หน้า: 1 ... 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 [26] 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 ... 45   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สถานการณ์เปลี่ยน ราคาที่ดินเปลี่ยน  (อ่าน 100655 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Tommy_LA
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3340


« ตอบ #400 เมื่อ: กันยายน 19, 2011, 08:14:59 PM »

รากหญ้าอย่างเราพูดไม่มีเสียง ต้องให้ด๊อกเตอร์มาพูดถึงจะเป็นข่าว เนอะ

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000119310

นักวิชาการ เตือน สะพาน-ทางด่วน ทั่วกรุงเสี่ยงถล่มหากเกิดแผ่นดินไหว จี้รัฐเร่งตรวจสอบ หวั่นแผ่นดินไหวถล่ม แนะเจ้าของตึกเก่าเสริมความแข็งแรงอาคารควักเงินลงทุนแค่ 3-5% เสนอตั้งหน่วยงานกลางตรวจสอบอาคาร ด้าน กทม.แฉ วิศวกรไร้จรรยาบรรณ ปลอมลายเซ็นอื้อ ขณะที่ “เป็นหนึ่ง” เผยโมเดลเชียงใหม่ ระบุ หากแผ่นดินไหว 5.7 ริกเตอร์ ทำเมืองราบเป็นอัมพาต 2-3 ปี เสียหาย 1.5 แสนล้าน คนตายถึง 8 พัน...
       
...     
       
       “สิ่งที่น่าเป็นห่วงนอกเหนือจากอาคารถล่ม ก็คือ ทางด่วน และสะพานต่างๆ มีโอกาสที่คานจะหล่นจากหัวเสาได้ง่าย เพราะพื้นที่การตั้งวางมีระยะหมิ่นเหม่ต่อการตกมาก เมื่อเกิดแผ่นดินไหวก็อาจเคลื่อนตัวและหล่นลงมาได้ สะพาน และทางด่วนเหล่านี้แม้จะแข็งแรงก็จริง แต่ก็ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานรองรับที่ชัดเจน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งสำรวจตรวจสอบ เพราะการเกิดแผ่นดินไหวทำให้มีผู้เสียชีวิตเพียง 50% เท่านั้น แต่อีก 50% เสียชีวิตเพราะถูกสิ่งของหล่นทับ” รศ.ดร.อมร กล่าว
...
ดร.อมร กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ.2550 แต่ก็ไม่มีผลควบคุมย้อนหลังถึงอาคารเก่าที่ก่อสร้างก่อนปี 2550 ฉะนั้น เจ้าของอาคารควรให้ความสำคัญในการปรับปรุงแก้ไขอาคารจะช่วยลดความ รุนแรงของภัยพิบัติลงได้ โดยใช้งบลงทุนเพียงแค่ 3-5% ของการก่อสร้างอาคารเท่านั้น ใช้วิธีเสริมปลอกเหล็กเพิ่มเติมที่โคนเสาหรือหุ้มโคนเสาด้วยแผ่นคาร์บอนไฟ เบอร์ ซึ่งเหตุแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่นที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนน้อย เพราะตัวอาคารมีการออกแบบให้มีความเหนียวเป็นพิเศษ สามารถโยกตัวได้โดยไม่ถล่ม
       
       ทั้งนี้ ลักษณะของอาคารที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ตึกแถว ซึ่งใช้เสาขนาดเล็ก แต่คานใหญ่ อาคารจอดรถที่มีการแบ่งซอยพื้นที่จอดหลายชั้น โดยไม่มีคานรองรับ อาคารสูงที่ผนังชั้นล่างเปิดโล่งจะทำให้เสาอาคารมีโอกาสทรุดตัวได้ง่าย รวมทั้งบ้านเดี่ยวหรืออาคารที่ใช้ชิ้นส่วนสำเร็จในการก่อสร้าง ซึ่งไม่สามารถมั่นใจได้ว่ารอยต่อของแต่ละชิ้นส่วนจะแนบสนิทหรือแข็งแรงเพียง พอหรือไม่ นอกจากนี้ยังรวมถึงตึกสูงที่มีการออกแบบที่ผิดแปลกทำให้มีความเสี่ยงที่โครงสร้างอาคารจะถล่มได้
       
       
       
       ประธานคณะอนุกรรมการวิศวกรรมโครงสร้าง กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง 2550 ใน 4 ประเด็นให้ครอบคลุมอาคารเสี่ยงทุกประเภท ได้แก่ 1.อาคาร 1-2 ชั้น ที่มีความสูงตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้รอยเลื่อนแผ่นดินไหวทางภาคเหนือและภาคตะวันตก 2.กำหนดพื้นที่ซึ่งเป็นดินอ่อน ปัจจุบันมีเพียง 5 จังหวัดคือ กทม.และปริมณฑล แต่ควรขยายให้ครอบคลุม 14 จังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง ท่าจีน และเจ้าพระยา 3.เพิ่มการควบคุมอาคารประเภทโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานสารเคมีหรือวัตถุไวไฟ รวมทั้งสะพานและทางด่วนต่างๆ และ 4.ขยายขอบเขตการควบคุมอาคารเสี่ยงบริเวณภาคอีสานตอนบน ได้แก่ หนองคาย อุดรธานี และสกลนคร ซึ่งอยู่ใกล้รอยเลื่อนแผ่นดินไหวในประเทศลาว
       
       
       
       ประธานคณะอนุกรรมการวิศวกรรมโครงสร้าง กล่าวด้วยว่า ในอนาคตควรมีการตั้งหน่วยงานเฉพาะในการควบคุมและตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรง ของอาคารเก่าเพื่อรับมือภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันภาคเอกชนมีการปรับปรุงแก้ไขอาคารในลักษณะต่างคนต่างทำ ทำให้การตรวจสอบยังไม่ทั่วถึง
       
       
       
       ด้าน นายพินิต กล่าวว่า แม้รัฐจะมีการออกกฎกระทรวงที่รัดกุมแค่ไหนก็ตาม แต่หากทำไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ โดยปัญหาสำคัญ คือ จรรยาบรรณทางวิชาชีพของวิศวกรผู้ออกแบบอาคาร ส่งผลให้มาตรการควบคุมของรัฐล้มเหลว
       
       
       
       “ทุกวันนี้เกิดปัญหาวิศวกรยื่นแบบขออนุญาตก่อสร้างอาคารไม่ตรงตามความเป็นจริง โดยเอาแบบอื่นมาสวมแทน อีกทั้งมีการเซ็นชื่อในใบประจำตัววิศวกรแทนกัน นอกจากนี้ยังมีปัญหากระบวนการตรวจสอบ เนื่องจากเจ้าพนักงานไม่เพียงพอ” นายพินิต กล่าว
       
       
       
       อย่างไรก็ตาม นายพินิต กล่าวว่า ทางสำนักการโยธาอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อจูงใจให้เจ้าของอาคารเก่ามายื่นเรื่องขอตรวจสอบอาคาร เช่น มาตรการด้านภาษี โดยออกข้อบัญญัติลดหย่อนภาษีให้กับผู้ประกอบการที่มีการเสริมความมั่นคงอาคาร เป็นต้น
บันทึกการเข้า

Tommy_LA
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3340


« ตอบ #401 เมื่อ: กันยายน 19, 2011, 08:29:13 PM »

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่อง นโยบายบ้านหลังแรก อันนี้ผมก็ดีใจมากๆเลย
เพราะผมรู็ว่าคนไทยไม่มีระเบียบวินัย ทั้งทางการเงิน และทางด้านอื่น
และก็ออกจะเจ้าเล่ห์ เพราะจะมีการสวมสิทธิ์ กันมากมาย ค้ำสลับกันไปมา
เกิดการซื้อสิทธิ์ เพื่อการเก็งกำไร มีการทำสัญญาโอนลอย สารพัดวิธีจะหลีกเลี่ยง
ธนาคาร ก็จะอะลุ้มอะล่วย มากเป็นพิเศษ หวังหากินกับส่วนต่างของดอกเบี้ย
ในต่างประเทศ มีนโยบายแบบนี้ได้ ก็ด้วยที่เขาจะเก็บภาษีบ้านหลังที่สองขึ้นไป
และบ้านเช่า ในราคาที่สูงมาก เพราะถือเป็นของเกินความจำเป็น
ทั้งมีภาษีที่ดิน และภาษีมรดก ในอัตราที่ไม่อยากมีที่ดินส่วนเกิน และมรดกส่วนเกินกันเลย

สรุปเอาเองเลยแล้วกันว่า หลังจากนี้ อีก 5 ปี จะมีคดีล้มละลายเพิ่มขึ้น
มีที่ดินที่ของพ่อแม่ ใช้ค้ำประกันบ้านของลูก มีบ้านในโครงการ
ขายทอดตลาดเป็นจำนวนมาก แล้วแบบนี้ ใครจะไม่ชอบบ้าง...
บันทึกการเข้า
Nititep
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 339


คนตายเท่านั้น ที่ไม่มีความฝัน


« ตอบ #402 เมื่อ: กันยายน 20, 2011, 10:10:32 AM »

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่อง นโยบายบ้านหลังแรก อันนี้ผมก็ดีใจมากๆเลย
เพราะผมรู็ว่าคนไทยไม่มีระเบียบวินัย ทั้งทางการเงิน และทางด้านอื่น
และก็ออกจะเจ้าเล่ห์ เพราะจะมีการสวมสิทธิ์ กันมากมาย ค้ำสลับกันไปมา
เกิดการซื้อสิทธิ์ เพื่อการเก็งกำไร มีการทำสัญญาโอนลอย สารพัดวิธีจะหลีกเลี่ยง

แล้วจะมีโอกาสเกิด วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ ในเมืองไทยหรือเปล่าครับ คุณ Tommy

(ปล. เมืองไทยอาหารหลักไม่ใช่แฮมเบอร์ควรจะเรียกเป็นวิกฤตการณ์ข้าวปุ้น ดีกว่า)
บันทึกการเข้า
lookpu99
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 1647


« ตอบ #403 เมื่อ: กันยายน 20, 2011, 10:31:11 AM »

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่อง นโยบายบ้านหลังแรก อันนี้ผมก็ดีใจมากๆเลย
เพราะผมรู็ว่าคนไทยไม่มีระเบียบวินัย ทั้งทางการเงิน และทางด้านอื่น
และก็ออกจะเจ้าเล่ห์ เพราะจะมีการสวมสิทธิ์ กันมากมาย ค้ำสลับกันไปมา
เกิดการซื้อสิทธิ์ เพื่อการเก็งกำไร มีการทำสัญญาโอนลอย สารพัดวิธีจะหลีกเลี่ยง

แล้วจะมีโอกาสเกิด วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ ในเมืองไทยหรือเปล่าครับ คุณ Tommy

(ปล. เมืองไทยอาหารหลักไม่ใช่แฮมเบอร์ควรจะเรียกเป็นวิกฤตการณ์ข้าวปุ้น ดีกว่า)

ตอนต้มยำกุ้ง ปี 40 หนี้เน่าจากบริษัท องค์กร
หากใช้จ่ายเกินตัว นำเงินในอนาคตมาลงในทรัพย์ที่มีแต่เสื่อม เช่น รถยนต์ โทรศัพท์

อันนี้ได้ตามรอยเมกา ที่ระบบการเงินล้มเพราะรายย่อยไม่สามารถจ่ายหนี้ได้
..ขนลุก..
บันทึกการเข้า
kingphet
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 143


« ตอบ #404 เมื่อ: กันยายน 20, 2011, 11:24:23 AM »

เรากำลังจะเดินตามประเทศกรีซ หรือป่าวครับ... ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้
บันทึกการเข้า
Tommy_LA
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3340


« ตอบ #405 เมื่อ: กันยายน 20, 2011, 11:50:04 AM »

จริงๆคนไทยแท้ๆ ถูกกวาดต้อนไปพม่า กับโดนฆ่าตาย สมัยเสียกรุง เกือบหมดแล้ว
ที่เหลือเป็นผู้อพยพ ช่วงก่อนรัชกาลที่ 3 ระกว่างรัชกาลที่ 3-6 และช่วงรัชกาลที่ 7 จนถึงปัจจุบัน
ผู้อพยพเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าวานิช ชำนาญการค้าขาย โอกาสล้มทางธุรกิจมีน้อย
อีกพวกหนึ่งเป็นพวกที่หัดทำการค้า หรือทำการค้าไม่เป็น ไม่รู้จักคำว่าสินค้าทุน
อีกพวกนึงเป็นพวกเกษตรกร รัฐให้สิทธิหลายประการ มีที่ดินเป็นของตนเองก็รอดไป
ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองก็เข้ามาขายแรงงาน งานไม่มีก็ไม่มีที่ให้กลับแล้ว น่าสงสาร
แล้วก็พวกคนจนเมืองอย่างผม เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด มีแต่บ้านเช่าเขาอยู่
ไม่มีที่ดินไว้ผลิตอาหาร เพื่อความอยู่รอด ราคาข้าวของก็แพงขึ้นทุกวัน ไม่รู้จะทำไงดี

ส่วนเรื่องวิกฤตการณ์ จะไม่เป็นแฮมเบอร์เกอร์ไครซิส แต่จะเป็นแฮมเบอร์เกอร์ฮิลครับ
บันทึกการเข้า
P
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14


« ตอบ #406 เมื่อ: กันยายน 20, 2011, 11:54:12 AM »

ชอบกระทู้นี้จัง อายจัง อายจัง อายจัง
บันทึกการเข้า
lookpu99
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 1647


« ตอบ #407 เมื่อ: กันยายน 20, 2011, 12:09:21 PM »

ส่วนเรื่องวิกฤตการณ์ จะไม่เป็นแฮมเบอร์เกอร์ไครซิส แต่จะเป็นแฮมเบอร์เกอร์ฮิลครับ

อะไรค่ะ แฮมเบอร์เกอร์ฮิล
เดาว่า สุมปัญหาไว้ไม่ยอมแก้ หรือคนมีอำนาจก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร สุมไปเรื่อยๆ รอจน point of no return
ถ้าจะล้ม คือ รอจนล้มพร้อม ๆ กัน แทนที่จะมีใครคนหนึ่งเสียต้องเสียสละ
บันทึกการเข้า
Nititep
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 339


คนตายเท่านั้น ที่ไม่มีความฝัน


« ตอบ #408 เมื่อ: กันยายน 20, 2011, 12:59:39 PM »

จริงๆคนไทยแท้ๆ ถูกกวาดต้อนไปพม่า กับโดนฆ่าตาย สมัยเสียกรุง เกือบหมดแล้ว

คิดคล้ายๆกับผมเลย ไม่งั้นจะมีปรากฏการณ์เผาเมืองให้ได้เห็นเหรอครับ (ไม่ทราบว่าความเห็นนี้ จะล่อแหลมไปหรือเปล่า)
บันทึกการเข้า
somyos
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 108


« ตอบ #409 เมื่อ: กันยายน 20, 2011, 07:28:12 PM »

น่าจะเข้าใจผิดนะครับ คนไทยไม่ได้อยู่ในกรุงศรีอยุธยาทั้งหมดนนะครับ อยู่บรืเวณรอบๆกรุงฯทางทิศตะวันออกที่ไม่เกี่ยวกับการสู้รบและไม่ถูกกวาดต้อนไป มีอีกเยอะ
บันทึกการเข้า
Tommy_LA
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3340


« ตอบ #410 เมื่อ: กันยายน 20, 2011, 11:57:01 PM »

น่าจะเข้าใจผิดนะครับ...
ก็อาจเป็นไปได้ครับ แต่ที่เคยมั่นใจว่าเป็นคนไทย
สืบมาสืบไป ก็เป็น รามัญ มอญ ลาวเวียง ลาวลุ่ม เขมร
ก็เป็นผู้คนเมื่อครั้งที่เราเคยกวาดต้อนมาเหมือนกัน
แต่ก็ระบุยาก เพราะสมัยนั้นไม่มีรัฐประเทศ แบบปัจจุบัน  รูดซิบปาก
บันทึกการเข้า
somyos
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 108


« ตอบ #411 เมื่อ: กันยายน 21, 2011, 09:34:14 AM »

ถูกแล้วครับคุณทอมมี่ คนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์คิดว่าไม่มีหรอกสืบไปสืบมาเป็นมอญบ้าง ลาว ญวนบ้าง ส่วนผมทีแรกนึกว่าไทยแท้ แต่พอทราบทีหลังว่าปู่มีเชื้อแขก(อิหร่าน) กับจีน
บันทึกการเข้า
Nititep
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 339


คนตายเท่านั้น ที่ไม่มีความฝัน


« ตอบ #412 เมื่อ: กันยายน 21, 2011, 09:59:05 AM »

ส่วนผมทีแรกนึกว่าไทยแท้ แต่พอทราบทีหลังว่าปู่มีเชื้อแขก(อิหร่าน) กับจีน

เหมือนกันเลยครับ ทางปู่ย่ามีเชื้อสายลาวเวียงจันทร์ ซึ่งหมู่บ้านผมเป็นหมู่บ้านเดียวในตำบลที่ใช้ภาษาลาวเวียงจันทร์ และตอนนี้ก็ยังใช้กันอยู่ ส่วนทางตายายเป็นไทยปากคลอง(สุโขทัย) พูดไทยแบบเหน่อๆบางคำ
บันทึกการเข้า
Tommy_LA
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3340


« ตอบ #413 เมื่อ: กันยายน 21, 2011, 05:42:41 PM »

สมัยนั้น กรุงเทพ เป็นทะเล
ท่าเรืออยู่ที่... ถูกต้องแล้วคร๊าบ
อยู่ที่อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ย้อนไปไกลเลย
บันทึกการเข้า
natwara
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 619


« ตอบ #414 เมื่อ: กันยายน 21, 2011, 11:10:31 PM »

พูดถึงเศรษฐกิจฟองสบู่  มีอีกปัจจัยหนึ่งค่ะที่ส่อแวว  แถวชานเมืองนิคมอุตสาหกรรมมีนายทุนทำบ้านมือสองขายกันเยอะ  พร้อมทั้งหาสินเชื่อให้ด้วย  และกู้เกินราคาขายจริง  เขารู้วิธีทำให้ราคาประเมินสูง  คนซื้อบางคนไ่ม่ได้ต้องการบ้าน  แต่ต้องการเงินแสนส่วนเกิน  ถ้าถึงที่สุด  หรืออุบัติืเหตุเกิดส่งไม่ไหว  ไม่อยากคิดเลยค่ะ  และบ้านเหล่านี้ถูกประเมินราคามาสูงเสียด้วย   เคยมีคนรุ่นพ่อเล่าให้ฟังว่ามันเคยมีลักษณะนี้มาแล้ว  ไม่รู้รายละเอียดมากเท่าไรค่ะ  ตอนนั้นเป็นเด็กบ้านนอกเข้ากรุง  พึ่งทำงาน ไม่ค่อยรู้เรื่อง  เมื่อยุคต้มยำกุ้งอ่ะค่ะ  เหมือนประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย  ใครมีประสบการ   เอามาแชร์ให้่รุ่นหลังฟังหน่อยค่ะ  เป็นวิทยาทาน
บันทึกการเข้า
Vyuth
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 203


« ตอบ #415 เมื่อ: กันยายน 22, 2011, 07:42:50 AM »

สมัยนั้น กรุงเทพ เป็นทะเล
ท่าเรืออยู่ที่...

ถ้าภูมิประเทศอย่างที่ว่าก็น่าจะเก่ามากคงไปแถวๆอนาจักรทราวดี ฟูนาน ขอม ยุคนั้นกลุ่มไทยยังกระจัดกระจายไม่ได้รวมตัวกันชัดเจนไกลขนาดโน้นเลยหรือปล่าว กลุ่มชนไทย-ลาวที่ค่อนข้างชัดเจนเริ่มตั้งแต่สมัยเจ็งกิสข่านตรงกับเราเริ่มๆสุโขทัย ยังน่าสงสัยว่ากลุ่มชนที่อยู่ตรงนี้อย่างไทย-ลาวนั้นน่าจะเป็นกลุ่มใหญ่มีมานานมากแล้วแต่ทำไมเพิ่งเริ่มแข็งแกร่งในยุคนี้หรือขอม(อย่าเพิ่งเหมาว่าเขมรคือขอมมันจะเข้าทาง)ครอบงำอยู่ หรือเจงกิสข่านที่มีอิธิพลในตอนนั้นผลักดันขึ้นมาเพื่อให้ช่วยกันอะไรสักอย่างไม่ให้ไปกระทบจีนทางใต้  ผมว่าเชื้อสายชนกลุ่มไทย-ลาว-มอญ นี่สายเลือดมันปนๆกันมานามมากแล้ว ......... ท่านใดเชี่ยวชาญช่วยไขข้องใจด้วยครับ
ไปอ่านเก่าๆท่านบอกว่าสังคมคนไทยสงบสุขไม่ใช่สังคมเศรษฐกิจที่ชอบทำการค้าซื้อขายกันเป็นสังคมแลกเปลี่ยนชอบสนุกๆสบาบๆ(วันนี้ยังมีเกลื่อนไป)ก็น่าจะจริงเพราะเมื่อ50ปีมานี้อย่างแถวภาคกลางคนทำนาเอาข้าวมาแลกของสวน คนทำสวนเอาของสวนไปแลกข้าวชาวนาอย่างน้ำตาล(ปี๊บ)มะพร้าว ยังสงสัยว่าชาวนาเมื่อก่อนมีที่ดินเยอะแยะทำไมไม่ปลูกมะพร้าวเข้าน่าแล้งเอาข้าวมาแลกมะพร้าว
พอเข้ายุครัตนโกสินมีทั้งฝรั่งจีนแขกเข้ามามากขึ้น ก่อนนี้ก้มีแล้วแต่คงน้อยจนไม่อาจเปลี่ยนสังคมคนไทยได้ ทีนี่สายเลือดยิ่งปนเปกันหลายเชื้อ สังคมเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมันวุ่นวายคนไทยปรับตัวไม่ได้ไปกินต้มยำกุ้งก่อนเขาเลย แฮมเบอเกอร์นั้นลอกเรียนเราไป ขอเวลาสักหน่อยก็ปรับตัวได้ครับ อย่าทะเละกันจนเละไปทั้งสองข้างก่อนก็แล้วกัน.........จะกลับไปเริ่มชัยวรมันที่ 1 2 3.........จะฮาไม่ออกครับผม
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 [26] 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 ... 45   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: