หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แนวคิดทำนา 1 ไร่ให้ได้ 1 แสนจะทำได้จริงไหม  (อ่าน 46233 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 8981


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 06:26:14 AM »

ไปอ่านเจอบทความ การจัดการนาข้าวไปเจอบทความนึงเขามีแนวคิด ทำนา 1 ไร่ได้ 1 แสน
เลยคัดลอกมาให้เพื่อนสมาชิกได้อ่านกัน ใครคิดว่าทำได้ทำไม่ได้อย่างไร มาแลกเปลี่ยนกันครับ

ทำนาย้อนรอยภูมิปัญญาไทยแค่ 1 ไร่ได้ถึงแสน

ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ของการเป็นประเทศที่มีการ พัฒนาในด้านต่างๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ รายได้ประชาชาติสูงขึ้นจนคล้ายกับว่าบ้านเมืองนี้กำลังจะไม่มีคนยากจนให้เห็นในระยะเวลาอันสั้นนี้ แต่หากพิจารณาจากรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเลขรายได้และรายจ่ายของเกษตรกรย้อนหลังไปเมื่อปี 2549 – 2550 พบว่ารายได้เฉลี่ยของครอบครัวไทยภาคเกษตรอยู่ที่ 114,631 บาทต่อปี ในขณะที่รายจ่ายด้านการลงทุนทำการเกษตรมีประมาณ 64,261 บาท และแน่นอนว่าคนเราต้องกิน ต้องใช้ ต้องจ่าย เกษตรกรไทยจึงมีรายจ่ายในการอุปโภคบริโภคอีกประมาณ 84,465 บาท ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่คำนวณจากราคาสินค้าในยุคไข่มาร์ค ที่ทุกคนต่างรู้ดีว่าแพงขึ้นจนใจหาย เมื่อนำรายได้และรายจ่ายมาหักลบกลบกันแล้ว เกษตรกรไทยผู้ผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งประเทศกำลังยากจนลงทุกปี

         ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ นอกจากจะทำให้คุณภาพชีวิตลดลง ยังได้สร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นแก่สังคมไทย เพราะการทำอาชีพเกษตรกรรมของคนส่วนใหญ่ในประเทศที่ผ่านมา  แทนที่จะทำให้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  แต่กลับเป็นผลทำให้เกิดปัญหาความยากจนที่รุมเร้าเกษตรกรไทยมายาวนาน   ดูเหมือนว่าปัญหาจะเพิ่มขึ้น และไม่มีท่าทีว่าจะแก้ไขได้เลยทั้งในปัจจุบันและในอนาคต  เมื่อความลำบากยากแค้นรุกรานชีวิต เกษตรกรก็ต้องออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ตามที่เป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง  กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอีกทอดหนึ่ง

นี่คือ....ความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย...แล้วอะไรคือทางแก้
         การจัดการความเหลื่อมล้ำให้ลดลงนั้น  ต้องแก้ที่จุดต้นตอของปัญหา เพื่อให้ประชาชนในภาคการเกษตรหมดปัญหาความยากจน หอการค้าไทยจึงริเริ่มทำโครงการ “ภูมิปัญญาไทย นา 1 ไร่ไ ด้เงิน 1 แสน”   เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น   เป็นการสร้างโมเดลต้นแบบ เพื่อให้เกษตรกรทั่วประเทศนำวิธีการไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่อาชีพของตนเองมากที่สุด

มีคำถามว่า การทำนา 1 ไร่ จะได้เงิน 1 แสนได้อย่างไร

          คุณอดิสร พวงชมพู อดีตประธานหอการค้าจังหวัดนครปฐม ประธานโครงการภูมิปัญญาไทย นา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน อธิบายว่า หัวใจสัคัญของการดำเนินโครงการดังกล่าว คือการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่มุ่งให้คนไทยมีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองได้ เกษตรกรก็จะไม่ต้องแบมือรับความช่วยเหลือจากโครงการประชานิยมที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนด

          แนวพระราชดำริเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ คือทฤษฎีแห่งการใช้น้ำและการบริหารงานพัฒนาการเกษตรแผนใหม่ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชดำริขึ้นและพระราชทานไว้แก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรรมไม่ได้ผลในเขตแห้งแล้งขาดแคลนน้ำในการเกษตรโดยเฉพาะการประกอบอาชีพทางการเกษตรที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลักจะมีความเสี่ยงสูงมากในการขาดแคลนน้ำ กรณีฝนทิ้งช่วงและปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอในฤดูปลูก โดยเฉพาะการทำนาจะทำให้ผลผลิตข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค

          ทฤษฎีใหม่ คือแนวทางที่จะทำให้เกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินจำนวนน้อยสามารถเลี้ยงตัวเองได้ เน้นการผลิตข้าวให้เพียงพอต่อการบริโภคตลอดทั้งปี โดยให้มีพืชผักและอาหารโปรตีนจากการเลี้ยงปลา เป็ด ไก่ ไว้บริโภคได้ตลอดทั้งปีเช่นกัน
          คุณอดิสรอธิบายว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะถูกผลักดันให้มีการทำเกษตรแบบผสมผสาน ทำนา ปลูกพืชเสริม และเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาไว้บริโภคและขายเป็นรายได้ แต่อย่างไรก็ตามชาวบ้านต้องขยันขึ้น เหนื่อยขึ้น แต่หากทำได้ตามแนวทางที่แนะนำ ในระยะยาวก็จะมีความสุขขึ้น ถือเป็นโครงการเริ่มต้นที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำบนความรู้ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

           “เราจะต้องเปลี่ยนชาวนาให้เป็นเกษตรกร ต่อมาก็จะเปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นนักธุรกิจสาขาเกษตรกรรม ผมเคยถามชาวนาว่า เคยรู้บ้างไหมว่าทำไมพวกพ่อค้าที่รับซื้อข้าวถึงรวยกว่าเรา ซึ่งชาวนาส่วนใหญ่มักคิดว่าที่พ่อค้ารวยเพราะใช้วิธีกดราคารับซื้อกับชาวนา ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นความจริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเมื่อพ่อค้ารับซื้อข้าวเปลือกไปแล้ว สิ่งที่เขานำไปขายต่อคือ ข้าวสาร แกลบ รำ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือการสอนแนวคิดเรื่องการทำธุรกิจให้ชาวนา ให้เขามองเห็นผลผลิตทางการเกษตรทั้งในแง่ของคุณค่าและมูลค่าในเวลาเดียวกัน”

แนวคิดที่จะทำให้ได้เงิน 1 แสน จากผืนนา 1 ไร่

          ก่อนอื่นเกษตรกรต้องยอมรับก่อนว่าตนเองเป็นหนี้จากการทำเกษตร เนื่องจากมีต้นทุนสูง ผลผลิตต่ำ สินค้าไม่มีความโดดเด่นในด้านคุณค่า ดังนั้นวิธีปลอดหนี้คือ ต้องลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและเพิ่มเรื่องราวสินค้า เพื่อคุณค่าของสินค้า และเพิ่มสรรพคุณของสินค้า
          ในขณะเดียวกัน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการปลูกฝังแนวคิดใหม่ ได้แก่

          แนวความคิดที่ 1 คือการคิดแบบพ่อค้าว่าการทำนา 1 ไร่ ควรได้เงินสูงสุดเท่าไร
          แนวความคิดที่ 2 ปุ๋ยเคมีทำให้ระบบนิเวศน์เสียหาย และในที่สุดการทำนาจะเหลือเพียงการปลูกข้าวอย่างเดียว ไม่สามารถสร้างผลผลิตอย่างอื่นๆ ได้
          แนวความคิดที่ 3 การทำนาแท้จริงแล้ว คือการประยุกต์ใช้ 3 วิชา คือ วิชากสิกรรม ประมง และปศุสัตว์ มาบูรณาการเป็นสหวิชา

          จะเห็นได้ว่าแนวคิดที่ 3 คือกระบวนการการทำเกษตรแบบผสมผสาน อันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีอยู่ดั้งเดิมนับแต่ในอดีตที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เรื่องยากที่เกษตรกรในวันนี้ จะย้อนกลับไปทำเกษตรแบบที่บรรพบุรุษไทยเคยทำ

สหวิชาบนแปลงนา 1 ไร่

          ก่อนอื่นเกษตรกรจะต้องแบ่งพื้นที่ 1 ไร่ ออกเป็น 2 ส่วน
          ส่วนที่ 1 สำหรับเป็นพื้นที่ทำนา โดยวิธีการเตรียมแปลงนาใช้วิธีการไถหมักหญ้า โดยก่อนไถจะรดน้ำหมักจุลินทรีย์ก่อนจึงค่อยไถหมัก ระหว่างการไถหมักให้เตรียมกล้า โดยการเพาะกล้าในแปลงนาและนำกล้ามาเลี้ยงในถาดปลูก ต่อมาจึงโยนกล้าโดยปล่อยให้น้ำขึ้นมาที่ระดับ 5 ซม. เพื่อบำรุงต้นข้าว ให้ต้นข้าวมีการแตกกอ และยังเป็นการสกัดไม่ให้เม็ดหญ้าเจริญเติบโต หลังจากนั้นปล่อยลูกปลาและกุ้งลงไปพร้อมกันเพื่อไม่ให้เกิดการกินกันเองเมื่อปลาโตขึ้น

          ส่วนที่ 2 ใช้เป็นพื้นที่ประมง โดยการขุดร่องน้ำรอบแปลงนาขนาดกว้าง 1 เมตร ลึก 1 เมตร สำหรับร่องนี้จะควบคุมระดับน้ำที่ใช้กับทั้งการประมงและการปลูกพืชน้ำ อาทิ การเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกบ เลี้ยงหอย ซึ่งมูลสัตว์ทั้งหมดจะเป็นปุ๋ยแก่ข้าว โดยน้ำในร่องน้ำจะเป็นตัวกลางในการถ่ายของเสียจากสัตว์มาเป็นปุ๋ยแก่ต้นข้าว

          ส่วนบริเวณคันนา จะต้องปรับให้กว้าง 1.5 เมตร เพื่อปลูกพืชเสริมประกอบตามความเหมาะสม อาทิ พริก มะนาว มะรุม เป็นต้น ซึ่งพืชที่ปลูกบนคันนาจะสามารถสร้างอาชีพเสริมให้แก่เกษตรกร หรือพืชผักสวนครัวทุกชนิดที่กินได้ เหลือแล้วนำไปทำพืชสมุนไพร ป้องกัน/กำจัดศัตรูพืช และยังเป็นพื้นที่เลี้ยงเป็ดไข่ ซึ่งจะปล่อยเป็ดไข่ไปหาอาหารตามแปลงนาได้ โดยพื้นที่ 1 ไร่นี้จะล้อมรอบด้วยมุ้งสีฟ้า

ที่มาของรายได้ 5 ส่วน

          ส่วนที่ 1 ผลผลิตข้าวจากนาข้าว เกษตรกรสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายข้าวสาร ปลายข้าว แกลบ รำ และฟางข้าว แต่รายได้จะเกิดขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยในกรณีที่เกษตรกรรวมกลุ่มกันทำในลักษณะโรงสีชุมชน ซึ่งจะช่วยให้เกิดอำนาจการต่อรองเพิ่มขึ้นด้วย
          ส่วนที่ 2 ผลผลิตจากการประมง อาทิ ปลาดุก กุ้ง กบ ปู หอย
          ส่วนที่ 3 ผลผลิตจากพืชประกอบที่ปลูกบนคันนา อาทิ ตะไคร้ สะเดา พริก มะนาว ข่า ตะไคร้ มะเขือ หอมแดงหรือ มะรุม
          ส่วนที่ 4 ผลผลิตพืชน้ำ ซึ่งเป็นพืชที่ไม่มีต้นทุนการปลูก อาทิ ผักเทา ผักแว่น ผักแขยง
          ส่วนที่ 5 ผลผลิตจากเป็ดไข่ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงประกอบ ปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการไปแล้วบนพื้นที่นำร่องที่บ้านหนองแต้ บ้านบ่อ บ้านกุดเชียง ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ซึ่งเกษตรกรในชุมชนที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ จะทำหน้าที่เป็นต้นแบบจากการปฏิบัติในเชิงประจักษ์ ซึ่งจะได้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับเกษตรกร รายอื่นๆ ที่สนใจต่อไป

          อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกษตรกรได้รับจากการปรับพื้นที่ 1 ไร่ ไปสู่การทำเกษตรแบบผสมผสานนั้น นอกเหนือจากรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นแล้วยังเป็นการฟื้นฟูและสร้างระบบนิเวศน์ให้เป็นพื้นที่เกษตรที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ช่วยขจัดต้นทุนค่าปุ๋ย/ยาได้อย่างเห็นผลและยังเป็นการเรียกขวัญและกำลังใจให้กลับคืนมา ซึ่งจะช่วยสานต่ออาชีพเกษตรกรไทยให้ยังคงอยู่ต่อไปได้

 คุณอดิสร เปิดเผยว่า “การที่หอการค้าไทยซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจ ได้เข้ามามีส่วนร่วมและช่วยเหลือภาคการเกษตรของไทย เนื่องจากภาคเอกชนเป็นภาคส่วนที่สำคัญในการเป็นทัพหน้าคอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะเดียวกันยังมีความสัมพันธ์กับภาคการเกษตรและเกษตรกรทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยผ่านกระบวนการผลิตและการตลาดในเชิงหุ้นส่วนธุรกิจที่พึ่งพากัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาคเอกชนต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรฐานราก เพราะหากไม่มีเกษตรกร นักธุรกิจก็คงไม่มีสินค้าที่จะนำไปขาย โครงการภูมิปัญญาไทย นา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน จึงเป็นอีกโครงการหนึ่งที่ภาคเอกชนจะแสดงถึงการมีมิตรไมตรีเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ตามประเพณีของสังคมไทยที่สืบทอดกันมายาวนาน”

          เกษตรกรที่อยากจะปลดหนี้และมีรายได้เรือนแสน ก่อนอื่นต้องมีหัวใจตั้งมั่น พร้อมจะดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ แล้วจึงนำวิธีการที่หอการค้าไทยแนะนำไปปรับใช้ ก็น่าจะยกระดับคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นได้ไม้มากก็น้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความขยันและหยาดเหงื่อที่พร้อมจะทุ่มเทลงไปบนพื้นที่ 1 ไร่ ขยันมาก เหงื่อออกมาก และคิดมากแบบนักธุรกิจ เงินแสนก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม


ที่มา : นิตยสารข้าวไทย
 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม

tawan007
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 83


« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 07:02:31 AM »

น่าคิดครับ
ตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ยิงฟันยิ้ม

แต่ที่ผมเห็น "ไก่" ตัวเบ้อเร่อ เหมือนขายฝันให้เราผู้อยากได้เงินแสนก็คือ รายได้ส่วนที่ 2 จากฟางข้าว
ผมบวกเท่าไหร่ก็ได้แค่ 15000+1200 = 16200 ไม่ใช่ 27000

  บวกตัวเลขเป็น 10 เท่า
เป็นลางบอกเหตุว่า  ตัวเลขนี้ มาจากการ "นั่งเทียน"
แม้ฉบับใหม่จะแก้ไข เป็น 300 ก้อน  แต่คนทำนาขายฟางจะรู้ว่า ฟางข้าว 1 ไร่
ไม่มีทางอัดก้อนได้ถึง 300 ก้อนแน่ๆ   ยิงฟันยิ้ม
เพราะฟาง 1 ก้อน หนัก 20 โล หากได้ 300 ก้อน ก็ต้องได้ฟางถึง 6000 โล เป็นไปได้หรือไม่ คนเคยทำนาจะรู้ดี

หาก 1 ไร่ ได้ 1 แสน มาจากปราชญืชาวบ้าน ผมจะเชื่อครับ

ขออภัย  มิได้มาขัดคอนะครับ  เชื่อว่าอาจะมีหลายท่านทำได้จริง  ยิ้มเท่ห์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 27, 2011, 07:26:53 AM โดย tawan007 » บันทึกการเข้า
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5335

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 07:40:26 AM »

การคำนวนตามที่มาไม่ได้คำนวณจากเกษตรกรที่ทำจริง  ใช้เครื่องคิดเลขเป็นหลัก  ดูอย่างนาข้าว  1  ไร่  นำไปทำค้นนาใหญ่  ขุดสระ  ทำกิจกรรมอื่นๆ  ที่ดินที่เหลือจากการทำนาก็ไม่ถึง  1  ไร่แล้ว  แต่ก็ยังคำนวนข้าวเปลือกมากเกินจริง
บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 8981


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 08:04:18 AM »

ดีครับ ขอบคุณ พี่ตะวันและพี่เปีย ที่มาร่วมกันถกร่วมกันคิดครับ ช่วยกันดู ช่วยกันคิดครับช่วยกันวิจารณ์
จะได้เป็นประโยชน์แก่เกษตรกรที่ได้มาถึงข้อมูลเหล่านี้ครับ ช่วยๆกันดูจากหลากหลายมุมมองครับ ยิงฟันยิ้ม
 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
weerapol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 588


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 08:07:06 AM »

หวัดดีครับ  โดยส่วนตัวคิดว่าการไปยึดติดในอนาคตที่ยังมาไม่ถึงก็อาจปั่นทอนความสุขไม่น้อยเลยนะครับถ้าไปตั้งเป้าหมายไว้สูงขนาดนั้น พื้นที่ 1 ไร่จะให้ได้ 1แสนนี้ถ้ามีแรงงานพร้อม ต้นทุนพร้อม มีเวลาในการจัดการเองก็อาจจะมีความน่าจะเป็นไปได้แต่คงเหนื่อยไม่เบาเลย ผมว่าเราตั้งใจทำเท่าที่เราทำได้จะดีกว่า รอเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เราทำในด้านเดียวก่อนผลพลอยได้อย่างอื่นที่ตามมาก็ถือว่าเป็นโบนัสให้ชีวิต  บริหารทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุดไม่ว่าจะเป็น ต้นทุน แรงงาน เวลา สมกับคำว่าพอเพียงครับ
บันทึกการเข้า

เลี้ยงกบในสวนhttp://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=33956.0
MR.Kasetsart
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 472


« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 09:29:09 AM »

พื้นที่น้อย จัดการดีๆน่าจะทำได้ครับ แต่มีข้อสงสัยว่ามีการเลี้ยงเป็ดในนาข้าว ปล่อยเป็ดลงไปกินหอยเชอรี่
อันนี้ไม่แน่ใจว่าเป็ดจะไปย่ำข้าวและชอนไชตามกอข้าวจนข้าวเสียหายหรือเปล่า หรือว่าปล่อยเป็ดลงนาช่วงไหนครับ


Liked By: 5XXA, tapairat
บันทึกการเข้า
บ้านไร่สายวารี
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2083

จงใช้เงินให้น้อยกว่าที่หาได้


« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 09:35:06 AM »

ผมว่าได้  แสน................สาหัสครับ    ถ้านอนหลับแล้วฝันนะพอได้ครับ  แต่ลงมือทำจริงมันไม่เหมือนความฝันครับ  1  ไร่  มันน้อยไปครับ   ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์ ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

บ้านไร่สายวารี ติดเทือกเขาเพชรบูรณ์ ซับแจง(นาสนุ่น) อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์089-5094290 เงิน4ด้าน งาน4ประเภทคิด-ทำ-มี-
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 8981


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 09:51:04 AM »

ขอบคุณที่เข้ามาแลกเปลี่ยนกันครับ โดยส่วนตัวผมไม่ได้คาดหวังถึงขนาด 1 ไร่ได้ 1 แสนหรอกครับผมสนใจแนวทาง
หรือวิธีการตามโครงการของเค้ามากว่า ว่าจะทำอย่างไร มีแนวคิดและการจัดการอย่างไร เอามาประยุกกับแนวคิด เกษตรประณีต
หรือเกษตรพอเพียงได้ไหม ถ้าทำได้ต้องทำอย่างไรได้ คนที่เริ่มสนใจเข้ามาหาข้อมูลการทำเกษตรประณีต และมีพื้นที่จำกัด
จะได้เข้ามาศึกษาหาความรู้กัน ช่วยกันคิดช่วยกันแลกเปลี่ยนกันเยอะๆนะครับ  ยิงฟันยิ้ม
 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
เดี่ยว เดียวดาย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1619


« ตอบ #8 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 10:25:47 AM »

ส่วนตัวผมคิดว่าอาจจะได้ครับแต่ไม่แน่ใจว่า1แสน/1ไร่นี่ระยะเวลานี่ต่อปีรึป่าว
ถ้าต่อปีก้อหมายความว่า100000/365ก้อเท่ากับ274บาทต่อวัน
ถ้ามีตลาดดีก้อน่าจะทำได้นะคับ
ส่วนตัวแล้วคิดว่าถ้าเอารายได้เป็นโจทย์แล้วเรื่องของการตลาดต้องมาเป็นอันดับแรก
ถ้ามีตลาดรองรับเอาวันละ1000บาทมันก้อไม่น่ายากแต่จะหาตลาดที่ไหนมารับล่ะครับ
บันทึกการเข้า
dej
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 120


« ตอบ #9 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 10:50:02 AM »

 ;)ผมจะไม่พูดว่าผิดถูก การมีที่ดินนั้นนับว่าเป็นทรัพย์อันประเสริฐ แทบทุกคนผมเชื่อว่าเคยเป็นลูกน้อง เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา พบเห็นปัญหามาหลากหลาย จึงอยากจะเป็นนายของตนเอง ไม่อยากเป็นลูกน้องใคร เงินทองของหายาก กล้าเป็นหนี้กล้าลองผิดลองถูกหรือเปล่า สมมตว่า พื้นที่ ๑ ไร่ คือกิจการที่ได้รับมอบมาจากพ่อแม่ จะมีวิธีการจัดการอย่างไรไม่ให้เจ๊ง โดยโจทย์กำหนดให้ ๑ ไร่ ๑ แสนกำกวม ซึ่งคนตั้งโจทย์ก็กลุ่มนายทุนไม่เคยเห็นเกษตรกรอยู่ในสายตามาก่อน ความคิดนั้นมันจะค่อยๆผุดขึ้นมาทีละน้อยๆ คิดให้ชิดตัวก่อน ว่าเรากินเราซื้ออะไรบ้างทุกๆวัน ใช้เงินวันละเท่าไร เดือละเท่าไร ถ้าทำเองปลูกเองกินเองละ ลดรายจ่ายได้เท่าไร ต่อวัน/ปเดือน/ปี การกินดี อยู่ดี อากาศดี สุขภาพกาย สุขภาพจิตดี ต่างหากที่เป็นความสุขที่แท้จริง เงินนั้นจะตามมาทีหลัง พึ่งตนเองให้ได้
บันทึกการเข้า
saksidht
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 51


« ตอบ #10 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 11:11:39 AM »

สวัสดีครับ. คุณ. konthain(นพ)
ผมเคยไปเยี่ยมชมแปลงสาธิตตัวอย่าง ในงานสัปดาห์แห่งการถ่ายทอดและเรียนรู้วิีถีความพอเพียง
วันเสาร์ที่ 4 และ วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2553  ณ. พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง  จ. ปทุมธานี ผมยังจำภาพนั้นไม่เคยลืมเลยครับ  สมกับคำที่ว่า เมืองไทยเรานี้แสนดีนักหนา ในน้ำมีปลาในนามีข้าว แค่นี้ก็มีความสุขเหลือล้นเกินกว่าตัวเงิน  1 แสน จริงไหมครับ  
   ขอให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จแก่พี่น้องชาวนาและชาวเกษตรพอเพียงทุกท่านครับ

หากเราเปิดใจให้กว้าง ดูหัวใจสำคัญของการดำเนินโครงการดังกล่าว ก็น่าจะได้คำตอบครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 27, 2011, 12:30:43 PM โดย saksidht » บันทึกการเข้า
ARTTHER
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 68


« ตอบ #11 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 11:22:19 AM »


วิธีการก็ดีใช้ได้แต่ขี้โม้ไปหน่อย  เป้าหมายและวิธีการไปกันไม่ได้ เพราะไม่เน้นเลี้ยงสัตว์แต่ไปปลูกพืชซึ่งราคาถูกกว่า

เช่น ถ้าซื้อเป็ดพร้อมออกไข่สัก 200 ตัว มาทำไข่เค็มขาย  แบบนี้ หนึ่งปีก็น่าจะมีโอกาส เพราะรายได้จากการขายไข่คงไม่น้อย

เพราะจะมีไข่มากกว่า 50000 ฟองต่อปี  เข้าไปแล้ว 

บันทึกการเข้า
PlaToo
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8


« ตอบ #12 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 11:27:30 AM »

ขอออกความเห็นสักเล็กน้อย อาจจะไม่ละเอียดครบถ้วน เนื่องจากอ่านแล้วคันมืออยากตอบ  ที่มาของรายได้ 5 ส่วน สักหน่อยในฐานะชาวนาตาดำๆคนนึงที่ฝันอยากมีกินมีใช้ ไม่เดือดร้อน นอนหลับสบาย ไปไหนมาไหนไม่ลำบากมีรถใช้ มีเงินจ่ายให้กับค่าเรียนลูกหลาน แล้วมีลูกน้องบริวานช่วยงานผม ฝันเกินไปหรือเปล่าเรา  ตื่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

          ส่วนที่ 1 ผลผลิตข้าวจากนาข้าว เกษตรกรสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายข้าวสาร ปลายข้าว แกลบ รำ และฟางข้าว แต่รายได้จะเกิดขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในกรณีที่เกษตรกรรวมกลุ่มกันทำใน ลักษณะโรงสีชุมชน ซึ่งจะช่วยให้เกิดอำนาจการต่อรองเพิ่มขึ้นด้วย

- ผลผลิตจากข้าว  1 ไร่ ได้ข้าวสารออกมา  30,000(สามหมื่นบาทถ้วน)  คิดคร่าวๆแบบคนความรู้น้อยอย่างผม ก็คือ  ทำนา 1 ไร่ต้องได้ ข้าวเปลือก 3 เกวียน โอ้วววววววววว พระเจ้าช่วยกล้วยไข่ทอด ในขณะนี้ ผมขายข้าวเปลือกในราคาประมาณ 1 หมืนบาทนิดๆต่อเกวียน ถือว่าราคานี้พระเจ้าทรงโปรดมากเลย  อยากให้ บริษัทช่วยบอกวิธีปลูกข้าว 1 ไร่ให้ได้ 3 เกวียนกว่าๆด้วยครับ ผมจะได้รวยสักที  ส่วนฟาง รถเกี่ยวเสร็จเศษฟางก็ป่น คิดยังไงๆ ก็ไม่ได้ 300 ก้อนแล้วราคาก้อนละ 40 บาทนี่เป็นราคาที่คิดเองหรือว่าราคาที่เคยขายไปแล้ว ก้อนนึงน้ำหนักเท่าไหร่เหรอ เรื่องเพาะเห็นตั้งราคาไว้ที่ 15,000 สูงมากๆ เคยปลูกผักชี ช่วงหน้าร้อนราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่าเห็ดยังไม่เคยขายได้ถึง15,000 บาทเลย ส่วนเรือง ข้าวปลาย แกลบ รำ  ผมไม่คิดเพราะขายข้าวให้กับโรงสี เขาเอาไปหมดเลย ถ้าจะทำกันเองมีรถสีข้าวเล็กๆ ในหมูบ้าน เจ้าของเขาก็พูดมาเลยว่า ขอน่ะ ปลายข้าว  รำส่วนแกลบ มันนิดหน่อยเอาไปทำไรไม่ได้ ขี้เกียจเอาไป ให้เจ้าของเอาไปเผาถ่านขายละกัน


          ส่วนที่ 2 ผลผลิตจากการประมง อาทิ ปลาดุก กุ้ง กบ ปู หอย
- บ่อปลาผมขายได้ ประมาณ 6 - 7 พันเอง  ส่วนกุ้ง ตัวเล็กนิดเดียวไม่ไหวที่จะเก็บเอาไปขาย กุ้งมันมีน้อยด้วย  ส่วนปูนา ที่ไหนรับซื้อบ้างช่วยบอกที ผมมีไม่กี่ตัวเอง หอย แถวๆบ้านผมใครเขาก็มีให้ฟรีๆเขายังเคืองเลย ให้ทำไมหอย ขอเป็นปลาดีกว่า ได้ม่ะ!!!


          ส่วนที่ 3 ผลผลิตจากพืชประกอบที่ปลูกบนคันนา อาทิ ตะไคร้ สะเดา พริก มะนาว ข่า ตะไคร้ มะเขือ หอมแดงหรือ มะรุม

- อยู่บ้านนอกตะไคร้ สะเดา พริก มะนาว ข่า ตะไคร้ มะเขือ หอมแดงหรือ มะรุม  บ้านไหนๆเขาก็มีจะเอาไปขายที่ไหนดีหว่า ขายตลาดเหรอ คุ้มค่าน้ำมันที่เอาไปส่งแม่ค้าหน้าเลือดกดราคาเราเปล่า เราปลูกบนคันนา 1 ไร่ ใช่ว่าจะเยอะน่ะ

          ส่วนที่ 4 ผลผลิตพืชน้ำ ซึ่งเป็นพืชที่ไม่มีต้นทุนการปลูก อาทิ ผักเทา ผักแว่น ผักแขยง

- ผักเทา ผักแว่น ผักแขยง ลูกชาวนาอย่างผมยังไม่เคยกินเลย   แล้วคนหอการค้าไทย ที่คิดโครงการนี้เคยกินกันบ้างไหม ถ้ากินจะเก็บไปขายให้ แต่คิดว่าก็คงมีไม่เยอะอีกนั่นแหล่ะ

          ส่วนที่ 5 ผลผลิตจากเป็ดไข่ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงประกอบ ปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการไปแล้ว บนพื้นที่นำร่องที่บ้านหนองแต้ บ้านบ่อ บ้านกุดเชียง ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ซึ่งเกษตรกรในชุมชนที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ จะทำหน้าที่เป็นต้นแบบจากการปฏิบัติในเชิงประจักษ์ ซึ่งจะได้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับเกษตรกร รายอื่นๆ ที่สนใจต่อไป

- จะได้ตามที่บอกจริงป่าวหว่า เลี้ยงแล้วเป็ดไข่บ้างไม่ไข่บ้าง จะทำไงอ่ะ กลุ้มใจจริง ขอวิธีให้มีไข่ได้วันละ 80 ฟองต่อวัน และมีตลอดปีด้วยครับ

 สุดท้ายนี้ผมว่าเป็นทฤษฎีที่ค่อนข้างขายฝันเกินไป  หรือจะว่าผมทำไม่ได้ตามที่บอกเพราะผมไม่ขยัน ผมมันขี้เกียจทำงาน มันออกแนวๆเหมือนกับว่า คนทำไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ทำ ไม่ได้ลงมือเองก็จะไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง สิ่งที่บอกเป็นเพียงแต่คิดคำนวณเองอยู่ฝ่ายเดียว อยากจะให้ผู้คิดอะไรต่างๆนาๆได้ทำจริงดูบ้าง นั่นแหล่ะจะรู้ว่าความจริงมันคืออะไรมันเป็นอย่างไร หรือว่าใครคิดอะไรใหม่ๆแล้วอยากให้ชาวไร่ชาวนาทำตามที่บอก ผมยินดีให้พื้นที่ทำการทดลองฟรีในสถานการณ์จริงเลย แล้วมันจะได้รู้ผลตามที่บอกไว้หรือไม่ !!!
 
บันทึกการเข้า
konthain(นพ)
Moderator
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 8981


ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา การให้ที่ยิ่งใหญ่ไม่สิ้นสุดคือให้ปัญญาและมิตรภาพ


« ตอบ #13 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 11:40:00 AM »

ดีครับช่วยๆกันเข้ามาถก มาช่วยกันมองจากหลายๆมุมมอง จะเกิดประโยชน์แก่มวลสมาชิกและเกษตรกร ที่มีโอกาสได้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ ช่วยเข้ามาวิจารณ์เสนอความคิดกันเยอะๆนะครับ
 ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สำนึกดีครับ
อยู่กับบ้านรับจ้างล้างรถและขายก๋วยเตี๋ยว
แต่ใจมันรักการเกษตรทำนาปลูกข้าวกินเอง
 ยิงฟันยิ้ม
garden
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 339


เมื่อมองดูหยดน้ำ ก็ขอให้นึกถึงต้นน้ำ


« ตอบ #14 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 11:44:29 AM »

ผมซื้อนิตยสารทีว่ามาอ่าน (เกษตรธรรมชาติมั้ง) สรุปว่า
1 ไร่ ต่อ 1 แสน ต่อ 1 ปี ครับ
บันทึกการเข้า
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1476


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #15 เมื่อ: มิถุนายน 27, 2011, 12:03:12 PM »

พื้นที่น้อย จัดการดีๆน่าจะทำได้ครับ แต่มีข้อสงสัยว่ามีการเลี้ยงเป็ดในนาข้าว ปล่อยเป็ดลงไปกินหอยเชอรี่
อันนี้ไม่แน่ใจว่าเป็ดจะไปย่ำข้าวและชอนไชตามกอข้าวจนข้าวเสียหายหรือเปล่า หรือว่าปล่อยเป็ดลงนาช่วงไหนครับ

  ปล่อยเป็ดลงช่วงที่ข้าวกำลังแตกกอใหม่ๆครับ ไปจนถึงข้าวกำลังตั้งท้อง แต่น้ำในนาต้องเยอะพอที่เป็ดว่ายน้ำได้นะครับ ไม่ใช่น้ำมีนิดเดียวแล้วปล่อยเป็ดลงไป อันนี้ต้นข้าวเสียหายครับ เป็ดก็จะลอยน้ำเล่น หากิน กุ้งหอยปูปลา ไม่สนใจกับต้นข้าวเราสักเท่าไร มองดูแล้วก็เพลินตาดีครับ
 
  ส่วน 1 ไร่ 1 แสนบาทนั้น รู้สึก เราจะคำนวนแต่รายรับ แล้วรายจ่ายละครับ เราคำนวนด้วยไหม ปลูกพืชบนคันนา แสดงว่าคันนาต้องกว้างพอสมควร ซึ่งคันนาปัจจุบนจริงๆ เล็กครับ เพราะคันนาใหญ่จะไปกินเนื้อที่การทำนา ชาวนาจึงทำคันนาเล็กๆเอาแค่คนเดินได้พอ ถ้ามีคนเดินสวนทางต้องหลบ ไม่สามารถให้คนสองคนเดินสวนทางกันได้ ที่เดินสวนทางกันได้ก็มีแต่ คูฝาย เท่านั้น(เป็นภาษาอิสาน คือฝายน้ำที่ชาวนาทำเป็นฝายกันน้ำเพื่อเก็บไว้ใช้ในหน้าแล้ง หรือไว้ให้วัวควายได้กินในหน้าแล้ง)
  1ไร่ 1 แสน เรามาคำนวนกันแต่ บทสรุปลงท้าย แต่บทขึ้นต้น เราไม่นำมาคิด เช่นการขุดสระรอบที่นา ต้นทุนการซื้อหน่อกล้วย เมล็ดพันธุ์ ค่าปัจจัยอะไรอีกหลายๆอย่าง หากมีหน่วยงานรัฐมาลงทุนให้ ก็คิดว่าน่าจะได้ หากปล่อยให้เกษตรกร ทำเองทุกอย่าง อาจจะยากครับ เพราะต้องหาตลาดรองรับเอง พริก ข่า ตะไคร้ใบมะกรูด กล้วย ลำพังให้ชาวบ้านขาย ก็คงได้เพียงแค่ในตลาดหมู่บ้านเท่านั้นเอง

  สุดท้ายจะทำได้ไม่ได้ อาตมาคิดว่า ระบบน้ำสำคัญที่สุด หากระบบการชลประทานไม่ดี ไม่มีวันทำได้ เราคิดแค่ 1 ไร่ 1 แสน ทำไมเราไม่คิดว่า เมืื่อฝนตก เราจะทำยังไงให้เก็บกักน้ำใช้ได้จนตลอดฤดูทำนา เมื่อหน้าแล้งเราจะทำยังไง ทุกวันนี้ หน่วยงานรัฐหากินกับธรรมชาติ คือเมื่อฝนตก น้ำท่วม ก็ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติน้ำท่วม หน้าแล้งก็ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติหน้าแล้ง เพื่อนำเงินมาช่วยเหลือ(ถลุงซะมากกว่าช่วยเหลือ) ในแต่ละปีเราต้องเสียเงินจากน้ำท่วมและแล้ง ปีละเท่าไรครับ ถ้านำเงินส่วนนั้นมาทำระบบชลประทานที่ดี มีการวางระบบบริหารจัดการน้ำ เมื่อหน้าฝนมาทำยังไงถึงจะเก็บน้ำฝนนั้นได้ จะสังเกตได้ว่า คนที่ทำเกษตร 1 ไร่1 แสน ส่วนใหญ่ อยู่ในเขตชลประทาน น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ แล้วคนที่อยู่นอกเขตชลประทานละครับ เผื่อมันทำได้จริง แสดงว่าคนเหล่านี้ หมดสิทธิ์ใช่ไหมครับ ?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 27, 2011, 12:11:29 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: