หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ชมรมเกษตรชีวพลวัตร Bio-Dynamic  (อ่าน 5293 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Dulyapat.com
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4


« เมื่อ: มิถุนายน 21, 2011, 02:10:23 PM »


จัดตั้งกลุ่มที่ผู้สนใจในแนวทางการเกษตรแบบองค์รวม เกษตรชีวพลวัตร (Bio-Dynamic)

ฝากข่าวประชาสัมพันธ์การฝึกอบรม ครั้งนี้เป็นการจัดอบรมเกษตรชีวพลวัตรครั้งแรกในเมืองไทยครับ


www.dulyapat.com

ศูนย์การเรียนดุลยพัฒน์ จ.ขอนแก่น

อีเมล์:  dulyapat@live.com





การสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ การเกษตรแบบชีวพลวัตร (Biodynamic Acgriculture)

By Hans Mulder

วันเสาร์ที่ ๓๐ อาทิตย์ที่ ๓๑ กรกฏาคม และวันจันทร์ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๔
สถานที่อบรม: ศูนย์การเรียนดุลยพัฒน์ อ.เมือง จ. ขอนแก่น
(มีการแปลเป็นไทยตลอดการบรรยาย)

 
 
   
วันแรก วันเสาร์ที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔
ช่วงเช้า
การบรรยายหัวข้อที่ ๑ “การทำเกษตรไบโอไดนามิคคืออะไร?” กล่าวถึงลักษณะของการทำเกษตรในแบบเคมี แบบอินทรีย์ และไบโอไดนามิค
การบรรยายหัวข้อที่ ๒ “การโคจรของดวงตะวันและดวงจันทร์” แนะนำการใช้ปฏิทินการเพาะปลูก
ช่วงบ่าย
การบรรยายหัวข้อที่ ๓ อธิบายถึงการทำ BD 500 preparation จากมูลวัวและเขาวัว
และการสาธิตการกวนและการนำ BD 500 ไปใช้ในพื้นที่การเกษตร

วันที่สอง วันอาทิตย์ที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔
ช่วงเช้า
ทบทวนที่เรียนเมื่อวาน
การบรรยายหัวข้อที่ ๔ “ อธิบายถึงการเตรียม BD 501และประโยชน์การใช้ ”
การบรรยายหัวข้อที่ ๕ “แนะนำการทำปุ๋ย (compost) สิ่งที่ต้องใช้และไม่ต้องใช้”
แนะนำและอธิบายถึงการทำ(BD 502—507)
ช่วงบ่าย
กิจกรรมการทำกองปุ๋ย และ การใช้ 502—507
กิจกรรมการทำปุ๋ยน้ำ การใช้ 502—507

วันที่สาม วันจันทร์ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๔
ช่วงเช้า
ทบทวนที่เรียนเมื่อวาน
การบรรยายหัวข้อที่ ๖ “ การใช้ปฏิทินการเพาะปลูก การดูดาวง่ายๆ”
ทบทวนการอบรม




ประวัติวิทยากร
ฮันส์ มุนเดอร์ เป็นนักการศึกษาและนักมนุษยปรัชญา เขาได้เกี่ยวข้องกับการศึกษาวอลดอร์ฟและการเกษตรชีวพลวัตรหรือ Biodynamic farming ตั้งแต่ปี 1972   เขาเป็นชาวเนเธอร์แลนด์โดยกำเนิดและได้ชีวิตช่วงเยาว์วัยในอินโดนีเซียแล้วจึงกลับไปเนเธอร์แลนด์และต่อมาก็ย้ายมาอยู่นิวซีแลนด์ เขาได้ช่วยก่อตั้งโรงเรียนชั้นมัธยมในนิวซีแลนด์ชื่อ Taikura Rudolf Steiner School   ฮันส์ได้ทำงานเป็นเลขาธิการให้กับสมาคมมนุษยปรัชญาของนิวซีแลนด์สิบสี่ปีจนถึงปี 2006 ในช่วงระหว่างนี้ฮันส์ได้พบนักบุกเบิกที่กระตือรือร้นหลายคนในเอเชียและฮันส์จึงได้รับคำเชิญให้บรรยายในการอบรมและสัมมนาในเอเชีย เขาจึงมีส่วนอย่างมากต่อการพัฒนางานด้านมนุษยปรัชญาในเอเชีย   ตั้งแต่ปี 2006 ทางสภาการบริหารของเกอเธอานัมได้ขอให้ฮันส์คงการช่วยเหลือและหล่อเลี้ยงงานริเริ่มบุกเบิกในแนวมนุษยปรัชญาที่เกิดขึ้นในเอเชียต่อไป และเป็นตัวแทนของเกอเธอานัมในภูมิภาคนี้อีกด้วย



ช่วยกระจายข่าวประชาสัมพันธ์ให้ด้วยครับ ขอเชิญเกษตรกรอินทรีย์ตัวจริงเสียงจริง
หรือผู้สนใจงานเกษตรแนวมนุษยปรัชญาหรือที่เรียกว่า เกษตรชีวพลวัต ซึ่งแตกต่าง
จากการเกษตรเคมีและอินทรีย์ แต่แตกต่างอย่างไรและเพื่ออะไร ทำไมจึงต้องแตกต่าง
โปรดหาคำตอบได้จากการสัมนาสามวันโดยคุณฮันส์ มุลเดอร์ ที่ "ดุลยพัฒน์" ขอนแก่น
ในวันศุกร์ที่ วันศุกร์ที่ 30-1 สิงหาคม นี้

นอกจากเรียนรู้เรื่องทฤษฏีหลักการสำคัญเช่นการบำรุงดิน การดูดาว วงโคจรของดวงอาทิตย์
และดวงจันทร์ แล้วก็ลงมือปฏิบัติกับการทำปุ๋ยคอกและปุ๋ยน้ำ ฯลฯ





Liked By: fajung
บันทึกการเข้า

asathai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 806


« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2011, 10:00:11 PM »

มีหนังสือหมดแล้วค่ะ แต่เป็นภาษาดัชท์ ยังไม่มีเวลาว่างแปลให้ อยากไปค่ะ แต่ไม่อยากออกจากเกาะ อายจัง อายจัง อายจัง
บันทึกการเข้า

อัง บ้านดิน
338 หมู่ 6 ซ.เขาไม้แก้ว คลองนิน เกาะลันตาใหญ่ กระบี่ 81150
Dulyapat.com
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4


« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 08, 2011, 10:44:05 AM »



สัมภาษณ์ยาคอบ ไมเซอร์ : เกษตรกรไบโอไดนามิคจากออสเตรเลีย 
 
๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔
 
 
ยาคอบได้มาเยี่ยมเพื่อนที่เชียงใหม่และกรุงเทพฯ เลยขึ้นไปแวะเยี่ยมดุลยพัฒน์ ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนในแนวการศึกษาวอลดอร์ฟหรือสไตเนอร์ ที่ขอนแก่นในช่วงกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนที่จะมากรุงเทพฯเขาก็ได้ไปช่วยเพื่อนๆชาวมาเลย์ที่ต้องการพัฒนาเกษตรกรรมอินทรีย์ไปเป็นวิถีเกษตรชีวพลวัตร (Biodynamic Agriculture)   ตอนนี้ยาคอบเดินทางต่อไปเมืองจีนแล้ว จะไปช่วยเพื่อนๆชาวจีนที่เฉินตู ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ที่กำลังสนใจเกษตรชีวพลวัตรอย่างกระตือรือร้น
 
 
ถาม: ช่วยเล่าประวัติสั้นๆ
ตอบ: ผมเกิดปี 1938 ที่เยอรมนี   ซึ่งเป็นช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนนี้ผมอายุ 73 ปี 
 
ถาม:  แล้วคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับเกษตรกรรมตอนไหน
ตอบ:   ที่จริงแล้วผมคุ้นกับ เกษตรกรรม ตั้งแต่เล็กๆอายุหกขวบผมต้องไปทำงานให้กับฟาร์ม เพราะถ้าผมทำงาน ผมก็จะมีอาหารกิน ใช่มันเป็นแรงกระตุ้นที่ดีถ้าท้องหิว   ตอนนั้นอาหารขาดแคลน มันมีน้อยกว่าจำนวนผู้คน การแบ่งปันอาหารเป็นไปได้ลำบากเพราะทางรถไฟ ถนน เครื่องจักรต่างๆ ถูกระเบิดเสียหาย หรือเอาไปใช้ในสงครามเสียหมด ผู้คนก็เลี้ยงกระต่ายด้วยพืชที่ขึ้นทั่วๆไป แล้วก็เอาไว้กินเนื้อแทนสัตว์อื่นๆ ช่วงนั้นสภาพสังคมอาหารไม่พอกิน ของไม่พอใช้ ผมเห็นผู้ใหญ่ใช้สิ่งของต่างๆแบบอัตคัด ประหยัด หยิบโน่นจับนี่มาผสมกัน ผมเติบโตมาแบบนี้ จึงรู้จักวิธีดัดแปลงสิ่งต่างๆจากคนรุ่นก่อน 
 
แต่พอมาอยู่ออสเตรเลียเมื่ออายุประมาณ ยี่สิบสอง ผมก็ไม่ได้ทำการเกษตรเลย ไปทำงานในโรงงานแทน แต่ความรู้เรื่องการเกษตรผมก็มีติดตัว ตรงไหนมีที่ว่างผมก็ปลูกผักง่ายๆ

ถาม: ในช่วงสงครามโลกตอนนั้น ยุโรปยังมีแต่กสิกรรมอินทรีย์ใช่มั้ย?
ตอบ: ใช่ ยังไม่มีใครใช้ปุ๋ยเคมีเลย เป็นเกษตรอินทรีย์อย่างสมบูรณ์ ไม่มีแม้เครื่องจักรเพราะเครื่องจักรถูกเอาไปใช้เพื่อสงครามทั้งหมด พรวนดินด้วยวัวสองตัว ไม่มีสารเคมีเลย แค่เอามูลสัตว์ หรือแม้แต่มูลคน ในช่วงที่ขาดแคลนผู้คนก็เอามูลทุกอย่างมาทำนั่นแหละ แค่ใส่ลงไปในพื้นดินแล้วต้นไม้ก็งอกงามแค่นั้น ไม่ต้องทำอะไรอีก
 
ผมก็ทำแบบนี้กับสวนของผมเมื่อตอนที่ผมมีบ้านมีครอบครัวแล้ว ผมมีที่ดินหลังบ้านประมาณหนึ่งเอเคอร์ (2.5 ไร่) ผมก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากใส่ปุ๋ยคอกเท่านั้นเอง เพราะผมไม่ได้รู้อะไรมากกว่านี้ ผมไม่ได้ใส่เคมีใดๆทั้งสิ้นเพราะนั่นคือวิธีที่ผมได้ประสบมาตั้งแต่เด็ก
 
ถาม: แล้วคุณมารู้จักเกษตรชีวพลวัตร (Biodynamic Agriculture) ได้อย่างไร?
ตอบ: ผมมารู้จักไบโอไดนามิค ภายหลัง ผ่านทางคู่ชีวิตของผมคือเจนีน่า   เจนีน่ารู้จักมนุษยปรัชญาก่อนผม ผมไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย จนเจนีน่าต้องการโรงเรียนสไตเนอร์ให้ลูกสาวสองคน เมื่อเจนีนาตกลงใจที่จะตั้งหลักปักฐานที่แมนฟิลด์ เพราะค่าเทอมที่นั่นถูกที่สุด เราได้ซื้อบ้านติดกับโรงเรียนสไตเนอร์เล็กๆ ซึ่งก่อตั้งโดยครูมัธยมสองคนที่ไม่ต้องการให้ลูกไปเรียนในระบบกระแสหลัก ก็เลยมาตั้งโรงเรียนสไตเนอร์เสียเอง เจนีน่าเริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับโรงเรียนเพราะโรงเรียนต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก ขาดทั้งเงินและแรงงานที่จะช่วยบริหารจัดการโรงเรียน ไม่มีเงินพอให้ครูหรือแม้แค่จะโทรทางไกล ครูในโรงเรียนยังต้องมาขอโทร.ที่บ้านของเรา   ต่อมาแม้โรงเรียนไม่มีเงินพอจะจ้างครู แต่เจนีน่าก็ตัดสินใจไปเป็นครู และระหว่างนั้นต้องขับรถเพื่อไปเรียนคอร์สฝึกหัดครูสไตเนอร์ที่เมลเบิร์นทุกเย็นวันพุธและกลับบ้านเที่ยงคืน กลับมาแล้วก็ท่องจำนิทานที่จะเล่าในวันรุ่งขึ้นอีกแล้วนอนตอนตีสอง เจนีน่าทำอย่างนี้แปดปีติดต่อกัน 
 
เจนีน่ามีหนังสือสไตเนอร์และมนุษยปรัชญาวางไปทั่วบ้าน เธอไม่มีเวลาอ่านหรอก ผมจึงลองอ่านดู ก็อ่านได้แค่หนึ่งหน้าแล้วก็หลับ ผมอ่านไม่รู้เรื่อง รู้สึกไม่น่าสนใจเลย แต่ว่าในที่สุดผมก็ตัดสินใจเข้าเรียนฝึกหัดครูสไตเนอร์ช่วงเย็นวันพุธด้วยอีกคน ผมเป็นคนขับรถซึ่งในรถเราก็มีเจนีนาและเพื่อนอีกสองคนซึ่งเป็นผู้หญิงทั้งหมด เราเลยต้องหาคนมาดูแลลูกสาวสองคน พวกผู้หญิงต่างตื่นเต้นและกระตือรือร้นต่อสิ่งที่ได้เรียนรู้จากโรเบริท์ มาร์ติน และมาร์คัส   ส่วนผมรู้สึกน่าเบื่อ อะไรกันนี่ทุกคนนั่งกันเป็นวงกลม จุดเทียน อ่านบทกลอน .....และเวลาที่เขาแนะนำตัวแต่ละคนก็บอกว่าตัวเองเป็นใครเรียนอะไร ทำอะไรมาบางคนก็เคยเป็นครูประถม ครูมัธยม นานกี่ปี... พอมาถึงผม ผมไม่มีอะไรเลย   ผมก็บอกว่า ผมชื่อ Jakob Meiser ผมน่ะแก่มากแล้ว เขาจึงถามกลับมาว่า แล้วทำไมผมจึงมาเรียนฝึกหัดครูล่ะ   ผมก็ตอบมาว่า ก็มากินอาหารเย็นไง....ฮ่าๆๆ   อาหารเย็นที่แต่ละคนเอามานั้นน่ากินทั้งนั้นเลย บางคนเอาเค้กที่ทำจากแป้งไบโอไดนามิค อาหารออแกนิค และอร่อยๆทั้งนั้น คุณรู้มั้ย....เขาเรียนหนึ่งชั่วโมงพักทานอาหารเย็นครึ่งชั่วโมงแล้วก็เรียนต่ออีกหนึ่งชั่วโมง ระหว่างที่พวกเขาคุย คุยกัน ผมก็กิน กิน แต่มันก็มีสิ่งอื่นๆที่ดึงดูดความสนใจของผมเช่นกัน ผ่านไปหกเดือนผมเริ่มรู้สึกว่า...มีคนหายไปเกือบครึ่ง ผมเพิ่งรู้ว่าคนอื่นๆก็รู้สึกยากลำบากเช่นกัน ที่นี้ผมเริ่มเหงื่อแตกละสิ เดี๋ยวเขาจะมาตั้งคำถามถามผม ผมจะตอบยังไง มันไม่ใช่โลกของผม ก็ในเมื่อผมมาจากเหมืองถ่านหิน เอาล่ะ ไม่เป็นไรผมก็สู้ต่อ....จนจบคอร์สในสองปี ได้ใบประกาศมาหนึ่งใบ   เฮเลน ค็อกซ์มาถามว่าผมจะทำอะไรต่อ ผมบอกว่าผมจะไปทำสวน และดูแลเด็กๆที่บ้าน เธอบอกว่าผมน่าจะไปเป็นครูนะ ผมบอกไม่ได้หรอก ใครจะให้ลูกมาเรียนกับคนที่ไม่จบแม้กระทั่งมัธยมอย่างผมล่ะ เพราะตอนผมเด็ก เป็นช่วงสงคราม ไม่มีโรงเรียน พอโตมาผมก็ไม่อยากเข้าห้องเรียนแล้ว   เฮเลนจึงยอมแพ้ไป ต่อมาไม่นานนักเฮเลนก็แจ้งผมว่ามีคอร์สใหม่ที่เหมาะสมกับผม คือการอบรมเกษตรชีวพลวัตร จัดขึ้นที่ Melbourne Rudolf Steiner Seminar ทุกวันอังคารและพฤหัส นำ โดย Peter Medling   ผมเริ่มเรียนปี 1996 ใช้เวลาสองปี   ผมได้รับความช่วยเหลือจากที่นั่นให้ได้ที่พักและจ่ายค่าอบรมแค่ครึ่งหนึ่งเพราะผมต้องขับรถมาไกลจากบ้านที่แมนฟิลด์
 
เมื่อผมจบคอร์สนั้น   มีครอบครัวหนึ่งที่สเปรย์ 500 ให้โรงเรียนข้างบ้านเป็นประจำมาบอกว่าเขาจะย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ให้ผมช่วยทำแทน ซึ่งผมก็ตอบตกลงเพราะเคยเอาของเขามาสเปรย์ที่บ้านมาแล้วโดยตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคืออะไร และต่อมามีอีกครอบครัวในโรงเรียนให้ช่วยทำ BD compost ให้ ผมไม่เคยทำหรอก แต่ก็คิดว่าน่าจะทำได้ ก็เลยกลับไปทำสองกองใหญ่ๆที่บ้าน และก็เอาไปให้เขาแลกกับที่เขาดูแลรถให้ผม นั่นแหละที่ผมเริ่มงานเกี่ยวกับเกษตรชีวพลวัตร
 
ส่วนที่บ้านผมแค่ทำเกษตรชีวพลวัตรเล็กๆน้อยๆรอบบ้าน แล้วไปช่วยทำให้คนโน้นคนนี้ที แล้วก็ทำให้โรงเรียนที่แมนฟิลด์ ซึ่งมีที่ดินประมาณ 6.5 เอเคอร์ (ประมาณสิบหกไร่) ตอนนั้นเจนีน่ากวน BD 500 คนเดียวเพราะไม่มีผู้ปกครองมาช่วยเลย ก็เป็นอย่างนี้แหละ ผมเลยต้องไปช่วย ครูก็ถามว่าสเปรย์ 500 ให้ได้มั้ย ผมก็บอกว่าได้ก็ยืมเครื่องสเปรย์มาช่วยทั้งโรงเรียนและคนอื่นๆ แต่ผมก็เก็บเงินค่าแรง.....ในช่วงนั้นผมก็ยังต้องทำงานกับฟาร์มที่ไม่ใช่ออแกนิคแต่ไม่เคยแตะต้องปุ๋ยเคมีเลย ตัวผมเองไม่ใช้ปุ๋ยนั้นเลย ผมก็ทำงานกับฟาร์มนี้เพื่อเลี้ยงชีพจนกระทั่งผมได้อายุเกษียณเมื่อ 65 ปี   ผมจึงอาศัยเงินบำนาญเลี้ยงชีพและตั้งแต่นั้นผมก็สามารถทำเกษตรชีวพลวัตรได้เต็มที่ทุกวัน
 
 
ถาม:  ที่ทำเกษตรชีวพลวัตรเต็มที่เต็มเวลานี่ทำให้เฉพาะกับสวนหลังบ้านตัวเองเท่านั้นเหรอ?
ตอบ: ใช่ ทำสวนของตัวเอง และทำให้กับสวนคนอื่นๆอีกสองสามครอบครัว แล้วผมทำปุ๋ยBD ผมทำกองใหญ่ๆสองสามกอง เมื่อได้ที่แล้วก็ใส่บรรจุถุง ผมเอาไปขายที่โรงเรียน Melbourne Rudolf Steiner ตามที่มีออเดอร์   ผมทำแบบนี้หลายปี แต่สองสามปีนี้ผมเริ่มทำได้ช้าลง และเริ่มต้องใช้เวลามากขึ้นในการทำปุ๋ยBD แต่ละกอง แต่ผมก็ยังคงเพลิดเพลินมากกับงานนี้
 
ถาม: ทำไมคุณถึงสนใจอาหารในแนวนี้ 
ตอบ: ผมคุ้นชินกับเกษตรอินทรีย์ ผมไม่คุ้นกับสารเคมีตั้งแต่ต้นแล้ว ผมรู้สึกไม่ดีกับการทำงานกับเคมีเลย แล้วการที่ได้เป็นสมาชิกเกษตรชีวพลวัตรผมได้เรียนรู้ว่าอาหารเคมีไม่ดีต่อร่างกายอย่างไร มันมาจากงานวิจัยต่างๆ
 
ถาม: คุณมีความรู้สึกอย่างไรกับเกษตรชีวพลวัตร
ตอบ: ผมมักจะรู้สึกดีเสมอที่ได้ทำเกษตรชีวพลวัตร เพราะผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ผมได้ศึกษาข้อมูลและศึกษาเกษตรชีวพลวัตรมาแล้ว แล้วยังชวนคนมาร่วมกลุ่มเพื่อทำกลุ่มศึกษาเรื่องราวนี้   ผมเชื่อว่าอาหารBD สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สภาพร่างกาย มันเปลี่ยนสภาพดิน
 
ผมมักจะไปร่วมพบปะชุมนุมกับเกษตรกรไบโอไดนามิคส์บ่อยๆเท่าที่ทำได้ เพราะมันไกลมากจากที่ผมอยู่ ผมชอบที่จะไปที่นั่นเพราะผู้คนไม่ซับซ้อน จริงใจ ทุกคนง่ายๆ มีอะไรเอามาแลกเปลี่ยนกัน มีข้อมูล มีประสบการณ์ก็เล่าให้ฟังอย่างซื่อๆ แล้วยังมีทั้งอาหารพืชผลในฤดูกาล มีเมล็ดพันธุ์มาแบ่งกัน
 
จากกลุ่มคนเหล่านี้ ผมได้ชวนดาแรน มาช่วยทำงานที่มาเลเซียเพราะเขาหนุ่มกว่าผม และสามารถช่วยตรวจสอบและรับรองมาตรฐานดีมีเทอร์ให้กับเกษตรกรชีวพลวัตรใหม่ๆได้อีกด้วย และเขาก็พอใจกับเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ได้เยี่ยมชมงานเกษตรและจัดอบรมเกษตรชีวพลวัตรที่นั่น (ตอนนี้ที่มาเลียเซียจึงมีผักที่ปลูกในระบบของเกษตรชีวพลวัตรแล้ว นอกจากนั้นยังมีสมาคมเกษตรชีวพลวัตรในอินเดียและฟิลิปปินส์ --ผู้แปล ) ผมรู้สึกดีใจที่ดาแรนไปช่วยได้เพราะเขามีพลังมากกว่าผม และถ้าเขายังช่วยต่อไป ก็น่าจะมีการเติบโต พวกเขาที่นั่นก็สามารถทำให้เกษตรชีวพลวัตรงอกงามได้ด้วยการขยายความรู้ มีการแปลหนังสือ นี่แหละที่ทำให้เติบโต มันคงไม่ใช่เติบโตแบบแมคโดนัลด์หรอก
 
 
ถาม: ดังนั้นคุณจึงมองว่าเกษตรชีวพลวัตรสำคัญมากนะสิ ช่วยอธิบายหน่อย
ตอบ: ใช่ ก็วิธีที่เราเป็นอยู่ เราใช้เคมีกันมากมาย และซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้นยังมีการตัดต่อพันธุกรรม จีเอ็มโอ อีกด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นความโง่เขลา สร้างความเสียหายให้กับโลกไปนี้ โลกนี้จะอยู่ได้ไม่นาน ถ้าเรายังคงทำกันไปแบบนี้   เมื่อมองไปในเรื่องอาหาร ต่อไปอาหารจะมีสารพิษสะสมมากยิ่งขึ้น จนใช้นิ้วสัมผัสไม่ได้ ตอนนั้นมนุษยชาติก็คงไม่สามารถดำรงอยู่ได้ มันเป็นการพัฒนาที่เลวลงเสื่อมลง ไม่ดีทั้ง การศึกษา ทั้งการเกษตร
เท่าที่ผมนึกออกได้ ณ เวลานี้ก็มีแต่ เกษตรชีวพลวัตรเท่านั้นที่จะช่วยคุ้มครองโลกไม่ให้พังทลายเร็วกว่านี้
 
ถาม: แล้วเกษตรอินทรีย์ล่ะ ช่วยไม่ได้หรือ?
ตอบ: ไม่ได้ เพราะมันไปไกลเกินแล้ว มันเป็นพิษแล้ว   คือใช้สสารที่มากเกินไปใส่ลงไปในดิน   และมันกลายเป็นพิษต่อต้นไม้ไปแล้ว   ถึงแม้ว่าจะบอกว่าเป็นสารอินทรีย์แต่ระบบในการคิดเป็นวิธีเดียวกันกับเกษตรเคมีนั่นเอง เขาใส่สสารวัตถุลงไปมากมายในดินเช่นนั้นเพื่อที่จะได้ผลผลิตออกมาจากดินมากๆ   แล้วคิดไหมว่า ธรรมชาติคงอยู่รอดมาได้ตั้งเนิ่นนานโดยที่ไม่มีใครไปใส่อะไรให้เลย วิธีคิดมันไม่ใช่นะ   
 
ถาม: แต่ใน BD ก็ใส่บางอย่างลงไปในดินเหมือนกันไม่ใช่เหรอ เช่น BD 500 BD 501….
ตอบ: ใช่ แต่เพียงแค่ใช้ 35 กรัมต่อ 2.5 ไร่ ถ้าคุณทำงานกับพื้นที่ใหญ่มากคุณแทบจะไม่สามารถวัดได้เลยว่ามี BD 500 หรือตัวอื่นๆ อยู่ในพื้นที่นั้นเท่าไหร่ แทบจะวัดไม่ได้เลยเพราะมันน้อยนิดมาก มันไปเกินกว่าระดับกายภาพ   คุณกำลังทำกับบางสิ่งบางอย่างที่มากไปกว่าวัตถุ ถ้าคุณทำวิธีนี้(เกษตรชีวพลวัตร) คุณก็ทำงานร่วมกับจักรวาลและเมื่อนั้นมันก็จะเกิดความกลมกลืนสมดุลขึ้น แต่ถ้าคุณแทรกแซงด้วยวัตถุสสารต่างๆคุณก็สร้างปัญหาอาจจะใหญ่หรือเล็กก็ตามแต่     ด้วยเกษตรชีวพลวัตรเรากำลังช่วยธรรมชาติ เราสเปรย์ BD500 ในพื้นที่เท่ากับมันเป็นตัวกระตุ้นดินที่ทรงพลังมาก ซึ่งทำให้ดินมีโอกาสกลับมาฟื้นฟูพละกำลังและกลับมามีชีวิตชีวา   แล้วเราก็ต้องดูแล ไม่ใช่ทำแล้วก็ไปเที่ยวพักผ่อน เราต้องทำนุบำรุงรักษาดิน   ซึ่งไม่ได้หมายความต้องใส่ปุ๋ยคอกเยอะๆลงไปในดิน แต่หมายถึงการที่คุณให้ความใส่ใจและมอบหัวใจของคุณให้แผ่นดินต่างหาก แน่นอนแบบนี้มันสำเร็จ แล้วมันก็ได้มีบทพิสูจน์หลายครั้งหลายคราวในออสเตรเลีย ซึ่งในประเทศนี้เป็นแผ่นดินเก่าแก่มาก มากจนเหมือนกับดินจะค่อยค่อยจางซีดไป แต่เกษตรชีวพลวัตรก็ทำงานได้ดีมาก มันมีหลายแห่งที่เกษตรกรเพียงแค่สเปรย์ 500 หรือบางทีอาจจะมี 501 เมื่อยามจำเป็นเป็นครั้งคราว ในพื้นที่เหล่านั้นดินก็ยังดีอยู่ ในพื้นดิน 1 เอเคอร์(2.5 ไร่) เราใช้แค่ 35 กรัม แล้วก็ไม่ยัดเยียดอะไรใส่ลงไปในดินอีก ไม่พยายามเปลี่ยนแปลงอะไร   เราเพียงแค่สนับสนุนให้ดินฟื้นคืนชีวิตกลับมาเอง   แล้วแผ่นดินก็จะสร้างปุ๋ยด้วยตัวเองด้วยการช่วยเหลือของ 500 ใช่มันมีฮิวมัสมากขึ้นในดิน ฮิวมัสถูกสร้างขึ้นเรื่อยๆขณะที่พืชผลกำลังเติบโตและใช้ฮิวมัส. และเมื่อคุณเก็บเกี่ยวพืชผลรากของต้นพืชก็จะจัดเก็บฮิวมัสไว้ให้พืชผลชุดต่อไป มันเกิดขึ้นในระดับลึกลึกลงไป การสร้างฮิวมัสมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็นไปอย่างช้าๆและพื้นดินก็เปิดออกและให้อากาศเข้าไปได้นี่คือสิ่งที่เราต้องการ คือทำให้ดินมีชีวิต ดังนั้นเราต้องการอากาศกับวัสดุอินทรีย์และสองอย่างนี้ช่วยให้แปรสภาพให้เกิดฮิวมัส   เราอาจจะปลูกพืช (เพื่อเป็นวัสดุอินทรีย์ ) ก่อนที่มันออกดอกเราก็ตัดมันแล้วปล่อยคลุมดินแล้วสเปรย์ 500 ในภูมิอากาศแบบที่นี่อาจจะใช้เวลาน้อยกว่าสามอาทิตย์ มันก็จะช่วยบำรุงดินให้เกิดฮิวมัส
 
ถาม: คุณเห็นว่ากรรมวิธีแบบเกษตรกรชีวพลวัตนี้จะสามารถทำได้ในประเทศนี้หรือไม่
ตอบ: มันสามารถเอาไปใช้ที่ไหนก็ได้ทั่วโลก และมันก็ถูกนำไปใช้ในหลายพื้นที่ทั่วโลกแล้ว
 


 
------------------------------------------------------------------------------------------

ถาม: ในหนังสือBD หรือแม้แต่ตัวคุณเอง ก็ได้พูดว่าบางสิ่งบางอย่างในเกษตรแบบนี้เช่น การทำงานของBD 500 นั้น ไม่อาจจะอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์กายภาพ ความคิดเราไม่สามารถทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้ใช่มั้ย?
ตอบ: ใช่ เพราะมันเกินไปกว่าวิทยาศาสตร์กายภาพ หรือมันไปเกินกว่าการรับรู้ในระดับกายภาพ   แต่เมื่อเราลงมือทำมัน และเห็นผลจากการที่ต้นพืชงอกงามตั้งตรง มันไม่ใหญ่โต มันไม่ใช่พืชที่เป็นโรคอวบฉุอ้วน นั่นแหละเราจึงรู้ว่ามันทำงานได้ผลจริงๆ
 
ทุกวันนี้เรามีปัญหาสุขภาพมีโรคเบาหวานโรคอ้วนโรคภูมิแพ้ เพราะพวกเรากินอาหารที่มีพืชป่วยสัตว์ป่วย อาหารที่ผ่านกระบวนการมากมาย อาหารที่มาจากสารเคมี แม้แต่แรกเด็กเกิดมาก็มีปัญหาแล้ว สงสัยว่าแม่ตอนท้องไปกินอะไรมา บางคนก็คงไม่รู้ว่าอาหารที่เขากินอยู่มันไม่ดี หรือไม่มีทางเลือกก็ได้ ถ้าเราอยู่ในเมือง เราอาจจะมีโอกาสได้ซื้ออาหารที่มีไบโอไดนามิค เมื่อวันก่อนผมได้คุยกับชายชาวเยอรมันที่อนุบาลฟ้ากว้างเชียงใหม่ เขาบอกว่าเขาไปเที่ยวในเมืองแห่งหนึ่งในเยอรมนี ที่นั่นมีเด็กกว่า 75% ไปโรงเรียนสไตเนอร์   บรรดาร้านค้าธุรกิจก็สนับสนุนอาหารพืชผลไบโอไดนามิคส์ จึงมีร้านค้ามากมายในแนวนี้   เขาบอกว่าร้านค้าเหล่านี้เห็นเด็กนักเรียนสไตเนอร์มีความสนอกสนใจกระตือรือร้นในการทำสิ่งดีๆเมื่อพวกเขาได้รับโอกาสให้ทำเสมอๆ ผมเองก็เคยพบไบโอไดนามิคซุปเปอร์มาร์เก็ต มันเยี่ยมยอดมากเลย ทุกอย่างมาจากไบโอไดนามิคทั้งหมด คนเหล่านี้รู้จักบริโภคแต่ส่วนใหญ่พวกเขาก็คนชนชั้นกลาง นี่เป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่งในการศึกษาสไตเนอร์ที่คนจนไม่สามารถส่งลูกมาเรียนได้หรือแม้แต่จะได้อาหารไบโอไดนามิค ผมว่านี่คือบางสิ่งที่ต้องระลึกไว้ในใจว่ามันไม่ถูกต้อง
 

ถาม: การศึกษากับไบโอไดนามิคเกี่ยวกันอย่างไร
ตอบ: ใครนะชื่ออะไรจำไม่ได้ เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางโภชนาการ ดร. สไตเนอร์ได้ส่งเขาไปอเมริกา ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนแรกของอเมริกาที่ทำงานด้านวิทยาสตร์อาหารนะ ทั้งเขาและดร.สไตเนอร์อยู่บนรถไฟจากสวิสไปเยอรมันนี เขาถามดร.สไตเนอร์ว่า “ ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ เมื่อคุณได้บอกพวกเรามานานว่าควรจะพัฒนาอย่างไร บอกทุกขั้นตอนให้ทำอย่างละเอียด แต่ก็ยังทำไม่ได้ มีบางอย่างทำให้สะดุกหยุดชะงัก” สไตเนอร์ไม่ได้พูดถึงกรรมแต่อย่างใด แต่ตรงกันข้ามเขาตอบว่ามันมีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับอาหาร   มลภาวะได้แพร่กระจายไปแล้ว ทั้งที่ตอนนั้นเพิ่งต้นปี 1920 แต่แล้วในปี1945 มีนักวิทยาศาสตร์เยอรมันค้นพบว่าพืชดูดซับสารอาหารจากน้ำที่มีสารละลายอยู่ พอฝนตกลงมาสสารก็ละลายแล้วต้นไม้ก็ดูดซับขึ้นไป นั่นทำให้เกิดอุตสาหกรรมสารเคมีในเยอรมัน ฝนได้ชะล้างสสารเหล่านี้ไปสู่แหล่งน้ำต่างๆ
 
ต้นไม้ต้องการน้ำเพราะมีใบ ใบจะทำหน้าที่ได้ถ้ามีน้ำแล้วใบก็คายน้ำออกไป   รากของพืช   ชนิดสีดำจะลงไปลึกลึกเหมือนกับท่อดูดซับน้ำในดิน   ถัดจากรากลึกนั้นก็จะมีรากที่ละเอียดเป็นฝอยเหมือนเส้นผมมันเป็นรากสีขาวซึ่งทำหน้าที่คอยหาอาหาร   ปกติต้นไม้ไม่ได้ดื่มและกินในเวลาเดียวกัน เวลาหาอาหารมาเลี้ยงต้นมันเป็นช่วงที่อากาศเริ่มร้อนขึ้น   ต้นไม้ต้องคอยหาน้ำตราบที่ยังมีใบ บางทีต้นไม้ต้องการน้ำแต่มันไม่ได้ต้องกินสารอาหาร   แต่เมื่อเรารู้เรื่องสารเคมีเรารู้ว่าสารถูกดูดซึมไปที่รากได้เพราะน้ำ เราก็ผลิตสารเคมีที่ละลายน้ำได้ ดังนั้นน้ำที่อยู่รอบๆต้นจึงมีสารอาหารด้วย ในสารที่ละลายน้ำได้มันมักจะมีภาวะความเกลืออยู่ด้วย ทำให้ปริมาณเกลือในลำต้นเพิ่มสูง ยิ่งเกลือดำรงอยู่ พืชก็ยิ่งต้องการน้ำ ไม่อาจจะคายน้ำออกทางใบได้เพราะกลัวว่าเกลือมากเกินไปในลำต้น ดังนั้นต้นไม้เลยติดน้ำ เหมือนคนหิวน้ำ มันเลยบวมอวบ เราจะเห็นต้นพืชโตเร็วมาก อวบใหญ่ หัวกะหล่ำใหญ่เบ้อเริ่ม
 
สำหรับในเกษตรชีวพลวัตร มองว่ามีน้ำอยู่ในดิน สารอาหารอยู่ในปุ๋ยBD ยังมีฮิวมัสในดินด้วย เมื่อต้นไม้ต้องการน้ำ รากสีดำก็ไปดูดน้ำในดินและเมื่ออาการศร้อนขึ้นมันคายน้ำออก ก็ได้เวลากินอาหารมันก็ไปที่ปุ๋ยนั้นเพื่อให้ได้สารอาหารเท่าที่ต้องการ สารอาหารนั้นละลายได้ในความชื้น ธาตุอาหารสิ่งต่างๆก็อยู่ตรงนั้นทั้งหมด พืชสามารถเลือกได้ เอาอาหารไปกินได้เท่าที่ต้องการ แต่ในอีกระบบหนึ่งต้นพืชไม่มีโอกาสเลือก ในระบบนี้ต้นพืชกินนิดหน่อยค่อยๆโตแต่แข็งแรง มันจึงให้สารอาหารที่ดีแก่มนุษย์รวมทั้งเอนไซม์ด้วย   เท่ากับให้สารอาหารระดับยอดเยี่ยมทีเดียว ง่ายต่อการย่อยในร่างกายของมนุษย์และสัตว์เลี้ยง … มีบางสิ่งที่พิเศษมากสำหรับใบของพืชดังนั้นเราควรตระหนักในความสำคัญนี้ให้ความขอบคุณต่อสิ่งนี้ด้วย
 
รู้มั้ย ฟอสเฟตที่เอามาใช้กันมากในฟาร์มนั้น มันเคยถูกขุดมาจากเกาะหลายแห่ง เป็นฟอสเฟตธรรมชาติ แต่บัดนี้มันหายหมดเกาะแล้ว ทุกวันนี้จึงเป็นฟอสเฟตจากภูเขา วิธีที่เขาเอามันออกมาจากก้อนหินคือ เขาใช้แบตเตอรี่เก่ามาทุบเพื่อใช้บางส่วนมาหาฟอสเฟตและในฟอสเฟตจึงมีแคดเมี่ยมอยู่ด้วย เมื่อต้นไม้ได้ฟอสเฟตไปก็ได้แคดเมี่ยมไปด้วย โดยเฉพาะพวกซูปเปอร์ฟอสเฟตทั้งหลายที่ช่วยให้ต้นไม้โตเร็ว
 
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องศึกษา และรู้สึกว่าตัวเองต้องดูแลตัวเองไม่ใช่ไปจ่ายเงินให้คนอื่นมาดูแลรักษาสุขภาพให้ มีคำพูดว่า “พืชเป็นบุตรของดวงอาทิตย์”     ถ้าเราเผาพืชที่แห้งเราจะพบว่ามีเถ้าถ่านเหลือนิดเดียว นี่คือส่วนน้อยนิดที่ได้จากดิน ดังนั้น ส่วนใหญ่ของพืชจึงมาจากจักรวาล ไม่ใช่เป็นของดิน ถ้าเราให้โอกาสพืชเติบโตไปกับจังหวะของจักรวาล มันจะเป็นอาหารที่ดีที่สุด   แต่เมื่อเรายัดเยียดและทำประหนึ่งว่าพืชมาจากดิน   ทำให้พืช stress ไม่ได้ให้สารอาหารที่ดีที่สุดแก่มนุษย์
 
 
------------------------------------------------------------------------------------------
 


Liked By: fajung
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 08, 2011, 10:49:22 AM โดย Dulyapat.com » บันทึกการเข้า
Dulyapat.com
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4


« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2011, 10:48:17 PM »

 
 SEKEM องค์กรที่เริ่มต้นดัวย Bio-dynamic และประสบความสำเร็จอย่างสูง




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 10, 2011, 11:03:17 PM โดย Dulyapat.com » บันทึกการเข้า
Dulyapat.com
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4


« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 02, 2011, 09:15:45 PM »


WWW.BIODYNAMICS.IN

One man  One cow  One planet.

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 04, 2011, 07:16:49 AM โดย Dulyapat.com » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: