เลยตามใจท่านชะหน่อย งานเลยมาเข้าที่ผม จากเล็กๆสบายๆ กลายมาเป็นแบบนี้แหล่ะครับ วุ่นวายชาวบ้านเขาไปทั่ว ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
  เริ่มแรกคงจะปล่อยธรรมชาติก่อนครับ. สะสมประสบการณ์ชัก 2 ปีแล้วค่อยว่ากันใหม่ คงจะมีอะไรมารบกวนท่านอีกมากเลยครับ
                     ขอบคุณครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 11, 2012, 11:35:49 AM โดย ubon2516 » บันทึกการเข้า
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #313 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2012, 10:34:33 PM »

เก็บมาฝาก:http://oss101.ldd.go.th/web_soils_for_youth/s_prop_nutri02.htm


 
     ในจำนวนธาตุอาหารที่พืชจำเป็นต้องใช้เพื่อการเจริญเติบโตออกดอก ออกผล ซึ่งมีอยู่ 16 ธาตุนั้น มี 3 ธาตุ ที่พืชได้มาจากอากาศและน้ำ คือ คาร์บอน ( C) ไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) ส่วนอีก 13 ธาตุนั้น พืชต้องดูดดึงขึ้นมาจากดิน ซึ่งธาตุเหล่านี้ได้มาจากการผุพงสลายตัวของส่วนที่เป็นอนินทรียวัตถุและอินทรียวัตถุหรือฮิวมัสในดิน สามารถแบ่งตามปริมาณที่พืชต้องการใช้ได้ เป็น 2 กลุ่ม คือ มหธาตุ และจุลธาตุ
    
   1. มหธาตุ (macronutrients)
    มหธาตุหรือธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ในปริมาณมาก ที่ได้มาจากดินมีอยู่ 6 ธาตุ ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) และกำมะถัน (S) แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม
    

ธาตุอาหารหลัก หรือ ธาตุปุ๋ย ได้แ่ก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) เนื่องจากสามธาตุนี้พืชต้องการใช้ในปริมาณมาก แต่มักจะได้รับจากดินไม่ค่อยเพียงพอกับความต้องการ ต้องช่วยเหลือโดยใส่ปุ๋ยอยู่เสมอ
    

ธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) และกำมะถัน (S) เป็นกลุ่มที่พืชต้องการใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า และไม่ค่อยมีปัญหาขาดแคลนในดินทั่วๆ ไปเหมือนสามธาตุแรก
    
   2. จุลธาตุ หรือ ธาตุอาหารเสริม (micronutrients)
     จุลธาตุหรือธาตุอาหารที่พืชต้องการใช้ในปริมาณน้อย มีอยู่ 7 ธาตุ ได้แก่
เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) โบรอน (B) โมลิบดินัม (Mo) ทองแดง (Cu) สังกะสี (Zn) และคลอรีน (Cl)
 
        ไม่ว่าจะเป็นธาตุอาหารในกลุ่มมหธาตุหรือจุลธาตุ ต่างก็มีความสำคัญ และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะความจริงแล้ว ธาตุทุกธาตุมีความสำคัญต่อการดำรงชีพของพืชเท่าๆ กัน จะต่างกันแต่เพียงปริมาณที่พืชต้องการเท่านั้น ดังนั้นพืชจึงขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไม่ได้ หากพืชขาดธาตุอาหารแม้แต่เพียงธาตุเดียว พืชจะหยุดการเจริญเติบโต แคระแกร็น ไม่ให้ผลผลิตและตายในที่สุด
 
   หน้าที่ของธาตุอาหารพืช
 
       ธาตุอาหารพืชแต่ละชนิดมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชแตกต่างกันไป และถ้าพืชได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการ ก็จะแสดงอาการที่แตกต่างกันตามแต่ชนิดของธาตุอาหารที่ขาดแคลนนั้น
   
   ไนโตรเจน มีหน้าที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน ช่วยให้พืชมีสีเขียว เร่งการเจริญเติบโตทางใบ หากพืชขาดธาตุนี้จะแสดงอาการใบเหลือง ใบมีขนาดเล็กลง ลำต้นแคระแกร็นและให้ผลผลิตต่ำ
    
   ฟอสฟอรัส มีหน้าที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของราก ควบคุมการออกดอก ออกผล และการสร้างเมล็ด ถ้าพืชขาดธาตุนี้ระบบรากจะไม่เจริญเติบโต ใบแก่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วงแล้วกลายเป็นสีน้ำตาลและหลุดร่วง ลำต้นแกร็นไม่ผลิดอกออกผล
    
   โพแทสเซียม เป็นธาตุที่ช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาล แป้ง และโปรตีน ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายน้ำตาลจากใบไปสู่ผล ช่วยให้ผลเติบโตเร็วและมีคุณภาพดี ช่วยให้พืชแข็งแรง ต้านทานต่อโรคและแมลงบางชนิด ถ้าขาดธาตุนี้พืชจะไม่แข็งแรง ลำต้นอ่อนแอ ผลผลิตไม่เติบโต มีคุณภาพต่ำ สีไม่สวย รสชาติไม่ดี
    
   แคลเซียม เป็นองค์ประกอบที่ช่วยในการแบ่งเซลล์ การผสมเกสร การงอกของเมล็ด พืชขาดธาตุนี้ใบที่เจริญใหม่จะหงิกงอ ตายอดไม่เจริญ อาจมีจุดดำที่เส้นใบ รากสั้น ผลแตก และมีคุณภาพไม่ดี
    
   แมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์ ช่วยสังเคราะห์กรดอะมิโน วิตามิน ไขมัน และน้ำตาล ทำให้สภาพกรดด่างในเซลล์พอเหมาะและช่วยในการงอกของเมล็ด ถ้าขาดธาตุนี้ใบแก่จะเหลือง ยกเว้นเส้นใบ และใบจะร่วงหล่นเร็ว
    
    กำมะถัน เป็นองค์ประกอบสำคัญของกรดอะมิโน โปรตีน และวิตามิน ถ้าขาดธาตุนี้ทั้งใบบนและใบล่างจะมีสีเหลืองซีด และต้นอ่อนแอ
    
   โบรอน ช่วยในการออกดอกและการผสมเกสร มีบทบาทสำคัญในการติดผลและการเคลื่อนย้ายน้ำตาลมาสู่ผล การเคลื่อนย้ายของฮอร์โมน การใช้ประโยชน์จากไนโตรเจนและการแบ่งเซลล์ ถ้าพืชขาดธาตุนี้ ตายอดจะตายแล้วเริ่มมีตาข้าง แต่ตาข้างก็จะตายอีก ลำต้นไม่ค่อยยืดตัว กิ่งและใบจึงชิดกัน ใบเล็ก หนา โค้งและเปราะ
    
   ทองแดง ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ การหายใจ การใช้โปรตีนและแป้ง กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์บางชนิด ถ้าพืชขาดธาตุนี้ ตายอดจะชะงักการเจริญเติบโตและกลายเป็นสีดำ ใบอ่อนเหลือง และพืชทั้งต้นจะชะงักการเจริญเติบโต
    
    คลอรีน มีบทบาทบางประการเกี่ยวกับฮอร์โมนในพืช ถ้าขาดธาตุนี้พืชจะเหี่ยวง่าย ใบสีซีด และบางส่วนแห้งตาย
    
    เหล็ก ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์แสงและหายใจ ถ้าขาดธาตุนี้ใบอ่อนจะมีสีขาวซีดในขณะที่ใบแก่ยังเขียวสด
    
   แมงกานีส ช่วยในการสังเคราะห์แสงและการทำงานของเอนไซม์บางชนิด ถ้าขาดธาตุนี้ใบอ่อนจะมีสีเหลืองในขณะที่เส้นใบยังเขียว ต่อมาใบที่มีอาการดังกล่าวจะเหี่ยวแล้วร่วงหล่น
    
    โมลิบดินัม ช่วยให้พืชใช้ไนโตรเจนให้เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีน ถ้าขาดธาตุนี้พืชจะมีอาการคล้ายขาดไนโตรเจน ใบมีลักษณะโค้งคล้ายถ้วย ปรากฏจุดเหลืองๆ ตามแผ่นใบ
    
   สังกะสี ช่วยในการสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซิน คลอโรฟิลล์ และแป้ง ถ้าขาดธาตุนี้ใบอ่อนจะมีสีเหลืองซีดและปรากฏสีขาวๆ ประปรายตามแผ่นใบ โดยเส้นใบยังเขียว รากสั้นไม่เจริญตามปกติ
    
       เมื่อมีการปลูกพืชลงบนดิน ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณของธาตุอาหารต่างๆ ที่มีอยู่ในดิน เนื่องจากในขณะที่พืชมีการเจริญเติบโต พืชจะดูดดึงธาตุอาหารในดินไปใช้และเก็บสะสมไว้ในส่วนต่างๆ ได้แก่ ใบ ลำต้น ดอก ผล จนถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตและนำออกไปจากพื้นที่ ธาตุอาหารที่สะสมอยู่เหล่านั้นย่อมถูกนำออกไปจากพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ธาตุอาหารบางส่วนยังเกิดการสูญหายไปในรูปก๊าซ ถูกดินหรือสารประกอบในดินจับยึดไว้ บางส่วนถูกชะล้างออกไปจากบริเวณรากพืช หรือสูญเสียไปกับการชะล้างพังทลายของดิน

       ดังนั้นการเพาะปลูกพืชติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน โดยไม่มีการเติมธาตุอาหารลงไปในดิน ย่อมทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง และในที่สุดดินจะกลายเป็นดินเลวปลูกพืชไม่เจริญเติบโตอีกต่อไป ในการปลูกพืชจึงต้องมีการใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงดิน ช่วยเพิ่มธาตุอาหารพืชและคงระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้อยู่เสมอ

http://www.ldd.go.th/menu_Dataonline/G1/G1_21.pdf
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2012, 10:37:13 PM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #314 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2012, 09:46:00 PM »

มีแนวความรู้ มาฝาก เผื่อท่านที่ยังไม่ทราบ


การผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ อย่างเช่นโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ที่ใช้กังหันน้ำช่วยในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งให้ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานน้ำให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ถึงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่นั่นก็เป็นการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อใช้งานในปริมาณมาก เป็นกระบวนการผลิตในระดับโรงงาน
แต่สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องคิดเลข ไปจนถึง ชิปคอมพิวเตอร์ ต้องการระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า หรือแบตเตอรี่ขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพ นักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาค้นพบวิธีใหม่ในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำ เพื่อใช้เป็นแบตเตอรี่ในอนาคตให้กับอุปกรณ์เหล่านี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า ผลงานแบตเตอรี่จิ๋วนี้ ยังเป็นเพียงการวิจัยในระยะเริ่มแรกเท่านั้น คงต้องทำการวิจัยต่อไปอีก เพื่อพัฒนาให้ต้นแบบนี้ กลายเป็นแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้จริง และผลิตออกจำหน่ายได้
ศาสตราจารย์ลาร์รี คอสเชียค แห่งมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตา ผู้ทำการวิจัยนี้ร่วมกับเพื่อนร่วมงานของเขาคือ ศาสตราจารย์แดเนียล ควอค กล่าวว่า ถึงตอนนี้ การวิจัยแสดงให้เห็นแล้วว่า เทคนิคการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ด้วยการผลักดันให้ของเหลวไหลผ่านท่อขนาดจิ๋ว สามารถใช้งานได้จริง
แบตเตอรี่ต้นแบบนี้มีลักษณะเป็นแผ่นกลมๆ ทำด้วยแก้ว มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร และมีความหนา 3 มิลลิเมตร ภายในเต็มไปด้วยท่อแก้วจิ๋วๆ จำนวน 400,000 ถึง 500,000 ช่องทาง เรียงตัวตั้งตรงตามความหนาของแผ่นแก้ว แต่ละท่อจิ๋วนี้มีขนาดความกว้างประมาณ 10 ไมครอน เมื่อปั๊มน้ำให้ไหลผ่านท่อขนาดจิ๋วเหล่านี้ ด้วยความดันสูง ก็จะเกิดปรากฏการณ์การแยกประจุไฟฟ้าออกเป็นสองชั้น (the electric double layer) ทำให้ด้านหนึ่งของแผ่นแก้ว (ปลายท่อด้านหนึ่ง) กลายเป็นประจุบวก และอีกด้านของแผ่นแก้ว (ปลายท่ออีกด้านหนึ่ง) เป็นประจุลบ ในทำนองเดียวกันกับแบตเตอรี่ทั่วไป ที่มีขั้วบวกอยู่อีกด้านและขั้วลบอีกด้าน
ต้นแบบนี้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 10 โวลต์ ให้ปริมาณกระแสราวหนึ่งมิลลิแอมป์ แต่ก็เพียงพอให้ทีมวิจัยจุดหลอดไฟฟ้าให้ติดได้
ด้วยประสิทธิภาพเพียงเล็กน้อยในการผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้ผู้เชี่ยวชาญบางคนไม่มั่นใจว่า จะใช้เป็นแหล่งพลังงานในอนาคตได้หรือไม่ ทั้งนี้ศาสตราจารย์ลาร์รีให้ความเห็นว่า การใช้ประโยชน์ที่น่าจะเห็นได้ชัดที่ สุดในตอนนี้ น่าจะเป็นทางด้านระบบกลไกอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก (micro-electronic mechanic systems) อย่างเช่นใช้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานให้แก่ชิปคอมพิวเตอร์ ในงานวิจัยในห้องปฏิบัติการ
ศาสตราจารย์ลาร์รีบอกว่า ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าของต้นแบบนี้ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในขณะนี้ ทีมวิจัยพยายามทำความเข้าใจแบตเตอรี่ต้นแบบนี้ให้มากที่สุด เป้าหมายในตอนนี้คือพยายามหาวิธีปรับปรุงประสิทธิภาพให้ได้ 4 ถึง 16 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ไม่น้อยหน้าแหล่งจ่ายพลังงานอื่นๆ
ผลงานวิจัยนี้ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นการผลิตกระแสไฟฟ้าวิธีใหม่ ในช่วงตลอด 150 ปีที่ผ่านมาเชียวครับ
โรงงานไฟฟ้าพลังน้ำยังต้องมีขั้นตอนการเปลี่ยนพลังงานน้ำให้เป็นพลังงานกล เพื่อไปหมุนกังหันน้ำ แล้วกังหันน้ำไปขับเคลื่อนให้ไดนาโมผลิตกระแสไฟฟ้า แต่แบตเตอรี่จิ๋วนี้ ไม่ต้องมีส่วนใดเคลื่อนไหวเลยครับ นอกจากตัวน้ำเองที่ไหลผ่านท่อขนาดจิ๋วจำนวนมหาศาล โอ้.. อัศจรรย์จริงหนอ ปัญญามนุษย์เรา !!

ข้อมูลเพิ่มเติม
http://news.bbc.co.uk/2/hi/technology/3201030.stm



แบตเตอรี่จัดเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ใช้ พลังงานในชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา ของเล่น กล้องภ่ายภาพ แม้กระทั่งไฟฉาย แบตเตอรี่และถ่านที่ให้พลังงานเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งของมลพิษในสิ่งแวด ล้อม มีการประมาณการว่าการบ้านหนึ่งหลังใช้แบตเตอรี่ถึง 20 หน่วยต่อปี และผลกระทบที่เกิดขึ้นแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งานจำนวนนับแสนตันกลายเป็น ขยะอันตราย เมื่อแบตเตอรี่และถ่านเหล่านี้เสื่อมประสิทธิภาพสารเคมีโลหะหนักที่เป็น อันตรายเช่น ตะกั่ว และแคดเมี่ยม จะไหลออกมาบนปื้นเปื้อนในดิน และแหล่งน้ำใต้ดิน
นักวิจัยได้พัฒนาแบตเตอรี่ที่ไม่มีสารโลหะเป็นองค์ประกอบ โดยใช้สารประกอบโพลิเมอร์ที่ชื่อว่า Polypyrrole ทด แทน แต่ประสิทธิภาพที่ได้ยังไม่ดีเพียงพอที่จะนำมาใช้ในระดับอุตสาหกรรม วิธีการหนึ่งที่จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของแบตเตอรี่โดยปลอดโลหะ ทำได้โดยการใช้สารโพลิเมอร์ที่มีสมบัติในการนำไฟฟ้ามาใช้เป็นอิเล็กโทรด รวมทั้งการสร้างฟิลม์บางที่เหมาะสม และมีพื้นที่ผิวจำนวนมากบนวัสดุรองรับ Maria Stomme นักวิจัยกล่าวว่า เซลลูโลสเป็นวัสดุรองรับที่ดี เนื่องจากเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในธรรมชาติ และเป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้ในระดับอุตสาหกรรม ยิ่งไปกว่านั้นเส้นใยของเซลลูโลสสามารถใช้ร่วมกับสาร Polypyrrole ทำให้สามารถเคลือบโพลิเมอร์ลงบนเส้นใยได้ดี การใช้สารประกอบแต่งระหว่างเซลลูโลส และโพลิเมอร์นำไฟฟ้านั้นมีความเป็นไปได้สูงในการนำกลับมาใช้ใหม่ มีน้ำหนักเบา และมีความทนทานสูง รวมทั้งมีต้นทุนในการผลิตที่ราคาถูก ทีมวิจัยจาก Uppsala University ได้พัฒนาสารประกอบแต่ง polypyrrole- cellulose ที่สามารถนำไฟฟ้าได้ มีความคงทน น้ำหนักเบา และมีความยืดหยุ่นสูง อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ยังต้องคำนึงถึงโครงสร้าง ระดับนาโนเมตรของพื้นที่ผิวของเซลลูโลสอีกด้วยโดยนักวิจัยได้ทำการค้นหาพืช ที่สามารถสร้างเซลลูโลสที่มีพื้นที่ผิวมากตามที่ต้องการ


ภาพสาหร่าย Cladophora
นักวิจัยค้นพบว่า Cladophora สาหร่าย สายสีเขียว ในทะเลบอลติก สามารถสร้างเซลลูโลสที่แตกต่างจากเซลลูโลสที่ได้จากพืช และฝ้ายทั่ว ๆ ไป ที่ใช้อุตสาหกรรมผลิตกระดาษ เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างและพื้นที่ผิวแล้วเซลลูโลสธรรมดามี พื้นที่ผิว 1 ตารางเมตรต่อ 1 กรัม แต่โครงสร้างเซลลูโลสของสาหร่ายมีพื้นที่ผิวมากกว่าถึง 100 เท่า
เมื่อทำการเคลือบแผ่นเซลลูโลสจากสาหร่ายด้วย Polypyrrole ที่ มีความหนาประมาณ 50 นาโนเมตร นักวิจัยชาวสวีเดนก็สามารถผลิตแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเบามาก และสร้างสถิติใหม่ของระยะเวลาในการประจุไฟฟ้า และความความสามารถในการเก็บประจุไฟฟ้า ของแบตเตอรี่ประเภทนี้เลยทีเดียว โดยแบตเตอรี่ชนิดนี้ใช้เวลาในการอัดประจุเพียงแค่ 11 วินาที และมีความจุกระแสถึง 38-50 Ah/kg ซึ่งเป็นค่าสุงสุดของแบตเตอรี่กระดาษที่เคยมีการรายงานก่อนหน้านี้ ในการทดลองได้มีการใช้กระแสไฟในการประจุไฟฟ้า 600 มิลลิแอมแปร์ต่อ 1 ตารางเซนติเมตร และหลังจากการทดลองอัดประจุไฟฟ้า 100 ครั้ง พบว่าแบตเตอรี่มีประสิทธิภาพลดลงเพียงแค่ 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น


ภาพแบตเตอรี่กระดาษจากสาหร่าย ภาพทางด้านซ้ายแสดงส่วนต่าง ๆ ของแบตเตอรี่
ส่วนทางด้านขวา คือภาพของแบตเตอรี่กระดาษก่อน และหลังหุ้มด้วยแผ่นอลูมินัม

แบตเตอรี่กระดาษชนิดใหม่นี้เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ มีน้ำหนักเบา มีราคาถูก สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ แผงอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์กระดาษ และสิ่งทอได้อีกด้วย ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่จากสาหร่ายนี้สูงกว่าแบตเตอรี่กระดาษที่ได้มีการ วิจัยมาก่อนหน้า และยังมีข้อดีเกี่ยวกับอายุการใช้งานอีกด้วย เนื่องจากสามารถทำการอัดประจุ และคายประจุได้หลายครั้งโดยแทบจะไม่สูญเสียประสิทธิภาพในการเก็บประจุไฟฟ้า เลย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.physorg.com
http://www.nanowerk.com
http://www.rsc.org
http://www.thai-nano.com
บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #315 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2012, 02:10:00 PM »

สอนทำป้ายไฟหน้าร้าน - ร้านป้ายไฟ.com


วงจรไฟกระพริบ


ESD Detector - project shot
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 18, 2012, 02:14:37 PM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #316 เมื่อ: ธันวาคม 19, 2012, 01:16:45 AM »

 ยิ้ม ตรวจการบ้าน ให้หน่อยน้าหมอแดง ยิงฟันยิ้ม
ถึงน้าน้าอัด...กรุณาเตรียมยาดมก่อนอ่าน  ยิ้มกว้างๆ  เขียนเองยังตาลายเลย


จากข้อมูลของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ IRRI, Manila, Philippines(1987)      
ธาตุอาหารที่ต้นข้าวต้องการต่อผลผลิตข้าวเปลือก 1000Kg/ไร่        

ธาตุอาหาร           ฟางข้าว         ข้าวเปลือก         รวม  
ไนโตรเจน(N)             7.6Kg             14.6Kg             22.2Kg
ฟอสฟอรัส(P2O5)        1.1Kg              6.0Kg             7.1Kg
โพแทสเซียม(K2O)      28.4Kg            3.2Kg             31.6Kg
แมกนีเซียม(MgO)        2.3Kg              1.7Kg             4.0Kg
แคลเซียม(CaO)          3.8Kg             0.14Kg           3.94Kg
กำมะถัน(S)              0.34Kg              0.60Kg          0.94Kg
เหล็ก(Fe)                  150g               200g               350g
แมงกานีส(Mn)             310g                 60g              370g
สังกะสี(Zn)                  20g                 20g              40g
ทองแดง(Cu)                 2g                  25g              27g
โบรอน(B)                   16g                 16g               32g
ซิลิก้า(Si)                41.9Kg             9.8Kg              51.7Kg
คลอรีน(Cl)                 55Kg               4.2Kg            59.2Kg


  เอาค่าตัวเลขในตารางนี้ หักลบด้วยตารางธาตุอาหารที่ได้จากการผลิตข้าว(ที่เหลือในฟางข้าวและตอซัง) เหลือเท่าไหร่คือ ปริมาณสารอาหารที่ต้องเติมเพิ่มลงดินให้ต้นข้าวในปีถัดไป เพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ  

   แต่....  เท่าที่ทราบมา ธาตุอาหารจากมูลสัตว์ต่างๆ ยังมีธาตุอาหารที่ยังไม่สมดุล เพียงพอ หรือพอเหมาะกับพืช ดังนั้น จึงต้องแต่งเสริม เพิ่มสูตรสักหน่อย จึงจะใช้งานให้ได้ผลเต็มที่



                         ความเข้มข้นต่อน้ำหนักแห้งของธาตุอาหารในมูลสัตว์ (เปอร์เซ็น/น้ำหนัก)

                                       ไก่                                   หมู
ไนโตรเจน(N) %                    4.4                                  2.1                                              
ฟอสฟอรัส(P2O5) %               2.1                                  0.8                    
โพแทสเซียม(K2O) %             2.6                                  1.2                
แมกนีเซียม(MgO) %              1.0                                   0.3
แคลเซียม(CaO) %                2.3                                   1.6                  
กำมะถัน(S) %                      0.6                                   0.3                        
เหล็ก(Fe)  มล./กก.               1,000                              1,000                            
แมงกานีส(Mn) มล./กก.           413                                 180                      
สังกะสี(Zn) มล./กก.               480                                  390                          
ทองแดง(Cu) มล./กก.             172                                  150                          
โบรอน(B) มล./กก.                  40                                    75
โมลิบดีนัม(Mo) มล./กก.            0.7                                  0.6                              
ซิลิก้า(Si)                                    -                                       -                        
คลอรีน(Cl)    


 เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านอื่นๆได้เข้าใจง่ายๆ หากผมเอาปริมาณธาตุอาหารต่างๆ ที่ได้มา มาเทียบอัตราส่วนเพื่อหาปริมาณการใช้มูลสัตว์ต่อพื้นที่ 1ไร่(ไม่ได้คิดรวมธาตุอาหารที่มีในฟาง) โดยอ้างอิงจากข้อมูลของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ IRRI, Manila, Philippines(1987)   ธาตุอาหารที่ต้นข้าวต้องการต่อการผลผลิตข้าวเปลือก 1000Kg/ไร่ ผลจะได้ประมาณนี้

ชื่อธาตุอาหารพืช     ปริมาณที่ต้องการ/ไร่              ขี้ไก่                 ขี้หมู      
  ไนโตรเจน(N)                22.2Kg                        504.5Kg              1,057Kg
  ฟอสฟอรัส(P)                 7.1Kg                           338Kg                 887Kg
โพรแตสเซี่ยม(K)            31.6Kg                         1,215Kg              2,633Kg

แมกนีเซียม(MgO)               4Kg                           400Kg               1,333Kg
แคลเซียม(CaO)             3.94Kg                        171.3Kg               246.25Kg    
กำมะถัน(S)                   0.94Kg                         156.6Kg              313.3Kg

เหล็ก(Fe)                      350g                           350Kg                  350Kg
แมงกานีส(Mn)                 370g                           895Kg                2,055Kg
สังกะสี(Zn)                      40g                             83Kg                  102.5Kg
ทองแดง(Cu)                   27g                              156Kg                  180Kg
โบรอน(B)                       32g                             800Kg                 426.6Kg
ซิลิก้า(Si)                      41.9Kg                             -Kg                  -Kg
คลอรีน(Cl)                     55Kg                               -Kg                  -Kg
โมลิบดีนัม(Mo)                    -                                 -                      -

แล้วส่วนนี้ หายังไง

อ้างถึง
แร่ธาตุหลัก ซึ่งพืชต้องการในปริมาณสูงมาก ประกอบด้วย
ไนโตรเจน (N)
ฟอสฟอรัส (P)
โพแทสเซียม (K)
จากข้อมูลที่ได้มา(จากน้าแดง) อัตราส่วนธาตุอาหารที่เหมาะสมกับต้นข้าวพอประมาณได้ คือ ไนโตรเจน(N)10%  ฟอสฟอรัส(P)5%   โพรแตสเซี่ยม(K)8%

แร่ธาตุรอง ซึ่งพืชต้องการในปริมาณน้อย ประกอบด้วย
แคลเซียม (C)
แมกนีเซียม (Mg)
กำมะถัน (S)

แร่ธาตุเสริม ซึ่งพืชต้องการในปริมาณที่น้อยมาก (แต่ขาดไม่ได้) ประกอบด้วย
เหล็ก (Fe)
แมงกานีส (Mn)
โบรอน (B)
โมลิบดินัม (Mo)
ทองแดง (Cu)
สังกะสี (Zn)
คลอรีน (Cl)

เปรียบเสมือนร่างกายคน ได้พลังงานจากแป้ง น้ำตาลและไขมัน  
ซ่อมแซมส่วนสึกหรอด้วยโปรตีนจาก พืช และเนื้อสัตว์

แต่หากร่างกายวิตามิน เกลือแร่ และเอ็นไชน์ ขบวนการในร่างกายต่างๆ ก็จะทำงานได้ไม่สมบูรณ์


ธาตุสังกะสี
   สังกะสีมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนพืช กล่าวคือ พืชที่ขาดธาตุสังกะสีจะให้ปริมาณฮอร์โมน IAA ในตายอดลดลง ทำให้ตายอดและข้อปล้องไม่ขยาย ใบออกมาซ้อน ๆ กัน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำย่อยของพืชหลายชนิดในการสร้างอาหาร และสังเคราะห์แสง จึงมีผลทางอ้อมในการสร้างส่วนสีเขียวของพืช      การแก้ไขที่และและให้ผลแน่นอนคือการฉีดพ่นทางใบ ด้วยธาตุอาหารเสริมที่มีธาตุสังกะสีเป็นองค์ประกอบ

   ธาตุแมงกานีส
   ธาตุนี้มีผลกระทบต่อใบ เนื่องจากมีบทบาทในการสั่งเคราะห์แสง เป็นตัวกระตุ้นการทำงานของน้ำย่อยในต้นพืช และยังควบคุมกิจกรรมของธาตุเหล็กและไนโตรเจนในต้นพืชอีกด้วย
   พืชที่ขาดธาตุแมงกานีสใบจะออกสีเหลือง ๆ ส่วนเส้นใบจะเขียวอยู่ปกติ โดยเฉพาะใบอ่อนอาจเกิดเป็นจุดขาว ๆ หรือจุดเหลืองที่ใบ ต้นโตช้า ใบไม่สมบูรณ์ พุ่มต้นโปร่ง   พืชที่แสดงอาการขาดธาตุแมงกานีส ต้องฉีดพ่นเข้าทางใบด้วยธาตุอาหารเสริมที่มีองค์ประกอบของธาตุแมงกานีส

   ธาตุโบรอน
   มีบทบาทเกี่ยวข้องต่อการดูดดึงธาตุอาหารพืช ช่วยให้พืชดูดเอาธาตุแคลเซียมและไนโตรเจนไปใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้พืชใช้ธาตุโปแตสเซียมได้มากขึ้น มีบทบาทในการสังเกคราะห์แสง การย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และเพิ่มคุณภาพทั้งรสชาติ ขนาด และน้ำหนักของผล เพิ่มความสามารถในการเจริญเติบโต เพราะโบรอนจะควบคุมการดูดและคายน้ำของพืชในขบวนการปรุงอาหารอีกทางหนึ่ง
   หากขาดธาตุโบรอน ส่วนที่จะแสดงอาการเริ่มแรกคืนยอดและใบ่อ่อน ส่วนที่ยอดและตายอดจะบิดงอ ใบอ่อนบางและโปร่งใสผิดปกติ เส้นกลางใบหนากร้าน และตกกระ มีสารเหนียว ๆ ออกมาตามเปลือกของลำต้น กิ่งก้านจะแลดูเหี่ยว ผลเล็กและแข็งผิดปกติ มีเปลือกหน้า บางทีผลแตกเป็นแผลได้
   อาการขาดธาตุนี้จะเห็นเด่นชัดเมื่อต้นพืชกระทบแล้งหรือขาดน้ำมาก ๆ ควรทำการปรับปรุงดินอย่าให้เป็นกรด-ด่างมาก และควรฉีดพ่นอาหารเสริมทางใบที่มีองค์ประกอบของโบรอนด้วย

   ธาตุโมลิบดินัม
   บทบาทและหน้าที่ของธาตุโมลิบดินัมในพืชนั้น ทำให้การทำงานของธาตุไนโตรเจนในพืชสมบูรณ์ขึ้น นอกจากนี้ ยังจำเป็นสำหรับขบวนการสร้างสารสีเขียวและน้ำย่อยภายในพืชบางชนิดด้วย
   พืชที่ขาดธาตุนี้ ที่ใบแจะเป็นจุดด่างเป็นด้วย ๆ ในขนะที่เส้นใบยังเขียวอยู่ ถ้าขาดธาตุนี้รุนแรง ใบจะม้วยเข้าข้างใน ลักษณะที่ปลายและขอบใบจะแห้ง ดอกร่วง และผลเคระแกรนไม่เติบโตเต็มที่

   ธาตุคลอรีน
   คอลรีนมีความสำคัญต่อขบวนการสังเคราะห์แสง มีผลทำให้พืชแก่เร็วขึ้น พืชที่ขาดธาตุคลอรีนใบจะซีด เหี่ยว และใบสีเหลืองบรอนซ์ ถ้ามีคลอรีนมากจำทำให้ของใบแห้ง ใบจะเหลืองก่อนกำหนด


ใส่ N มาก พืชดูดธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมไม่ได้
ใส่ P มากพืชดูดธาตุ N  ได้น้อย
ใส่ K มากพืชดูดธาตุแคลเซียมและโบรอนไม่ได้


จากข้อมูลข้างต้น หากผมกำหนดเอาเองว่า พื้นที่นา 10ไร่ของผม ถ้าผมใช้ขี้ไก่แห้ง(ก่อนหมัก)ประมาณ 450Kg/ไร่ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดผลกระทบจาก
ใส่ N มาก พืชดูดธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมไม่ได้
ใส่ P มากพืชดูดธาตุ N  ได้น้อย
ใส่ K มากพืชดูดธาตุแคลเซียมและโบรอนไม่ได้

หลังขบวนการหมักแล้วน้ำหนักจะหายไป 1/3ส่วน(เผื่อหล่นหายนิดหน่อย) จาก 450Kg จะเหลือ 300Kg หลังหมัก
ชื่อธาตุอาหารพืช     ปริมาณที่ต้องการ/ไร่         ธาตุที่ได้จากขี้ไก่ 300Kg            - ขาดไป(+เกิน)
     
  ไนโตรเจน(N)                22.2Kg                                   13.2Kg                                   -8.99Kg
  ฟอสฟอรัส(P)                 7.1Kg                                      6.3Kg                                     -0.8Kg
โพรแตสเซี่ยม(K)            31.6Kg                                      7.8Kg                                   -23.8Kg

แมกนีเซียม(MgO)               4Kg                                        3Kg                                    -1Kg
แคลเซียม(CaO)             3.94Kg                                      6.9Kg                                   +2.96Kg
กำมะถัน(S)                   0.94Kg                                     1.8Kg                                    +0.86Kg

เหล็ก(Fe)                      350g                                          300g                                  -50g
แมงกานีส(Mn)                 370g                                          124g                                 -246g
สังกะสี(Zn)                      40g                                          144.5g                                 +104.5g
ทองแดง(Cu)                   27g                                         51.9g                                  +24.9g
โบรอน(B)                       32g                                           12g                                    -20g
ซิลิก้า(Si)                      41.9Kg                                          -Kg                                     -Kg
คลอรีน(Cl)                     55Kg                                            -Kg                                     -Kg
โมลิบดีนัม(Mo)                    -                                               -                                       -

ดังนั้น หากต้องการคำนวนหาน้ำหนักมูลสัตว์(แห้ง)เพื่อซื้อมาทำปุ๋ย โดยอาศัยข้อมูลจากตารางปริมาณธาตุนี้ ถ้าผมอ้างอิงน้ำหนักของธาตุอาหารเสริมเป็นตัวอ้างอิงเพื่อหาน้ำหนักของมูลสัตว์แบบบ้านๆ(เดาเอา) ตามนี้


หลังหมัก น้ำหนักน่าจะลดลงเหลือ 2ใน3 โดยประมาณ (เหลือ 300กก.) แต่ผลที่คำนวนออกมาได้  คือ
แคลเซียม  = 6.9Kg  (ต้องการ 3.93Kg/ไร่) มากเกิน                                  +2.96Kg (1.75เท่า)
กำมะถัน(S) = 1.8Kg  (ต้องการ 0.94Kg/ไร่) มากเกิน                               +0.86Kg (1.9เท่า)

สังกะสี(Zn)  =  144.5g  (ต้องการ 40g/ไร่) มากเกิน                                +104.5g (3.6เท่า)
ทองแดง(Cu) = 51.9g  (ต้องการ 27g/ไร่) มากเกิน                               +24.9g (1.9เท่า)

จะมีผลกระทบ ต่อพืช หรือไม่  เพราะหากพืชได้รับธาตุทองแดงมากไปจะแสดงอาการขาดแคลเซี่ยมได้
ใส่แคลเซียมและแมกนีเซียมมากเกินไป จะทำให้พืชแสดงอาการขาดธาตุโบรอน โพแทสเซียม
ใส่ ไนโตรเจน(N) มาก พืชดูดธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมไม่ได้
ใส่ ฟอสฟอรัส(P) มากพืชดูดธาตุ N  ได้น้อย
ใส่ โพรแตสเซี่ยม(K) มากพืชดูดธาตุแคลเซียมและโบรอนไม่ได้
 <a href="http://ฟอสเฟต ทำให้ pH ดินเป็นด่าง ธาตุเหล็กและแมงกานีส ปลดปล่อยออกมาไม่ได้<br />แกลบดำ 5 กก. pH เป็นด่าง เสริมโดโลไมท์เข้าไปอีก<br />ร็อคฟอสเฟต 5 กก. ให้ธาตุฟอสฟอรัสและแคลเซียมเป็นหลัก pH เป็นด่าง" target="_blank">http://ฟอสเฟต ทำให้ pH ดินเป็นด่าง ธาตุเหล็กและแมงกานีส ปลดปล่อยออกมาไม่ได้<br />แกลบดำ 5 กก. pH เป็นด่าง เสริมโดโลไมท์เข้าไปอีก<br />ร็อคฟอสเฟต 5 กก. ให้ธาตุฟอสฟอรัสและแคลเซียมเป็นหลัก pH เป็นด่าง</a>
นี่คงเป็นเหตุผล ที่ว่าทำไม น้าหมอแดง จึงแนะนำให้ใช้มูลสัตว์หมัก ใส่ไร่ล่ะไม่เกิน 100กิโลกรัมต่อไร่ ใช่ใหมครับ หากใครยังไม่เข้าใจให้ลองพิจารณาตารางตัวล่าง เป็นตารางเปรียบเทียบปริมาณความต้องการธาตุอาหารต่างๆของข้าว ตามข้อมูลของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ IRRI, Manila, Philippines(1987)  แสดงให้เห็นว่า ขี้ไก่หมักแล้ว 83กิโลกรัม หรือ ขี้หมู 102.5กิโลกรัม ให้ธาตุสังกะสี(Zn) 40g เพียงพอสำหรับต้นข้าวแล้ว ส่วนสารตัวอื่นที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช สามารถปรุงแต่งใส่เพิ่มได้

http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=50207.msg1930715#msg1930715
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2012, 09:20:41 PM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #317 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 04:00:59 AM »

 ยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม  กรุณาเตรียมยาดมก่อนอ่าน  ยิ้มกว้างๆ  เขียนเองยังตาลายเลย

อ้างถึง
แร่ธาตุหลัก ซึ่งพืชต้องการในปริมาณสูงมาก ประกอบด้วย
ไนโตรเจน (N)
ฟอสฟอรัส (P)
โพแทสเซียม (K)
จากข้อมูลที่ได้มา(จากน้าแดง) อัตราส่วนธาตุอาหารที่เหมาะสมกับต้นข้าวพอประมาณได้ คือ ไนโตรเจน(N)10%  ฟอสฟอรัส(P)5%   โพรแตสเซี่ยม(K)8%

แร่ธาตุรอง ซึ่งพืชต้องการในปริมาณน้อย ประกอบด้วย
แคลเซียม (C)
แมกนีเซียม (Mg)
กำมะถัน (S)

แร่ธาตุเสริม ซึ่งพืชต้องการในปริมาณที่น้อยมาก (แต่ขาดไม่ได้) ประกอบด้วย
เหล็ก (Fe)
แมงกานีส (Mn)
โบรอน (B)
โมลิบดินัม (Mo)
ทองแดง (Cu)
สังกะสี (Zn)
คลอรีน (Cl)

เปรียบเสมือนร่างกายคน ได้พลังงานจากแป้ง น้ำตาลและไขมัน   
ซ่อมแซมส่วนสึกหรอด้วยโปรตีนจาก พืช และเนื้อสัตว์

แต่หากร่างกายวิตามิน เกลือแร่ และเอ็นไชน์ ขบวนการในร่างกายต่างๆ ก็จะทำงานได้ไม่สมบูรณ์


ธาตุสังกะสี
   สังกะสีมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนพืช กล่าวคือ พืชที่ขาดธาตุสังกะสีจะให้ปริมาณฮอร์โมน IAA ในตายอดลดลง ทำให้ตายอดและข้อปล้องไม่ขยาย ใบออกมาซ้อน ๆ กัน นอกจากนี้ยังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำย่อยของพืชหลายชนิดในการสร้างอาหาร และสังเคราะห์แสง จึงมีผลทางอ้อมในการสร้างส่วนสีเขียวของพืช      การแก้ไขที่และและให้ผลแน่นอนคือการฉีดพ่นทางใบ ด้วยธาตุอาหารเสริมที่มีธาตุสังกะสีเป็นองค์ประกอบ

   ธาตุแมงกานีส
   ธาตุนี้มีผลกระทบต่อใบ เนื่องจากมีบทบาทในการสั่งเคราะห์แสง เป็นตัวกระตุ้นการทำงานของน้ำย่อยในต้นพืช และยังควบคุมกิจกรรมของธาตุเหล็กและไนโตรเจนในต้นพืชอีกด้วย
   พืชที่ขาดธาตุแมงกานีสใบจะออกสีเหลือง ๆ ส่วนเส้นใบจะเขียวอยู่ปกติ โดยเฉพาะใบอ่อนอาจเกิดเป็นจุดขาว ๆ หรือจุดเหลืองที่ใบ ต้นโตช้า ใบไม่สมบูรณ์ พุ่มต้นโปร่ง   พืชที่แสดงอาการขาดธาตุแมงกานีส ต้องฉีดพ่นเข้าทางใบด้วยธาตุอาหารเสริมที่มีองค์ประกอบของธาตุแมงกานีส

   ธาตุโบรอน
   มีบทบาทเกี่ยวข้องต่อการดูดดึงธาตุอาหารพืช ช่วยให้พืชดูดเอาธาตุแคลเซียมและไนโตรเจนไปใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้พืชใช้ธาตุโปแตสเซียมได้มากขึ้น มีบทบาทในการสังเกคราะห์แสง การย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และเพิ่มคุณภาพทั้งรสชาติ ขนาด และน้ำหนักของผล เพิ่มความสามารถในการเจริญเติบโต เพราะโบรอนจะควบคุมการดูดและคายน้ำของพืชในขบวนการปรุงอาหารอีกทางหนึ่ง
   หากขาดธาตุโบรอน ส่วนที่จะแสดงอาการเริ่มแรกคืนยอดและใบ่อ่อน ส่วนที่ยอดและตายอดจะบิดงอ ใบอ่อนบางและโปร่งใสผิดปกติ เส้นกลางใบหนากร้าน และตกกระ มีสารเหนียว ๆ ออกมาตามเปลือกของลำต้น กิ่งก้านจะแลดูเหี่ยว ผลเล็กและแข็งผิดปกติ มีเปลือกหน้า บางทีผลแตกเป็นแผลได้
   อาการขาดธาตุนี้จะเห็นเด่นชัดเมื่อต้นพืชกระทบแล้งหรือขาดน้ำมาก ๆ ควรทำการปรับปรุงดินอย่าให้เป็นกรด-ด่างมาก และควรฉีดพ่นอาหารเสริมทางใบที่มีองค์ประกอบของโบรอนด้วย

   ธาตุโมลิบดินัม
   บทบาทและหน้าที่ของธาตุโมลิบดินัมในพืชนั้น ทำให้การทำงานของธาตุไนโตรเจนในพืชสมบูรณ์ขึ้น นอกจากนี้ ยังจำเป็นสำหรับขบวนการสร้างสารสีเขียวและน้ำย่อยภายในพืชบางชนิดด้วย
   พืชที่ขาดธาตุนี้ ที่ใบแจะเป็นจุดด่างเป็นด้วย ๆ ในขนะที่เส้นใบยังเขียวอยู่ ถ้าขาดธาตุนี้รุนแรง ใบจะม้วยเข้าข้างใน ลักษณะที่ปลายและขอบใบจะแห้ง ดอกร่วง และผลเคระแกรนไม่เติบโตเต็มที่

   ธาตุคลอรีน
   คอลรีนมีความสำคัญต่อขบวนการสังเคราะห์แสง มีผลทำให้พืชแก่เร็วขึ้น พืชที่ขาดธาตุคลอรีนใบจะซีด เหี่ยว และใบสีเหลืองบรอนซ์ ถ้ามีคลอรีนมากจำทำให้ของใบแห้ง ใบจะเหลืองก่อนกำหนด


ใส่ N มาก พืชดูดธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมไม่ได้
ใส่ P มากพืชดูดธาตุ N  ได้น้อย
ใส่ K มากพืชดูดธาตุแคลเซียมและโบรอนไม่ได้


จากข้อมูลของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ IRRI, Manila, Philippines(1987)     
ธาตุอาหารที่ต้นข้าวต้องการต่อผลผลิตข้าวเปลือก 1000Kg/ไร่       

ธาตุอาหาร           ฟางข้าว         ข้าวเปลือก         รวม 
ไนโตรเจน(N)             7.6Kg             14.6Kg             22.2Kg
ฟอสฟอรัส(P2O5)        1.1Kg              6.0Kg             7.1Kg
โพแทสเซียม(K2O)      28.4Kg            3.2Kg             31.6Kg
แมกนีเซียม(MgO)        2.3Kg              1.7Kg             4.0Kg
แคลเซียม(CaO)          3.8Kg             0.14Kg           3.94Kg
กำมะถัน(S)              0.34Kg              0.60Kg          0.94Kg
เหล็ก(Fe)                  150g               200g               350g
แมงกานีส(Mn)             310g                 60g              370g
สังกะสี(Zn)                  20g                 20g              40g
ทองแดง(Cu)                 2g                  25g              27g
โบรอน(B)                   16g                 16g               32g
ซิลิก้า(Si)                41.9Kg             9.8Kg              51.7Kg
คลอรีน(Cl)                 55Kg               4.2Kg            59.2Kg


  เอาค่าตัวเลขในตารางนี้ หักลบด้วยตารางธาตุอาหารที่ได้จากการผลิตข้าว(ที่เหลือในฟางข้าวและตอซัง) เหลือเท่าไหร่คือ ปริมาณสารอาหารที่ต้องเติมเพิ่มลงดินให้ต้นข้าวในปีถัดไป เพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ 

   แต่....  เท่าที่ทราบมา ธาตุอาหารจากมูลสัตว์ต่างๆ ยังมีธาตุอาหารที่ยังไม่สมดุล เพียงพอ หรือพอเหมาะกับพืช ดังนั้น จึงต้องแต่งเสริม เพิ่มสูตรสักหน่อย จึงจะใช้งานให้ได้ผลเต็มที่

                         ความเข้มข้นต่อน้ำหนักแห้งของธาตุอาหารในมูลสัตว์ (เปอร์เซ็น/น้ำหนัก)

                                       ไก่                                   หมู
ไนโตรเจน(N) %                    4.4                                  2.1                                               
ฟอสฟอรัส(P2O5) %               2.1                                  0.8                   
โพแทสเซียม(K2O) %             2.6                                  1.2                 
แมกนีเซียม(MgO) %              1.0                                   0.3
แคลเซียม(CaO) %                2.3                                   1.6                   
กำมะถัน(S) %                      0.6                                   0.3                         
เหล็ก(Fe)  มล./กก.               1,000                              1,000                           
แมงกานีส(Mn) มล./กก.           413                                 180                     
สังกะสี(Zn) มล./กก.               480                                  390                           
ทองแดง(Cu) มล./กก.             172                                  150                           
โบรอน(B) มล./กก.                  40                                    75
โมลิบดีนัม(Mo) มล./กก.            0.7                                  0.6                             
ซิลิก้า(Si)                                    -                                       -                       
คลอรีน(Cl)   


 เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านอื่นๆได้เข้าใจง่ายๆ หากผมเอาปริมาณธาตุอาหารต่างๆ ที่ได้มา มาเทียบอัตราส่วนเพื่อหาปริมาณการใช้มูลสัตว์ต่อพื้นที่ 1ไร่(ไม่ได้คิดรวมธาตุอาหารที่มีในฟาง) โดยอ้างอิงจากข้อมูลของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ IRRI, Manila, Philippines(1987)   ธาตุอาหารที่ต้นข้าวต้องการต่อการผลผลิตข้าวเปลือก 1000Kg/ไร่ ผลจะได้ประมาณนี้

ชื่อธาตุอาหารพืช     ปริมาณที่ต้องการ/ไร่              ขี้ไก่                 ขี้หมู       
  ไนโตรเจน(N)                22.2Kg                        504.5Kg              1,057Kg
  ฟอสฟอรัส(P)                 7.1Kg                           338Kg                 887Kg
โพรแตสเซี่ยม(K)            31.6Kg                         1,215Kg              2,633Kg

แมกนีเซียม(MgO)               4Kg                           400Kg               1,333Kg
แคลเซียม(CaO)             3.94Kg                        171.3Kg               246.25Kg   
กำมะถัน(S)                   0.94Kg                         156.6Kg              313.3Kg

เหล็ก(Fe)                      350g                           350Kg                  350Kg
แมงกานีส(Mn)                 370g                           895Kg                2,055Kg
สังกะสี(Zn)                      40g                             83Kg                  102.5Kg
ทองแดง(Cu)                   27g                              156Kg                  180Kg
โบรอน(B)                       32g                             800Kg                 426.6Kg
ซิลิก้า(Si)                      41.9Kg                             -Kg                  -Kg
คลอรีน(Cl)                     55Kg                               -Kg                  -Kg
โมลิบดีนัม(Mo)                    -                                 -                      -

แล้วส่วนนี้ หายังไง


จากข้อมูลข้างต้น หากผมกำหนดเอาเองว่า พื้นที่นา 10ไร่ของผม ถ้าผมใช้ขี้ไก่แห้ง(ก่อนหมัก)ประมาณ 450Kg/ไร่ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดผลกระทบจาก

ใส่ N มาก พืชดูดธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมไม่ได้
ใส่ P มากพืชดูดธาตุ N  ได้น้อย
ใส่ K มากพืชดูดธาตุแคลเซียมและโบรอนไม่ได้

หลังขบวนการหมักแล้วน้ำหนักจะหายไป 1/3ส่วน(เผื่อหล่นหายนิดหน่อย) จาก 450Kg จะเหลือ 300Kg หลังหมัก
ดังนั้น หากต้องการคำนวนหาน้ำหนักมูลสัตว์(แห้ง)เพื่อซื้อมาทำปุ๋ย โดยอาศัยข้อมูลจากตารางปริมาณธาตุนี้ ถ้าผมอ้างอิงน้ำหนักของธาตุอาหารเสริมเป็นตัวอ้างอิงเพื่อหาน้ำหนักของมูลสัตว์แบบบ้านๆ(เดาเอา) ตามนี้

ชื่อธาตุอาหารพืช     ปริมาณที่ต้องการ/ไร่         ธาตุที่ได้จากขี้ไก่ 300Kg            - ขาดไป(+เกิน)
       
  ไนโตรเจน(N)                22.2Kg                                   13.2Kg                                   -8.99Kg
  ฟอสฟอรัส(P)                 7.1Kg                                      6.3Kg                                     -0.8Kg
โพรแตสเซี่ยม(K)            31.6Kg                                      7.8Kg                                   -23.8Kg

แมกนีเซียม(MgO)               4Kg                                        3Kg                                    -1Kg
แคลเซียม(CaO)             3.94Kg                                      6.9Kg                                   +2.96Kg
กำมะถัน(S)                   0.94Kg                                    1.8Kg                                    +0.86Kg

เหล็ก(Fe)                      350g                                          300g                                  -50g
แมงกานีส(Mn)                 370g                                          124g                                 -246g
สังกะสี(Zn)                      40g                                          144.5g                                 +104.5g
ทองแดง(Cu)                   27g                                          51.9g                                  +24.9g
โบรอน(B)                       32g                                           12g                                    -20g
ซิลิก้า(Si)                      41.9Kg                                          -Kg                                     -Kg
คลอรีน(Cl)                     55Kg                                            -Kg                                     -Kg
โมลิบดีนัม(Mo)                    -                                               -                                       -



หลังหมัก น้ำหนักน่าจะลดลงเหลือ 2ใน3 โดยประมาณ (เหลือ 300กก.) แต่ผลที่คำนวนออกมาได้  คือ
แคลเซียม  = 6.9Kg  (ต้องการ 3.93Kg/ไร่) มากเกิน                                  +2.96Kg (1.75เท่า)
กำมะถัน(S) = 1.8Kg  (ต้องการ 0.94Kg/ไร่) มากเกิน                               +0.86Kg (1.9เท่า)

สังกะสี(Zn)  =  144.5g  (ต้องการ 40g/ไร่) มากเกิน                                +104.5g (3.6เท่า)
ทองแดง(Cu) = 51.9g  (ต้องการ 27g/ไร่) มากเกิน                               +24.9g (1.9เท่า)

จะมีผลกระทบ ต่อพืช หรือไม่  เพราะหากพืชได้รับธาตุทองแดงมากไปจะแสดงอาการขาดแคลเซี่ยมได้
ใส่แคลเซียมและแมกนีเซียมมากเกินไป จะทำให้พืชแสดงอาการขาดธาตุโบรอน โพแทสเซียม
ใส่ ไนโตรเจน(N) มาก พืชดูดธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมไม่ได้
ใส่ ฟอสฟอรัส(P) มากพืชดูดธาตุ N  ได้น้อย
ใส่ โพรแตสเซี่ยม(K) มากพืชดูดธาตุแคลเซียมและโบรอนไม่ได้
 <a href="http://&#3615;&#3629;&#3626;&#3648;&#3615;&#3605; &#3607;&#3635;&#3651;&#3627;&#3657; pH &#3604;&#3636;&#3609;&#3648;&#3611;&#3655;&#3609;&#3604;&#3656;&#3634;&#3591; &#3608;&#3634;&#3605;&#3640;&#3648;&#3627;&#3621;&#3655;&#3585;&#3649;&#3621;&#3632;&#3649;&#3617;&#3591;&#3585;&#3634;&#3609;&#3637;&#3626; &#3611;&#3621;&#3604;&#3611;&#3621;&#3656;&#3629;&#3618;&#3629;&#3629;&#3585;&#3617;&#3634;&#3652;&#3617;&#3656;&#3652;&#3604;&#3657;<br />&#3649;&#3585;&#3621;&#3610;&#3604;&#3635; 5 &#3585;&#3585;. pH &#3648;&#3611;&#3655;&#3609;&#3604;&#3656;&#3634;&#3591; &#3648;&#3626;&#3619;&#3636;&#3617;&#3650;&#3604;&#3650;&#3621;&#3652;&#3617;&#3607;&#3660;&#3648;&#3586;&#3657;&#3634;&#3652;&#3611;&#3629;&#3637;&#3585;<br />&#3619;&#3655;&#3629;&#3588;&#3615;&#3629;&#3626;&#3648;&#3615;&#3605; 5 &#3585;&#3585;. &#3651;&#3627;&#3657;&#3608;&#3634;&#3605;&#3640;&#3615;&#3629;&#3626;&#3615;&#3629;&#3619;&#3633;&#3626;&#3649;&#3621;&#3632;&#3649;&#3588;&#3621;&#3648;&#3595;&#3637;&#3618;&#3617;&#3648;&#3611;&#3655;&#3609;&#3627;&#3621;&#3633;&#3585; pH &#3648;&#3611;&#3655;&#3609;&#3604;&#3656;&#3634;&#3591;" target="_blank">http://&#3615;&#3629;&#3626;&#3648;&#3615;&#3605; &#3607;&#3635;&#3651;&#3627;&#3657; pH &#3604;&#3636;&#3609;&#3648;&#3611;&#3655;&#3609;&#3604;&#3656;&#3634;&#3591; &#3608;&#3634;&#3605;&#3640;&#3648;&#3627;&#3621;&#3655;&#3585;&#3649;&#3621;&#3632;&#3649;&#3617;&#3591;&#3585;&#3634;&#3609;&#3637;&#3626; &#3611;&#3621;&#3604;&#3611;&#3621;&#3656;&#3629;&#3618;&#3629;&#3629;&#3585;&#3617;&#3634;&#3652;&#3617;&#3656;&#3652;&#3604;&#3657;<br />&#3649;&#3585;&#3621;&#3610;&#3604;&#3635; 5 &#3585;&#3585;. pH &#3648;&#3611;&#3655;&#3609;&#3604;&#3656;&#3634;&#3591; &#3648;&#3626;&#3619;&#3636;&#3617;&#3650;&#3604;&#3650;&#3621;&#3652;&#3617;&#3607;&#3660;&#3648;&#3586;&#3657;&#3634;&#3652;&#3611;&#3629;&#3637;&#3585;<br />&#3619;&#3655;&#3629;&#3588;&#3615;&#3629;&#3626;&#3648;&#3615;&#3605; 5 &#3585;&#3585;. &#3651;&#3627;&#3657;&#3608;&#3634;&#3605;&#3640;&#3615;&#3629;&#3626;&#3615;&#3629;&#3619;&#3633;&#3626;&#3649;&#3621;&#3632;&#3649;&#3588;&#3621;&#3648;&#3595;&#3637;&#3618;&#3617;&#3648;&#3611;&#3655;&#3609;&#3627;&#3621;&#3633;&#3585; pH &#3648;&#3611;&#3655;&#3609;&#3604;&#3656;&#3634;&#3591;</a>
นี่คงเป็นเหตุผล ที่ว่าทำไม น้าหมอแดง จึงแนะนำให้ใช้มูลสัตว์หมัก ใส่ไร่ล่ะไม่เกิน 100กิโลกรัมต่อไร่
    หากใครยังไม่เข้าใจให้ลองพิจารณาตารางกลาง เป็นตารางเปรียบเทียบปริมาณความต้องการธาตุอาหารต่างๆของข้าว ตามข้อมูลของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ IRRI, Manila, Philippines(1987)  แสดงให้เห็นว่า ขี้ไก่หมักแล้ว 83กิโลกรัม หรือ ขี้หมู 102.5กิโลกรัม ให้ธาตุสังกะสี(Zn) 40g เพียงพอสำหรับต้นข้าวแล้ว ส่วนสารตัวอื่นที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช สามารถปรุงแต่งใส่เพิ่มได้
         แต่.. ถ้าใส่ธาตุอาหารสะสมเกินจนเป็นพิษ ถึงแม้แก้ได้ แต่ก็จะกระทบต่อผลผลิตและต้นทุนอย่างมากแน่นอน

กลับมาเป็นเถ้าแก่ที่บ้านเกิดกันเถอะ ตอน แนวคิดหาต้นทุนธาตุอาหารในนาข้าว น.77
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2012, 04:14:04 AM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
สุนนท์กุล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1936


คนไท หัวใจเกษตรธรรมชาติ


« ตอบ #318 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2012, 09:20:53 PM »

คัดจากrakbankerd.com
...ธาตุอาหารของพืช หรือแร่ธาตุที่พืชต้องการเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของพืชนั้นมีมากมายหลายชนิด และมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ในที่นี้จะให้ความสำคัญกับ 16 ธาตุอาหารที่พืชพึงได้รับ โดยจัดแบ่งกลุ่มดังนี้...
-ธาตุอาหารหลัก พืชส่วนใหญ่ต้องการแร่ธาตุอาหารกลุ่มนี้ในปริมาณที่มาก อยู่ในลำดับต้น ๆ ได้แก่ ธาตุไนโตรเจน (N), ธาตุฟอสฟอรัส (P), ธาตุโพแทสเซียม (K)
-ธาตุอาหารรอง พืชส่วนใหญ่ต้องการธาตุอาหารกลุ่มนี้ในปริมาณที่รองลงมาจากกลุ่มแรก ได้แก่ ธาตุแคลเซียม (Ca), ธาตุแมกนีเซียม (Mg), ธาตุกำมะถัน (S)
-ธาตุอาหารเสริม พืชส่วนใหญ่ต้องการธาตุอาหารกลุ่มนี้ในปริมาณที่น้อย แต่ขาดไม่ได้ ได้แก่ ธาตุเหล็ก (Fe), ธาตุทองแดง (Cu), ธาตุแมงกานีส (Mn), ธาตุโบรอน (B), ธาตุสังกะสี (Zn), ธาตุโมลิบดินั่ม (Mo) และ ธาตุคลอรีน (Cl)
.....อาการขาดธาตุชนิดเดียวกันในพืชแต่ละชนิดอาจมีลักษณะต่างกัน..คือ.....
-ฟอสฟอรัส P ต้นแคระแกร็น ใบเล็ก เหลือง ลำต้นเล็กลง ใบล่างเริ่มมีสีม่วงตามแผ่นใบ ดอกผลน้อย รากไม่เจริญ
-ไนโตรเจน N ลำต้นและรากแคระแกร็น ใบเล็กเหลืองซีด ร่วงง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ถ้าขาดมากๆ จะเหลืองซีดไปทั้งต้นและอาจทำให้ตายได้
-โปตัสเซียม K ใบแก่มีอาการไหม้เริ่มจากที่ปลายใบ แผ่นใบจะโค้งลงหรือม้วนจากปลายใบ ใบอ่อนจะมีจุดประสีแดงหรือเหลืองระหว่างเส้นใบ คุณภาพของดอกและผลลดลง
-แมกนีเซียม Mg ใบแก่มีลักษณะเหลืองซีด ระหว่างเส้นใบมีสีขาวหรือเหลือง ใบร่วงเร็ว การเจริญเติบโตช้าลง ปริมาณและคุณภาพของดอกผลต่ำ
-คลอรีน Cl ใบเหี่ยวง่าย เหลืองด่าง พืชทั่วไปมีคลอรีนพอเพียงจึงไม่พบปัญหาของการขาดคลอรีน
-โมลิบดินั่ม Mo ขอบใบโค้งหงิกงอ มีจุดเหลืองด่างตามขอบใบ
-สังกะสี Zn ใบอ่อนมีสีเหลืองซีดและปรากฏสีขาวประปรายตามแผ่นใบ ทำให้ไม่ทนต่อสภาวะแดดร้อนจัดและหนาวจัด
-ทองแดง Cu ใบอ่อนจะมีสีเหลือง ตาจะกลายเป็นสีดำ ยอดจะชะงักการเจริญเติบโตและตาย
-กำมะถัน S ใบยอดมีขนาดเล็ก สีเหลืองซีด เส้นใบยังคงมีสีเขียว
-โบรอน B ส่วนยอดมีสีเหลืองและแห้งตาย ลำต้นและใบบิดเบี้ยว ลำต้นไม่ค่อยยืดตัวและเปราะแตกง่าย
-แมงกานีส Mn ระหว่างเส้นใบจะขาดสีเขียวหรือเกิดจุดขาวเหลือง แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว ไม่ออกดอกผล
-เหล็ก Fe ยอดอ่อนมีสีเหลืองซีดจนกระทั่งเป็นสีขาวและแห้งตาย แต่เส้นใบยังคงมีสีเขียว
-แคลเซียม Ca ใบอ่อนบิดเบี้ยว ขอบใบม้วนลง ขอบใบไม่เรียบ ขาดและแห้ง ยอดอ่อนตาย

พืชจะแสดงอาการเมื่อขาดธาตุอาหาร
การดูอาการผิดปกติของพืชเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยบอกให้รู้ว่า พืชขาดธาตุอาหารอะไร ดินที่ใช้ปลูกพืชนั้นๆ มีลักษณะอย่างไรมีธาตุอาหารเพียงพอหรือไม่ และจะทำการแก้ไขอย่างไร อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีข้อควรระวังหลายประการ เช่น

อาการขาดธาตุชนิดเดียวกันในพืชแต่ละชนิดอาจมีลักษณะต่างกัน
การขาดธาตุ ถ้าขาดไม่มากพืชมักจะไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่มีผลทำให้ผลผลิตลดลง
ถ้าเป็นพืชอายุสั้น เมื่อพืชแสดงอาการผิดปกติ มักจะแก้ไขไม่ทันการเสียแล้ว
ถ้าขาดธาตุมากกว่าหนึ่งธาตุจะสังเกตอาการผิดปกติได้ยากขึ้น
มีลักษณะอาการผิดปกติที่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น พืชขาดน้ำ ดินเค็ม โรค และแมลงต่างๆ อาจมีลักษณะคล้ายๆ กับอาการขาดธาตุอาหาร ทำให้เข้าใจผิดว่าพืชขาดธาตุอาหาร

การขาดธาตุอาหารตามลักษณะและบริเวณที่พืชแสดงอาการได้ 3 กลุ่ม คือ

ถ้าพืชแคระแกร็น มีอาการแสดงออกเฉพาะที่ใบแก่ ใบร่วงเร็ว แสดงว่าน่าจะขาดธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจ ฟอสฟอรัส หรือ โปตัสเซียม นอกจากนี้การขาด แมกนีเซียม ก็แสดงอาการที่ใบแก่เช่นกัน อย่างไรก็ตามในดินที่มีอินทรีวัตถุมากไม่น่าจะขาด ไนโตรเจน ดินเหนียวไม่น่าจะขาด โปตัสเซียม และดินที่ไม่เป็นกรดน่าจะมี แมกนีเซียม เพียงพอ
ถ้าพืชแสดงอาการที่ส่วนยอดและลุกลามมายังใบที่โตเต็มที่แล้ว อาการแบบนี้มักจะเกิดจากการขาดธาตุ กำมะถัน ทองแดง สังกะสี โมลิบดินัม หรือ คลอรีน แต่โดยปกติคลอรีนมีมากในดินและน้ำ พืชจึงไม่ค่อยขาดคลอรีน อาการขาดธาตุพวกนี้จะคล้ายๆ กันคือใบพืชจะขาดสีเขียว ใบเหลืองด่างหรือขาวเหลือง ในดินที่เป็นด่างจะขาดทองแดงและสังกะสี
ถ้าพืชแสดงอาการเฉพาะที่ส่วนยอด ซึ่งมักจะเกิดกับพืชที่โตแล้วแสดงว่าพืชอาจจะขาดธาตุอาหารพวก แคลเซียม เหล็ก แมงกานีส หรือ โบรอน ซึ่งถ้าจะแยกว่าขาดอะไรให้ดูอาการและลักษณะของดินประกอบ เช่น ถ้าดินเป็นด่างไม่น่าจะขาด แคลเซียม ถ้าขาด เหล็ก ใบอ่อนจะเป็นสีขาวเหลืองแต่เส้นใบเขียวชัดเจน ถ้าขาดโบรอนอาจมีใบขาดวิ่นหรือต้น-หัวมีจุดสีน้ำตาล
การแก้ไข

ถ้าพืชขาดธาตุอาหารหลักพวก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม นิยมใส่ปุ๋ยให้ทางดิน เพราะพืชต้องการมาก การให้ปุ๋ยทางใบโดยปกติจะช่วยเสริมให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีในช่วงแรกๆ ปุ๋ยที่ใช้ควรเลือกสูตรให้เหมาะสมตามลักษณะที่พืชขาด ตัวเลขสูตรปุ๋ย เช่น 30-20-10 หมายถึงปริมาณของ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โปตัสเซียม ในปุ๋ยนั้นตามลำดับ
ถ้าพืชแสดงอาการขาด แคลเซียม หรือ แมกนีเซียม ซึ่งโดยปกติจะพบในดินที่เป็นกรด แก้ไขได้โดยการใส่ปูน ถ้าขาดแคลเซียมอาจใช้ปูนมาร์ล ปูนขาวหรือหินปูนบด แต่ถ้าขาด แมกนีเซียม ด้วยควรใช้ปูนโดโลไมต์ เพราะมีทั้ง แคลเซียม และ แมกนีเซียม
ถ้าพืชขาดจุลธาตุ ควรปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน pH ให้มีค่าประมาณ 5.5-7 เพราะดินในสภาพนี้จุลธาตุจะละลายออกมาให้พืชใช้ได้พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่ถ้าดินมีธาตุเหล่านี้น้อยนิยมเพิ่มในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เพราะปุ๋ยพวกนี้มีธาตุเหล่านี้อยู่ด้วย อย่างไรก็ตามการใส่ปุ๋ยให้ทางดินอาจจะช้าแก้ไขได้ไม่ทันการ ดังนั้นอาจมีการฉีดพ่นให้ทางใบด้วย ในปัจจุบันมีปุ๋ยที่มีพวกจุลธาตุผสมอยู่มาก เช่น ปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยเกร็ดละลายน้ำ แต่ถ้าทราบว่าขาดจุลธาตุเพียง 1 หรือ 2 ตัว ก็อาจหาซื้อปุ๋ยที่มีเฉพาะธาตุนั้นๆ มาฉีดให้ทางใบก็ได้ เช่น เหล็กคีเลทให้ธาตุเหล็ก แมงกานีสซัลเฟตให้ แมงกานีสและกำมะถัน ซิงซัลเฟตให้สังกะสีและกำมะถัน คอปเปอร์ซัลเฟตให้ทองแดงและกำมะถัน โบแร็กซ์ให้โบรอน แอมโมเนียมโมลิบเดทให้โมลิบดินัมและไนโตรเจน และอื่นๆ อีกมาก



เอกสารอ้างอิง

เอกสารประกอบการอบรม ดิน-ปุ๋ย-น้ำ , ดร.สุเทพ ทองแพ , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ดินและปุ๋ยสำหรับโป๊ยเซียน , ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ
วารสารเมืองเกษตร ปีที่ 11 ฉบับ 121 ตุลาคม 2541



ธาตุไนโตรเจนปกติจะมีอยู่ในอากาศในรูปของก๊าซไนโตรเจนเป็นจำนวนมาก แต่ไนโตรเจนในอากาศในรูปของก๊าซนั้น พืชนำเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ (ยกเว้นพืชตระกูลถั่วเท่านั้นที่มีระบบรากพิเศษสามารถแปรรูปก๊าซไนโตรเจนจากอากาศ เอามาใช้ประโยชน์ได้) ธาตุไนโตรเจนที่พืชทั่ว ๆ ไปดึงดูดขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้นั้น จะต้องอยู่ในรูปของอนุมูลของประกอบ เช่น แอมโมเนียมไอออน (NH4+) และไนเทรตไอออน (No3-) ธาตุไนโตรเจนในดินที่อยู่ในรูปเหล่านี้จะมาจากการสลายตัวของสารอินทรียวัตถุในดิน โดยจุลินทรีย์ในดินจะเป็นผู้ปลดปล่อยให้ นอกจากนั้นก็ได้มาจากการที่เราใส่ปุ๋ยเคมีลงไปในดินด้วย


แหล่งที่มาของธาตุไนโตรเจนในดิน จะมาจากการผุพังสลายตัวของอินทรียวัตถุในดิน

พืชโดยทั่วไปมีความต้องการธาตุไนโตรเจนเป็นจำนวนมาก เป็นธาตุอาหารที่สำคัญมากในการส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของพืช พืชที่ได้รับไนโตรเจนอย่างเพียงพอ ใบจะมีสีเขียวสด มีความแข็งแรง โตเร็ว และทำให้พืชออกดอกและผลที่สมบูรณ์ เมื่อพืชได้รับไนโตรเจนมาก ๆ บางครั้งก็ทำให้เกิดผลเสียได้เหมือนกัน เช่น จะทำให้พืชอวบน้ำมาก ต้นอ่อน ล้มง่าย โรคและแมลงเข้ารบกวนทำลายได้ง่าย คุณภาพผลิตผลของพืชบางชนิดก็จะเสียไปได้ เช่น ทำให้ต้นมันไม่ลงหัว มีแป้งน้อย อ้อยจืด ส้มเปรี้ยว และมีกากมาก แต่บางพืชก็อาจทำให้คุณภาพดีขึ้น โดยเฉพาะพวกผักรับประทานใบ ถ้าได้รับไนโตรเจนมากจะอ่อน อวบน้ำ และกรอบ ทำให้มีเส้นใยน้อย และมีน้ำหนักดี แต่ผักมักจะเน่าง่าย และแมลงชอบรบกวน
พืชเมื่อขาดไนโตรเจนจะแคระแกร็น โตช้า ใบเหลือง โดยเฉพาะใบล่าง ๆ จะแห้ง ร่วงหล่นเร็วทำให้แลดูต้นโกร๋น การออกดอกออกผลจะช้า และไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ดินโดยทั่ว ๆ ไปมักจะมีไนโตรเจนไม่เพียงพอกับความต้องการของพืช ดังนั้นเวลาปลูกพืชจึงควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมีเพิ่มเติมให้กับพืชด้วย

ที่มา : รวบรวมจาก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 18
http://iteem24.wordpress.com/
http://www.triamudomsouth.ac.th/07_g/h30102_4/h30102_4_2/2_30268_4/plan5_1.html
http://lpsci.nfe.go.th/lpsci/elearning/biodiversity/natural_agri2.php
http://www.maejohydroponics.org/pdf/symtom.pdf


บันทึกการเข้า

อเนก สุนนท์กุล ทำระบบสูบน้ำใช้ไฟฟ้าจากแดด
LineID=0849099699เน้นสอนแนะให้ดูแลระบบเองได้ 0619355245,0968363965
kmsmily
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3547


« ตอบ #319 เมื่อ: ธันวาคม 23, 2012, 12:28:39 PM »

หลังหมัก น้ำหนักน่าจะลดลงเหลือ 2ใน3 โดยประมาณ (เหลือ 300กก.) แต่ผลที่คำนวนออกมาได้  คือ
แคลเซียม  = 6.9Kg  (ต้องการ 3.93Kg/ไร่) มากเกิน                                  +2.96Kg (1.75เท่า)
กำมะถัน(S) = 1.8Kg  (ต้องการ 0.94Kg/ไร่) มากเกิน                               +0.86Kg (1.9เท่า)

สังกะสี(Zn)  =  144.5g  (ต้องการ 40g/ไร่) มากเกิน                                +104.5g (3.6เท่า)
ทองแดง(Cu) = 51.9g  (ต้องการ 27g/ไร่) มากเกิน                               +24.9g (1.9เท่า)


ในเอกสารหรือหนังสือที่เผยแพร่  เราจะทราบแต่อาการพืชขาดธาตุอาหาร 
แต่ธาตุอาหารที่มีมากเกินความต้องการของพืขเมื่อใส่ลงไปในดินจะไม่ค่อยรู้กัน
เป็นเหตุผลหนึ่งที่เกิดปัญหาในการทำการเกษตรให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่หวังไว้
ธาตุแคลเซียม มากเกินไป  จะทำให้พืชแสดงอาการขาดธาตุโบรอน  โพแทสเซียม  แมกนีเซียม  ฟอสฟอรัส
 มีผลกระทบต่อ pH เป็นด่างทำให้ดินปลดปล่อยธาตุเหล็กและแมงกานีสไม่ได้
ธาตุกำมะถัน มากเกินไป  เกิดโรคอะเกียวจิ(ญี่ปุ่น) ข้าวมีอาการใบเป็นจุดๆ  สีน้ำตาล  ไม่เจริญ  ผลผลิตต่ำ
การให้เหล็กซันเฟต และแมงกานีสซันเฟต  จะทำให้โรคนี้หายไป
อาการพิษกำมะถันปรากฎบนใบมะนาวจะเหลืองเป็นจุดบริเวณระหว่างเส้นใบและส่วนมากเป็นตามขอบใบ
อาการเป็นพิษจะคล้ายกับพิษจากโบรอน ผลผลิตจะลดลง 40-80 % เซียนมะนาวหลายคนมักวินิจฉัยผิด เป็นโรคแคงเกอร์กันเสียส่วนใหญ่
ธาตุสังกะสีและทองแดง  พืชจะแสดงอาการขาดธาตุเหล็ก
จะเห็นว่าความสมดุลของธาตุอาหารในดินมีผลอย่างมากกับผลผลิตและคุณภาพที่เราจะได้รับ 





ขอบคุณครับ น้าหมอแดง สิ่งนี้ทำให้ผมตาสว่าง มองเห็นอีกมุมของเกษตรเลยว่าได้
ทำเกษตร ถ้าไม่รู้จักเรื่องปุ๋ยมีแต่ลำบาก+เหนื่อย = หนี้

ส่วนนี่ เป็นแนวคิดที่ผมประทับใจ จาก พ่อใหญ่สมศักดิ์ เคลือวัลยย์ ถ้าผนวกกับความรู้และคำแนะนำดีๆจากน้าแดง ทำให้ผมเกิดความมั่นใจว่า "การจะกลับไปเป็นเถ้าแก่ที่บ้านเกิด อย่างมีภูมิความรู้" เป็นได้จริงๆแน่นอน
5 ไร่ 1 ล้าน 1

5 ไร่ 1 ล้าน 2




ตามด้วยระบบน้ำ อีกแบบ (สุดยอดความคิด ฝีมือไทยทำ)
พญาแร้งให้น้ำกาลักน้ำ

เพื่อฟ้าดิน28มกรา55ตอน3

รุ่น 01 แผ่น 04 ธรรมะรับอรุณ+ดูพญาแร้งให้น้ำ+ยิ่งธรรม

http://www.wiseknow.com/blog/2008/05/08/128/#axzz2FsKJQfL5
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 23, 2012, 07:00:24 PM โดย สุนนท์กุล » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 [20] 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 ... 49   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: