อยากเลี้ยงวัวพื้นเมือง

(1/3) > >>

atipak:
อยากเลี้ยงวัวพื้นเมือง ซัก 4 ตัว  เพื่อเอาขี้ทำปุ๋ยใส่ต้นไม้ในสวน   แต่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงวัว รบกวนท่านสมาชิกให้คำแนะนำครับ

ดวงพร:
วัวพื้นบ้านเลี้ยงไม่ยากอะไรคะขอเพียงมีพื้นที่จะเลี้ยงแบบใหนแบบปล่อยก็ควรมีรั้วล้อมปัญหาของเกษตรกรที่ตอนนี้ไม่เลี้ยงวัวเพราะไม่มีพื้นที่ที่จะเลี้ยงถ้าเป็นหน้าแล้งพอมีพื้นที่แต่พอหน้า ทำนา นี่แย่เลยไม่มีที่ปล่อยจึงเป็นสาเหตุที่คนไม่ค่อยได้เลี้ยงวัวพื้นบ้านกันเท่าไหร่ค่ะ ตอนนี้ใครมีวัว ขี้วัว มีราคาขึ้นมากถ้ามีพื้นที่ก็เลี้ยงไปเถอะค่ะอาจมีปลูกหญ้าบ้างเผื่อเวลาหน้าร้อนหญ้าไม่มี และ ตุนฟางข้าวไว้ให้วัวกินเลี้ยงวัวเหมือนกับเก็บเงินออมนะคะ ขี้วัวตอนนี้ขายได้ราคาค่ะ

เคยเลี้ยงเหมือนกันแต่ไม่มีเวลาดูแลเลยต้องขายไปค่ะ ;D


BoY NakonChuM:
ผมว่าถ้ายังไม่เคยเลี้ยงก็เลี้ยงสักคู่ดีกว่ามังครับ  เพราะถ้าเลี้ยงเอาขี้วัวก็ลองก่อน เพราะวัวต้องกินทุกวันนะครับถึงเวลาไม่ปล่อยเค้าก็จะร้องลั้นคอกแล้ว 
ถ้าเลี้ยงน้อยๆก่อน เวลาไม่มีเวลาเอาไปมัดก็ยังหาหญ้าให้กินไม่มากเท่ากับเลี้ยงวัวหลายๆตัว  ถ้าวัว 4 ตัวนี้ผมว่าต้องตัดหญ้าสดให้วัวกินวันละคันรถปิกอับแหละครับวัวถึงจะสมบูรณ์ดี  อย่างลืมนะครัววัวนี้ต้องเลี้ยงทุกวัน 

konthain(นพ):
อ้างจาก: ดวงพร ที่ มีนาคม 30, 2011, 10:07:30 AM

วัวพื้นบ้านเลี้ยงไม่ยากอะไรคะขอเพียงมีพื้นที่จะเลี้ยงแบบใหนแบบปล่อยก็ควรมีรั้วล้อมปัญหาของเกษตรกรที่ตอนนี้ไม่เลี้ยงวัวเพราะไม่มีพื้นที่ที่จะเลี้ยงถ้าเป็นหน้าแล้งพอมีพื้นที่แต่พอหน้า ทำนา นี่แย่เลยไม่มีที่ปล่อยจึงเป็นสาเหตุที่คนไม่ค่อยได้เลี้ยงวัวพื้นบ้านกันเท่าไหร่ค่ะ ตอนนี้ใครมีวัว ขี้วัว มีราคาขึ้นมากถ้ามีพื้นที่ก็เลี้ยงไปเถอะค่ะอาจมีปลูกหญ้าบ้างเผื่อเวลาหน้าร้อนหญ้าไม่มี และ ตุนฟางข้าวไว้ให้วัวกินเลี้ยงวัวเหมือนกับเก็บเงินออมนะคะ ขี้วัวตอนนี้ขายได้ราคาค่ะ

เคยเลี้ยงเหมือนกันแต่ไม่มีเวลาดูแลเลยต้องขายไปค่ะ ;D





ขอแซวหน่อยนะครับ วัวในรูปของพี่ดวงพร ไม่ใช้วัวพื้นเมืองธรรมดาแล้วครับ แต่เป็นวัวF (ลูกผสมพื้นเมืองกับบราห์มันแดงเสียด้วย)
สมัยวัวแพงๆนี้ตัวขนาดเท่าในภาพนี่ตัวละหมื่นกว่าเลยนะครับ ;D
มารู้จักวัวพื้นเมืองของไทยกันครับ
    โคพื้นเมือง ได้มีการเลี้ยงดูมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดในสายพันธุ์ดั้งเดิมและประวัติความเป็นมาในอดีต โคพื้นเมืองจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคของประเทศ โดยโคพื้นเมืองจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคของประเทศ โดยโคพื้นเมืองแท้ๆจะอยู่ในเขตภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนทางภาคเหนือและภาคใต้โคพื้นเมืองบางส่วนจะมีรูปต่างแตกต่างกันออกไป เพราะมีสายเลือดโคอื่น โดยเฉพาะโคอินเดียวผสมปนเปไปบ้างแล้ว จึงมีโครงสร้างใหญ่ โดยเฉพาะพ่อโคบางตัวอาจะมีน้ำหนักตัวสูงถึง 480 กิโลกรัม โคพื้นเมืองจัดอยู่ในกลุ่มโคอินเดีย Bos indicus มีขนาดค่อนข่างเล็ก มีขนสั้นเกรียน โดยทั่วไปมีลำตัวสีน้ำตาลแกมแดง แต่อาจมีสีแตกต่างกันหลายสี เช่น ดำ แดง น้ำตาล ขาว เหลือง เป็นต้น หน้ายาวบอบบาง หน้าผากแคบ ตะโหนก (hump) เล็ก เหนียงคอ (dewlap) และหนังใต้ท้องไม่มากนัก ใบหูเล็ก นิสัยเปรียว ตื่นตกใจง่ายรักฝูง จดจำฝูงได้ดี มีความแข็งแรงทนทาน และอดทนมาก จึงเป็นโคสำหรับใช้งานโดยแท้จริง ทนทานต่อสภาพแวดล้อมอากาศร้อนชื้น โรคพยาธิและแมลงได้ดี มีความสามารถใช้อาหารหยาบที่มีคุณภาพต่ำ แต่มีลักษณะด้อย คือ การเจริญเติบโตต่ำ

โคพื้นเมืองในประเทศไทย แบ่งออกตามลักษณะรูปร่างภายนอกและวัตถุประสงค์การเลี้ยงได้ 4 สายพันธุ์ คือ

 1. โคพื้นเมืองโคอีสาน
การกระจายของประชากร เลี้ยงกันมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งตอนล่างและตอนบน เพื่อใช้ลากจูง เทียมเกวียน และเป็นอาหารโปรตีนที่สำคัญโดยเฉพาะในงานพิธีและเทศกาลที่สำคัญ ในปี 2535 กรมปศุสัตว์จัดซื้อโคเพศผู้ 10 ตัว เพศเมีย 100 ตัว นำไปเลี้ยงและขยายพันธุ์ที่ หน่วยบำรุงพันธุ์สัตว์บุณฑริก อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี และในปี 2543 ได้จัดซื้อเพิ่มเติมเป็นโคเพศผู้ 8 ตัว และเพศเมีย 200 ตัว นำไปเลี้ยงที่ หน่วยบำรุงพันธุ์สัตว์บุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี และสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ
ลักษณะประจำพันธุ์ มีขนสั้นเกรียน โดยทั่วไปมีลำตัวสีน้ำตาลแกมแดง แต่อาจมีสีแตกต่างกันหลายสี เช่น ดำ แดง น้ำตาล ขาว เหลือ เป็นต้น หน้ายายบอบบาง หน้าผากแคบ ตะโหนกเล็ก เหนียงคอ และหนังใต้ท้องไม่มากนักมีรูปร่างขนาดเล็ก น้ำหนักแรกเกิด 16 กก. น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วันเฉลี่ย 94 กก. น้ำหนักโตเต็มที่ เพศผู้ 300 - 350 กก. เพศเมีย 22 -250 กก. อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 2.71 ปี ระยะการอุ้มท้อง 270 - 275 วัน ช่วงห่างการให้ลูก 395 วัน

2. โคขาวลำพูน
ลักษณะประจำพันธุ์
    เขา และกีดเท้า มีสีน้ำตาลส้ม ขอบตา และเนื้อจมูก มีสีชมพูส้ม ขนพู่หาง สีขาวไม่มีเหนียงสะดือ ขนาดเหนียงคอปานกลางไม่พับย่นมากเหมือนกับโคบราห์มัน น้ำหนักแรกเกิด 18 กก. น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วันเฉลี่ย 122 กก. น้ำหนักโตเต็มที่เพศผู้ 350 - 450 กก.เพศเมีย 300 - 350 กก. อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 2.5 ปี ระยะการอุ้มท้อง 290 - 295 วัน ช่วงห่างการให้ลูก 460 วัน
การกระจายของประชากร โคขาวลำพูนเป็นโคพันธุ์พื้นเมืองพันธุ์หนึ่ง ประวัติความเป็นมาอย่างไรไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด กลุ่มคนบางคนเล่าว่า เกิดจากการกลายพันธุ์ของโคพื้นเมืองในสมัยพระนางจามเทวี เป็นสัตว์คู่บารมีของชนชั้นปกครองสมัยนั้น จากการออกสำรวจของเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกี่ยวกับข้อมูลของโคขาวลำพูน โดยออกเยี่ยมเยียนเกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ให้ข้อมูลในลักษณะเดียวกันว่า "โคขาวลำพูนได้พบเห็นมาช้านานแล้วอย่างน้อยก็ 70 -80 ปี และจะพบเห็นมากที่สุดในเขตพื้นที่ของจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ เท่านั้น" เกษตรกรบางท่านเล่าว่า "ชาวเมืองลำพูนนิยมใช้โคขาวลำพูนลากเกวียน เพราะจะทำให้มีสง่า ราศีดี เนื่องจากเป็นโคที่มีลักษณะใหญ่และมีสีขาวปลอดทั้งตัว ใครที่มีโคขาวลำพูนเทียมเกวียนในสมัยก่อนเปรียบได้กับการมีรถเบนซ์ไว้ขับในสมัยนี้นั่นเอง และเนื่องจากมีต้นกำเนิดที่จังหวัดลำพูน จึงเรียกโคพันธุ์นี้ว่า "โคขาวลำพูน" จากคุณสมบัติที่มีลักษณะเด่นและเป็นลักษณะเฉพาะพันธุ์ โคขาวลำพูนจึงได้รับการคัดเลือกเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญดังเช่น พระโคเพชร และพระโคพลอย ในปี 2537พระโครุ่ง และพระโคโรจน์ในปี 2538 เป็นต้น
ในปี 2539 กรมปศุสัตว์จึดซื้อโคเพศผู้ 20 ตัว เพศเมีย 100 ตัว นำไปเลี้ยงและขยายพันธุ์ที่ สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์พะเยา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา และในปี 2543 ได้จัดซื้อเพิ่มเติมเป็นโคเพศผู้ 8 ตัว และเพศเมีย 200 ตัว นำไปเลี้ยงที่สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์พะเยา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา และสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์แพร่ จังหวัดแพร่

3. โคพื้นเมืองภาคใต้ (โคชน)
 ลักษณะประจำพันธุ์
มีสีแดง สีน้ำตาลอ่อน ดำ และด่าง ไม่มีเหนียงสะดือ มีเหนียงคอบาง น้ำหนักแรกเกิด 15 กก. น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วันเฉลี่ย 88 กก. น้ำหนักโตเต็มที่ เพศผู้ 280 - 320 กก.เพศเมีย 230 - 280 กก. อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 3 ปี ระยะการอุ้มท้อง 270 - 275 วัน
การกระจายของประชากร นิยมเลี้ยงกันมากทางภาคใต้ ซึ่งจากการที่คนภาคใต้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เมื่อหลังฤดูเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมีนาคม - เมษายน ชาวนาจะปล่อยโคออกหากินตามท้องทุ่งเป็นฝูงใหญ่ โคจากในหมู่บ้านและต่างหมู่บ้านมีโอกาสได้พบกัน ประกอบกับเป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์โคตัวผู้จังชนกันแย่งชิงเป็นจ่าฝูง เพื่อจะได้ยึดครอบโคตัวเมีย ชาวบ้านจึงได้เห็นลีลาการชนของโคบางตัว เกิดความรู้สึกพอใจ ประทับใจ และคัดเลือไว้เป็นโคชน ซึ่งโคชนจะต้องเป็นโคตัวผู้ที่มีลักษณะดี มีอายุประมาณ 4 -6 ปี ต้องมีสายพันธุ์เป็นโคชนโดยเฉพาะ ผ่านการเลี้ยงดูฟิตซ้อมให้ร่างกายแข็งแรงและฝึกชนบ่อย ๆ จนกลายเป็นโคชนที่มีคุณสมบัติเด่นเฉพาะ เช่น แข็งแรงสมบูรณ์ มีไหวพริบในการชน และทรหดอดทนเป็นพิเศษ เป็นต้น โคชนมีมากที่สุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง และสงขลา
      ในปี 2538 กรมปศุสัตว์จัดซื้อโคเพศผู้ 10 ตัว เพศเมีย 100 ตัว นำไปเลี้ยงและขยายพันธุ์ที่ สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์นครศรีธรรมราช อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และในปี 2543 ได้จัดซื้อเพิ่มเติมเป็นโคเพศผู้ 24 ตัว และเพศเมีย 600 ตัว นำไปเลี้ยงที่ สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์นครศรีธรรมราช สถานีบำรุงพันธ์สัตว์เทพา อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์กระบี่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ และสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ตรัง อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง

4.โคพืนเมืองภาคกลาง(วัวลาน)
ลักษณะประจำพันธุ์ นิสัยเปรียว ตื่นตกใจง่าย ลำตัวยาวบาง มีสีแดง สีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลแก่ ดำ และด่างไม่มีเหนียงสะดือ มีเหนียงคอบาง น้ำหนักแรกเกิด 14 กก. น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วันเฉลี่ย 78 กก. น้ำหนักโตเต็มที่ เพศผู้ 280-300 กก. เพศเมีย 200-260 กก. อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 3 ปี ระยะการอุ้มท้อง 270-275 วัน
      ในปี 2543 กรมปศุสัตว์จัดซื้อโคเพศผู้ 4 ตัว เพศเมีย 100 ตัว นำไปเลี้ยงและขยายพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์หนองกวาง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
การกระจายของประชากร นิยมเลี้ยงกันมากในภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครปฐม และสุพรรณบุรี จากการที่เกษตรกรในจังหวัดดังกล่าวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เมื่อเพราะปลูกเสร็จแล้ว พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวเกษตรกรจะนำข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วมาวางเรียงวนในลักษณะวงกลม มีเสาไม้เป็นจุดศูนย์กลางสำหรับผูกโคราว(คาน) โดยใช้วิธีขอแรงงานจากโคของเพื่อนบ้านมาช่วย ซึ่งจะผูกโคเรียงเป็นแถวรายตัวให้พอเพียงกับข้าวที่ตั้งกองรายล้อมไว้ จากนั้นไล่โควิ่งวนเวียนรอบ ๆ เสาไม้ที่ปักไว้จนกว่าเมล็ดข้าวจะร่วงหล่นจากรวง เกษตรกรจะช่วยกันเก็บฟางข้าวออกจนหมดให้เหลือเฉพาะเมล็ดข้าวเปลือก หลังจากเสร็จสิ้นการเก็บข้าวแล้ว เกษตรกรจะมีเวลาว่างในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม จึงได้มีผู้คิดนำวิธีการนี้มาใช้และเพิ่มจำนวนโคที่วิ่งให้มากขึ้น นิยมจัดการแข่งขันในบริเวณวัด ต่อมาเริ่มจัดการแข่งขันนอกวัด จากเริ่มแรกเพื่อความสนุกสนานและต่อมาได้มีการพัฒนาวิธีการแข่งขันเรื่อย ๆ จนถึง ปี พ.ศ. 2500 จึงได้ริเริ่มเดิมพันการแข่งขันวิ่งวัวลานกันขึ้น

สรุปข้อดีข้อเสียของวัวพื้นเมืองของไทยสั้นๆนะครับ
ข้อดี ทนร้อนทนโรคแข็งแรงไม่ต้องดูแลมากเลี้ยงลูกเก่งเป็นสัดเร็วให้ลูกถี่ราคาถูกซื้อง่ายขายคล่อง สามารถพัฒนาสายพันธุ์ได้หลากหลายฯลฯ
ข้อเสีย อัตราแลกเนื้อต่ำ(โตช้า กินมากเท่าไหร่ก็โตขึ้นไม่มาก)ตัวเล็กได้เนื้อน้อยฯลฯ
เรื่องวัวๆนี่คุยกับผมได้ครับ แต่ก่อนคลั่งไคล้วัวมากๆเลย เดี๋ยวนี้เพลาๆไปเยอะครับ ;D
 ;)

phalikhit:
สนับสนุน
โคพื้นเมือง เลี้ยงง่าย (ไม่ต้องให้หัวอาหาร)
แต่โตช้า ราคาถูก

ไม่ว่าจะเลี้ยงโคชนิดใด  มันสามารถทำรายได้ให้อย่างน้อย 20 บาทต่อวันเลยนะครับ
ทั้งนี้ต้องตามเก็บมูลของมีนมาให้หมด  (ถ้าจะให้ดี เก็บฉี่มาด้วย  วันหนึ่งๆ มันจะถ่ายมูล 8 ครั้ง )
สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มโดยนำมูลวัวไปทำปุ๋ยหมัก แล้วขายปุ๋ยหมัก
ถ้าไม่ขายปุ๋ยหมัก ก็นำไปใช้เอง แล้วขายผลิตผลจากปุ๋ยหมักอีกที

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป