ข่าว
หน้า: 1 2 [3]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายเกษตรพอเพียงจังหวัดแพร่(สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง)  (อ่าน 28218 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
chaiya donglang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13


« ตอบ #32 เมื่อ: มิถุนายน 29, 2012, 02:38:12 PM »

333C:\Documents and Settings\user\Desktop\ya\18-05-11-175514.jpg
บันทึกการเข้า

max2009
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 273


« ตอบ #33 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2012, 02:48:40 AM »

 อายจัง อายจัง อายจัง ชอบจังคนมีความรู้แล้วแบ่งปัน
บันทึกการเข้า
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #34 เมื่อ: กันยายน 03, 2012, 12:09:08 AM »

มหัศจรรย์พันธุ์ไผ่ไม่ขม
          พันธุ์ไผ่ที่มีลักษณะไม่ขมเฝื่อนไม่มีสารไซยาไนด์สามารถรับประทานดิบได้    ที่ค้นพบในประเทศไทยล่าสุดในขณะนี้พบอยู่  5  สายพันธุ์
     1.ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง
     2.ไผ่หกหวานเพชรภูเรือ
    3.ไผ่หวานเพชรล้านนา
     4.ไผ่หวานยอดทอง
     5.ไผ่รวกหวานยอดเพชร

          มีประชากรของประเทศส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าหน่อไม้ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ   นั้นเป็นสาเหตุว่าผู้บริโภคมักจะพบแต่หน่อไม้ที่มีรสขมเฝื่อนซึ่งความขมเฝื่อนเป็นเพราะสารไซยาไนด์ที่มีในหน่อไม้   ทำให้ต้องต้มน้ำทิ้งหลายน้ำหรือต้มนานๆ  ด้วยเหตุนี้เองคุณค่าทางโภชนาการในหน่อไม้จึงหายหมดเหลือแต่ไฟเบอร์อย่างเดียว  แต่ในปัจจุบันเราพบหน่อไม้สายพันธุ์ใหม่ๆที่ไม่มีสารไซยาไนด์จึงไม่มีรสขมเฝื่อน  ทำให้การปรุงอาหารสามารถหั่นสดๆแล้วปรุงอาหารได้ทันที  ไม่ต้องต้มน้ำทิ้ง  ทำให้คุณค่าทางโภชนาการของหน่อไม้ยังอยู่ครบเหมือนผักอื่นๆทั่วไป  เช่นทำหน่อไม้หวานผัดน้ำมันหอย  หน่อไม้หวานผัดกุ้ง  หน่อไม้ลวกหรือสดจิ้มน้ำพริก    แม้แต่นำหน่อไม้บงหวานเพชรน้ำผึ้งไปทำส้มตำ  หรือยำหน่อไม้บงหวานเพชรน้ำผึ้ง   และอาหารอื่นๆอีกมากมาย     ถ้าประชากรส่วนใหญ่เริ่มนิยมบริโภคหน่อไม้หวานที่ไม่ขมเฝื่อนเหมือนผักอื่นๆ  ทำให้เกษตรกรที่ปลูกไผ่หวานที่กินดิบได้มีตลาดและมีรายได้ที่ดี  จะทำให้ป่าไผ่เกิดขึ้นทั่วๆไปและมีรายๆได้ที่ดี  จะทำให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มเป็นการปลูกป่าและมีรายๆได้   สามารถทดแทนการทำไร่เลื่อนลอย   ทำให้ลดการชะล้างของหน้าดินในเขตพื้นที่ต้นน้ำได้   

      ใครจะรู้หน่อไม้มีคุณประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด ทางการแพทย์จีนถือว่าหน่อไม้เป็นธาตุเย็น เลยเอาไว้กินเพื่อปรับสมดุลธาตุตอนที่ร่างกายร้อนเกินไป


สารอาหารในหน่อไม้
หน่อไม้สด ครึ่งถ้วยตวง (76กรัม)
คาร์โบไฮเดรต 4 กรัม 1 %
เส้นใยอาหาร 2 กรัม 8%
โปรตีน 2 กรัม 4 %
วิตามินซี 6%
เหล็ก 2%
สังกะสี 6%
ไทอะมีน (วิตามินบี 1) 8%
ไนอะซิน (วิตามินบี 5) 2%
วิตามินบี 6 10%
ฟอสฟอรัส 4 %


ประสบการณ์การปลูกไผ่บงหวาน

          ผู้เขียนได้ปลูกไผ่บงหวานมาตั้งแต่ปี  พ.ศ.  2544  โดยได้เช่าพื้นที่ใน อ.เด่นชัย   ทำเกษตรผสมผสาน โดยเริ่มที่พื้นที่  5  ไร่ก่อน และพืชหนึ่งในนั้นก็คือไผ่บงหวาน   ผู้เขียนได้ทดลองปลูก ในพื้นที่  1  ไร่  โดยใช้พันธุ์ไผ่จำนวน  200  ต้น   โดยได้ซื้อพันธุ์มาจาก  อ.สันป่าตอง  จ.เชียงใหม่แต่ก็ไม่ทราบอายุของไผ่บงหวานว่าจะให้หน่อไปได้อีกกี่ปี   โดยจุดประสงค์ของการปลูกครั้งแรกเพื่อใช้หน่อไว้เป็นอาหาร   ไม้ไว้ทำค้างผักต่างๆและค้างผลไม้ที่ปลูกอยู่ในที่ดินที่เช่าอยู่  ถึงตอนเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชที่ปลูก    ปรากฏว่าหน่อไผ่บงหวานที่ขุดไปทดลองขายที่กิโลกรัมละ  50  บาทในตลาดใกล้ๆบ้าน    มีลูกค้าสนใจซื้อไปรับประทานเยอะจนไม่พอขายก็เลยต้องการที่จะปลูกเพิ่ม    และได้ทราบข้อมูลจากลูกค้าบางคนว่าที่จังหวัดเลยก็มีสายพันธุ์ลักษณะเช่นนี้อยู่   จึงเดินทางไปที่จังหวัดเลย   และได้ซื้อพันธุ์ไผ่บงหวานที่เพาะจากเมล็ดมาจากเขตอำเภอภูเรือมาส่วนหนึ่ง   เมื่อนำมาปลูกแล้วก็ยังมีพื้นที่เหลือ   จึงกลับไปหาซื้ออีกครั้ง   แต่เที่ยวนี้ไปได้เมล็ดไผ่บงหวานที่กำลังตายขุ๋ยจากบ้านชาวบ้านในเขตอำเภอภูเรือจึงนำกลับมาเพาะที่สวน   และนำลงไปปลูกจนเต็มพื้นที่ทั้งหมด  20  ไร่นอกจากนี้ยังมีญาติพี่น้องของภรรยาเริ่มปลูกตาม  รวมมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ  33  ไร่  ในสวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้งพบว่าต้นที่ปลูกจากเมล็ดมีหลายลักษณะ กระจายตัวอยู่   พบต้นไผ่บงหวานที่มีลักษณะรสชาติขมประมาณ 0.5%  ทางสวนได้ทำการขุดออกทิ้งทั้งหมด  นอกจากนี้ยังพบต้นที่มีลักษณะทั้งหน่อเล็กและหน่อใหญ่ปะปนกันอยู่   หลังจากปลูกได้  3  ปี  การเก็บหน่อจำหน่ายจากต้นที่เพาะเมล็ดพบว่าผลผลิตต่ำมากเพราะมีต้นที่ให้หน่อที่เล็กมากเป็นส่วนใหญ่ พบต้นที่ให้หน่อใหญ่ราวๆ  0.5 %  ซึ่งทั้งๆที่ต้นแม่ที่ตายขุ๋ยก็ต้นใหญ่และให้หน่อใหญ่หน่อละไม่ต่ำกว่า  500กรัม  จึงสรุปได้ว่าไผ่บงหวานที่เพาะเมล็ดแล้วนำมาปลูกใหม่มีการกลายพันธุ์ที่กระจายตัวสูงมากและได้ลักษณะที่ด้อยกว่าต้นแม่ถึง  99  % ผุ้เขียนทำงานด้านปรับปรุงพันธุ์ก่อนจึงพอเข้าใจ  และตั้งใจว่าจะต้องคัดสายพันธุ์ที่ให้ลักษณะที่ดีและทราบอายุ  จึงจะทำให้ผู้เขียนและญาติๆพี่น้องของภรรยาได้พันธุ์ไผ่บงหวานที่ดีและทราบอายุของไผ่บงหวานที่ปลูก 
         จากการดูต้นไผ่บงหวานของ จ.เลย ที่แสดงลักษณะที่ดี พบว่าไผ่บงหวานของ  จ.เลย  จะต้นใหญ่กว่า  ให้หน่อที่ใหญ่กว่าพันธุ์ที่นำมาจาก จ.เชียงใหม่ จึงตั้งชื่อไผ่บงหวานที่คัดเลือกต้นใหม่จากการเพาะเมล็ดว่า  “ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง”  ลักษณะพันธุ์คือ   เป็นไผ่ขนาดกลาง   ลำต้นโตเต็มที่สูงประมาณ    7-12   เมตรเนื้อไม้ตันไม่มีรูใหญ่      หน่อเมื่อเก็บจากต้นที่โตเต็มที่จะมีขนาด    2-3   หน่อต่อกิโลกรัม   ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งที่ปลูกมีลักษณะเด่นอยู่ที่หน่อไผ่มีรสชาติไม่ขมมีลักษณะหวานกรอบ  ไม่มีเส้นใย  เนื้อของหน่อละเอียดมีกลิ่นหอมเมื่อปรุงสุก กลิ่นคล้ายๆข้าวโพดหวาน    หน่อ สามารถกัดชิมดิบๆแล้วไม่ขมติดลิ้นเหมือนไผ่พันธุ์อื่นๆ     ทำให้นำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนูโดยหั่นสดๆแล้วทำอาหารได้เลยไม่ต้องต้มน้ำทิ้งก่อน   อาทิ     ลวกหรือย่างจิ้มน้ำพริก    ผัดน้ำมันหอย  หน่อบงหวานผัดกุ้ง   ชุบแป้งทอด  ร่วมกับผักสลัด  ทำแกงเขียวหวาน   ต้มจืดกระดูกหมู   หรือจะแกงเหมือนหน่อไผ่พันธุ์อื่นๆ    แต่มีเทคนิคอยู่ที่    ต้องเตรียมตั้งเครื่องปรุงให้น้ำเดือดไปก่อน   แล้วค่อยใส่หน่อไผ่บงหวานทีหลัง   ทิ้งให้น้ำเดือดต่อไม่เกิน  5 -7   นาที  ก็นำไปรับประทานได้เลยไม่ต้องต้มน้ำทิ้ง   หรือต้มนานๆเหมือนหน่อไผ่พันธุ์อื่นๆ   จากข้อมูลที่ลูกค้านำไปรับประทาน  ปรากฏว่าคนที่เป็นโรคปวดข้อทานหน่อไผ่อื่นๆที่ขมไม่ได้   พอรับประทานหน่อไผ่บงหวานแล้วไม่ปวดข้อ   ซึ่งนับว่าเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ   ไผ่บงหวานขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและขุดแยกเหง้า   โดยทั่วไปแล้วไผ่บงหวานชอบดินร่วนปนทราย   แต่ถ้าหากไม่ใช่ดินร่วนปนทราย   ก็สามารถปลูกได้โดยการปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ ลักษณะเด่นของไผ่บงหวานเพชรผึ้ง
            หน่อที่เกิดจากต้นที่โตเต็มที่แล้วมีน้ำหนัก   500  กรัมขึ้นไป   หน่อมีลักษณะอวบอ้วน  เปลือกของหน่อมีลายเขียวสลับเขียวอ่อนและชมพู   ออกหน่อดกและออกได้เรื่อยๆตลอดทั้งปีถ้ามีระบบการจัดการน้ำที่ดี   ลำต้นโตเต็มที่สูงประมาณ  7-12  เมตร  เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นประมาณ  2-3  นิ้วมีรสชาติที่ดี  หวานนิดๆ  หอม กรอบ  คล้ายๆยอดมะพร้าว หรือจะเรียกว่าหน่อยอดมะพร้าวก็ได้  เพราะรสชาติไม่เหมือนหน่อไม้เลย   จากการตรวจทางห้องปฏิบัติกลางประเทศไทยผลการตรวจไม่พบสารไซยาไนด์   และจากการที่ผู้เขียนทดลองต้มหน่อดูพบว่าน้ำที่ต้มเป็นน้ำใสๆ  ไม่มีสีเหลือง   มีหน่อไม้ออกวางขายในท้องตลาดน้อย  ทำให้ได้ราคาที่สูงกว่าหน่อไม้อื่นๆ  โดยที่เกษตรกรที่ปลูกสามารถตั้งราคาเองได้
ลักษณะด้อยของไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง
        เนื่องจากเป็นไผ่ที่ออกหน่อดกจึงทำให้แขนงก็ออกดกไปด้วย    จึงต้องหมั่นแต่งแขนงเดือนละครั้ง  แต่ต้นไหนที่ตัดแขนงไปแล้วก็ไม่ต้องตัดซ้ำ  นอกจากนี้ยังเป็นไผ่ที่มีใบมาก   ทำให้ลำต้นโน้มเอียงในฤดูที่ลมแรง  ต้องคอยนำเชือกมัดรอบลำต้นเพื่อไม่ให้โน้มเอนลง  หรือตัดยอดที่ล้มทิ้งบ้างเพื่อให้ตั้งขึ้นได้   ทำให้หลายๆคนที่ทำไผ่บงหวานแล้วท้อต่อความรก  ไม่สามารถทำต่อได้  จึงไม่ค่อยพบสวนไผ่บงหวานแพร่หลายมากนักในแต่ละจังหวัด 
การขยายพันธุ์
            ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งขยายพันธุ์ด้วยการเพาะจากเมล็ดใช้เวลา 3  ปีจึงจะเก็บหน่อได้แต่ก็จะพบว่ามีการกลายพันธุ์ไปได้หลายลักษณะ อีกวิธีคือ การขุดแยกเหง้า  แต่การขุดแยกเหง้าจากต้นที่เพาะจากเมล็ดและทราบอายุ   ที่ได้คัดเลือกสายพันธุ์แล้วจะเป็นวิธีที่ให้ผลผลิตเร็ว  ใช้เวลา  6-8  เดือน  ก็สามารถที่จะเก็บหน่อได้  ไผ่บงหวานไม่นิยมตอนและปักชำข้อ  เพราะไม่ค่อยติด  และโตช้ากว่าการปลูกด้วยเหง้า   การขุดแยกเหง้าจะทำได้หลังจากเกษตรกรปลูกไผ่บงหวานผ่านไปได้  1  ปี  จะเริ่มทำการขุดแยกเหง้าได้ดีที่สุดในเดือน  มีนาคม   และเดือนต่อๆไปแต่ต้องก่อนที่หน่อใหม่จะโผล่ออกมาเพราะไผ่บงหวานมีการสะสมอาหารไว้มาก  จะทำให้การขุดแยกเหง้ามีการตายน้อยมากถ้าเกษตรกรขุดเพื่อขยายพันธุ์ปลูกเพิ่มเองก็ให้ขุดเหง้าละ  2-3  ต้นจะทำให้ติดดีและเก็บหน่อจำหน่ายได้ไว  แต่ถ้าขุดเหง้าเพื่อใส่ถุงจำหน่ายก็ขุดเพียงต้นเดียวให้ติดราก  แล้วนำใส่ถุงดำขนาด  5 คูณ  10  นิ้ว  วัสดุที่ใช้ควรจะเป็นขี้เถ้าแกลบเพราะระบายน้ำดีและไม่มีเชื้อราต่างๆ  ทำให้ต้นไผ่ที่ขุดมาใส่ตายน้อยมาก
การเตรียมพื้นที่ปลูก
          ให้ไถดะในที่ดินเพื่อกำจัดวัชพืชก่อนจากนั้นก็ไถแปร     ถ้าเป็นที่นาให้ยกร่องเพื่อระบายน้ำในช่วงฝนตกชุก  โดยยกร่องห่างกันประมาณ   6-7  เมตร  ปลูกที่ริมร่องน้ำห่างจากร่องน้ำราวๆ  1  เมตร  แปลงหนึ่งปลูกได้  2  แถว   ถ้าเป็นที่สวนหรือที่สภาพไร่มีการระบายน้ำดี  ก็ไม่ต้องยกร่อง  ควรจะปลูกในเดือนเมษายนหรือเดือนพฤษภาคมจะดีที่สุด   เพราะจะเก็บหน่อครั้งแรกหลังจากปลูก  ใช้เวลา  8  เดือนก็ตรงกับเดือนมกราคมของปีถัดไป จะทำให้ขายหน่อได้ราคาดี   แต่ถ้าเป็นที่นาที่กังวลต่อการขังของน้ำที่โคนไผ่  ก็ให้เลี่ยงไปปลูกในเดือนตุลาคม   แต่เกษตรกรต้องให้น้ำในช่วงฤดูแล้ง  พอฤดูฝนมาถึงไผ่ที่ปลูกก็จะทนต่อน้ำฝนที่ตกหนักได้   ไผ่แทบทุกชนิดจะกลัวน้ำขังโคนในช่วงที่ไผ่ยังเล็กอยู่เพราะมีรากน้อยมาก 

การปลูก
            ปลูกในระยะระหว่างต้น  2  เมตร  ระยะระหว่างแถว  4  เมตร โดยพื้นที่  1  ไร่จะใช้ต้นไผ่บงหวาน  200  ต้น  โดยขุดหลุมกว้าง   30  เซนติเมตร  ยาว  30  เซนติเมตร   ลึก   30  เซนติเมตร  จากนั้นคลุกหลุมปลูกด้วยขี้เถ้าแกลบเพื่อเก็บความชื้นจะทำให้ไผ่บงหวานโตเร็วขึ้น  ถ้าจะใช้ปุ๋ยคอกเก่ารองก้นหลุมก็ให้คลุกให้เข้ากันก่อน  ใส่ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมประมาณ  1  กำมือ  ถ้าใส่มากกว่านี้ต้นจะเหลืองและโตช้าเพราะรากไผ่ที่เกิดใหม่มีน้อยและยังอ่อนอยู่  เมื่อเตรียมหลุมเสร็จก็นำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้ปลูก   โดยให้กลบดินให้เสมอกับดินเดิม   ถ้าปลูกในช่วงฤดูแล้งก็ปลูกลึกกว่าดินเดิมได้เล็กน้อย  หลังจากปลูกให้รดน้ำทันทีให้ชุ่ม  ต่อไปก็ให้รดน้ำทุกๆ  3  วันจนกว่าฝนจะตกชุก    ถ้าเกษตรกรปลูกตรงกับฤดูแล้งควรจะหาฟางข้าว หรือวัสดุคลุมดินอื่นๆคลุมที่โคนไผ่  จะทำให้ต้นไผ่ไม่ขาดน้ำและเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง
การให้น้ำ
             การให้น้ำควรจะให้น้ำด้วยการขังให้ท่วมแปลงแล้วปล่อยให้แห้งภายใน หนึ่งวัน   หรือให้ด้วยระบบสปริงเกอร์ก็ได้  ซึ่งการให้ด้วยระบบสปริงเกอร์    จะช่วยทำให้ได้ไนโตรเจนในอากาศเพิ่ม   ทำให้ไผ่ออกหน่อดกมากขึ้น   ในช่วงนอกฤดู  ควรให้น้ำ   3-4  วัน ต่อครั้งแต่ละครั้งเป็นเวลา  1  ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย  ถ้าตรวจดูแล้วยังไม่ชุ่มก็ต้องเพิ่มเวลาไปอีก เพราะดินแต่ละที่ไม่เหมือนกัน   ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน  การให้น้ำควรดูตามสภาพอากาศ   ถ้าฝนตกเรื่อยๆ  ดินชื้นตลอดไม่ต้องให้น้ำ   ถ้าฝนขาดช่วง  สังเกตว่าดินแห้งก็ค่อยให้น้ำ   แต่หากว่าจะทำไผ่บงหวานให้ออกหน่อทั้งปีหรือออกทะวายก็ต้องมีน้ำให้พอใช้   ช่วงที่หน่อไม้อื่นๆยังไม่ออก  ถ้าเกษตรกรทำให้หน่อไม้ไผ่บงหวานออกมาได้ก็จะทำให้ได้ราคาสูง   
การให้ปุ๋ย   
             ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเช่น  มูลวัว   มูลควาย  มูลไก่   มูลหมู   และวัสดุที่เหลือจากภาคเกษตรกรรมเช่นฟางข้าว   ซังข้าวโพด  แกลบ   ขี้เถ้าแกลบ  ขี้เถ้าจากชานอ้อยเผา   กากถั่วเหลือง เป็นต้น  ใส่ที่โคนไผ่กอละ หนึ่งกระสอบปุ๋ย  หรือประมาณ   30  กิโลกรัม  ปีละ  2  ครั้ง  ใส่ช่วงเดือนธันวาคมก่อนให้น้ำและใส่เดือน  พฤษภาคม   นอกจากนี้ทางสวนใช้ปุ๋ยหมักจากกากยาสูบ  ที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานยาสูบและขี้เถ้าจากการเผากากอ้อยที่หีบแล้ว  ที่ทางโรงงานน้ำตาลใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาเตาต้มน้ำเพื่อทำอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายมาเป็นวัสดุใส่โคนไผ่    เพื่อช่วยในการอุ้มน้ำให้มีความชุ่มชื้น  และช่วยทำให้ดินร่วนซุย  ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง สามารถแทงหน่อออกมาง่าย   หน่อขาวอวบ  ไม่แข็งต่างจากที่ไม่มีวัสดุคลุมโคนไผ่  ส่วนการให้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ จะให้เสริมในช่วงฤดูแล้งและหน่อไม้มีราคาสูง   เพราะจะทำให้หน่อไม้ไผ่บงหวานมีขนาดหน่อใหญ่และดกขึ้น  เนื่องจากได้สารอาหารครบตามความต้องการ   ควรจะใช้ปุ๋ย  46-0-0  อัตรา  50  กรัมต่อกอ  สลับกับ  8-24-24  อัตรา  50  กรัมต่อกอโดยให้ทุกๆ  15  วัน  แต่พอช่วงฤดูฝน  ความอุดมสมบรูณ์ของดินจะมีมากขึ้นก็ไม่ต้องให้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ 
การดูแลจัดการ
            ใน  1  ปีต้องตัดแต่งต้นเก่าแก่ออกปีละ  1  ครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน   โดยนำไปใช้ทำไม้ค้ำยันผลไม้และผักในสวน    หรือจะนำไปใช้เผาถ่านไม้ไผ่ไว้ใช้ในครัวเรือน  เหลือก็ขายมีรายได้เพิ่มอีกทาง  ส่วนเศษใบเศษกิ่งไผ่ก็ทิ้งไว้ในแปลงปล่อยให้จุลินทรีย์ ย่อยสลาย   กลายเป็นปุ๋ยให้ต้นไผ่ต่อไป  นอกจากตัดแต่งต้นเก่าออกปีละครั้งแล้ว    ช่วงเวลาฤดูฝนเป็นช่วงที่ต้องปล่อยให้หน่อไผ่ที่แทงออกห่างกอขึ้นลำ โดยกอหนึ่งจะปล่อยให้ขึ้นลำประมาณ 8-12 ลำ เพื่อเป็นลำแม่ที่จะให้หน่อในฤดูถัดไป  ลำที่ปล่อยขึ้นใหม่จะมีแขนงออกตามข้อ   ต้องคอยตัดแขนงทิ้ง   แขนงที่อ่อนสามารถนำไปรับประทานได้   ในช่วงนอกฤดู   แขนงจะไม่ออกเพราะหน่อไผ่ที่ออกมาจะถูกขุดขายตลอด  ยิ่งขุดยิ่งออกมาเรื่อยๆ    ซึ่งช่วงนี้ถือเป็นช่วงนาทีทอง   ของคนที่ฝากปากท้องไว้กับไผ่   ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกคบกับไผ่พันธุ์ไหน   ไผ่บงหวานจะเก็บผลผลิตได้   20-50  กิโลกรัมต่อไร่ต่อวัน  (ผลผลิตที่ได้ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกสายพันธุ์และการดูแลจัดการที่ถูกต้อง)    ช่วงนอกฤดูตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม    ทางสวนจะขายกิโลกรัมละ  60   บาท    ช่วงในฤดูตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม   ทางสวนขายอยู่ที่กิโลกรัมละ   40   บาท    รายได้โดยเฉลี่ยของไผ่บงหวานไม่น้อยกว่า    75,000  บาท   ต่อไร่ต่อปี     จากการที่ทางสวนได้เก็บข้อมูลไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง    เมื่อเปรียบเทียบกับไผ่สายพันธุ์อื่นๆ     จะพบว่าไผ่บงหวานจะออกหน่อง่าย   ออกได้เรื่อยๆทั้งปี  ระยะเวลาที่หน่อโตพอที่จะขุดได้ใช้เวลาเพียง 2-3 วัน  ในช่วงนอกฤดูจะออกหน่อดก   แต่ในช่วงฤดูฝนราวๆเดือนสิงหาคมเป็นต้นไปก็ต้องปล่อยให้ขึ้นลำไปบ้าง  จึงเก็บผลผลิตได้น้อยกว่าในช่วงนอกฤดู    ในช่วงฤดูฝนเมื่อหน่อไผ่ธรรมชาติออกมา   ทางสวนก็ยังขายหน่อได้    แม้จะได้ราคาไม่สูงมากนักไม่เหมือนในช่วงนอกฤดู   แต่เมื่อเทียบกับการไม่ต้องมีต้นทุนเรื่องน้ำเพราะส่วนมากจะอาศัยน้ำฝน   ซึ่งก็ถือว่าพอใช้ได้   ถ้าเป็นไผ่สายพันธุ์อื่นๆจะมีปัญหาการขายในช่วงฤดูฝน
การคลุมโคนไผ่
          วัสดุที่ใช้คลุมโคนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง  ให้ใช้ขี้เถ้าแกลบ  ขี้เถ้าจากการเผาแบบชีวะมวล  หรือแกลบดิบที่เก่าๆ  ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงเพราะที่โคนไผ่มีความชื้นพอเพียง  ทำให้หน่อดกและหน่อใหญ่เกษตรกรจะได้น้ำหนักมากกว่าการที่ไม่ได้ใช้วัสดุคลุมโคนไผ่และหน่อยังมีรสชาติที่ดี  มีความกรอบไม่แข็ง  หวาน มากขึ้น  สีผิวของหน่อขาวน่ากิน
โรคและแมลง
          ไผ่บงหวานที่ปลูกพบไม่ค่อยพบโรคของไผ่มากวน  ทำให้ต้นทุนสารเคมีไม่มี  แต่แมลง  พบหนอนม้วนใบบ้างเล็กน้อย  ไม่มีผลเสียหายต่อต้นไผ่  แต่ถ้าไม่ต้องการให้ระบาดก็ตัดใบที่เป็นหนอนม้วนใบไปทิ้งไกลๆหรือเผาทำลาย   นอกจากนี้ยังพบเพลี้ยอ่อนไผ่ได้บ้างเล็กน้อยในช่วงรอยต่อระหว่างฤดูหนาวและฤดูร้อน  แต่พอหมดฤดูหนาวเพลี้ยอ่อนก็จะหายไป  นอกจากแมลงแล้วยังพบหนูและตุ่น  หากเกษตรกรปล่อยให้สวนไผ่บงหวานรก  ก็จะมีหนูมากินหน่อไม้ ทำให้เราได้ผลผลิตลดลง  เกษตรกรต้องอย่าปล่อยให้สวนรก  คอยกำจัดกิ่งไผ่และวัชพืชให้หมดเป็นระยะ  ก็จะไม่มีหนูมารบกวน  พอมีหนูมารบกวนก็จะมีงูเห่ามากินหนูอีกทีทำให้งูเข้ามาอยู่ในสวนไผ่
เคล็ดลับของการขุดหน่อไผ่
          การขุดหน่อไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งเกษตรกรต้องใช้เสียมลับให้คมเวลาขุดหน่อจะได้ไม่ช้ำ   เมื่อจะขุดให้เขี่ยวัสดุที่คลุมหน่อไผ่ออกให้เห็นโคนของหน่อ  แล้วใช้เสียมแทงให้ขาด  ควรให้ติดส่วนของเหง้ามาสัก  2  เซนติเมตร เพื่อกำจัดเนื้อไม้ที่ยังอ่อนซึ่งเป็นที่อยู่ของตากิ่งแขนงข้าง  แต่ถ้าไม่เอาตาข้างที่อัดแน่นกันอยู่ออกให้หมด  ก็จะมีกิ่งแขนงเล็กๆขึ้นอยู่ทำให้กอไผ่รกใต้  และจะส่งผลทำให้ตาหน่อไม่สามารถแทงหน่อได้  ทำให้ไม่ค่อยมีผลผลิต   
สรุปขั้นตอนการจัดการแปลงไผ่เพื่อเก็บหน่อ
- พฤษภาคม                                   เริ่มปลูกไผ่
-  มิถุนายนถึง ตุลาคม     ดูแลกำจัดวัชพืช   ให้น้ำ  ให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ แต่งกิ่งแขนงไม่ให้รกที่โคนไผ่  เพื่อป้องกันหนูมากินหน่อ  และง่ายกับการจัดการ
- พฤศจิกายน ถึงธันวาคม  ตัดสางลำแก่ทิ้ง  แต่งกิ่งแขนงข้างต้นไม่ให้กอรก  ใส่ปุ๋ยคอก   คลุมโคนไผ่ด้วยขี้เถ้าแกลบหรือวัสดุอื่นๆที่หาง่าย       ให้น้ำจนชุ่ม
-  มกราคมถึงกรกฎาคม  ขุดหน่อขาย  ให้หมด ห้ามปล่อยขึ้นลำ  เหตุผลเพราะถ้าปล่อยขึ้นลำ  อาหารที่กอไผ่สร้างขึ้นจะไปเลี้ยงลำใหม่ที่ยืดสูงขึ้นจะมีผลทำให้หน่อ ที่เกิดทีหลังฝ่อ  และไม่ค่อยออกหน่อให้เก็บ 
- สิงหาคม ถึงตุลาคม  เก็บหน่อที่เล็กและหน่อที่เกิดชิดต้น    แต่เริ่มปล่อยหน่อที่เกิดห่างกอไว้เป็นลำแม่ใหม่  กอละ  8-12  ลำ
- พฤศจิกายน  ถึงธันวาคม   ปฏิบัติเหมือนขั้นตอนเดิม  ขั้นตอนต่างๆจะวนซ้ำเช่นนี้ทุกๆปี ไป 
                                                                                                                                                                  นอกจากไผ่บงหวานแล้ว      ทางสวนยังได้ปลูกไผ่สายพันธุ์อื่นๆ  อาทิเช่น   ไผ่ตงไต้หวัน   ไผ่เปาะช่อแฮ   ไผ่เลี้ยงสีทอง    ไผ่ซางดำ   ไผ่ตงต่างๆ    ไผ่หก    ไผ่ซางหม่น    ไผ่หม่าจู ไผ่ปักกิ่ง  ไผ่ยักษ์เมืองน่าน   ไผ่บงใหญ่พม่า  ไผ่เป๊าะยักษ์สาละวิน  ไผ่เป๊าะยักษ์ปาเก่อญอ  ไผ่โมโซ และกลุ่มไผ่ประดับ   เป็นต้น  เพื่อปลูกไว้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบในการปลูกไผ่ว่าแต่ละสายพันธุ์สามารถนำมาใช้ปลูกในเชิงพาณิชย์ได้ดีแค่ไหน   วิธีการบริหารจัดการแตกต่างกันอย่างไร    ซึ่งตอนนี้ทางสวนได้รับการ สนับสนุนจากหน่วยงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดแพร่   สำนักงานเกษตรจังหวัดแพร่   สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่    ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ครูเกษตรกร    เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกร   และผู้ที่สนใจการปลูกไผ่  เข้ามาศึกษาเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจ  เป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพได้อีกทางหนึ่ง   สนใจข้อมูลเพิ่มเติมหรือศึกษาดูงาน  ติดต่อได้ที่สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง   นายวรรณบดี   รักษา   โทร.  083-2663096  ,087-8387334

ราคาจำหน่ายกิ่งพันธุ์ไผ่บงหวาน
-ไผ่บงหวานที่เพาะจากเมล็ดในแปลงแล้วถอนใส่ถุงดำ   ใช้เวลาปีกว่า               ต้นละ  30  บาท
-ไผ่บงหวานที่เพาะจากเมล็ดแล้วลงปลูกในแปลง  2  ปี คัดต้นขมทิ้งไปก่อน      ต้นละ  50 บาท   
-ไผ่บงหวานที่เพาะจากเมล็ดปลูกลงแปลงไปได้  3  ปี ขึ้นไปคัดเลือกสายพันธุ์แล้วใช้ชื่อว่าเพชรน้ำผึ้ง โดยเลือกเอาแต่ต้นที่ให้หน่อใหญ่  พบราวๆ  5% จึงขุดเหง้ามาปลูกอีก 1 ปีแล้วขุดเหง้าขายใส่ถุงดำอีก  2-5 เดือน  รากเต็มถุงแข็งแรงแล้วพร้อมปลูกได้เลย   ต้นละ 100 บาท
-ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งปลูกผ่านไป  5  ปี  เลือกต้นที่ดีที่สุดจากกลุ่มโดยดูจากการเก็บหน่อจำหน่ายผ่านมา 3  ปี  เลือกออกมาเพียง 1 ต้นแล้วแยกเหง้าขยายเพิ่มปริมาณอีก 1 ปีจึงขุดเหง้าใส่ถุงรอ 2-5 เดือนรากเต็มถุงแข็งแรงแล้วพร้อมปลูก  จะเริ่มจำหน่ายได้ในเดือนพฤษภาคม ปี  2556 เรียกไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งเบอร์ 2  ต้นละ   200 บาท                 

          การขยายพันธุ์ไผ่บงหวาน  เกษตรกรต้องปลูกไผ่บงหวานดูแลรักษาผ่านไปได้  1  ปีไผ่  1  กอสามารถที่จะแยกเหง้าขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณได้ ราวๆ  12-15  เหง้า    ถ้ามีไผ่บงหวาน  50 กอใช้พื้นที่ปลูก  1งาน  ดูแลรักษาผ่านไป  1 ปีก็จะแยกขยายพันธุ์ได้  600-750  ต้นปลูกเพิ่มได้ไม่ต่ำกว่า  3 ไร่           การขยายพันธุ์ไผ่บงหวานไม่สามรถตอนได้ง่ายหรือปักชำได้  ทำให้การกระจายพันธุ์ช้า  จึงไม่ค่อยเห็นไผ่ชนิดนี้ตามท้องตลาดมากนัก















       


Liked By: chaichomphu
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 09, 2012, 10:30:37 PM โดย ไผ่หวาน » บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #35 เมื่อ: กันยายน 18, 2012, 10:57:16 PM »

      มีเกษตรกรหลายๆท่านที่ปลูกไผ่หลายสายพันธุ์เพื่อเก็บหน่อจำหน่าย  พอถึงฤดูฝนก็เริ่มท้อตรงที่หน่อไม้มีราคาถูก  ยิ่งไผ่ตงศรีปราจีนออกมาหน่ออื่นๆที่รสชาติด้อยกว่าไผ่ตงศรีปราจีนจะไม่ค่อยได้ขาย  พ่อค้าปฏิเสธการรับ  เพราะส่วนใหญ่จะนำไปดองเป็นหลัก  โรงงานซื้อได้ปริมาณมากๆ

   แต่เกษตรกรผู้รักไผ่สามารถที่จะปลูกไผ่หวานยักษ์หน่อใหญ่มีรสชาติหวานหอมแบบยอดมะพร้าวได้  หน่อไผ่หวานยักษ์เพชรภูเรือมีขนิด  2-3  กก.ขึ้นไป  สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลาย คล้ายๆยอดมะพร้าวหรือหน่อไม้ฝรั่ง เมื่อชิมดิบไม่มีรสขม  จากการตรวจหาสารไซยาไนด์ไม่พบ   หน่อที่ใหญ่กว่าไผ่บงหวานทำให้ร้านอาหารต่างๆต้องการเพราะนำไปหั่นทำอาหารง่ายและทำอาหารได้หลายอย่างคล้ายๆผักทั่วๆไป  เมื่อหน่อไม้ไผ่หวานยักษ์เพชรภูเรือทำอาหารได้มากขึ้น  ทำให้เกษตรกรที่ปลูกจะขายได้เพิ่ม  ราคาก็จะไม่ตกเพราะไม่ต้องเข้าโรงงานหน่อไม้ดอง
  ไผ่หวานยักษ์เพชรภูเรือปลูกที่ระยะปลูก  5  คูณ  5  เมตร  พื้นที่ 1  ไร่ปลูกได้ราวๆ  60  ต้น  อัตราการเติบโตพอๆกับไผ่ตงศรีปราจีน  การออกหน่อในช่วงนอกฤดูและในฤดูฝนพอกับไผ่ตงศรีปราจีน แต่ต่างกันที่รสชาติ  ผู้เขียนทดสอบการเก็บหน่อสดดูพบว่าในกอหนึ่งๆที่อายุเกิน   5 ปีหลังจากปลูกเก็บหน่อได้ไม่ต่ำกว่า  100  กก.ต่อกอต่อปี เนื่องจากหน่อใหญ่น้ำหนักดี ไผ่หวานยักษ์เพชรภูเรือ  1  กอทำรายๆได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกได้ดีทีเดียว
  ผู้เขียนได้เพาะเมล็ดไผ่หวานยักษ์เพชรภูเรือจากต้นที่ออกดอกหมดอายุได้ต้นใหม่  500  กว่าต้นและปลูกทดสอบตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา  ชิมหน่อสดตรวจพบต้นที่ขม  8  เปอร์เซ็นต์  ผู้เขียนถอนทำลายทิ้งไป  เหลือแต่ต้นที่ให้หน่อที่มีรสชาติที่หวานหอม  ผู้เขียนดูแลต้นที่เหลืออยู่และขยายพันธุ์โดยการตอนเพิ่มปริมาณ   นอกจากนี้ยังเริ่มจำหน่ายหน่อที่หน้าสวนและที่กรุงเทพ  ส่วนลำไผ่เกษตรกรผู้ปลูกสามรถจะจำหน่ายได้โดยตัดได้กอละ  5-10  ลำต่อปี  ขายได้ลำละ  15  -  30  บาทในพื้นที่  1 ไร่จะขายไผ่ได้ปีละราวๆ  400-600 ลำเป็นรายได้เสริมอีกทาง





















Liked By: chaichomphu
บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #36 เมื่อ: กันยายน 21, 2012, 09:05:35 PM »














   ผลการตรวจหาสารที่ทำให้หน่อไม้ขมเฝื่อน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 21, 2012, 09:43:23 PM โดย ไผ่หวาน » บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
น้องเล็ก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 749

..สักวันหนึ่งผมจะโต..


« ตอบ #37 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2013, 11:22:44 PM »

ในที่สุดก็ได้สั่งซื้อไผ่กับพี่เปีย
บันทึกการเข้า

การบ้านครับhttp://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=45929.0
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #38 เมื่อ: มีนาคม 09, 2013, 09:42:13 PM »

ในที่สุดก็ได้สั่งซื้อไผ่กับพี่เปีย

   ครับขอบคุณมาก
บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
sittichokesaythong
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 391


« ตอบ #39 เมื่อ: มีนาคม 13, 2013, 10:39:52 PM »

รอพี่เปียมาดูพื้นที่ น๊ะครับ


   ครับ  ไม่ทราบสวนอยู่ที่ไหนแล้วจะให้ไปดูยังไงครับ  แจ้งอีกทีครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 07, 2013, 12:03:27 AM โดย ไผ่หวาน » บันทึกการเข้า
thaimanmail
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 68


« ตอบ #40 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2013, 01:58:01 AM »

อบรมการทำเกษตรผสมผสานภายในอาคารสำหรับฝึกอบรม  



พี่เปียครับ  ไม่ทราบว่าช่วงนี้  จะมีการฝึกอบรมเกษตรกรที่สวนพี่เปีย บ้างไหมครับ
ตกใจ ตกใจ ตกใจ


   ช่วงนี้ยังไม่มีฝึกอบรมที่สวนครับ  แต่ก็เข้ามาศึกษาดูงานเป็นการส่วนตัวได้ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 07, 2013, 12:02:37 AM โดย ไผ่หวาน » บันทึกการเข้า
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #41 เมื่อ: กันยายน 22, 2013, 11:52:31 PM »

   






    ไผ่รวกหวานยอดเพชรเป็นไผ่รวกที่ให้หน่อที่มีรสชาติหวานหอม  ไม่มีรสขมฝาดแม้ว่าชิมดิบๆเหมือนไผ่บงหวาน   แต่เนื้อของไผ่รวกหวานจะนิ่มกว่าไผ่บงหวาน  ทำให้นำไปเผาแล้วนำมาแกงอร่อยมาก  ไม่ต้องต้มน้ำทิ้งก่อนนำมาทำอาหารทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง  ทำอาหารได้หลายหลายเมนู  ทางสวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง ได้นำหน่อเข้าตรวจหาสารไซยาไนด์พบว่าไม่พบสารที่ให้รสขมฝาด(ไซยาไนด์)

 

 การทำสวนไผ่  มีเกษตรกรหลายรายชอบที่จะปลูกไผ่ที่ลำไม่ใหญ่  และลำไม่สูงมากนัก  นอกจากนี้ยังต้องการไผ่ที่ไม่มีกิ่งแขนงที่รก  เนื่องจากอยากปลูกไผ่ริมสระ   อยากปลูกไผ่ริมรั้วที่ดินหรือรั้วบ้าน  และอยากได้ไผ่ไว้บังลม  ไผ่รวกหวานเป็นไผ่อีกชนิดหนึ่งที่น่าจะเป็นคำตอบได้  และเป็นไผ่ที่นำมาทำอาหารไม่ต้องใช้เวลามาก  เนื่องจากมีรสชาติต่างจากไผ่รวกทั่วไปและไผ่เลี้ยงชนิดต่างๆ 











     ที่สวนทดสอบการปลูกไผ่รวกผ่านมาได้  1 ปีกว่าๆ  พบว่าระยะปลูกจะใช้ที่ระยะระหว่างต้น  3  เมตร  ระยะระหว่างแถว  4  เมตร  พื้นที่  1 ไร่จะปลูกได้  130  ต้น  การปลูกใช้ปลูกด้วยกล้าที่ขุดเหง้าหรือกล้าที่เพาะจากเมล็ดใหม่ได้  การเตรียมพื้นที่ควรจะไถตากดินเพื่อกำจัดวัชพืช  แล้วไถพรวนอีกรอบก็ปลูกได้   ถ้าเป็นที่ต่ำที่น้ำมีโอกาสท่วมต้องชักร่องระบายน้ำด้วย     แต่ถ้าเป็นพื้นที่สูงก็ไม่ต้องชักร่องระบายน้ำสามารถขุดหลุมแล้วปลูกได้เลย   การเตรียมหลุมปลูกจะขุดหลุมกว้าง  50  เซนติเมตร  ลึก  30  เซนติเมตร  ฉีกถุงดำออกแล้วปลูกลงไปอย่าให้ดินแตกมากนัก  ให้รดน้ำทันทีหลังจากปลูกเสร็จ  ไม่ต้องรองก้นหลุม  ควรจะใส่ปุ๋ยคอกหลังจากปลูกผ่านไปได้  30 วัน และควรใส่ทุกๆ   3-4  เดือนต่อครั้ง  ในครั้งแรกที่ใส่ปุ๋ยควรจะใช้หลักให้จากน้อยไปหามาก  ใส่ครั้งแรกใส่ปุ๋ยคอกเช่นขี้วัว  ขี้ไก่ต้นละ  1-2  กิโลกรัมก่อน  ครั้งต่อไปค่อยๆเพิ่ม 


Liked By: krung_s
บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
หน้า: 1 2 [3]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: