ข่าว
หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายเกษตรพอเพียงจังหวัดแพร่(สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง)  (อ่าน 28328 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 09:55:13 PM »

สถานที่ตั้งของสวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง

   อยู่  91   หมู่  4  ถนนเรียบคลองชลประทาน  ต.แม่จั๊วะ  อ.เด่นชัย  จ.แพร่  โทร. 083-2663096  ,081-6024836  ก่อนหมู่บ้าน  100  เมตรหรือก่อนถึงวัดชัยเขต  200  เมตร



   แผนที่แบบเขียนแล้วถ่ายรูปมาลงเพื่อให้ดูคู่กับแผนที่ดาวเทียมครับ


แนวทางในการประกอบอาชีพทางการเกษตร

     1.ทำเกษตรแนวผสมผสานเพื่อให้มีรายได้หมุนเวียนเกือบตลอดทั้งปีโดยยึดเป็นอาชีพหลัก
     2.ปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ผักบางชนิดเพื่อไว้ใช้เองลดการซื้อเมล็ดพันธุ์ลูกผสม และแบ่งปันกับเกษตรกรท่านอื่น
     3.เพาะเมล็ดไผ่ที่เป็นไผ่แนวไผ่เศรษฐกิจและทำการคัดเลือกพันธุ์จากการเพาะเมล็ดโดยจะเน้นไผ่ที่ให้หน่อแนวเป็นผักสุขภาพ
     4.ทำการเกษตรโดยเน้นการลดต้นทุนในการลงทุน  เช่นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์  การปรับปรุงดิน  การลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

รายละเอียดในการทำอาชีพเกษตรในพืชต่างๆ  จะทะยอยสรุปเรียบเรียงมาลงพร้อมทั้งรูป  ระหว่างนี้ขอให้ท่านสมาชิกเกษตรพอเพียงดูที่กระทู้ในมุมสมาชิกไปพรางๆก่อน  

      ก่อนจะพบกับความสำเร็จในปัจจุบันถอยหลังไป  12  ปีที่เริ่มออกจากงานแล้วมาทำเกษตรเป็นอาชีพหลัก


การทำเกษตรหลังออกจากงานมา

          เมื่อ 12 ปีที่ผ่านมาตอนออกจากงานมาทำเกษตรนั้นก็มั่นใจเต็มที่ว่าจะต้องอยู่ได้ มีที่นาของภรรยาแค่ 1.5 ไร่เองจะทำอะไรได้ ก็เลยเช่าที่ดินเพิ่มอีก 5 ไร่ แบ่งสองไร่ลงทุกๆอย่างที่มีไว้กินและศึกษานิสัยของพืชที่ปลูกว่าปลูกง่ายหรือยาก ต้องการการดูแลอย่างไรทำแล้วคุ้มไหม รวมทั้งปลูกผักต่างๆขายรายวันไปด้วย ส่วนอีก 3 ไร่เลือกปลูกไผ่บงหวาน 1 ไร่ เหตุผลเพราะทำออกได้ตลอดปีจะได้มีหน่อจำหน่ายรายวัน ปลูกฝรั่ง 1 ไร่เพราะเป็นผลไม้ที่มีลูกเรื่อยๆไม่ต้องรอฤดูกาล ทำให้มีรายได้รายอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ ส่วนอีก 1 ไร่ลองปลูกแก้วมังกรเพราะเห็นว่าน้ำหนักดี ดูแลไม่ยากผ่านไป 1-2 เดือนเริ่มมีอาหารกินจากผักต่างๆที่ปลูก เป็นผักบุ้ง กวางตุ้งดอก ยอดและผลอ่อนฟักทอง เริ่มมีรายได้และเริ่มมีกำลังใจขึ้น เงินเดือนๆละ 20,000 บาทตอนทำงานแบ่งบางส่วนเก็บออมไว้ ก็นำมาใช้ลงทุนและยังไม่พอ ขอที่ดินที่เป็นที่ตั้งบ้านของแม่ยายและที่นาไร่ครึ่งไปจำนอง ธ.ก.ส. ได้เงินมาก็มาลงทุน ผมและภรรยาไม่มีมรดกอะไรกันมากผมมีแค่ความรู้จากการเรียนเกษตรมา ภรรยาลูกชาวนาไม่มีเงินทองอะไรเป็นทุนเลยเช่นกัน ยอมรับว่าต้องอดทนมากแต่ก็ต้องสู้และอดทนเพื่อลูกและอยากจะรู้ว่าถ้ายึดอาชีพเกษตรเป็นอาชีพหลักแล้วจะอยู่ได้ไหม หรือจะยากจนตามที่ทุกๆคนมักจะพูดว่าทำเกษตรจะยากจนให้ไปเป็นเจ้าคนนายคนเถิด  
          ทำเกษตรผ่านไปอีก 8 เดือนเริ่มมีฝรั่งได้เก็บสองอาทิตย์ต่อครั้ง หน่อไม้ก็เริ่มเก็บทุกวันๆละ 5-10 กก. แก้วมังกรยังไม่ได้ แต่ผักต่างๆที่ปลูกไว้เริ่มได้กินและขายทุกวัน ทำเกษตรผสมผสานไปไม่ถึงปีก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง มีรายได้รายวัน รายอาทิตย์เข้ามาตลอดแต่รายได้ก็ยังไม่มากนัก  ส่วนการส่งหนี้ ธ.ก.ส.ก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องจ่ายคืนทั้งหมด   ทางธนาคารให้แบ่งส่งระยะยาว 5 ปีพร้อมดอกเบี้ยก็ไม่ได้คิดอะไรมากไม่ได้เร่งส่งเงินต้น    
        ไผ่เริ่มปลูกตอนที่เช่าที่ดิน ใหม่ๆปลูกไผ่ 1 ไร่ตั่งแต่ปี 2544 โดยก่อนปลูกก็ศึกษาชนิดพันธุ์ไผ่หลายชนิดถึงข้อดีและข้อเสียผมกับภรรยาได้เดินทางไปดูไผ่หม่าจูที่โครงการหลวงที่จังหวัดเชียงใหม่อยู่ที่  อ.สะเมิงมาก็เห็นว่าเป็นไผ่ที่ขายใบได้ เพราะใบใหญ่ ลำไผ่ตรงดี สามารถขายลำได้ด้วยเวลาตัดสางกอออก แต่มีข้อเสียว่าจะออกหน่อยาก ออกหน่อช้าพอๆกับหน่อที่หามาจากป่าได้   ทำให้ไม่ได้ราคาก็เลยไม่ปลูกไผ่หม่าจู และทุกวันนี้งานส่งเสริมไผ่ของโครงการหลวงก็ล้มเหลวเพราะชาวบ้านปลูกไผ่หม่าจูแล้วขาย หน่อไม้ไม่ได้ราคา   ศึกษาเรื่องไผ่ตงศรีปราจีนเพราะทราบอายุว่าเกิดจากเมล็ดปี 2538 น่าจะไม่เสี่ยงต่อการออกดอก พอลงทุนไปก็ไม่ต้องเสี่ยง ไปดูสวนไผ่ตงของชาวบ้านที่  อ.ร้องกวาง  จ.แพร่ไม่ต้องไปไกล ชาวบ้านบอกว่าทำนอกฤดูยากมาก พอผ่านไป 2 ปีแล้วไม่ค่อยออกหน่อในช่วงเดือนมกราคมซึ่งเป็นช่วงที่หน่อไม้มีราคาสูง   จะไปออกก็ตอนฝนชุกทำให้ราคาไม่ดีเพราะมีหน่อซางป่าและไผ่ไร่ออกมามาก ผมก็เลยไม่เลือกปลูกไผ่ตงศรีปราจีน ตอนนั้นยังไม่รู้จักไผ่ตงลืมแล้งแต่ก็ยังสนใจไผ่อยู่อยากจะปลูกเพราะต้องการได้ไม้ลำไผ่ไว้ค้ำผักและผลไม้ในสวนไม่ต้องไปตัดจากป่าความสนใจไผ่มีไผ่เลี้ยงหวานให้มองๆอยู่เหมือนกันทำหน่อนอกฤดูง่าย แต่ทางแพร่มีหน่อไร่มากในป่ากลัวว่าจะชนกันก็เลยยังไม่ปลูก ชาวบ้านในแพร่เองก็ปลูกไผ่เป๊าะช่อแฮ ผมไปดูและซื้อมาทำอาหารดู พบว่าน้ำเหลืองมาก ต้องต้มน้ำทิ้ง ก่อนถึงจะนำมาแกงได้ ส่วนการเติบโตไผ่เป๊าะช่อแฮโตช้าราวๆปีที่ 3 ถึงจะขุดหน่อได้ เลยตอนนั้นยังไม่ตัดสินใจปลูกไผ่เป๊าะช่อแฮ   ผมพยายามหาข้อมูลจากหนังสือเกษตรต่างๆ ดูร้านหนังสือที่มีหนังสือเกษตรบ่อยๆไปเปิด อ่านถ้าไม่ถูกใจก็ไม่ได้ซื้ออ่านฟรีเป็นส่วนใหญ่ พบไผ่ที่ลงหนังสือวารสารเกษตร  ชื่อรักษ์เกษตร  มีปลูกไผ่บงหวานอยู่ที่อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ อ่านดูแล้วเจ้าของบอกว่าเป็นไผ่ที่ให้หน่อที่กินดิบๆได้ไม่ขม เป็นไผ่ขนาดเล็ก ก็เลยอยากไปดูให้เห็นของจริงที่สวนของเกษตรกรที่ลงเรื่องไผ่บงหวาน ไม่กี่วันก็ไปสวนไผ่บงหวานที่สันป่าตองเป็นสวนของคุณศุภฤกษ์ ปลูกไผ่บงหวานอยู่ไม่กี่ไร่ ทำพันธุ์ขายด้วย ได้ชิมหน่อบงหวานสมใจแล้ว ไม่ขมจริงๆด้วย คุยกับภรรยาว่าน่าจะขายง่ายเพราะไม่ขมทำให้นำไป ทำอาหารเหมือนผักทั่วๆไป ลำต้นก็ไม่ใหญ่ไป  น่าจะตัดสางง่าย ต้นก็ไม่สูงมาก เหมาะกับตัดสางมาทำค้างผลไม้และผักพอดี เลยตกลงซื้อไผ่บงหวานมา 200 ต้นปลูกได้ 1 ไร่พอดีในที่เช่า    ที่ดินที่เช่าเป็นที่นาดอน ก็เลยต้องยกร่อง ก่อนปลูกเพื่อระบายน้ำในหน้าฝน ไผ่บงหวานเจริญเติบโตดี การดูแลก็ไม่ยากเพียงแต่คอยกำจัดหญ้าไม่ให้แย่งปุ๋ยไผ่บงหวาน ตอนนั้นปลูกช่วงพฤษภาคม ช่วงฤดูฝนพอดี พอหมดฝนในเดือนธันวาคมก็เริ่มแต่งกอไผ่โดยตัดต้นไผ่เล็กที่เกิดก่อนออกให้หมดเหลือแต่ต้นที่ใหญ่ๆ แต่เวลา 8 เดือนต้นก็ยังไม่ใหญ่มาก เส้นผ่าศูนย์กลางไม่ถึง 1 นิ้ว จากนั้นก็ให้ขี้วัว คุณศุภฤกษ์บอกว่าให้ใช้ขี้วัว ใส่กอละ หนึ่งกระสอบโรยรอบๆกอแล้วให้น้ำ ไม่นานนักหน่อบงหวานก็ออกมาเรื่อยๆ ลองนำมาใส่มาม่าดู ผัดน้ำมันหอยกินดู ดีใจที่ได้กินหน่อไม้ที่ปลูกเอง พอพ้นหนาวหน่อไผ่บงหวานก็ออกมามาก ขึ้นเริ่มขายให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านแม่จั๊วะที่อาศัยอยู่คนที่กินหน่อไม้ป่าเช่นหน่อไร่และหน่อซางก็ลองมาซื้อไปทำแกงใส่ผักชะอมกิน   ก็มาบอกว่าหน่อของไผ่บงหวานที่ขายกินแล้วไม่ปวดข้อ ได้ยินก็ดีใจ เลยคิดที่จะปลูกเพิ่มอีก เพราะพื้นที่ 1 ไร่ที่ปลูกอยู่นั้น ได้หน่อวันละ 5-10 กก.ในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน ไม่พอกับความต้องการของชาวบ้านในชุมชน
           การทำเกษตรในปี 2544 ผ่านไปได้ปีกว่าๆ มีรายได้ทุกวันจากการขายผัก,หน่อไม้และฝรั่ง พอมีเงินจ่ายค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าโทรศัพท์(ช่วงนั้นยังไม่มีเน็ต) ค่าอาหารที่ไม่ได้ผลิตเอง ค่าลูกๆไปโรงเรียน ผมกับภรรยาเริ่มมีกำลังใจขึ้น แม้ว่ายังไม่ค่อยมีเงินเก็บเพราะเพิ่งเริ่มทำและยังทำไม่มากและยังต้องเก็บเงินไว้ส่ง ธ.ก.ส. ช่วงที่ผมออกจากงานใหม่ๆไม่ค่อยพร้อมเพราะถูกบีบให้ออกยังไม่ได้ตั้งตัวอะไรมากนัก ภรรยายังต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะคิดมาก นอนไม่หลับหลายๆคืนจนร่างกายป่วย ตอนนั้นเครียดมาก ถูกบีบให้ลาออกไม่ได้เงินก้อนแบบจ้างออก ถ้ารับพนักงานใหม่จะจ้างได้ถูกกว่าผม แต่ผมก็ปลอบใจภรรยาว่าเราจะต้องรอดเราขยันอยู่แล้วไม่ต้องกลัว ผมกับภรรยาจึงกลับไปหาสวนไผ่บงหวานที่สันป่าตองใหม่ ไปคุยดูว่าพอจะทราบอายุไผ่บงหวานนี่ไหม เพราะถ้าปลูกมากๆจะออกดอกหรือเปล่ากลัวไผ่ออกดอกตายขุย   คุณศุภฤกษ์ก็ไม่ทราบอายุไผ่เหมือนกันเพราะซื้อมาอีกทีไม่ได้เพราะเมล็ดเอง ผมกับภรรยาก็ยังซื้อกล้าไผ่กลับไปปลูกเพิ่มอีก 1 ไร่ยอมจ่ายค่าต้นพันธุ์เพิ่ม จะขุดแยกก็ไม่ได้เก็บหน่อ กลัวลูกค้าที่มารอซื้อหน่ออดกินหน่อไม้เลยต้องยอมจ่ายเงินที่เก็บเป็นค่าต้นพันธุ์ไผ่บงหวานทำไผ่ขายหน่อสดก็ค่อยๆเป็นค่อยๆไปตามกำลังเงินลงทุน และต้องการศึกษานิสัยไผ่ให้รู้จริงจะได้ไม่พลาดเวลาทำมากๆในวันข้างหน้า   ตกลงเพิ่มพื้นที่ขึ้นเป็น 2 ไร่สำหรับไผ่บงหวาน โดยการเช่าที่ดินเพิ่มอีก คิดว่าต่อไปน่าจะขุดพันธุ์ขยายเพิ่มเองถ้าไผ่บงหวานที่ซื้อมาอีก 200 ต้นแตกกอเติบโตในอีก 1 ปี แต่ก็ยังกังวลเรื่องอายุไผ่บงหวานที่ไม่รู้ ถ้าขยายสัก 10 ไร่แล้วออกดอกจะทำอย่างไร   แต่ก็ตั้งใจทำต่อไป  ไผ่บงหวานที่ปลูกใหม่กำลังโต และไผ่บงหวานที่เก็บหน่อได้ก็เก็บหน่อขายหน้าสวนในหมู่บ้านที่สวนตั้งอยู่ คนในหมู่บ้านซื้อหน่อบงหวานไปกินก็ติดใจในรสชาติเริ่มถามซื้อพันธุ์คนละ 1-2 ต้นมากบ้างน้อยบ้างก็เลยเริ่มขุดพันธุ์ขายให้ชาวบ้าน แบบที่ได้มาโดยไม่รู้อายุในปี 2546 เริ่มมีรายได้รายเดือน เพิ่มจากการขายต้นไผ่บงหวาน จากการสังเกตไผ่บงหวานที่ปลูกผ่านมาเกือบสองปี จนเก็บหน่อขาย พบข้อดีและข้อเสีย หลายๆอย่าง ข้อดีก็คือหน่อออกง่ายให้น้ำไม่มากก็ให้หน่อออกมาขาย หน้าหนาวได้ เริ่มมีหน่อเก็บตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นไป หน่อไม่ใหญ่มาก  ลูกค้าชอบเพราะ หนึ่งกิโลกรัมได้หลายหน่อ ไม่เปลืองน้ำเปลืองปุ๋ยและต้นทุน หน่อไม่มีขนทำให้ล้างและขายง่าย หน่อมีรสชาติหวานทานดิบๆก็ไม่ขมทำให้ทำอาหารได้หลายอย่าง แต่ข้อเสียก็มีมากเช่นกัน คือ หน่อเล็กทำให้ได้น้ำหนักต่อไร่ต่อวันไม่มากแค่ 5-10 กก.ต่อวันในฤดูร้อนและฤดูฝน กอรกมากทำให้ต้องเสียเวลาตัดสางตลอดจะทิ้งสวนไปนานๆไม่ได้ การขยายพันธุ์ทำได้ยาก ต้องขุดเหง้าอย่างเดียวทำให้ได้ต้นพันธุ์ช้า ต้องมีแรงงาน ผมกับภรรยาก็เลยตัดสินใจปลูกไผ่บงหวานเพิ่มเพราะเหตุผลที่มีข้อเสียมากๆ การทำไผ่บงหวานจะทำยาก เพราะกอรกมากทำให้คนทำไผ่บงหวานมีน้อยต้องมีเวลาอยู่กับสวนจริงๆถึงจะสำเร็จ ทำให้ผมทำไปได้อีกนานกว่าจะล้นตลาด การทำขยายพันธุ์ยากโดยการตอนไม่ได้ก็ทำให้ไผ่บงหวานล้นตลาดยาก ด้วยเหตุผลที่ทำยากนี้จึงพยายามขยายพื้นที่เมื่อพอมีทุนเพิ่มจากการทำสวน
          ตอนที่ลาออกจากงานมาใหม่ๆคิดเยอะเหมือนกันว่าจะปลูกพืชอะไรดีเพราะระหว่างที่ทำงานรับจ้างอยู่ก็ทำเกษตรในหน่วยงานเหล่านั้นเห็นเกษตรกรปลูกพืชหลายๆชนิดต้องทำปริมาณมากๆเพื่อให้ได้เงินมากๆบางครั้งก็ได้ราคาบางครั้งก็ขาดทุนและส่วนใหญ่เกษตรกรจะมองตัวเงินก่อนว่าต้องการปีละเท่าไหร่ก็จะทำพืชนั้นเข้าหาสุดท้ายส่วนใหญ่จะขาดทุนเป็นหนี้สินมากมายผมกีบภรรยาจึงคิดว่าจะทำเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยเริ่มจากทำน้อยๆก่อนขอให้มีอาหารกินเหลือกินก็ค่อยจำหน่ายในบริเวณหมู่บ้านที่อาศัยอยู่การทำเกษตรของผมทำหลายๆอย่างเริ่มอย่างละน้อยก่อน พอมีผลผลิต พืชไหนขายดีไม่พอขายและเริ่มปลูกเก่งก็ค่อยๆขยายพันธุ์เองปลูกเพิ่มไปเรื่อยๆ ทำให้ไม่ต้องเสี่ยงกับหลายๆอย่างรวมทั้งเรื่องตลาด พอไผ่บงหวานที่ได้พันธุ์มาจากเชียงใหม่เริ่มขายดีและไม่พอขายเพราะหน่อไม้ออกน้อยกว่าความต้องการนับถอยหลังไปร่วม 11 ปี ก็เริ่มขยายเพิ่ม โดยทะยอยเพิ่มตามกำลังทุน เริ่มมีไผ่บงหวาน 2 ไร่ ส่วนฝรั่งเริ่มเก็บผลผลิตได้ในเดือนที่ 8 หลังจากปลูก ในปีแรกที่ได้ผลฝรั่งกินและขายยังไม่มากเพราะต้นยังเล็ก ได้เดือนละ 200 กก.ต่อไร่โดยทะยอยเก็บ มองดู ฝรั่งกิมจูที่ปลูกลูกค้าที่มาซื้อที่สวนเริ่มติดใจในรสชาติและความสดเก็บแล้วขายทันที ฝรั่งดูแล้วทำไม่ยากเพียงแค่ห่อผลและแต่งกิ่ง เด็ดผลทิ้งบ้างก็เลยตัดสินใจเพิ่มพื้นที่โดยการตอนกิ่งฝรั่งขยาย ปลูกเพิ่ม ฝรั่งกิมจูที่สวนจะรสชาติหวานกรอบอมเปรี้ยวนิดๆ แต่ผิวไม่สวยเพราะไม่ได้พ่นสารเคมีไล่มดและเพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง ตอนออกใหม่ๆลองนำไปส่งให้แม่ค้าผลไม้ในตลาดในอำเภอเด่นชัย แม่ค้าไม่เอาเลยบอกว่ากลัวขายไม่ได้เพราะผิวไม่สวย เลยต้องมาขายหน้าสวนต่อไป ตอนขายก็พยายามบอกว่าไม่ได้ผลสารเคมีฆ่าแมลงผิวเลยไม่สวย ลองซื้อไปทานดู ไม่สวยแต่ปลอดภัย ไม่นานนักก็ขายได้และขายดี จนทุกวันนี้ฝรั่งเก็บมาวางจะขายหมดอย่างรวดเร็วดูๆไปจะไม่พอขายแต่ก็ทำมากไม่ได้เพราะต้องใช้เวลาห่อผลมาก ต้องแต่งผล ต้องแต่งกิ่ง ทำพอประมาณเท่าที่ดูแลไหว ในปีที่ 2 ฝรั่งเริ่มต้นใหญ่ขึ้นทำให้มีผลผลิตออกมามากขึ้นรายได้เข้าทุกอาทิตย์บ้าง สองอาทิตย์บ้าง เงินไม่ขาดมือเลย จากฝรั่งได้เป็นก้อนมากกว่าผักที่ปลูก
         ผมกับภรรยาทำเกษตรโดยยึดหลักตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านดำริไว้   โดยยึดหลักตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีหลักดังนี้ 1. ความพอประมาณ โดยเริ่มจากมีที่ดินเริ่มแรกเช่า 5 ไร่โดยที่ไม่ต้องเป็นหนี้กู้เงินมาซื้อที่ดิน แล้วลงไผ่บงหวาน 1 ไร่ ฝรั่ง 1 ไร่ แก้วมังกร 1 ไร่ ที่เหลืออีก 2 ไร่ลงทุกอย่างเพื่อเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นผัก,ผักพื้นบ้านและผลไม้ การลงทุนก็ค่อยๆทำเน้นทำเอง จ้างเท่าที่จำเป็น 2. การมีภูมิคุ้มกัน การทำเกษตรให้ทำหลายๆอย่าง จะทำให้มีรายได้เรื่อยๆถึงแม้วันละไม่มาก ถ้าแก้วมังกรไม่ได้ผลก็ยังมีพืชอีกหลายอย่างที่ปลูกไว้ทำให้มีอาหาร มีรายได้ทุกวัน ส่วนเงินทุนที่ลงก็ไม่ได้ลงหมดทีเดียวยังคงเหลือสำรองไว้ยามจำเป็นต้องใช้ทุน เพราะเงินที่ลงทุนนอกจากที่เก็บแล้วยังกู้ไม่มากจากธ.ก.ส. เพียงแต่ไม่ได้กู้เงินมาซื้อที่ดินเพราะเป็นเงินจำนวนมากเกินไป 3. การมีเหตุและผล ผมใช้เหตุและผลในการเลือกพืชหลักที่จะนำมาปลูกว่าต้องการอะไรจากพืชที่ปลูก พืชชนิดไหนปลูกยากง่ายกว่ากัน ต้องใช้สารเคมีมากไหม ยกตัวอย่างเช่น เลือกปลูกไผ่เพราะไผ่ ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน ทำให้ไม่ต้องใช้ทุนมาก เลือกฝรั่งเพราะเก็บผลได้เรื่อยๆ ผู้บริโภคนิยมกินเล่นเป็นของว่าง 4. ต้องมีความรรู้ ในการเลือกพืชที่จะปลูกก็จะหาความรู้โดยไปดูงานจากสวนจริงที่ปลูกพืชที่ผมสนใจอยู่ สอบถามจากเกษตรกรที่ปลูกโดยตรง หารายละเอียดให้ได้มากที่สุด เป็นวิธีที่ได้ความรู้แบบตรงไปตรงมาถามได้
         
          พืชที่ปลูกตอนเริ่มเช่าที่ดินมีหลายอย่างได้เรียนรู้และลองผิดลองดถูกนานเหมือนกันกล่าวถึงไผ่และหน่อไม้ไปแล้ว   แก้วมังกร เริ่มปลูกในที่ดิน  1 ไร่ก่อน  ผ่านไปปีกว่าๆเริ่มเก็บผลผลิตได้  น้ำหนักดีผลใหญ่   รสชาติหวานเก็บใหม่ๆก็นำไปวางขายหน้าสวนเลย  ลูกค้ามาซื้อหมดตลอด   เห็นว่าน้ำหนักดีก็เพิ่มพื้นที่ไปอีก  แต่พอทำไปนานๆผ่านไป  3  ปีราคาเริ่มไม่ค่อยดีเพราะมีเกษตรกรท่านอื่นๆลปลูกแก้วมังกรกันมาก  และยังต้องใช้แรงงานกำจัดหญ้ามาก  แก้วมังกรสู้หญ้าไม่ได้เลยเพราะใบมีน้อยให้ร่มเงาลงผิวดินได้น้อยหญ้าจึงขึ้นมาก  ทำให้ไม่คุ้มกับค่าจ้าง  ในปัจจุบันจึงลดพื้นที่การปลูกแก้วมังกรลงเหลือเพียง  1 ไร่กว่าเพื่อไว้กินเองและฝากบ้าง  และเหลือก็ค่อยนำไปขายหน้าสวนทำให้มีสินค้าเกษตรหลายๆอย่าง   แก้วมังกรเป็นผลไม้รายปี  ออกผลปีละครั้ง   ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน  โดยทยอยออกทุกๆ  20  วัน  ผลผลิตจะมากน้อยขึ้นอยู่กับการบำรุงและการตัดแต่งกิ่งหลังจากเก็บผลผลิตหมดแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2013, 10:37:17 PM โดย ไผ่หวาน » บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096

ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 10:44:21 PM »

พื้นที่ดินที่ประกอบอาชีพเกษตรแบ่งดังนี้
     1.พื้นที่เช่าเจ้าของคือคุณเลอพงษ์  วงศ์สารพิกูล   อยู่กรุงเทพ อยู่ทางทิศเหนือของสวนชื่อสวนเกษตรเพชรเมืองแพร่มีเนื้อที่  24  ไร่   ป้ายชื่อสวนอยู่หน้าประตูทางทิศเหนือ   ทำการขุดสระน้ำประมาณ  3 ไร่ ตั้งโรงสูบน้ำใช้ไฟฟ้า มอเตอร์ขนาด  10  แรงม้า  ใช้ปั้มขนาด  2  นิ้ว   เจ้าของที่ดินสร้างบ้านให้เฝ้าที่ดิน  1  หลัง  บ้านพักลูกจ้าง  1  หลัง  โรงเรือนเก็บวัสดุทางการเกษตร  1  หลัง   โรงเรือนเก็บเมล็ดผักบุ้งจีน  1  หลัง  ลานตากเมล็ดผักบุ้งจีน  ผู้รับผิดชอบดูแลคือคุณลำพึง   รักษา  (ภรรยา)   พื้นที่ที่เหลือทำการเกษตรโดยปลูกพืชแนวผสมผสานโดยนายวรรณบดี  รักษา (ไผ่หวาน)เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการทำสวนทั้งหมด  ทำสวนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2544
     2.ที่ดินทางทิศใต้ของสวน มีเนื้อที่  18  ไร่ ซื้อทีหลังเมื่อปีพ.ศ.  2552  โดยซื้อติดกับที่เช่าเพื่อสะดวกในการดูแล มีอีก  1  ประตูอยู่ทางทิศใต้ของสวนชื่อ สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง  โดยผู้เขียนเป็นผู้ดูแลเรื่องทำสวนทั้งหมด  มีการทำเกษตรแนวผสมผสาน  เริ่มทำการสร้างบ้านพักสำหรับเกษตรกรที่มาอบรม  2  หลังพักได้  50  คนถ้ามากกว่านี้ต้องหาเต็นท์มาเอง  บ้านพักเกษตรกรทำเสร็จแล้ว   มีอาคารสำหรับฝึกอบรม  1  หลัง  มีอาคารสำหรับทานอาหารรวม  1  หลังิ   กำลังสร้างครัวสำหรับให้เกษตรกรที่มาดูงานหรือมาเยี่ยมได้ลงมือทำอาหารแบบช่วยกันทำช่วยกันกิน  และอาคารต้อนรับติดกับตัวบ้านของผู้เขียนที่กำลังสร้างเช่นกัน  น่าจะเสร็จภายในปี  2554  นี้จากการเก็บสะสมเงินมาหลายปีจากภาคเกษตร  มีร้านขายผลผลิตหน้าสวน  1  ร้านกว้าง  2  เมตร ยาว  4  เมตร 

     การทำเกษตรผสมผสานในสวนมีดังนี้   เนื้อที่ปลูกไผ่   14  ไร่  ฝรั่งกิมจู  4  ไร่  แก้วมังกร  1.5  ไร่  มะม่วง  1  ไร่  ผักหวานป่า  1  ไร่  กล้วยต่างๆ  2  งาน  ปลูกพืชผักผลไม้ที่อยากปลูกรวมกันหลายๆอย่างราวๆ   2  ไร่  โรงเรือนเลี้ยงไก่  เป็ด  หมู   ที่ดินที่เหลือเป็นสระน้ำ  สิ่งปลูกสร้างโรงเรือน  ถนน  บริเวณกองปุ๋ยหมัก 




    บ้านพักสำหรับเกษตรกรที่มาอบรมหลังแรก



   บ้านพักสำหรับเกษตรกรที่มาอบรมหลังที่สอง


Liked By: lief36, PeeSo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 28, 2011, 01:00:29 AM โดย ไผ่หวาน » บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 28, 2011, 12:08:30 AM »

ขายหน้าสวน  ด้วยร้านเล็กๆครับ


ช่วงที่มีผลผลิตอะไรออกก็ขายสิ่งที่ออกครับ  มีรายได้ทุกวัน  


อบรมการทำเกษตรผสมผสานภายในอาคารสำหรับฝึกอบรม  



    การวางแผนของสวนในการเลือกพืชที่ปลูกมีแนวคิดให้มีรายได้เกือบตลอดปีมีดังนี้

1.ปลูกไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง  14  ไร่  เก็บหน่อได้ตั้งแต่เดือนมกราคม กุมภาพันธ์  มีนาคม  เมษายน  พฤษภาคม  มิถุนายน  กรกฎาคม  สิงหาคม   เก็บหน่อไม้  8  เดือน  ได้หน่อไม้เฉลี่ยวันละ  40  กก.(คำนวน  3  กก.ต่อไร่แบบต่ำ) ขายหน้าสวนกก.ละ  60  บาทได้รายได้  2,400  บาทต่อวัน

2.ฝรั่งกิมจูปลูก  2  ไร่  เน้นเก็บขายช่วงเดือน  มิถุนายน  กรกฎาคม  สิงหาคม  กันยายน  ตุลาคม  พฤศจิกายน  ธันวาคม  มกราคม กุมภาพันธุ์  เก็บขายได้  9  เดือน  มีรายได้ช่วงที่หน่อไม้ไม่ได้เก็บ  คือเดือนกันยายน-ธันวาคม  ทำให้มีรายได้ตลอดปี  ฝรั่งเก็บขายได้คิดแบบน้อยๆ  เก็บได้เฉลี่ย  30  กก.ต่อวัน   ขายที่กก.ละ  20  บาทหน้าสวน   ได้เงิน  600  บาทต่อวัน

3.แก้วมังกรปลูก  1.5  ไร่ เก็บผลจำหน่ายหน้าสวนช่วงเดือน  มิถุนายน  กรกฎาคม  สิงหาคม  กันยายน  ตุลาคม   เก็บราวๆ  5  เดือน  จะเก็บเป็นรุ่นๆ  เดือนหนึ่งเก็บ  2 รุ่น แต่ละรุ่นเก็บขายได้ประมาณ  5  วัน  รุ่นละ  200  กก.คิดแบบน้อย  ขายได้กก.ละ  30  บาทได้เงิน   6,000  ต่อรุ่น เก็บ  5  เดือนได้  10  รุ่นก็ได้เงินราวๆ  60,000  บาท

4.ผักหวานป่าตอนนี้มีปลูกไป  5 รุ่นแล้วระยะเวลา 5 ปี ใช้เมล็ดและกิ่งตอนปลูกเพื่อเปรียบเทียบ  มีเนื้อที่  1.5  ไร่  เน้นเก็บหน้าแล้งตั้งแต่เดือน  พฤศจิกายน  ธันวาคม  มกราคม  กุมภาพันธ์  มีนาคม  เมษายน  พฤษภาคม  เก็บประมาณ  7  เดือนโดยรูดใบให้ออกหน้าแล้ง หน้าฝนไม่เก็บให้พักต้น  ตอนนี้ต้นผักหวานป่าเพิ่งปลูกยังเก็บไม่ได้มาก แต่ก็ขายดี  ขายหน้าสวนที่กก.ละ  150-200  บาท

5.ผักเพกา  หรือลื้นฟ้า  เก็บขายเดือน  มิถุนายน  กรกฎาคม  สิงหาคม  กันยายน  เอาไปวางขายหน้าสวนฝักละ  5  บาท  วันหนึ่งเก็บ  20  ฝัก  ได้เงินวันละ  100  บาท

6.ชะอม  เน้นเก็บหน้าแล้งได้ราคาแพง  เก็บเดือนพฤศจิกายน  ธันวาคม  มกราคม  กุมภาพันธ์  มีนาคม  เมษายน  ปลูกคู่กับผักหวานป่าเป็นพี่เลี้ยง  ขายหน้าสวนกำละ  5  บาทไม่กี่ยอด  เก็บวันละ  20  กำขายได้  100  บาทต่อวัน

7.กล้วยน้ำหว้า  มีออกมาเรื่อยๆ  ขายหน้าสวนหวีละ  10  บาท  ได้เป็นระยะๆ  เดือนหนึ่งได้  500  บาท

8. กล้วยไข่  สุกช่วงเดือนมกราคม  กุมภาพันธุ์  มีนาคม  เมษายน  ขายหน้าสวนหวีละ  20  บาท  เครือหนึ่งได้  100  กว่าบาท

9.มะเขือเปราะ  มะเขือพวง  ผักหวานบ้าน  มะนาว   ยอดฟักทอง  ผักบุ้ง  กวางตุ้ง  ผักเสี้ยว  พริก  ถั่วฝักยาวผักต่างๆ เป็นต้น วันหนึ่งปลูกเก็บหมุนเวียนได้วันละ  100-200  บาทพยายามทำหมุนเวียนให้ได้ทุกๆวัน  

10.  แขนงข้างของหน่อไม้บงหวานตอนปล่อยเป็นต้นแม่  มีแขนงข้างก็เก็บขายได้ในช่วงที่ไม่ได้เก็บหน่อ  เดือนกันยายน  ตุลาคม  พฤศจิกายน  ธันวาคม  4  เดือน ขายหน้าสวนวันละ  200-300  บาท
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2013, 10:22:42 PM โดย ไผ่หวาน » บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 29, 2011, 11:30:43 PM »

    การทำเกษตรของสวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง  เน้นการปรับปรุงดินก่อน  เพราะเมื่อดินที่ซื้อมาหรือเช่า  เกษตรกรเจ้าของที่ดินคนเดิมใช้แต่ปุ๋ยวิทยาศาสตรมาตลอดโดยที่ไม่เคยสนใจที่จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์เลย  ทำให้ดินแข็งมาก  ดินตาย  ดินไม่มีซากพืชเลย  จากการที่จบเกษตรมาก็ควรจะใช้พื้นฐานวิชาที่เรียนมา  นำมาใช้กับชีวิตจริงที่เริ่มออกจากงานมาทำเกษตร   ถ้าหากสวนปรับปรุงดินให้มีอินทรีย์วัตถุปนอยู่ในดินมาก  รากของพืชที่ปลูกก็จะเจริญ  และทำให้พืชที่ปลูกเติบโตดี  ไม่ต้องเสียต้นทุนเรืองปุ๋ยมาก   ดินที่มีอินทรีย์วิตถุมาก ก็จะช่วยถ่วงดุลค่า พีเฮช ของดิน  ทำให้มี  ค่าพีเฮช  อยู่ ที่ประมาณ  5.5-6.5  จะทำให้  สารละลายต่างๆที่เป็นปุ๋ย  ไม่ถูกยึดเกาะ  รากพืชสามารถนำไปใช้ได้ดี   

การปรับปรุงดิ่นของสวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้งมีแนวทางดังนี้

1.ใช้วัสดุทางการเกษตรที่หาซื้อได้ในท้องถิ่นและราคาไม่แพง  มีรองก้นหลุมและผสมกับดินข้างๆต้นไม้ที่ปลูก  กับพืชที่ปลูกระยะห่างเช่นไผ่  และผลไม้ต่างๆ  และเมื่อปลูกไปแล้ก็เติมเข้าไปรอบๆต้นพืชที่ปลูกตลอดเวลา   วัสดุทางการเกษตรที่หามาใช้คือ  ขี้เถ้าดำ  ทางสวนซื้อจากโรงงานน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ ที่อุตรดิตถ์  กก.ละ  5   สตางค์  ไม่รวมค่ารถ   จะใช้มากที่สุด   รองลงมาก็ตะกอนน้ำอ้อยหรือขี้เป็ด  ซื้อที่โรงงานน้ำตาลเอกลักษณ์เช่นกัน  กก.ละ  5  สตางค์  ไม่รวมค่ารถ   ส่วนต้นไม้ที่ปลูกถี่ก็จะนำมาใส่แล้วไถคลุกโดยใช้ขี้เถ้าดำ  16,000  กก.ต่อไร่  ก่อนที่จะปลูกพืชต่างๆ   ดูแล้วได้ผลดี  ต้นไม้ที่ปลูกเติบโตเร็วและแข็งแรง  รสชาติอร่อย 

2.ใช้วัสดุทางการเกษตรที่เหลือทิ้งจากโรงงาน  ทางสวนซื้อมา  กก.ละ  10  สตางค์  โรงงานมาส่งให้ถึงสวนเอง   ทางสวนจะให้ย่อยสลายก่อนนำไปใช้  ประมาณ  6  เดือนก็นำไปใส่รอบต้นไม้ต่างๆในสวนที่ปลูก  เป็นปุ๋ยหมักที่ใส่แล้วดินดีมาก  ใส่มากได้  เพราะซื้อมาได้ในราคาไม่แพง 

3. ซังข้าวโพด  ทางสวนจะให้เกษตรกรมาสีข้าวโพดที่สวน  ให้สีฟรีนำน้ำมันมาเติมเอง  ทางสวนจะขอแกนข้าวโพดไว้ทั้งหมด  นำไปคลุมหน้าดินรอบต้นไม้  เพื่อรักษาอุณหภูมิของหน้าดินและราก  และยังช่วยรักษาความชื้น  ไม่ทำให้หญ้าขึ้นเร็ว

4.ฟางข้าว  จะหาซื้อจากชาวนาโดยตรงที่ชาวนาไม่ได้ใช้  ดีกว่าเผาทิ้ง  เหมาเป็นกองๆละ  200  บาท นำมาคลุมหน่อไม้ ทำให้หน่ออวบและดก  เวลาฟางเน่าก็ได้ซากพืชเป็นปุ๋ยอินทรีย์ต่อไป

5.เปลือข้าวโพด  ไปหาจากที่เกษตรกรสีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  แล้วทิ้งไว้รอเผา  หาได้มากมายในเขตที่ปลูกข้าวโพด  ทางสวนจะนำมาคลุมดินรอบๆต้นไม้ที่ปลูก

6.ขี้ไก่  ทางสวนจะซื้อขี้ไก่จากฟาร์มไก่ไข่มาใส่ให้ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งในช่วงที่เก็บหน่อนอกฤดู  กระสอบปุ๋ยประมาณ  20-30  กก.จะแบ่งใส่  3  ต้น ก็ตกกอละ  10  กก.  เป็นเงิน  กอละ  15  บาทใส่ปีละ  1  ครั้ง  แต่กอหนึ่งสามารถเก็บหน่อได้ไม่ต่ำกว่า  5  กก.  ขายกก.ละ  40  บาท  ก็ยังคุ้มค่าปุ๋ยอยู่

7.ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดและปุ๋ยวิทยาศาตร์ ทางสวนจะใช้  เดือนละ  50 -100 กก.หว่านต้นไม้ทั้งหมดที่ปลูกในสวน  จะใช้น้อยมาก  แค่เสริมๆ  เพราะใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุการเกษตรที่นำมาทำปุ๋ยอยู่แล้ว   บาทเดือนก็ไม่ได้ใส่



Liked By: lief36, boonroem, PeeSo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 30, 2011, 09:59:39 PM โดย ไผ่หวาน » บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
nassorn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 97


« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2011, 02:02:17 PM »

เป็นชีวิตที่ดีจริงๆ

หากเกษตรกรไทยวางแผนการทำไร่ ทำสวนแบบคุณไผ่หวาน ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศคงมีความสุข ประเทศไทยคงร่มเย็นกว่านี้มาก

เป็นชีวิตที่สงบ สร้างสรรค์ และเป็นแบบอย่างที่มีคุณค่าจริงๆ ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ  ยิ้มเท่ห์


Liked By: PeeSo
บันทึกการเข้า
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2011, 01:23:11 AM »

       ผมเขียนเรื่องการปลูกไผ่กิมซุ่งขึ้นมากจากประสบการณ์การทำไผ่กิมซุ่งมาได้หลายปีแล้ว   อาจจะไม่เหมือนตำราของท่านผู้รู้อื่นๆ   ท่านใดที่ได้แวะผ่านเข้ามาอ่านเห็นว่ามีประโยชน์จะนำไปใช้เพื่อเป็นคู่มือในการปลูกไผ่เพื่อให้ประสบความสำเร็จ  ผมยินดีเป็นอย่างยิ่ง  แต่ถ้าเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ที่จะนำไปปฏิบัติ  ก็อ่านแล้วก็ผ่านเลยไป   ผมเองเห็นเกษตรกรหลายๆท่านซื้อไผ่กิมซุ่งมาปลูกเพราะได้ยินมาว่าปลูกง่าย  ปลูกเพียง  6  เดือนก็สามารถเก็บหน่อกินและจำหน่ายได้  แต่ก็ไม่ประสบณ์ความสำเร็จตามที่ผู้ขายพันธุ์โฆษณาไว้  แต่ก็เกิดความผิดหวัง  ท้อแท้ และกลายเป็นไผ่ไม่ใช้ทางเดินที่ถูก  ต้องเสียเวลาไปเริ่มกับพืชอื่นๆใหม่   ผมเองก็อยากจะบอกว่าไผ่อาจจะปลูกง่าย  แต่จะปลูกให้ได้ผลผลิตกินหรือจำหน่ายสำหรับเกษตรกรที่คิดจะทำเป็นอาชีพไม่ใช้ง่าย  เกษตรกรต้องมีน้ำเป็นสิ่งสำคัญ  มีความขยันอดทน  มีความรู้ในเรื่องไผ่ชนิดที่เกษตรกรเลือก  มีหัวเป็นพ่อค้าสามารถที่จำรู้ว่าจะนำหน่อไม้ไปขายได้ที่ไหน  ลำไผ่จะไปขายได้ที่ไหน  และไผ่ไม่ใช่ปลูกง่ายนัก  เกษตรกรถ้ามีโอกาสจะต้องศึกษาดูงานจากสวนจริงด้วย  เพราะงานได้เห็นจะทำให้เข้าใจได้เร็วกว่าการอ่านเพียงอย่างเดียว
       
          ไผ่กิมซุ่ง   เป็นชื่อทางการค้าของไผ่ในสกุลไผ่ป่าชนิดหนึ่ง คือสกุล  Bambusa   มีชื่อวิทยาศาสตรว่า  Bambusa   beecheyama   ไผ่ตัวนี้มีชื่อทางการค้าอีกหลายชื่อคือ  ไผ่ตงไต้หวัน  ไผ่จีนเขียวเขาสมิง  ไผ่ตงลืมแล้ง    ไผ่ตงอินโด     ไผ่ทองสยาม  ไผ่หวานต่างๆ  เป็นต้น   ไผ่กิมซุ่งไม่มีท่านใดทราบโดยมีหลักฐานว่าเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อไหร่  ไผ่ตัวนี้มีอายุกี่ปีแล้ว  และไผ่กิมซุ่งจะอยู่ไปอีกกี่ปีจึงจะออกดอก   จากประสบการณ์  ผมได้พบต้นที่เก่าแก่มากๆ  เกษตรกรปลูกโดยไม่สนใจ  ไม่เคยสางกอเลย  กอใหญ่อัดแน่นมาก  มีชาวบ้านมาเอาหน่อไปกินทั้งหมู่บ้าน  แต่ก็ไม่ได้สนใจที่จะทำเป็นการค้า  จากการสอบถามชาวบ้าน  ชาวบ้านบอกว่าได้ปลูกมา  25  ปีกว่าแล้ว  หน่อก็ยังออกดกเป็นปรกติอยู่  ผมดูแล้วดกมาก  นับว่าไผ่ตัวนี้น่าสนใจทีเดียว  ผมนำมาปลูกในสวนได้  5  ปีแล้ว  และเพื่อนๆกลุ่มเดียวกันก็นำไปปลูกพร้อมกัน  ทำนอกฤดูในแนวเดียวกัน  พบว่าไผ่กิมซุ่งสามารถทำให้ออกหน่อทะวายได้ตลอดทั้งปีถ้ามีการให้น้ำและปุ๋ยอย่างเพียงพอ  และสามรถทำให้ออกหน่อได้ตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไปซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีฝน  และหน่อไม้ตามท้องตลาดมีน้อย  หน่อไม้จะมีราคาดีที่สุด    การปลูกไผ่กิมซุ่งสามารถแนะนำได้ดังนี้

][/

การเตรียมดิน

     พื้นที่ปลูก  เกษตรกรควรเลือกพื้นที่  ที่เป็นดินทราย  หรือดินร่วนปนทราย  หากเป็นดินเหนียวหรือดินลูกรังก็ปลูกได้  แต่จะต้องปรับปรุงดินรอบๆกอไผ่ด้วยอินทรีย์วัตถุมากหน่อย  รากไผ่กิมซุ่งแข็งแรงและหาอาหารเก่ง  สามารถปลูกได้ทุกสภาพดิน  หากเป็นพื้นที่ดอนหรือที่ที่น้ำไม่ท่วมขัง ก็สามารถปลูกได้ทุกเวลา  หรือถ้าปลูกในฤดูฝนก็จะยิ่งดี  ควรจะปลูกตั่งแต่เดือนพฤษภาคม   แต่ถ้าพื้นที่ของเกษตรกรเป็นพื้นที่นาหรือที่ต่ำน้ำท่วมขังควรจะเลือกปลูกในฤดูแล้งคือควรจะเริ่มปลูกในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน  เพราะพื้นที่ต่ำถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนในขณะที่ฝนตกชุก  กล้าไผ่ที่ปลูกใหม่ยังไม่มีรากมากนัก  ยังไม่แข็งแรง หากมีน้ำขังหลุมปลูกมาก  ต้นไผ่ที่ยังเล็กจะเหลือง รากเน่าไม่ค่อยโตและอาจตายไปในที่สุด    การเตรียมพื้นที่ควรจะไถพื้นที่ตั้งแต่ช่วงฤดูแล้งเพื่อเปิดหน้าดินและตากดินไว้  พอฝนมาก็ให้ไถดะอีกรอบพร้อมทั้งไถแปร จากนั้นคาดดินให้เรียบ  จึงพร้อมที่จะปลูกไผ่ได้ต่อไป

][/

][/


วีธีการปลูกไผ่กิมซุ่ง

     ไผ่กิมซุ่งจะใช้ระยะปลูก  ระยะระหว่างแถว  4  เมตร  ระยะระหว่างต้น  4  เมตร จะใช้ต้นพันธุ์ อยู่ที่   100  ต้นต่อไร่  จะเก็บหน่อไม้อยู่นานได้  5  ปีถึง  7 ปี กว่ากอจะชนกัน  แต่หากเกษตรกรใช้ระยะปลูกคือระยะระหว่างแถว  6  เมตร  ระยะระหว่างต้น  4  เมตร  จะใช้ต้นพันธุ์  66   ต้น จะเก็บหน่อได้นานขึ้น ประมาณ  7 ปี ถึง  10  ปีกว่ากอจะชนกัน  หลุมปลูกไผ่กิมซุ่ง  จะขุดหลุมที่ระยะ  30*30*30  เซนติเมตรถ้าพื้นที่เป็นดินร่วนถึงร่วนปนทราย (แต่ถ้าเป็นดินลูกรังปนหินควรจะขุดให้กว้างกว่านี้เป็น 50*50*50 และหาดินดำ  แกลบ  ขี้เถ้าแกลบหรือปุ๋ยคอกเก่า คลุกหลุมก่อนปลูก )  ถ้าหากเกษตรกรจะรองก้นหลุมก็ควรจะใช้  ขี้เถ้าแกลบไม่ควรจะใช้ปุ๋ยคอกเพราะถ้าปลูกในฤดูฝนหากฝนตกหนักจะทำให้รากไผ่ที่กำลังออกมาใหม่ๆ เน่าได้ทำให้ต้นไผ่กิมซุ่งเหลือง  ชะงักการเจริญเติบโต   กว่าจะโตก็นานขึ้น  เวลาปลูกที่ดีคือเดือน พฤษภาคม  เมื่อได้กล้าไผ่กิมซุ่งมาก็ทำการปลูก  ควรจะปลูกให้ดินที่ปากถุงเสมอดินเดิมที่ปลูก  ไม่ควรจะปลูกต่ำกว่าดินเดิมที่เตรียมไว้  เพราะถ้าฝนตกหนักจะทำให้รากไผ่ที่งอกมาใหม่ๆเน่าได้จากน้ำฝนที่ขังนานๆ
     ถ้าหากพื้นที่ของเกษตรกรเป็นพื้นที่ต่ำ  ไม่ควรจะปลูกในฤดูฝน  ในฤดูฝน ฝนจะตกหนัก ทำให้น้ำขังหลุมบ่อย  จะทำให้ไผ่กิมซุ่งเหลืองและจะไม่โต แม้ว่าไม่ตายแต่ก็ไม่โต   ไผ่กิมซุ่งแม้ว่าน้ำท่วมจะไม่ตายแต่ก็ต้องกอใหญ่มากกว่า  1  ปีไปแล้ว  แต่ถ้าปลูกใหม่ๆยังไม่ทนต่อน้ำท่วมขังบ่อยๆ   พื้นที่ต่ำควรจะปลูกในเดือนตุลาคม  ในฤดูแล้งก็ต้องให้น้ำ  แต่พอย่างเข้าฤดูฝนไผ่กิมซุ่งก็ตั้งตัวได้และทนสภาพน้ำขังเมื่อฝนตกหนักได้  พื้นที่ต่ำควรจะขึ้นแปลงทำร่องระบายน้ำด้วยครับ

][/

][/

          การดูแลไผ่กิมซุ่งเมื่อปลูกไปแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ไผ่กิมซุ่งโตต่อเนื่องไม่หยุดชะงักเพื่อให้โตพอที่จะมีลำใหญ่ที่จะใช้เป็นลำแม่  มีอย่างน้อย  2-3  ลำเป็นลำที่มีขนาด ไม่ต่ำกว่า  1.5-2  นิ้วขึ้นไปภายในเวลาไม่เกิน  8  เดือน เพื่อจะเก็บหน่อไปกิน  ขาย หรือแจกได้   ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก  เกษตรกรจะต้องมีเวลาอยู่กับต้นไผ่  ถ้าคิดว่าไผ่เหมือนไม้ป่าทั่วไป  ไงๆก็ต้องโตดีแน่ๆ  ไม่ต้องสนใจมากนัก  นานๆมาดูสักครั้ง  อย่างนี้พอแปดเดือนตามที่ผู้ขายพันธุ์ว่าไว้ก็ยังไม่ได้ต้นใหญ่ ก็หาว่าผู้ขายพันธุ์โกหก    แต่หากเกษตรกรคิดว่าปลูกไผ่เหมือนปลูกผัก  ต้องดูแล กำจัดหญ้า ให้น้ำ  ให้ปุ๋ยตามี่ไผ่กิมซุ่งต้องการ  ดูบ่อยๆเห็นปัญหา  เห็นการเปลี่ยนแปลง  ถ้าคิดอย่างนี้ไม่เกิน  8  เดือนได้ลำใหญ่พร้อมที่จะเก็บหน่อกิน  ขาย  แจกได้แน่นอน

การให้ปุ๋ยกับไผ่กิมซุ่ง

          หลังจากปลูกไผ่กิมซุ่งไปแล้ว  ให้น้ำเพียงอย่างเดียวไปสักระยะหนึ่ง  (ถ้าฝนตกก็ไม่ต้องให้) รอเวลาผ่านไปประมาณ  40  วันสังเกตุต้นไผ่กิมซุ่งดู  ถ้ามียอดอ่อนแตกใหม่  หมายความว่ารากของไผ่กิมซุ่งเริ่มออกหาอาหารแล้ว  ก็สมควรให้ปุ๋ยได้แล้ว  ไผ่กิมซุ่งถ้ายังสร้างใบได้ไม่มากพอก็จะยังไม่ยอมแตกหน่อใหม่  เกษตรกรควรจะให้ปุ๋ยอย่างต่อเนื่องและพอเพียง  ไผ่กิมซุ่งถึงจะมีใบเขียวเข้มและพร้อมที่จะสร้างหน่อแรก   การให้ปุ๋ยเมื่อปลูกไผ่กิมซุ่งในระยะแรกๆ  ต้นไผ่ยังเล็กอยู่ต้องระวังเรื่องปุ๋ยต้องไม่มากจนเกินไปเพราะความเข้มข้นของปุ๋ยจะทำให้รากไผ่ที่แตกออกมาใหม่ๆและมีน้อยอยู่เน่าและแห้งไปได้ 
          - ปุ๋ยครั้งแรกเมื่อปลูกไผ่ผ่านไปประมาณ  40  วัน  ถ้าใช้มูลวัวแห้ง  3  กระป๋องนมมะลิโรยรอบๆกอไผ่   พอเดือนที่ 3  หลังปลูกใช้มูลวัวแห้งเพิ่มขึ้นได้  เป็น  10  กระป๋องนมมะลิ โรยรอบๆกอไผ่ พอเข้าเดือนที่  6  หลังปลูกก็ให้เพิ่มเป็น  1  ถังน้ำขนาด  10  ลิตรที่ใช้ทั่วๆไปโรยรอบๆกอไผ่ให้กว้างขึ้น   ก่อนให้มูลวัวควรกำจัดหญ้าก่อนทุกครั้งเพื่อไม่ให้แย่งปุ๋ยกับไผ่และควรหาฟางข้าวหรือแกลบหรือหญ้าแห้งกลบเมื่อไผ่ยังเล็กๆอยู่จะทำให้หญ้าขึ้นช้าและอุณหภูมิของดินไม่เปลี่ยนแปลง  ต้นไผ่จะโตเร็วขึ้น
          -ปุ๋ยครั้งแรกถ้าให้เป็นมูลไก่ไข่จะให้น้อยกว่ามูลวัวเพราะมูลไก่มีความเข้มข้นสูงกว่า  จะให้ครั้งแรกเมื่อปลูกไผ่ผ่านไปประมาณ  40  วัน ใช้มูลไก่ไข่  1  กระป๋องนมมะลิ  โรยรอบๆต้นไผ่ห่างจากโคนต้นไผ่ประมาณ  20  เซนติเมตร  อย่าใส่ชิดโคนไผ่เด็ดขาดเพราะมูลไก่ไข่มีความเข็มข้นสูงมาก  ใส่ห่างให้รากไผ่ออกไปเลือกกินเอง  รากไผ่จะรู้วิธีว่าจะเข้าหามูลไก่ยังไงเอง  พอเดือนที่  3  หลังจากปลูก  ให้มูลไก่ไข่  2  กระป๋องนมมะลิ  โดยโรยรอบๆกอไผ่ห่างจากโคนไผ่ราวๆ  20  เซนติเมตรเช่นเดิม (แต่กอไผ่เริ่มมีหน่อใหม่การใส่จึงห่างจากจุดเดิม)  พอเข้าเดือนที่  6  หลังจากปลูกให้ใส่มูลไก่ไข่ประมาณ  1  กระป๋องน้ำมันเครื่องขนาด  5  ลิตรตัดเป็นปากฉลามแล้วตัดใส่  1    ครั้งโรยรอบๆ  กอไผ่ห่างจากกอราวๆ  20-30  เซนติเมตร (กอไผ่เริ่มมี  หลายลำ) ก่อนที่จะใส่มูลไก่ควรจะกำจัดหญ้ารอบๆกอไผ่ก่อนเพื่อไม่ให้แย่งปุ๋ยกับต้นไผ่  และเมื่อใส่ปุ๋ยแล้วหาวัสดุคลุมดินเช่นฟางข้าว  หญ้าแห้ง  หรือแกลบใส่รอบๆโคนไผ่เพื่อไม่ให้หญ้าขึ้นไวและรักษาอุณหภูมิของดินและความชื้น 
          -ส่วนการใช้ปุ๋ยเคมี  ถ้าใช้ได้ร่วมกับปุ๋ยมูลวัวแห้งหรือมูลไก่ไข่ก็จะยิ่งทำให้ต้นไผ่โตดีและเร็ว  ในระยะ  40  วันหลังจากปลูกไผ่แล้ว  ก็ให้ใช้ปุ๋ย  46-0-0  หรือยูเรียละลายน้ำโดยใช้ปุ๋ยยูเรีย  3  ช้อนโต๊ะ(ห้ามใช้ยูเรียมากกว่านี้เพราะจะทำให้ต้นไผ่เหี่ยวตายได้เพราะต้นไผ่ยังเล็กและมีรากน้อยอยู่)  ต่อน้ำ  10  ลิตร  ละลายให้เข้ากับน้ำ  แล้วนำไปรดที่โคนไผ่โดยให้ต้นละ  1  แก้วน้ำ 
รดทุกๆ  15  วันจนไผ่มีใบเขียวเข้มและเริ่มสร้างหน่อแรก  และเมื่อสร้างหน่อที่สอง   ก็เริ่มหยุดรดปุ๋ยน้ำได้   ต่อไปเมื่อไผ่มีอายุได้  4  เดือนหลังจากปลูกเป็นต้นไป  (กอไผ่เริ่มมีลำและหน่อไม่ต่ำกว่า 3-4  ลำแล้ว)  ก็ให้ใช้ปุ๋ย 46-0-0  ผสมกับปุ๋ย 15-15-15  อย่างละ  1  ส่วน  แล้วนำไปใส่บริเวณรอบๆโคนไผ่   โดยใส่ใต้ปุ๋ยคอกที่ใส่ไว้แล้ว    โดยแบ่งใส่สัก  4  จุด  ห่างจากโคนต้นไผ่ราวๆ  30  เซนติเมตร  ใส่จุดละ  ครึ่งช้อนโต๊ะ  จะใส่ปุ๋ยสูตรนี้เดือนละ  1  ครั้ง  เพราะเป็นช่วงที่ไผ่กิมซุ่งสร้างกอ  จะมีหน่อแทงออกมาตลอด  เกษตรกรจะได้ลำไผ่ใหญ่เร็วภายในไม่เกิน  8  เดือน
เกษตรกรบางท่านอาจจะใช้ปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ทำเองมารดร่วมได้เพื่อเพิ่มจุลลินทรีย์ในดินใต้กอไผ่  และบางสวนก็อาจจะมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดตราต่างๆผสมกับปุ๋ยเคมีที่ใส่ได้  ซุ่งการให้ปุ๋ยก็เป็นการเพิ่มต้นทุนอย่างหนึ่งอยู่ที่ตัวเกษตรกรเองแต่ขอให้ใส่แล้วงามไม่ใช่ปุ๋ยปลอม
          เมื่อเริ่มเก็บหน่อจำหน่ายจะใส่ปุ๋ยเดือนละครั้งหรือเร็วกว่านี้ขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรตัดหน่อออกไปมากน้อยเพียงใด  ถ้าตัดหน่อไปมาก  ต้นไผ่จะเสียอาหารมาก  อาหารที่ให้จะถูกใช้หมดอย่างรวดเร็ว ให้สังเกตุดูว่าถ้าหน่อมีขนาดเล็กลง  หลายหน่อเริ่มลีบนั่นก็คือต้องให้ปุ๋ยได้แล้วโดยใช้ปุ๋ยคอกเช่นมูลไก่ร่วมกับปุ๋ยเคมี( 46-0-0 บวกกับ 15-15-15 อัตรา  1 ต่อ  1 ใส่กอละ  สองกำมือ)   ใส่โดยใช้หว่านให้ทั่วๆทรงพุ่มได้แล้วเพราะใต้โคนไผ่ไม่มีแดดส่องและรากไผ่มีอยู่กระจายทั่วไป  ปุ๋ยที่ใส่จะไม่สูญเสียไปไหน  เมื่อใส่ปุ๋ยต้องให้น้ำทันทีเพื่อให้ปุ๋ยละลาย  และเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนและเกษตรกรไม่เก็บหน่อแล้วก็ลดปุ๋ยลงได้เหลือเพียงใส่พอประมาณโดยให้ปุ๋ยคอกเพียงอย่างเดียวเพื่อให้ลำแม่สร้างลำแม่ใหม่ได้สมบรูณ์   

   ][/
   การกำจัดวัชพืชกำจัดรอบๆกอก่อนที่จะใส่ปุ๋ย 

][/
   ถ้าเกษตรกรให้ปุ๋ยต่อเนื่องไม่เกิน  3 เดือนหลังจากปลูก  ไผ่ของเกษตรกรจะให้หน่อที่  2  มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าหน่อแรกมาก

การให้น้ำไผ่กิมซุ่ง

          หากเกษตรกรปลูกไผ่ในฤดูฝน  แทบจะไม่ต้องให้น้ำเลย  จะให้ก็ครั้งแรกที่ปลูกให้รดน้ำทันทีให้ชุ่มเพื่อให้ดินจับกันแน่น  รากไผ่จะดูดน้ำได้ดินจะต้องจับกันแน่นกับรากเพื่อให้รากไผ่ดูดน้ำแบบระบบดูดชึม(ออสโมซิส)  ถ้าไม่รดน้ำทันที  ถ้ามีแดดออกต้นไผ่จะเหี่ยว  ฝนจะตกหรือไม่ตกต้องรดน้ำครั้งแรกที่ปลูกไว้ก่อน  ตรงนี้สำคัญ  เกษตรกรหลายคนไม่เข้าใจ  คิดว่าปลูกในฤดฝนดินยังมีความชื้นอยู่ก็ไม่รดน้ำ  หากฝนไม่ตกในวันที่ปลูกแบบหนักๆ  ไผ่จะตายไปหลายต้นทีเดียว   ส่วนเกษตรกรที่เลือกปลูกไผ่ในฤดูแล้งเพราะที่ดินเป็นที่ลุ่มต่ำ ก็ต้องหาวิธีการให้น้ำ  ถ้าปลูกใหม่ยังไม่ต้องลงทุนมากก็ใช้น้ำเข้าร่องตักรดไปก่อนได้  หรือถ้าปลูกไม่มากก็ใช้สายยางรดเป็นต้นๆไปก่อนได้  แต่เมื่อไม่ว่าจะปลูกหน้าฝนหรือหน้าแล้งพอปลูกไปได้  8 เดือนไผ่กิมซุ่งพร้อมจะให้หน่อ  ก็จำเป็นต้องลงทุนเรื่องระบบน้ำ  เพราะกำลังจะมีรายได้จากการจำหน่ายหน่อ  และไผ่กิมซุ่งต้องการน้ำมากในการให้หน่อ
          ถ้าพื้นที่ปลูกเป็นที่ต่ำเช่นที่นา  เกษตรกรอาจจะใช้การสูบน้ำเข้าขังท่วมพอประมาณโดยให้ทั่วๆทุกแปลงไผ่จากนั้นก็หยุดให้น้ำ  ปล่อยให้แห้งภายใน  1  วัน  วิธีนี้เป็นวิธีที่ประหยัดและได้ผลดี  เพราะต้นไผ่ได้น้ำเต็มที่จะทำให้หน่อดกมาก  และความชื้นอยู่ได้นานหลายวัน  พอเห็นว่าดินเริ่มแห้งก็สูบน้ำให้ใหม่  ราวๆประมาณ  10-15  วันก็สูบน้ำได้  แต่ในฤดูฝนไม่ต้องให้น้ำอาศัยน้ำฝนแต่หน่อก็ราคาถูกมากเหลืออยู่ที่กก.ละ  3-6  บาท
          ถ้าพื้นที่ปลูกไผ่เป็นที่ลาดเท  ที่ดอน พื้นที่ไม่เท่ากัน  ก็จำเป็นต้องให้น้ำแบบสปิงเกอร์  โดยใช้สายพีอี  ดีที่สุดใช้สายพีอีแบบ  25  มิลลิเมตร  พื้นที่  1  ไร่จะใช้สายพีอี  2  ม้วน (  400 เมตร) ต่อกับท่อพีวีซี  2  นิ้วซึ่งเป็นท่อเมนต์ใช้ข้อต่อทดและวาวน้ำ  และใช้ปั้มน้ำ  2  นิ้วมอเตอร์  2-3  แรงม้า  แถวของไผ่ที่ใช้สายพีอีไม่ควรจะเกิน  50  เมตรเพราะน้ำจะแรงจากต้นสายถึงปลายสาย  ต้นไผ่  1  กอถ้าช่วงที่ให้หน่อแล้วควรจะเจาะรูใต้กอไผ่ราวๆ  2-3  รูน้ำถึงจะพอที่จะทำให้หน่อออกดกและต่อเนื่อง  ไผ่กิมซุ่งกินน้ำเก่งมาก  ถ้าให้น้ำไม่พอหน่อจะไม่ค่อยออกในช่วงฤดูแล้ง   การให้น้ำในช่วงฤดูแล้งคือเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนเมษายน  จะให้ทุกๆ  3 วัน ครั้งละ  1-2  ชั่วโมงต่อแถวของไผ่ที่ให้  สังเกตุดูว่าจะให้น้ำนานเท่าไหร่ก็หาเหล็กเส้น 2  หุนแทงลงดินรอบๆกอไผ่ที่น้ำซึงไปถึง  ถ้าแทงไม่เข้าก็ให้น้ำต่อไปอีก  ถ้าแทงเข้าไป  10  เซนติเมตรก็ยังไม่พอ  จะต้องแทงเหล็กให้เข้าดินลึกราวๆ  25  เซนติเมตรถึงจะชุ่ม  เกษตรกรหลายคนบอกให้น้ำทุกวัน  แต่ไม่เคยเอาเหล็กทดสอบแทงลงดินดู  คิดว่าให้ทุกวันแล้วต้นไผ่พอกิน  สายพีอีเป็นสายเล็กๆ  ถ้าใช้เวลาน้อยน้ำที่ให้ไผ่จะไม่พอให้ไผ่กิน  หน่อจะไม่ออก  หรือออกน้อยในช่วงฤดูแล้งและเป็นช่วงที่หน่อมีราคาแพงเกษตรกรอยากให้หน่อออกมากๆ  แต่น้ำให้ไม่มากพอหน่อก็ออกน้อย    แต่พอฤดูฝนมาถึงก็อาศัยน้ำฝนต่อได้เลย  แต่หน่อก็จะเริ่มถูกลงเพราะมีหน่อไม้อื่นๆออกมามากเพราะได้น้ำฝนเหมือนกัน

][/
   แปลงนี้ให้น้ำระบบเข้าร่องช่วงไผ่เล็กๆตัดรดที่หลุมปลูกไปก่อน

][/

][/

การตัดแต่งกิ่งและการไว้ลำไผ่กิมซุ่ง

          ไผ่กิงซุ่งช่วงที่เกษตรกรไปซื้อจากร้านหรือสวนที่ขายพันธุ์  ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกต้นกล้าไผ่กิมซุ่งที่มีรากเต็มถุงแล้ว สังเกตุคือถ้าจับต้นหิ้วแล้วไม่หลุดและให้ดูใต้ถุงดำว่ารากเดินทะลุถุงดำหรือยัง  และถ้ามีหน่อเล็กๆโผล่ออกมาจากดินยิ่งดีนั่นหมายความว่ากล้าไผ่กิมซุ่งที่ร้านหรือสวนที่ขาย  ได้ใส่ถุงนานไม่ต่ำกว่า  4  เดือนแล้วเกษตรกรจะได้กล้าที่แข็งแรงพร้อมที่จะแตกรากและออกหน่อได้ไวหลังจากปลูก   ระหว่างที่ปลูกต้องดูแล  ให้น้ำ  ให้ปุ๋ยกำจัดวัชพืช   เมื่อให้ปุ๋ยไปได้ไม่นาน หน่อแรกก็จะออกมา  เมื่อเกษตรกรให้ปุ๋ยต่อเนื่องโดยไม่ขาด  หน่อที่สองก็จะออกมากและมีขนาดใหญ่กว่าหน่อแรกมาก   ไม่เกิน  3  เดือนหลังจากปลูกก็จะได้หน่อที่ สาม ซึ่งมีขนาดใหญ่พอที่จะทำเป็นต้นแม่ได้  การตัดแต่งกิ่งจะไม่ได้ทำเลยคอยแต่กำจัดวัชพืชอย่างเดียวเพื่อไม่ให้รกและแย่งอาหารจากไผ่  ที่เราไม่ตัดแต่กิ่งและใบไผ่กิมซุ่งเลยเพราะช่วงที่ไผ่กำลังสร้างกอต้องการใบที่มีมากพอ  ที่จะสร้างหน่อน่อเนื่อง  ถ้าเราเผลอไปตัดใบไผ่ทิ้งจะทำให้การออกหน่อชะงักทันที   เมื่อดูแลต่อไประหว่าง  4-6  เดือนหลังจากปลูก  หน่อที่ให้ลำแม่ใหญ่จะออกมาได้   3   หน่อโดยทะยอยออก  เกษตรกรจะต้องเลือกว่าจะไว้เป็นลำแม่สังเกตุดูว่าขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลำจะต้องไม่ต่ำกว่า   2  นิ้ว  พอหน่อเริ่มพุ่งสูงขึ้นโดยปล่อยให้สูงไปเรื่อยๆ พอเกิน  4  เมตรก็จะเริ่มเห็นข้อของลำไผ่  แต่ลำไผ่ยังไม่แตกกิ่งแขนงและใบ  ลำยังอ่อนอยู่ให้ตัดยอดของลำทิ้งโดยตัดที่ประมาณ  3-4  เมตร การตัดช่วงที่ลำไผ่ยังไม่มีกิ่งและใบ  เนื้อของลำไผ่ยังอ่อนอยู่จะทำให้ตัดง่าย  ไม่ต้องออกแรงมาก  และอาหารที่จากที่ไม่ต้องส่งให้ลำสูงไปกว่านี้ก็จะไปกระตุ่นให้ออกกิ่งและใบเร็วขึ้นและจะไปทำให้หน่อที่โผล่ขึ้นมาเป็นลำแม่โผล่ได้เร็วขึ้น  อีกไม่นานก็จะมีหน่อโผล่จากดินครบทั้ง  3 ลำพอดีพร้อมที่จะเป็นลำแม่  ให้ตัดยอดทิ้งทั้ง  3 ลำ ที่เลือกไว้เป็นลำแม่  เกษตรกรต้องรอให้ลำแม่ทั้ง  3  ลำมีกิ่งก้าน  และใบแก่เป็นสีเขียวเข้มนั่นหมายความว่าลำแม่ที่เลือกไว้ทั้ง  3  ลำต่อกอพร้อมที่จะให้หน่อแล้ว   ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่จะตัดลำเล็กๆที่เกิดก่อน  1-3  ลำ พร้อมกับต้นตอที่ซื้อมาในถุงดำออกได้แล้ว  โดยตัดให้ชิดดิน  เมื่อตัดต้นเล็กๆทิ้งไปแล้วก็จะเหลือต้นที่เลือกไว้  กอละ  3  ต้น (จากที่เริ่มปลูกจนมาถึงการไว้ลำแม่  3 ลำจะใช้เวลาไม่เกิน  8  เดือน หากมีการดูแลต่อเนื่อง)  จากนั้นก็ริดกิ่งแขนงข้างออก  โดยดูว่าเดินแล้วไม่ชนศรีษะ  ไม่แทงหน้าแทงตา  ให้พอเข้าไปเก็บหน่อสะดวก  การตัดกิ่งแขนงควรตัดให้ชิดกับลำต้นไผ่  ตาจะได้ไม่แตกออกมาใหม่  (แต่ถ้าเกษตรกรต้องการปลูกเพิ่มก็ให้เกษตรกรตอนออกไปปลูกเพิ่มอีกได้โดยไม่ต้องซื้อไผ่กิมซุ่งอีกเลย)   กิ่งแขนงด้านล่างมักจะไม่ถูกแดดเต็มที่  ไม่ได้สังเคราะห์แสงเพื่อสร้างแป้ง  จะกินอาหารจากกิ่งด้านบนที่ทำหน้าที่สังเคราะห์แสงจากแดด  หากเกษตรกรตัดทิ้งหรือตอนออกไปจะทำให้ต้นไผ่ไม่ต้องเสียอาหารมาเลี้ยง  อาหารจะถูกส่งไปสร้างหน่อใหม่เพื่อจะขยายกอ  (ไผ่กิมซุ่งเขาจะต้องสร้างกอมากๆมีหลายๆลำ  เมื่อเราตัดลำออกให้เหลือกอละ  3  ลำ โดยธรรมชาติของไผ่ก็จะพยายามสร้างหน่อใหม่ขึ้นมาทดแทน)  เกษตรกรก็เริ่มตัดหน่อออกจำหน่ายได้เลย  การตัดหน่อควรจะตัดให้ถึงส่วนที่เป็นเส้นใย(จะเป็นที่อยู่ของตาหน่อ)  ให้เหลือตาที่สำหรับเป็นหน่อได้อีก  2-4  ตา

][/

][/

][/

[/

][/


          หากเกษตรกรปลูกไผ่กิมซุ่งเดือนพฤษภาคมหรือเดือนมิถุนายน   เมื่อถึงเดือนธันวาคมจะต้องมีลำแม่  3 ลำและตัดแต่งลำต้น  ตัดแต่งกิ่งแขนง  ให้ปุ๋ยคอกปุ๋ยเคมีพร้อมแล้ว เกษตรกรเมื่อให้น้ำต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน   เดือนมกราคมเกษตรกรสามารถที่จะขายหน่อครั้งแรกได้ราคาสูงสุดของปีนั้นๆ  และจะขายได้ต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์  มีนาคม  เมษายน  พฤษภาคม  ถ้าฝนมาเร็วราคาหน่อก็จะลงเร็วเพราะมีหน่อของสวนอื่นๆออกมามาก  น้ำจึงเป็นเรื่องสำคัญ  ถ้ามีน้ำก็จะทำให้หน่อออกได้ในช่วงที่หน่อของสวนอื่นๆยังไม่ออกเพราะไม่มีน้ำ  และหน่อป่าก็ยังไม่ออก   ยิ่งปีไหนฝนมาช้ามากๆ หรือที่เรียกว่าภัยแล้ง เกษตรกรที่มีน้ำก็จะได้ราคาหน่อที่แพงนานหลายเดือน  ระหว่างเก็บหน่อการตัดแต่งกิ่งจะไม่ทำเลย  ถ้าไปยุ่งกับกิ่งหรือใบ  แม้แต่การตอนกิ่งจำหน่ายก็ทำไม่ได้  (แปลงทำพันธุ์ต้องเป็นแปลงที่ไม่คิดจะเก็บหน่อ)  หน่อจะสะดุดทันที   ถ้าเลือกหน่อขายก็ต้องไม่เลือกทำพันธุ์  หากมีลมพายุมากระทบถ้าแรงจนกอไผ่โค่นล้มไปหลายต้นหน่อก็จะสะดุดไม่ออก  และที่ออกมาแล้วก็จะฝ่อไปทั้งหมด  ผมจึงให้ตัดยอดของไผ่ทิ้งไปตั้งแต่ยังไม่มีใบ(ไผ่กิมซุ่งจะปรับตัวและสร้างใบขึ้นมาโดยอาศัยอาหารจากต้นเดิมที่เรายังไม่ได้ตัดทิ้ง เพราะถ้ามาตัดตอนเก็บหน่อจะตัดไม่ได้หน่อจะไม่ออก (ช่วงเก็บหน่อต้องใช้ใบในการสร้างอาหารไปเลี้ยงหน่อ)  ในช่วงที่หน่อมีราคาแพงมักจะมีพายุฤดูร้อนมาหลายๆละลอก  สวนไหนที่ไม่ตัดยอดความเสียหายจะมากกว่าสวนที่ตัดยอด(ถ้ากอไผ่กอไหนโค่นแล้วกอนั้นจะไม่ได้เก็บหน่อช่วงนอกฤดูอีกเลยกว่าจะฟื้นตัวก็เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว)ซึ่งเป็นโอกาสที่จะมีรายได้ที่ดีในช่วงฤดูแล้งของการทำหน่อนอกฤดู
 
          เมื่อท่านขายหน่อไม้ไปนานๆ  ท่านจะได้รับคำพูดจากผู้ซื้อว่ามีหน่อไม้หวานที่ไปผัดได้โดยผัดสดๆหรือเปล่า  และระหว่างที่ขายหน่อกิมซุ่งเกษตรกรจะต้องไม่พูดว่าหน่อหวาน  เพราะผู้ซื้อจะนึกว่าหน่อไม้ที่ขายไม่ขม   พอไปทำอาหารแบบผัดสดๆ  ก็จะขมแล้วจะกลับมาบ่น  มีเกษตรกรหลายสวนที่พบปัญหานี้จึงเริ่มถามหาหน่อไม้ที่หวานขณะดิบๆที่หน่อใหญ่เหมือนกิมซุ่งเพื่อจะขายเข้าร้านอาหารได้

][/
   กอของชาวบ้านที่ไม่สนใจเก็บแต่หน่อกินอย่างเดียวไม่เคยให้อาหารก็ยังดกออกแล้วออกอีกแต่ออกแต่ฤดูฝนนอกฤดูคือเดือนธันวาคมไม่เคยออกหน่อให้เห็น

][/

][/

][/
   หน่อกิมซุ่งออกที่ใต้รอยตัดได้ตลอดไม่มีหน่อสุด

][/
   แม้แต่ชาวบ้านเอาไฟสุ่มกอปางตายก็ยังโผล่หน่อจากใต้ดินออกมาโดยที่กอแม่ไม่มีใบ  ความทนของกิมซุ่ง


          ผมเขียนเรื่องการปลูกกิมซุ่งทำอย่างไรให้สามารถตัดหน่อได้ภายในไม่เกิน  8  เดือนหลังจากปลูกและตัดได้ต่อเนื่องในช่วงนอกฤดู  ส่วนการทำให้ไผ่กิมซุ่งออกนอกฤดูในปีถัดไปให้อ่านจากหัวข้อการทำไผ่กิมซุ่งให้ออกนอกฤดู   หากข้อมูลที่เขียนขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่จะให้ไผ่กิมซุ่งเป็นพืชตัวหนึ่งในสวนของท่าน  ที่จะให้ท่านได้มีรายได้คุ้มจากการทำหน่อไผ่นอกฤดู  หากท่านเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อท่านๆ  ท่านก็ไม่ต้องนำไปปฏิบัติ  หากมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านผมก็มีความยินดี  และจะได้แนะนำการปลูกไผ่บงหวานจากประสบการณ์ให้มีรายได้จากการขายหน่อที่อยู่ได้ต่อไป

          หากสงสัยสามารถสอบถามหรือศึกษาดูงานได้ที่  สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง   91  ม.4  ต.แม่จั๊วะ  อ.เด่นชัย  จ.แพร่  โทร. 083-2663096  โดยนายวรรณบดี  รักษา
บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2011, 01:37:39 AM »

     การทำไผ่กิมซุ่งให้ออกนอกฤดูได้นั้นหมายความว่าหน่อของกิมซุ่งต้องออกมาขายได้ในเดือน  ธันวาคม  มกราคม  กุมภาพันธุ์  มีนาคม  เมษายน  พฤษภาคม  นั่นก็คือจะได้ขายในราคาส่งไม่ต่ำกว่า  30  บาทนาน  5-6  เดือน  จึงจะทำให้ประสบความสำเร็จในการปลูกไผ่เพื่อขายหน่อไม้และมีรายได้ที่ดีเป็นเงินก้อนที่จะเก็บไว้ปรับปรุงงานเกษตรหรืออยากได้อะไรก็ได้   และในเดือนมิถุนายนซึ่งมีหน่อไม้ออกมามาก ก็ยังตัดหน่อขายอยู่แต่ก็ได้ราคาต่ำลงมาเรื่อยๆ  ถือว่าเป็นค่าแรงงานและปุ๋ย
     ไผ่กิมซุ่งถึงแม้ว่าไม่มีความรู้และประสบการณ์ในการทำ  ในช่วงปีแรกคือหลังจากปลูกได้  6-8  เดือน  ไผ่จะอยู่ในช่วงที่สร้างกอหน่อจะออกง่ายแค่ให้น้ำไม่ต้องทำอะไรมาก  เพราะอยู่ในช่วงที่ไผ่กิมซุ่งกำลังสร้างกอจะแตกหน่อเรื่อยๆเพื่อให้กอใหญ่  บางท่านอาจจะคิดว่าหน่อกิมซุ่งทำนอกฤดูง่าย  แต่ถ้าผ่านไปในปีที่สองเป็นต้นไป   ถ้าไม่เข้าใจการทำก็จะทำให้หน่อออกในเดือนมกราคมเป็นต้นไปไม่ได้  ในเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงหน่อไม้สดแพงที่สุด หากไม่เข้าใจวิธีการปฏิบัติหน่อกิมซุ่งจะไปออกก่อนฝนเล็กน้อยคือออกเดือนเมษายน  ขายได้แพงแค่เดือนเดียวและจะไปออกมากในฤดูฝนทำให้มีรายได้ในการทำหน่อไม้ไม่มากเท่าที่ควร

หลักการทำไผ่กิมซุ่งให้ออกนอกฤดูทำได้ดังนี้

     1.ระหว่างฤดูฝนเกษตรกรจะเก็บหน่อกิมซุ่งจำหน่ายได้ทุกๆวันราคาตามภาวะตลาดแต่พอถึงช่วงปลายเดือนกรกฎาคมของทุกปีหรือต้นเดือนสิงหาคม  เกษตรกรจะต้องเริ่มไว้หน่อเพื่อจะให้ขึ้นเป็นลำใหม่หรือเรียกว่าลำแม่  สำหรับไผ่กิมซุ่งจะไว้ลำแม่ปีละ  2-3  หน่อต่อกอสำหรับเกษตรกรที่ปลูกระยะ  4  คูณ  4  เมตร  และถ้าเกษตรกรปลูกที่ระยะ  4  คูณ  6  เมตรจะไว้ลำแม่ที่  3-4  ลำแต่กอ  โดยเลือกไว้หน่อที่อยู่ห่างกอห่างลำเก่า  และควรเป็นหน่อที่มุดจากดินขึ้นมาหรืออยู่ชิดกับดิน  ไม่ควรไว้หน่อที่ลอยอยู่เหนือดินมากเกินไปเพราะจะทำให้กอลอยเร็ว  ถ้ากอลอยเร็วจะทำให้หน่อออกนอกฤดูยากขึ้น(แต่ฤดูฝนชุกก็ออกหน่อตามปรกติ)   ส่วนหน่ออื่นๆที่ไม่เอาไว้เป็นลำแม่(หน่อที่ชิดต้น หน่อที่ลอยมาก หน่อเล็กเกินไป )  ก็ให้ตัดขายโดยการต้มหรือทำหน่อไม้ดองขายในช่วงที่หน่อไม้ขาดตลาด
     ระหว่างที่เริ่มไว้ลำแม่ใหม่ควรใส่ปุ๋ยคอกเช่นขี้ไก่แห้ง หรือขี้หมูแห้ง กอละ  10-20  กก.โดยโรยรอบๆกอเป็นบริเวณกว้าง  ห้ามนำไปใส่บนกอหรือโคนของไผ่กิมซุ่งเด็ดขาดเหตุผลเพราะกอไผ่กิมซุ่งจะลอยเร็ว (รากของไผ่กิมซุ่งจะแข็งแรงมากจะขึ้นมากินปุ๋ยอัดกันจนแน่นทำให้ตัดหน่อยากจึงตัดสูงกอจึงลอยเร็ว)  จะทำให้หน่อออกช่วงนอกฤดูในปีที่ 2- 3  ยากและปีต่อๆไปก็ยิ่งยากขึ้น  การใส่ปุ๋ยในช่วงที่เราไว้ลำแม่  จะช่วยทำให้หน่อที่เกิดใหม่ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน  จะทำให้ลำแม่ที่ไว้ใหม่มีความสมบรูณ์ 
     2.การปลูกไผ่กิมซุ่งเพื่อขายหน่อจะต่างจากการปลูกไผ่เพื่อขายไม้(การปลูกไผ่กิมซุ่งเพื่อขายไม้หรือขายหน่อแต่ในฤดูฝน จะไม่ต้องตัดยอดทิ้ง  ให้ไว้ตามปรกติ ) การไว้ลำไผ่จะไว้ความสูงที่  3-4  เมตรตั้งแต่กอไผ่มีอายุ  8  เดือนหลังจากปลูก(ต้นแม่เดิมระหว่างที่เก็บหน่อสูงที่  3-4  เมตรแต่ถ้าเกษตรกรท่านใดที่ยังไม่เคยตัดยอดมาก่อนก็ยังไม่ต้องตัดยอดของต้นแม่เดิม)  เมื่อหน่อของไผ่กิมซุ่งในฤดูกาลใหม่ที่ไว้สูงเกิน  4  เมตรก็ให้ตัดยอดทิ้ง ซึ่งจะตัดความสูงพอดีกับลำแม่ในปีที่ผ่านมา การตัดยอดควรไว้ที่ความสูง  3 -4  เมตร  และการตัดยอดควรตัดในช่วงที่ลำไผ่ยังอ่อนๆอยู่ยังไม่แตกกิ่งแขนง  จะทำให้ตัดง่าย (ระหว่างที่ตัดยอดของหน่อใหม่ที่พุ่งขึ้นมาอาหารที่เลี้ยงหน่อใหม่ก็ยังคงมาจากต้นแม่เดิมระหว่างให้หน่อรุ่นใหม่ขึ้นยังไม่ได้ตัดต้นแม่ทิ้ง) เหตุผลในการตัดยอดของหน่อลำแม่ใหม่คือ  ถ้าปล่อยให้หน่อใหม่สูงไปเรื่อยๆ  15-20 เมตร  กอไผ่จะเสียอาหารมากในการสร้างลำไผ่ให้สูง  ถ้าเกษตรกรตัดลำไว้ที่  3-4  เมตรขณะที่ยังไม่สูงมาก  กอไผ่ก็จะไม่เสียอาหารที่สะสมไว้ (อาหารที่เหลือก็จะทำให้ลำแม่ใหม่มีกิ่งและใบเร็วขึ้นและจะให้หน่อเกิดใหม่ในฤดูแล้งได้ดีและได้หน่อในเดือนธันวาคมเป็นต้นไปหากไม่ตัดยอดจะใช้เวลาในการสร้างต้นให้สูงเต็มที่แล้วถึงจะมีใบที่แก่จะต้องใช้เวลาเพิ่มไปอีก  2-3  เดือนทำให้หน่อออกไม่ทันในเดือนธันวาคม )  ไผ่กิมซุ่งจากหน่อที่โผล่พ้นดินและพุ่งสูงจนพ้นยอดต้นแม่เดิมที่ไม่ตัดยอดของต้นแม่ยิ่งต้นแม่สูงมากๆก็ยิ่งใช้เวลามากขึ้น จะใช้เวลา 4-6  เดือนกว่าจะมีกิ่งและใบที่แก่ที่พร้อมจะให้หน่อใหม่  ถ้าตัดยอดของต้นแม่มาตั้งแต่เริ่มต้นและตัดยอดของต้นแม่ใหม่จะใช้เวลาเพียง  3-4  เดือน  และอีกเหตุผลคือ ถ้าไผ่กิมซุ่งที่ทำหน่อนอกฤดูสูงมากๆ  ( คือไม่ตัดยอดของลำแม่ใหม่ ) เวลาถูกลมพายุแรงๆ  ไผ่กิมซุ่งจะโค่น เมื่อกอไผ่โค่นรากจะสะเทือน การหาน้ำและอาหารก็หยุดชะงัก หน่อที่กำลังจะโตก็หยุดและไม่โต หน่อที่จะโผล่ก็หยุดออก  มีผลทำให้การออกหน่อชะงัก  ผลผลิตต่ำ  รายได้จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเราไม่ตัดยอดไผ่กิมซุ่งให้ต่ำ  และพายุฤดูร้อนไม่ได้มาแค่ครั้งเดียว  ไผ่กิมซุ่งจะต้องถูกพายุหลายละลอก ในระหว่างที่ให้หน่อ ก็ต้องสะดุดและผลผลิตต่ำหลายครั้ง(สาเหตุหนึ่งที่ทำให้หน่อที่อยู่ๆก็ฝ่อ) ถ้าตัดยอด ไผ่กิมซุ่งใช้เวลาจากที่หน่อโผล่ออกมาจนมีใบแก่พร้อมที่จะให้หน่อได้จะใช้เวลา  3-4  เดือนหากไม่ตัดยอดของลำแม่ ลำแม่ที่ได้จะใช้เวลานานขึ้น (ประมาณ 5-6เดือน) เพราะต้องส่งตัวเองให้สูงจนสุดก่อนแล้วจึงจะมีกิ่งและใบจะทำให้เสียเวลานานขึ้น เมื่อเราต้องการให้หน่อออกในเดือนธันวาคมจึงออกไม่ได้เพราะลำแม่ใหม่ยังไม่แก่พอที่จะให้หน่อ  เกษตรกรหลายๆท่านจึงได้หน่อก่อนฝนมาเพียง 1  เดือนคือจะออกหน่อประมาณเดือนเมษายนและไม่นานก็เข้าสู่ฤดูฝนมีหน่อไม้ต่างๆออกมามาก  ราคาหน่อจะถูกลงอย่างรวดเร็ว
     3.เมื่อลำไผ่ที่ไว้ กอละ  2-3  ลำเริ่มมีใบแตกออกมามากพอที่จะสร้างอาหารเองได้  โดยไม่ต้องอาศัยอาหารจากต้นเก่า สังเกตุดูใบของไผ่จะมีมากใบมีสีเขียวเข้มและกางทั้งหมด และเริ่มมีตาเต่าที่พร้อมจะเป็นหน่อ  ก็ทำการตัดสางต้นเก่าออกให้หมด  ซึ่งจะตรงกับต้นเดือนพฤศจิกายนพอดี  ต้นที่เหลือเพื่อไว้เป็นลำแม่ให้ตัดแขนงข้างที่รกทิ้งให้หมด  เพื่อให้การเดินทำงานใต้ต้นกอไผ่ได้สะดวก  และกอไผ่ไม่ต้องเสียอาหารที่สร้างจากแสงแดดไปเลี้ยงกิ่งแขนงที่อยู่ใต้ต้นไผ่  จากนั้นก็ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรอบกอไผ่กอละประมาณ  ถ้าเป็นขี้ไก่ไข่ใส่กอละ  ครึ่งกระสอบปุ๋ย  ถ้าเป็นขี้ไก่เนื้อจะเป็นขี้ไก่ปนแกลบจะใส่กอละ 1  กระสอบ  หรือเป็นขี้หมูใส่กอละ  1  กระสอบการใส่อย่าใส่ที่โคนไผ่เด็ดขาดเพราะกอจะลอยเร็ว  เมื่อใส่ปุ๋ยเสร็จก็ควรจะใช้ฟางข้าวคลุมโคนไผ่เพื่อรักษาความชื้นที่กอไผ่  (การคลุมโคนไผ่จะให้ผลผลิตหน่อดกกว่ากอที่ไม่ได้คลุมโคน)  ถ้าไม่มีฟางข้าวใช้เปลือกข้าวโพดได้  ฟางข้าวหรือเปลือกข้าวโพดรากไผ่กิมซุ่งจะเกาะช้าหรือไม่เกาะ  การตัดแต่งกอ การให้ปุ๋ยและการคลุมโคนไผ่  ควรจะทำให้เสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน  ขั้นตอนที่ดูแลมาตั้งแต่การไว้ลำจนตัดสางกอไม่ควรจะให้ดินแห้งเด็ดขาด คือถ้าฝนไม่ตกหลายๆวันก็ต้องให้น้ำ (  หากเกษตรกรไม่ให้น้ำหลังจากฝนหยุดตกไผ่กิมซุ่งจะพักตัว  ลำแม่ใหม่ที่สร้างตาเต่าที่จะพัฒนาเป็นหน่อก็จะพักตัวไปเลย  หากเกษตรกรไม่สนใจ ไผ่กิมซุ่งก็จะพักตัวไปเลย  พอเกษตรกรพร้อมที่จะตัดสางกอ  ตัดแต่งกิ่ง  และให้ปุ๋ยให้น้ำ ไผ่ก็จะไม่ออกหน่อ  ให้น้ำไปเรื่อยๆก็ไม่ออกหน่อ  กว่าจะออกหน่อก็เดือนมีนาคมหรือเดือนเมษายน  ทำให้เสียโอกาสไปหลายเดือน) และถ้าฝนไม่ตกเลยหรือหมดฤดูฝนแล้วก็ควรให้น้ำทุกๆ  3  วันโดยสปิงเกอร์  ให้ครั้งละ  1  ชั่วโมงหรือใช้เหล็กแหลมแทงดินตรวจดูน้ำที่ให้จะต้องซึมลงดินได้ลึกราวๆ  30  เซนติเมตร  และควรจะกระจายให้ทั่วทุกกอเป็นวงกว้าง  ไม่ใช่ใส่แต่ที่โคนเพราะรากไผ่หากินห่างจากโคนไผ่ไปหลายเมตรแล้ว    น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ถ้าจะทำหน่อไผ่กิมซุ่งนอกฤดูต้องมีน้ำพอ  ไผ่กิมซุ่งเป็นไผ่ที่ต้องการน้ำมาก  ยิ่งเราไว้ต้นสูงๆโดยไม่ตัดยอดเมื่อมีใบมาก  ในฤดูแล้งไผ่ก็จะคายน้ำมาก  การดูดน้ำก็จะมากตามไปด้วย  ถ้าไม่มีน้ำก็ไม่สามารถทำหน่อนอกฤดูได้เลย  คงต้องรอฝนและได้หน่อแต่ในฤดูฝน
     4.เกษตรกรต้องให้น้ำไปเรื่อยๆ  เมื่อมีหน่อออกมาซึ่งจะใช้เวลาไม่นานนัก หน่อจะออกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป (เมื่อเกษตรกรเริ่มให้น้ำต่อเนื่องหลังจากฝนหยุดตก) จะต้องตัดหน่อออกแม้ว่าจะยังขายที่ราคาไม่สูง  แต่ก็ต้องตัดหน่อ  ถ้าคิดจะเก็บหน่อนอกฤดูในเดือนธันวาคมเป็นต้นไปห้ามปล่อยให้หน่อขึ้นลำอีกเด็ดขาด  เพราะถ้าขึ้นลำ  อาหารจะถูกส่งไปเลี้ยงลำแทน  หน่ออื่นๆที่จะโตมาก็จะถูกข่มและฝ่อไปอีก (ทำให้ต้องรอไปอีก  4  เดือน  จะให้หน่ออีกครั้งก็เดือนเมษายน) นิสัยหน่อไผ่ยิ่งตัดยิ่งออก  ควรจะตัดหน่อขายทุกหน่อไม่ต้องไว้ลำจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมพอดีคือต้นเดือนสิงหาคม   ถ้าทำได้ตามที่กล่าวมาการเก็บหน่อไผ่กิมซุ่งในช่วงราคาแพงจะเก็บได้วันละ  10-15  กก.ต่อ1 ไร่ ต่อวัน โดยเลือกหน่อที่โตก่อน ส่วนหน่อที่เล็กกว่าให้ตัดในวันถัดไป  การตัดหน่อควรจะตัดให้เหลือตาหน่อไว้  2-3  ตาเพื่อจะให้เกิดหน่อได้อีกที่ใต้รอยตัด  ส่วนการใส่ปุ๋ยครั้งต่อไปจะใส่อีกเมื่อไหร่ให้สังเกตุจากขนาดและรูปร่างของหน่อไผ่   ถ้าหน่อไผ่กิมซุ่งมีขนาดที่เล็กลง  และไม่อวบตั้งแต่โคนถึงปลายนั่นหมายความว่าปุ๋ยในดินเริ่มหมด ก็ให้ใส่ได้ทันที จะไม่เกิน 30  วันก็ต้องใส่  เกษตรกรถ้าอยากได้ผลผลิตในช่วงนอกฤดูสูงก็ต้องใส่ปุ๋ยและน้ำให้ต้นไผ่ต่อเนื่อง  ต้นไผ่ถึงจะให้ผลผลิตที่สูงในช่วงที่หน่อราคาแพง  ไผ่กิงซุ่งนั้นยิ่งใส่ปุ๋ยหน่อยิ่งดกและน้ำหนักดี   ตลอดฤดูแล้งตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไปผลผลิตของหน่อจะเก็บได้  3,000-4,000  กก.ต่อไร่ต่อปี
     5.การเก็บหน่อกิมซุ่งขายจะตัดหน่อตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงเดือนกรกฎาคม (การตัดหน่อตั้งแต่เดือนธันวาคมจะพบเฉพาะเกษตรกรที่ตัดยอดที่  3-4  เมตรแต่ถ้าไม่ตัดยอดลำไผ่จะต้องสูงไปอีกเกือบ  10  เมตรจะใช้เวลาเพิ่มกว่าจะมีใบแก่ไปอีก  2-3  เดือนจะตัดหน่อได้ที่เดือนมีนาคม)  ระหว่างที่ตัดหน่อห้ามไว้ลำใหม่เด็ดขาดจะต้องตัดให้หมดการตัดหน่อต้องตัดให้เหลือตาหน่อไว้  2-3  ตาเพื่อจะได้มีจุดที่ให้หน่อเพิ่ม  ช่วงเดือนธันวาคมและเดือนมกราคมราคาหน่อไม้จะแพงที่สุด และค่อยๆลดลงจนถึงฤดูฝน  และในฤดูที่หน่อทั่วๆไปออกมามากไม่จำเป็นต้องตัดหน่อ เปลี่ยนมาไว้ลำแม่ ไม่จำเป็นต้องไว้ลำต่อกอมากต้องการกอละ  3 ลำ  หน่อที่เหลือก็ยังตัดไปจำหน่ายได้  และพอปลายเดือนกรกฏาคมก็เริ่มไว้ลำใหม่ได้ก็จะกลับเข้าสู่ขั้นตอนเดิมคือเริ่มตั้งแต่ข้อ  1  ถึงข้อ  5  ใหม่

     โดยธรรมชาติของไผ่ในฤดูฝนหน่อจะดกมากไม่ว่าจะไผ่พันธุ์ไหน  แต่ราคาส่งจะอยู่ที่  3-7  บาทต่อกก. ถ้าเราไม่มีการจัดการอะไรเลยก็จะได้หน่อไม้แต่ฤดูฝน  แม้ว่าจะได้หน่อดกมากอาจได้ถึง 5,000  กก.ในพื้นที่  1  ไร่แต่รายได้จะอยู่ที่  15,000 - 35,000  บาท  แต่หากเกษตรกรมีการเลือกสายพันธุ์ที่ปลูก  มีการตัดสางกอ  มีการตัดแต่กิ่ง  มีการให้น้ำในช่วงเดือนพฤศจิกายน มีการให้ปุ๋ยที่มากพอ  แม้ในช่วงเดือนธันวาคม  มาราคม  กุมภาพันธุ์  มีนาคม เมษายน  หน่อจะออกมาแต่ไม่ดก  ในพื้นที่  1  ไร่จะได้หน่อที่  1,000-2,000  กก.ราคาขายส่งจะแพงอยู่ที่กิโลกรัมละ  40  บาท ผลผลิตถึงแม้จะน้อยแต่รายได้อยู่ที่  40,000-80,000  บาท  และในเดือนถัดไปจนถึงฤดูฝนยังสามารถเก็บหน่อไผ่ได้อีกส่วนหนึ่ง









Liked By: lief36, PeeSo, imm sureerat
บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2011, 01:38:34 AM »

url=http://image.ohozaa.com/view/578q][/url]





Liked By: lief36, PeeSo
บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2011, 01:40:04 AM »



   คุณแสวง  เดิมทีปลูกไผ่เปาะช่อแฮ  ตงศรีปราจีน  ไผ่หม่าจู ไผ่เลี้ยงหวาน  มาเที่ยวที่สวน  ทุกวันนี้ปลูกกิมซุ่งกับบงหวานและเปาะเท่าเดิม  ล้มไผ่เลี้ยงหวาน  ไผ่หม่าจู  ตงศรีปราจีนเพื่อปลูกกิมซุ่งเพิ่ม  คุณแสวงหมดหนี้ที่เป็นมานานจากการทำไผ่กิมซุ่งนอกฤดู  4  ไร่ ปลูกกิมซุ่งย่างเข้าปีที่ 3  อยู่บ้านร้องเข็ม ต.ร้องเข็ม อ.ร้องกวาง จ.แพร่ เบอร์โทร.  087-1788510  ท่านใดสงสัยการทำไผ่กิมซุ่งให้ออกในเดือนธันวาคมจนถึงเดือนพฤษภาคมถามได้




   คุณสารกานต์  แก้วหนัก ผู้ที่ถือไมค์ และกลุ่มเกษตรกร  อยู่บ้านปวง  อ.ทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน   ปลูกไผ่กิมซุ่ง (ไผ่หวานบ้านปวง) มาได้ 5  ปี ประสบความสำเร็จทั้งกลุ่ม ได้เงินขายหน่อกิมซุ่งเริ่มทำให้ออกนอกฤดูในเดือน พฤศจิกายน  ธันวาคม  มีนาคม เมษายน พฤษภาคม และขายในช่วงหน่อออกมากได้อีกในเดือนมิถุนายน  กรกฎาคม  สิงหาคม  ได้เงินจากการขายหน่อไม้เข้าหมู่บ้านปีหนึ่งหลายล้านบาทจนมีชื่อเสียงไปทั้งจ.ลำพูน ท่านใดต้องการทราบข้อมูลเพิ่มสอบถามได้ครับ



   ไผ่กิมซุ่งแม่เก่าปีที่ผ่านมาตัดยอดทำให้ไม่โค่นจากลมพายุฤดูร้อน  ช่วงปลายเดือนนี้เริ่มปล่อยหน่อใหม่ให้เป็นต้นแม่


Liked By: lief36, PeeSo
บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #9 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2011, 01:41:04 AM »



   ไผ่ที่ต้องการปลูกเพื่อเก็บหน่อต้องตัดยอดขณะหน่อยังลำอ่อนๆอยู่ทำให้ตัดง่าย







Liked By: lief36, PeeSo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 16, 2012, 10:33:29 PM โดย ไผ่หวาน » บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #10 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2011, 01:43:07 AM »





   เครื่องมือทำแกลบเผาไว้คลุมหน่อกิมซุ่งคุณแสวงทำเอง

][/
   การทำไผ่กิมซุ่งให้ออกนอกฤดู  ในช่วงเดือนธันวาคมเป็นช่วงที่อากาศหนาว แม้ว่าจะทำให้หน่อออกได้  แต่หน่อจะโตช้าเนื่องจากสภาพอากาศเย็น  มีวิธีแก้ที่จะทำให้หน่อโตได้เร็วขึ้นคือการนำฟางข้าวมาคลุมโคนของกอไผ่หนาประมาณ  20-30  เซนติเมตร  ฟางที่คลุมกอไผ่นี้จะทำให้สภาพโคนไผ่มีอากาศที่ไม่เปลี่ยนแปลงเร็วมากนัก  หารออกหน่อและการเติบโตของหน่อกิมซุ่งจะดีกว่าที่ไม่คลุมโคนของกอไผ่


Liked By: lief36, PeeSo, imm sureerat
บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #11 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2011, 01:43:56 AM »

][/
   หน่อกิมซุ่งแบบไม่ได้คลุมโคนกอไผ่

][/
   หน่อไม้ไผ่กิมซุ่งหากเกษตรกรตัดขายแบบไม่ได้คลุมหน่อ จะมีรสชาติ ขมมากกว่าหน่อกิมซุ่งที่คลุมหน่อด้วยฟางหรือขี้เถ้าแกลบ  หน่อที่คลุมหน่อหรือที่เรียกว่าหมกหน่อ  สีสันของหน่อจะขาวออกชมภู  ดูน่าซื้อ  เนื้อของหน่อจะนุ่ม  เส้นใยน้อย  เวลานำไปปรุงจะใช้เวลาน้อย(หายขมไว)  ทำให้หน่อที่หมกด้วยฟางข้าวหรือขี้เถ้าแกลบจะขายดีกว่าหน่อที่ไม่ได้คลุมหน่อ 

][/
   ไผ่กิมซุ่งแต่ละลำจะมีตาเต่า(ตาที่จะเกิดหน่อใต้ดิน) มีอยู่หลายคู่ อยู่ตรงข้ามกัน  หน่อที่เกิดจากตาคู่บนสุดจะเกิดหน่อที่ใกล้ๆกอไผ่  ตาหน่อคู่ที่อยู่ลึกขึ้น จะให้หน่อเกิดไกลโคนไผ่มากขึ้น  และยิ่งตาคู่ที่อยู่ล่างสุดก็จะให้หน่อออกไปไกลจากโคนมากที่สุด   การตัดหน่อจะตัดหน่อที่อยู่ใกล้ๆโคนไผ่ก่อน  ส่วนหน่อที่อยู่ห่างกอไผ่  ก็จะเลือกไว้เป็นลำแม่ในปีถัดไปได้  แต่กว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมในการไว้ลำแม่  เกษตรกรจะต้องตัดหน่อตลอดโดยยังไม่ไว้ลำ  รอจนกว่าจะถึงต้นเดือนเมษายน  และการตัดหน่อก็ควรจะเหลือตาที่จะให้หน่อสัก 2-3  ตาที่ฐานของหน่อที่ตัด


Liked By: lief36, PeeSo
บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5467

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #12 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2011, 01:44:28 AM »

][/
   การตัดหน่ออาจใช้มีดที่หลายแหลมหรือเสียมที่ลับให้คมก็ได้

[/
  หน่อใหม่ที่เกิดจากใต้รอยแผลของฐานหน่อที่ตัดไปแล้ว


Liked By: PeeSo
บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
wichancopy
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 937



« ตอบ #13 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2011, 06:46:24 AM »

ขอบคุณมากครับ  ยังอ่านไม่หมดเลย  แต่ขอสอบถามก่อนครับ

ผมปลูกตงลืมแล้งกับไผ่เลี้ยงหวาน  กำลังหาข้อมูลที่จะทำนอกฤดู  ไผ่ผมอายุ 1 ปีพอดีครับ  สามารถทำนอกฤดูได้เลยไหมครับ

ขนาดของก่อและลำตามรูปเลยครับ





ขอบคุณครับ
วิชาญ


Liked By: PeeSo
บันทึกการเข้า

อย่าเห็นแก่ตัว  อย่ากลัวเสียเปรียบ  แล้วท่านจะเข้ากับผู้อื่นได้ดี
wichancopy
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 937



« ตอบ #14 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2011, 06:47:11 AM »


 



  ทำนอกฤดูได้ครับ  ลองอ่านแล้วทำดูครับมีปัญหาถามได้ครับ


Liked By: PeeSo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 23, 2011, 10:04:55 PM โดย ไผ่หวาน » บันทึกการเข้า

อย่าเห็นแก่ตัว  อย่ากลัวเสียเปรียบ  แล้วท่านจะเข้ากับผู้อื่นได้ดี
chaiwat4708
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 775


สวนของพ่อ สวนพอเพียง


« ตอบ #15 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2011, 07:21:08 AM »

 ข้อมูลดี ๆ อยู่ที่นี่เอง เพิ่งรู้ว่าว่าไผ่จะทำนอกฤดูต้องตัดยอดก่อนด้วย ยิ้มเท่ห์ 



  ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ   แวะเข้ามาบ่อยๆนะครับ


Liked By: PeeSo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 23, 2011, 10:05:50 PM โดย ไผ่หวาน » บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: