เลี้ยงหมู กับเลี้ยงวัว เลี้ยงอะไรดีกว่ากัน

<< < (8/10) > >>

Mr.Boonlue:
คุณ Loongthong
  วัวพันธ์ุกำแพงแสน  เป็นวัวสายพันธ์ุที่ผลิตขึ้นมา  จาก วัวไทย+บราห์มัน+ชาโลเลย์  ทำที่กำแพงแสน  จ.นครปฐม
มีเลือดวัวไทยอยู่ และอยู่ในสภาพแวดล้อมของไทย  ย่อมเลี้ยงและดูแลง่ายกว่า อเมริกันบราห์มัน ครับ  ขนาดนำไปเลี้ยงที่ตะกั่วป่า  จ.พังงา   ยังสบายเลยครับ
  ครับ  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  กำแพงแสน  จ.นครปฐม

kai1973:
เลี้ยงอะไรก็ได้ครับมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ที่เราจะใส่ใจกับเรื่องใหนมากกว่า..ที่สำคัญทัศนคติต่อสิ่งที่เราเลี้ยงต้องดีนะครับ :)

konthain(นพ):
เอาเรื่องราวของวัวกำแพงแสนมาฝากครับ


โคพันธุ์กำแพงแสน
สุดยอดโคเนื้อแห่งปีในงานเวิลเทค 95
มื่อวันที่ 2 - 4 ธันวาคม 2538 รัฐบาลไทย โดยกรมปศุสัตว์และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดการประกวดโคเนื้อขึ้นในงาน Worldtech’ 95 การประกวดครั้งนี้เป็นการประกวดในระบบสากล ผู้ที่เป็นกรรมการตัดสินเป็นผู้เชี่ยวชาญจาก สมาคมผู้บำรุงพันธุ์โคบราห์มัน และสมาคมโคพันธุ์ซิมเมนทอลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาแห่งละ 1 ท่าน โคที่นำมาประกวดในงานนี้มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นที่นิยมของเกษตรกรไทย คือ
1. พันธุ์บราห์มัน

2. พันธุ์ลูกผสมโคเมืองร้อน (ลูกผสมบราห์มัน หรือลูกผสมฮินดูบราซิล)
3. พันธุ์เดราท์มาสเตอร์
4. พันธุ์กำแพงแสน
โดยได้ทำการประกวดกันเองในแต่ละพันธุ์ จนกระทั่งได้โคที่ดีที่สุด ซึ่งเรียกตำแหน่งนี้ว่า โคยอดเยี่ยม (GRAND CHAMPION) ของพันธุ์นั้น ๆ
เมื่อได้โคยอดเยี่ยมของแต่ละพันธุ์แล้ว(พันธุ์ละ 1 ตัว) ก็นำโคยอดเยี่ยมเหล่านั้นมาประกวดกันอีกครั้งเพื่อหาโคที่เป็นสุดยอดโคเนื้อแห่งปีในงาน WORLDTECH’95 (SUPER GRAND CHAMPION) ผลปรากฏว่า โคพันธุ์กำแพงแสนเพศผู้ เบอร์ K11-36/241 สามารถคว้าตำแหน่งสูงสุดนี้ได้
เนื่องจากโคพันธุ์กำแพงแสน เป็นโคเนื้อพันธุ์แรกที่พัฒนาขึ้นเองในประเทศไทย จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับของวงการและสามารถชนะโคพันธุ์อื่น ๆ ซึ่งสั่งพันธุ์มาจากต่างประเทศในราคาแพงได้จึงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

ทำความรู้จักกับโคพันธุ์กำแพงแสน
ประวัติความเป็นมา
เมื่อพ.ศ.2506 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ศ.ดร.จรัญ จันทลักขณา และอาจารย์ประเสริฐ เจิมพร ได้สั่งน้ำเชื้อแข็งโคเนื้อพันธุ์เฮอร์ฟอร์ดเข้ามาทดลองผสมกับโคไทยและกับโคไทยเลือดผสมเรดซินดิ ที่สถานีฝึกนิสิตทับกวางปรากฎว่า ลูกครึ่งที่ได้จากการทดลองโตเร็วขึ้นและไม่มีปัญหาในการเลี้ยงดู แต่สีสรรค์ของลูกผสมออกจะเลอะเทอะสักหน่อย ต่อมาในปี 2512 เมื่อมีการย้ายโคจากสถานีทับกวางมากำแพงแสน จึงได้ใช้น้ำเชื้อพันธุ์ชาโรเลส์เพิ่มขึ้นอีกพันธุ์หนึ่ง พบว่าโคลูกผสมพื้นเมือง*ชาโรเลส์ เติบโตดีและเลี้ยงง่ายอีกทั้งสีสรรมีความสม่ำเสมอกว่าโคลูกผสมพื้นเมือง*เฮียร์ฟอร์ด จึงได้ทำการผสมยกระดับเลือดชาโรเลส์ขึ้นไปเป็น 75% ปรากฏว่าแทนที่จะดีขึ้นกลับพบว่าโคทีมีเลือดเมืองหนาว 75% เลี้ยงยากมากและมีปัญหาเรื่องสุขภาพ(ในสภาพปล่อยทุ่ง) ต่อมา ได้ทดลองผสมพันธุ์ให้เป็นโค 3 สายเลือดคือนำพันธุ์บราห์มันเข้ามาร่วมกับโคไทย และชาโรเลส์ ทำให้ได้ลูกผสมที่ได้มีสีสม่ำเสมอ เลี้ยงง่าย โตเร็วและให้เนื้อคุณภาพดี ในระยะแรกๆ(2525-2530)ทำการผสมเป็น 2 แนวทางคือทำให้มีเลือดโคไทย 25% บราห์มัน 25% และชาโรเลส์ 50% เรียกว่า กำแพงแสน 1 และทำให้มีเลือดโคไทย 12.5% บราห์มัน 25% และชาโรเลส์ 62.5% เรียกว่า กำแพงแสน 2 แต่ภายหลังพบว่า กำแพงแสน2 เลี้ยงยากกว่าในสภาพปล่อยทุ่ง จึงตัดออกจากแผนผสมพันธุ์ เหลือเฉพาะกำแพงแสน1 และเรียกว่าพันธุ์กำแพงแสน ตั้งแต่ปี 2530เป็นต้นมา หลังจากนั้นได้ก่อตั้งสมาคมเพื่อจดทะเบียนรับรองพันธุ์ประวัติ เมื่อ พ.ศ.2534 นับเป็นโคพันธุ์แรกที่สร้างขึ้นในประเทศไทย

ความหมายของโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน
คือ โคที่มีเลือดพื้นเมือง 25 เปอร์เซ็นต์ บราห์มัน 25 เปอร์เซ็นต์ ชาโรเลส์ 50 เปอร์เซ็นต์ มีสีขาวครีม-เหลืองทั้งตัว มีลักษณะและคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานความเป็นเลิศของโคพันธุ์กำแพงแสนซึ่งสมาคมฯกำหนดขึ้น
สาเหตุที่ใช้ชื่อว่า “กำแพงแสน” เพราะการตั้งชื่อพันธุ์โคโดยทั่วไป นิยมใช้ชื่อถิ่นกำเนิดของโคนั้น ๆ เป็นชื่อพันธุ์ เช่น พันธุ์อเบอร์ดีน-แองกัส เป็นโคที่กำเนิดขึ้นตรงรอยต่อระหว่างเมืองอเบอร์ดีนกับเมืองแองกัส ในประเทศอังกฤษ พันธุ์ซิมเมนทอลเกิดที่หุบเขาซิมเมน ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น ส่วนโคเนื้อพันธุ์แรกที่ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นในประเทศไทย กำเนิดขึ้นที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จึงให้ชื่อว่า “พันธุ์กำแพงแสน”

สาเหตุที่สร้างโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน

การสร้างโคพันธุ์ “กำแพงแสน” เป็นการปรับปรุงพันธุ์โคพื้นเมืองของไทย คุณสมบัติที่ดีเลิศของโคพื้นเมืองที่ไม่มีโคพันธุ์ใดเทียบได้ คือความสมบูรณ์พันธุ์ ได้แก่ เป็นสัดเร็ว ผสมติดง่าย ทั้ง ๆ ที่ได้รับอาหารไม่ค่อยสมบูรณ์นักก็ยังให้ลูกทุกปี แต่เนื่องจากโคพื้นเมืองไม่สามารถนำมาเลี้ยงเป็นโคขุนในระบบธุรกิจได้ ทั้งนี้เพราะมีขนาดตัวเล็ก และโตช้า จึงได้มีการปรับปรุงโคพื้นเมืองโดยการนำโคพันธุ์บราห์มันมาผสมเพื่อให้ได้ลูกมีขนาดใหญ่และโตเร็วขึ้นแต่เป็นที่ทราบกันทั่วโลกว่า โคอินเดีย (บราห์มันและฮินดูบราซิล) มีข้อด้อยเรื่องความสมบูรณ์พันธุ์ การยกระดับเลือดโคบราห์มันให้สูงขึ้นจะมีปัญหาการผสมติดยากมากขึ้น ยิ่งถ้าหากได้รับอาหารไม่สมบูรณ์ โคจะไม่ยอมเป็นสัด นอกจากนี้คุณภาพของเนื้อโคบราห์มันก็ด้อยกว่าโคเมืองหนาว ดังนั้นทางโครงการจึงพยายามรักษาเลือดโคพื้นเมืองไว้ 25 % เพื่อให้คงความดีของความสมบูรณ์พันธุ์ และจำกัดเลือดบราห์มันไว้เพียง 25 % เพื่อให้โครงร่างใหญ่ขึ้นโดยที่เรื่องความสมบูรณ์พันธุ์ยังไม่เกิดปัญหา แล้วนำโคพันธุ์ชาโรเลส์ มาช่วยในเรื่องการให้เนื้อ และการเจริญเติบโต แต่โคพันธุ์ชาโรเลส์เป็นโคเมืองหนาว ซึ่งไม่สามารถทนต่ออากาศร้อนบ้านเราได้ จึงจำกัดเลือดของโคพันธุ์ชาโรเลส์ไว้เพียง 50 %
โดยสรุปคือ การสร้างโคพันธุ์ “กำแพงแสน” ก็เพื่อให้ได้พันธุ์โคที่มีคุณสมบัติเป็นโคเนื้อที่ดีครบถ้วนสำหรับเลี้ยงในสภาพทั่วไปของประเทศไทย โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ (โคพื้นเมือง) เป็นพันธุ์พื้นฐาน


ในการสร้างและพัฒนาโคพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกนั้น ในระยะแรก ๆ คุณลักษณะของโคพันธุ์นั้น ๆ อาจจะยังไม่ดีนัก แต่ได้มีการตั้งคุณลักษณะของโคในอุดมคติที่ต้องการไว้ แล้วพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้โคที่มีคุณลักษณะตรงตามที่ตั้งไว้ โคที่สมาคมจะจดทะเบียนรับรองพันธุ์ให้ก็ต้องมีลักษณะตรงกับลักษณะในอุดมคติดังกล่าวนี้ ในการคัดเลือกโคไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์และในการประกวดโคก็จะอิงลักษณะและคุณสมบัติที่ตั้งไว้นี้เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ลักษณะในอุดมคติดังกล่าวนี้เรียกกันตามหลักสากลว่า มาตรฐานความเป็นเลิศ (Standard of Exellence) สำหรับมาตรฐานความเป็นเลิศของโคพันธุ์กำแพงแสน ได้มีการกำหนดและปรับปรุงครั้งสุดท้ายในที่ประชุมกรรมการบริหารสมาคมโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสนเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2548


เมื่อมีการสร้างพันธุ์ใหม่จากการเอาโคพันธุ์ดั้งเดิม 2 พันธุ์ หรือมากกว่ามารวมกัน ลูกที่เกิดมาในช่วงแรก ๆ จะมีความผันแปรในเรื่องรูปร่างและสี แต่ลักษณะหลัก ๆ ทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราการเจริญเติบโต และน้ำหนักเมื่อหย่านมมีความผันแปรน้อยมาก เพราะลักษณะเหล่านี้ถูกควบคุมด้วยยีนหลายคู่ อย่างไรก็ตามถ้าจะให้คุณสมบัติทุก ๆ อย่างคงที่ต้องเอาสัตว์ที่เหมือนกันผสมกับสัตว์ที่เหมือนกันหลาย ๆ ชั่วก็จะได้สัตว์ที่มีลักษณะคงที่
สมาคมโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน ได้ตั้งกฎหรือแผนผสมพันธุ์เพื่อให้เกิดพันธุ์แท้ขึ้น ทำนองเดียวกับที่ใช้ในพันธุ์เดราท์มาสเตอร์และพันธุ์แบรงกัส โดยเริ่มจากโคเพศเมียที่มีลักษณะตรงตามมาตรฐานพันธุ์กำแพงแสน จะได้รับการจดทะเบียนพันธุ์กำแพงแสน D1 เมื่อได้ D1 เพศเมีย ผสมพันธุ์กับพ่อพันธุ์กำแพงแสนที่จดทะเบียนแล้ว ลูกที่ได้จะสามารถจดทะเบียนเป็น D2 เมื่อทำการผสมยกระดับจนกระทั่งถึง D5 ก็ให้ถือเป็นโคกำแพงแสนพันธุ์แท้ (ดูรายละเอียดในแผนผัง) โดยสรุปของการเลื่อนระดับ D คือ D ของลูกจะสูงกว่าพ่อหรือแม่ที่ระดับ D ต่ำกว่า 1 ระดับ เช่น พ่อ D4 ผสมกับแม่ D1 ลูกจะเป็น D2 เป็นต้น

วัวกำแพงแสนเป็นวัวที่คิดค้นสร้างพันธุ์ขึ้นมาเพื่อเลี้ยงในปรเทศไทยเลยครับ เกษตรกรสามารถพัฒนาสร้างขึ้นมาได้เอง
โดยเริ่มจะวัวพื้นเมืองที่มีอยู่แล้วครับ เรื่องวัวกำแพงแสนนี่วัวในดวงใจเลยครับ เคยไปอบรมโคเนื้อที่กำแพงแสนมาแล้ว
 ;)

loongthong:
เห็นแล้วชอบมากครับ   ขอบคุณข้อความดีๆมากครับ

dongpradu:
เลี้ยงวัวมาสิบกว่าปี ผมว่าเหนื่อยที่สุดก็ตรงที่คนเลี้ยงวัวชอบบอกว่าพันธุ์นี้ซิดี พันธุ์นั้นไม่ดี
ที่ถูกแล้ว น่าจะมองว่า วัวพันธุ์ไหนเหมาะสมกับเรามากกว่า ทั้ง ความชอบ ทุน วิธีการเลี้ยง เป้าหมาย ตลาด ฯลฯ
แต่ละรายก็ลวนแต่มีปัจจัยที่แตกต่างกันทั้งนั้นครับ แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือ เป็น คนเลี้ยงวัวด้วยทั้งนั้นครับ
 :)

สำหรับผม ทำมาเยอะ ทั้ง กพส บราห์มัน จนมาถึง โลว์ไลน์แองกัส และ บีฟมาสเตอร์
ก็ไม่เคยคิดว่า จะหยุดที่พันธุ์ใดพันธุ์หนึ่ง และยังคิดว่าทุกคนก็สามารถเลี้ยงหลายๆพันธุ์ไปพร้อมกันก็ได้ด้วย
วันนี้ 60ตัวที่ดงประดู่ฟาร์ม เมื่อก่อนอาจจะมุ่งเป้าไปที่ กพส
แต่ปัจจุบัน ผมเอาแม่ กพส มาใส่บีฟและโลว์ไลน์ ก็เพราะสำหรับผมเอง ถ้ากพส.ยังไม่มี น้ำเชื้อD5 มาให้ผมต่อยอด
ผมก็คงต้องรอ เพราะน้ำเชื้อ กพส ที่มีอยู่ปัจจุบัน ยังไม่ตอบโจทย์การผลิต D2-D3 ของผม
นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ายังไม่เหมาะกับฟาร์มของผม (D1 สวยทุกตัวครับ ยืนยัน) 

ขณะเดียวกัน ลูกบีฟและโลว์ไลน์ ในสภาพแวดล้อมแบบที่ฟาร์มของผม
กลับให้ผลผลิตที่ถูกใจผมมากกว่า เพราะผมต้องการตอบโจทย์ วัวเลือดยุโรปที่โตเร็วและใช้อาหารข้นน้อย
ซึ่งโจทย์ของผมก็อาจจะไม่ตรงกับอขงท่านอื่น ดังนั้นคำตอบเราอาจจะไม่เหมือนกัน ไม่ได้มีใครผิดครับ
มีแต่เพื่อนเลี้ยงวัวด้วยกันทังนั้น
 ;)

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว