หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 ... 75   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ขับรถแห่งชีวิตไปบนเส้นทาง....ผ่านไปทั่ว (มีสารพัน..เรื่องเล่า...บนกระบะท้ายรถ)  (อ่าน 352692 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #80 เมื่อ: มีนาคม 28, 2011, 01:30:49 PM »

วันหยุดถ้ามีโอกาส ชอบหาดู(หาขอ)ต้นไม้ไปปลูก ชอบอะไร เห็นอะไรดูดีขอแหลก
อาทิตย์นี้ไปเจอ มะเหมี่ยว สวยดี ขอเม็ดมาด้วยเลย เพาะยังไงเดี๋ยวค่อยว่ากัน

รวมๆครับ








Liked By: IMoOI, 5XXA
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....

Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #81 เมื่อ: มีนาคม 28, 2011, 01:38:47 PM »

อุปกรณ์(ถุง ดิน สารพัด ติดรถไว้ พร้อม) เก็บมาไม่รู้จะยังไง ทองหลาง เยอบีร่า หม่อน ลองๆไปแบบสนุกครับ ยิงฟันยิ้ม


พันธุ์ อะไรไม่รู้ครับ ตัด เก็บ



ตะขบอีกแล้ว เคยเพาะงอก เพาะง่าย เอาอีกๆ ยิงฟันยิ้ม


Liked By: IMoOI, 5XXA, Nimm
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
ทิดโส โม้ระเบิด
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5592


ณ เบื้องบูรพา มีป่าที่กำลังปลูก


« ตอบ #82 เมื่อ: มีนาคม 28, 2011, 01:42:50 PM »

จ๊ากกกก
เหยียบเบรคเถิดคร้าบบบบบ พ่อคู้ณณณณณณณณณณ
นั่นมันต้นร้อยผัวนะคร้าบ อะโห.. ของดีระหว่างชาย-หญิง ขึ้นอยู่คู่กัน
แบบนี้บ้านไหนมียาสูตรนี้ รับรองชีวิตคู่อยู่สุขสบายดีแน่นอนครับ
ตะโกใช้เปลือก รากร้อยผัวต้องใช้รากเด้อครับ
รับรองของดีแน่นอน
ท่านโปรดส่งมาเผื่อข้าพเจ้าด้วยเทอญ 555555

ไปละ   อิอิอิ ยิงฟันยิ้ม


Liked By: tid-ko, 5XXA
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 30, 2011, 03:11:05 PM โดย ทิดโส โม้ระเบิด » บันทึกการเข้า

วิสฺสาสสปรมา ญาติ ... ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง
keng
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1176



« ตอบ #83 เมื่อ: มีนาคม 30, 2011, 02:22:14 PM »

เห็นมะเหมี่ยวแล้ว.. น่าทานจังเลยครับ..ที่สวนอากาศเย็นไหมครับ.. ยิ้ม


Liked By: 5XXA
บันทึกการเข้า

ทำแค่พอดี รู้ว่าแรงทำได้แค่ไหน ไม่ทำเกินทุน และ กำลังตัว
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #84 เมื่อ: มีนาคม 31, 2011, 08:36:18 AM »

เห็นมะเหมี่ยวแล้ว.. น่าทานจังเลยครับ..ที่สวนอากาศเย็นไหมครับ.. ยิ้ม

มะเหมี่ยว มันจะออกทางเปรี้ยวๆไปหน่อย 
อากาศเย็นสดชื่นครับ ถ้าไม่มีลมแรง ไม่มีฝนมากเกิน น่าจะดีกว่านี้ครับ


Liked By: deer art, 5XXA
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
TonNamTonKla
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178



« ตอบ #85 เมื่อ: มีนาคม 31, 2011, 09:26:31 AM »

ช๊อบ ชอบกระทู้นี้....ยิงฟันยิ้ม

สามสิบ...ยอดอ่อน ลูกสามสิบ แกงคั่วอร่อยเหาะ ยิ้ม

เป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังสร้างสวนสนุกอ่ะ...


Liked By: deer art, 5XXA
บันทึกการเข้า
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #86 เมื่อ: มีนาคม 31, 2011, 10:24:06 AM »

ช๊อบ ชอบกระทู้นี้....ยิงฟันยิ้ม

สามสิบ...ยอดอ่อน ลูกสามสิบ แกงคั่วอร่อยเหาะ ยิ้ม

เป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังสร้างสวนสนุกอ่ะ...

ครับ....ขอบคุณมากครับที่ชอบ..
แสดงว่าเป็นเซียนสามสิบเหมือนกันน๊ะครับเนี่ย..
ผมกินมาตั้งแต่เด็กเลยครับ สามสิบ ใบอ่อนๆตัดมาลวกน้ำร้อน แล้วเคาะให้ร่วง(ในกระด้ง)
ผัดน้ำมันหรือไม่ต้องผัดก็ได้ พอแก้คิดถึงยอดอ่อนๆ(ที่ไปไม่ทันเก็บ)ได้ครับ


Liked By: deer art, 5XXA
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
ทิดโส โม้ระเบิด
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5592


ณ เบื้องบูรพา มีป่าที่กำลังปลูก


« ตอบ #87 เมื่อ: เมษายน 07, 2011, 01:21:08 PM »

สารภาพว่าไม่เคยกินครับ รสชาติเป็นอย่างไรหนอ

ไปละ   อิอิอิ ยิงฟันยิ้ม


Liked By: deer art, 5XXA
บันทึกการเข้า

วิสฺสาสสปรมา ญาติ ... ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #88 เมื่อ: เมษายน 07, 2011, 01:55:52 PM »

สารภาพว่าไม่เคยกินครับ รสชาติเป็นอย่างไรหนอ

ไปละ   อิอิอิ ยิงฟันยิ้ม

ทิดโส  รสชาดของ สามสิบ ขมอ่อมหล่อม กลมกลม

เอ...จริงๆ  เมื่อวานผมจะเล่าเรื่องข้างล่าง ไหงลงไม่ได้นา… ยิงฟันยิ้ม

เรื่องแย้นี่  ผมชำนาญอยู่หลายเรื่องครับ ทนๆอ่านหน่อยน๊ะครับ อาจจะจับต้นชนปลายลำบากหน่อยครับ
เพราะมันนานมาแล้ว เรื่องราวเหล่านี้เกิดสมัยเด็กๆครับ
แย้ ๆๆๆ เย้ๆๆๆ
อย่างแรกนี่ อร่อยมาก
อย่างสอง  การล่าแย้นี่ มี....ใช้หนังกระติ๊กยิงเอา  ใช้หมาล่า ใช้แร้วดัก ใช้ข่ายดักปลาดัก ใช้ด้ายไนล่อนดัก สองอย่างหลังนี่ไม่สร้างสรรค์เท่าไร หากทำแบบสองอย่างหลังนั้น ชาวบ้านชาวช่องเขาจะค่อนแคะเอา
อย่างเราๆ มันต้องหนังกระติ๊ก สมัยเด็กฝีมือยิงหนังกระติ๊ก ไม่เกินสอง-สาม นัดครับ หากอยูในระยะ ได้ตัวแย้ครับ
อย่างสาม ก็ปราดเปรียวยังกะแย้ ........วิ่งเร็ว
อย่างสี่นี่ อย่าให้มันกัดได้เชียว ฟันมันคมมาก กัดที่ได้เลือดครับ  ผมเองเคยโดนอยู่บ่อย
           
            มาว่ากันเรื่องการล่า.....แบบคลาสสิคมากๆในยุคผมก็จะต้อง มี.....
-หมาพรานตัวนึง
-เสียมเล่มนึง
-หนังกระติ๊ก พร้อมง่ามไม้ ที่มีคราบโลหิตแห้งๆของสัตว์ที่สิ้นอายุขัยด้วยหนังกระติ๊กอันนี้ ทาติดเอาไว้ นัยว่าจะยิ่งเพิ่มความ”หมาน”ให้กับเครื่องมือ”หาอาหาร”อันนี้
-พร้อมย่ามกระสุนแท็คติคอล(ฝากเพื่อน ขอหลวงพี่มา) กระสุนที่ดีต้องเป็นดินเหนียวปั้น ตากในร่มให้แห้งดำๆ จะให้ลูกกระสุนที่หนักแน่น แนวกระสุนวิ่งแน่วแน่ มั่นคง ต่างจากกระสุนที่ตากแดดให้แห้งแกร็กขาวๆ มันจะเบาและวิถีกระสุนอาจเฉๆได้
หากหาไม่ทัน ก็หาเก็บลูกรังที่ออกกลมๆตามทางก็ใช้ได้ครับ (แต่หินลูกรังมันออกจะคมๆ จะทำให้ เนื้อแย้ ที่จุดโดนยิง จะเละๆเสียๆได้)
     วันที่ดีสำหรับการออกหาอาหาร(แบบแย้ๆ)แบบนี้ก็คือ เรียงลำดับดังนี้ คืนวันศุกร์ ฝนต้องตกหนักๆ อ้าวแล้วมันเกี่ยวอะไรกะวันศุกร์ แล้วก็ทำไม่ต้องฝนตก   ก็ฝนตกก็นอนหลับกลางคืนสบายยังไงล่ะครับ ฮ่าๆๆ แล้วก็ รุ่งขึ้นมันก็จะหยุดเรียน แต่จริงๆเรื่องฝนนี่ช่วยเยอะกับการออกหาแย้   เช้าๆก็ลุ้น ว่าแดดต้องจัดๆแต่เช้าเลย
แดดมาเกี่ยวอะไรอีกล่ะนี่  ก็แย้ชอบออกหากินวันที่แดดจัดๆ หลังฝนตกมากๆครับ

        จากนั้นเช้าๆเราก็จะนัดเพื่อนๆ พวกทะโมนทั้งหลาย ว่าเราจะไปออกหาแย้กันที่ โคกไหน โนนไหน ดอนไหน ท้องถิ่นเขาจะมีชื่อเรียกโคกๆ ดอนๆ โนนๆ ต่างกันไป แต่ล่ะที่ก็จะมี ทรัพยากาณ์ด้านอาหาร ชุกชมแตกต่างๆกันไปตามลักษณะภูมิประเทศครับ
เช่น โนนข่อย ที่นี้จะหนักไปทางพวกนกๆ  แย้ ก็มีแต่ประปราย เพราะพื้นที่เป็นต้นไม้เยอะหน่อย (มีแน่ๆก็คือต้นข่อยที่กิ่งก้านเหนียวหนึบ พอๆกะมะขาม นี่หล่ะเยอะเลย)
ดอนตาล แย้ เพียบเลยดอนนี้ แต่เจ้าของที่ออกจะหวงๆ แต่หลังๆมาก็ทราบเหตุผลที่แกหวง เพราะเด็กๆ ยิงไม่เลือก แย้เล็กๆ แย้ตัวเมีย ยิงกันหมด ยิงกันแบบนี้แกบอกเดี๋ยวสูญ”แนว”(พันธุ์/ภาษาโคราช)  แย้ตัวผู้ ตัวใหญ่ๆไม่หวง และแกก็ไม่ให้ขุดแย้ แล้วก็ไม่ให้เอาหมาโกยแย้ แกบอกเสียที่แก จะเป็นหลุมๆไปทั่วดอนแกว่างั้น หวงๆยังงั้น เผลอๆพวกเราก็แอบเข้า พอแกจะมาเราก็หนี  พื้นที่เป็นคล้ายๆกับ ไร่,สวน แปลนพื้นที่ของดอน จะคล้ายๆสนามฟุตบอล มีต้นตาลขึ้นอยู่ตรงแถววงกลมกลางสนาม มีต้นมะขามใหญ่ๆขึ้นอยู่ แถวตำแหน่งกรอบเขตโทษ(ฮ่าๆ เป็นไปแล้ว) พื้นที่โล่งๆมองชัด เขตรอบๆของดอนเป็นป่าหนามแดง พุงดอ ไม่แน่นหนานัก
โคก เราก็มีโคกกุ่ม (ทำไม)แน่นอนก็มันมีต้นกุ่ม...แย้ เยอะมาก แต่เอาตัวมันยากมาก เพราะพื้นที่ด้านในๆเป็นต้นคราม(ที่เขาใช้ย้อมผ้า)ขึ้นเต็มไปหมด หากไม่มีหมาพรานไปคอยกวด ไปคอยไล่ ก็จะเห็นตัวลำบาก ครามมันสูงเลยเข่านิดๆบังตาพอดี แล้วก็มีเต็มพื้นโคก แล้วรอบๆนอกก็เป็นตะบองเพชร ต้นใบเสมา เป็นแนวรั้วเลย หนามพวกนี้อึ๊ยๆ อย่าให้บอก ทั้งหมาทั้งคนยอมหนามมัน แย้ เลยลี้ภัยเข้าไปหลบได้สบาย มองเห็นตัว หากไม่แน่ใจว่าจะเอาไม้เขี่ยออกมาได้ ก็จะไม่ยิงมัน

         ก่อนจะเล่าต่อ.....ขอบอกตรงนี้ไว้สักนิ๊ดนึงครับ การล่านี้ ทำไปเพื่ออาหารเท่านั้น หาได้ทำเพื่อความสนุกสนานไม่  ตัวเล็ก ตัวใหญ่ หากตายเพราะหนังกระติ๊ก หรือตายเพราะโดนหมาพรานขบ ก็เอามากินทั้งนั้น
ลนไฟ แล้วสับๆๆๆ เล็ก ใหญ่ ก็กลมกลืน ไม่มีทิ้ง ส่วนหัวแย้ก็จะเผาให้หมากิน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้หมาเค้า   หมาพรานที่ดี จะไม่กัดจนเละ จะขบพอตาย แล้วก็จะวาง(เรื่องหมาพราน เล่าได้เป็นวันครับ)

วกมาเล่าเรื่องตอนออกหาแย้กันดีกว่าครับ.. พอนัดแนะพรรคพวกกันเรียบร้อยแล้ว หลังจากกินข้าวเช้า ก็เตรียมเสบียง อาวุธพร้อมกระสุน ข้าวกลางวันไม่ค่อยเอาไปกันจะกลับมากินที่บ้าน ส่วนใหญ่จะติดย่ามไปเฉพาะน้ำ คนล่ะประมาณ1ลิตร เอ้า รู้ได้ไงลิตรหนึ่ง  ก็เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ชาวเราบรรจุน้ำด้วยกระป๋องน้ำมันเครื่องกลมๆ แบนๆเก่าๆขนาด1ลิตรนี่ครับ กระป๋องนี้จะต้องผ่านการบรรจุขี้เถ้าผสมน้ำทิ้งไว้หลายเดือนจนหมดกลิ่นน้ำมันโน่นแหละจึงจะเอามาใส่น้ำกินได้ กระป๋องใส่น้ำ บางคน หามีญาติๆที่ถักสวยๆก็จะ ถักเชือก สะพายลายเหมือนกระเช้า หรือลายของสวิง รัดรอบกระป๋อง สวยงาม
         เราจะออกกันสายๆหน่อย น่าจะสามโมงเช้าไปแล้ว เพระหากไปเช้าๆ แย้ยังจะไม่ออกหากิน  เราจะไปกันอย่างน้อยๆก็สามคนขึ้นไป สองคนนี่น้อยครั้งมาก ทำไมล่ะ เดี๋ยวจะว่าให้ฟังครับ
พอถึงโคก ถึงดอนต่างๆ ที่ว่าไว้ช่วงต้นก็เริ่มกันเลย หากไปกะหมา เราจะปล่อยให้หมาโชว์ก่อน สายตาเค้าดีมาก เห็นแย้แต่ไกลๆ ก็จะไล่กวดกัด มีสองทางเลือกของแย้ ใกล้รูก็จะวิ่งเข้ารู หากใกล้ป่าละเมาะก็จะหลบเข้าป่าหนีหมาไป มีบางครั้งที่หนีไม่พ้นก็มี เพราะไกลรู ไกลป่า ก็เสร็จหมาง่ายๆครับแบบนี้
     เอาล่ะเอาไงต่อ  ลงรูเร๊อะ เปอร์เซ็นต์รอดเกือบเป็นศูนย์ หากว่ารูนั้นอยู่ในบริเวณพื้นที่โล่งๆพอที่จะให้เจ้าหมาพอจะมีพื้นที่ออกตัวแล้วได้เร่งความเร็วจนถึงสปีดสูงสุด หมาที่ไปด้วยจะคัดจากหมาที่ดีที่สุดของเพื่อนๆในกลุ่ม จะต้องเลือกเอาไปตัวเดียว เพราะหากต่างคนต่างเอาไป พวกก็จะล่อกันเละตั้งแต่ยังไม่พ้นตรอกบ้าน
ผมมีเพื่อน ที่เลี้ยงหมาเก่งๆอย่างว่านี่สองตัว ยิ่งดีหนักเข้าไป เพราะสองแรง แล้วยังไม่กัดกันอีดเพราะเลี้ยงมาด้วยกัน จะมีงึ่มง่ำบ้างก็ช่วงเจ้าตัวแก่กว่าปรามไอ้ตัวน้องช่วงหวงของที่กัดได้ ไอ้ตัวน้องก็จะไม่ยุ่ง

     มาว่ากันหากแย้หนีลงรู      พวกเราจะดูก่อนว่าตัวโตหรือเปล่าโดยดูขนาดจากรู หากไม่โตก็จะไม่ให้หมาโกย แต่หมา หากไม่ลากมันออก ร้อยทั้งร้อยหากมันเห็นว่าวิ่งลงรู มันจะโกยท่าเดียว  หากเราดูกันแล้วว่าขนาดตัวพอใช้ได้ ก็จะให้หมามันเริ่มโกย แย้ช่วงเช้า หากเข้ารู จะยังไม่ลงรูหลักหรือรูลึก จะหลบๆจ่อๆอยู่รูสำรอง
หรือรูหนีภัย ชาวเราจะเรียกว่ารูปล่อง โดยปกติรูปล่อง แย้จะไม่เจาะให้ทะลุโผล่ขึ้นมาที่ผิวดิน จะทิ้งไว้ต่ำกว่าผิวดินเล็กน้อย พอให้กระทุ้งออกมาได้เวลาฉุกเฉิน และก็ไม่ให้ศัตรูมองเห็น แล้วก็กันน้ำฝนเข้ารูด้วย
หมาจะเริ่มโกย โกยไปด้วยสลับกะหยุดดมตามกลิ่นแย้เป็นระยะๆตามธรรมชาติของหมามัน ยิ่งใกล้จะถึงตัว หรือแย้ใกล้จะหนี เสียงดม มันจะยิ่งดังๆ(มันจะดมกระชากๆคล้ายเสียงคนกรน ครั่กๆ ประมาณนี้)
เราก็จะรู้ว่าเตรียมพร้อม ระวัง หรือบางครั้งที่หมาไปสองตัว พอเจ้าตัวที่โกยแสดงอาการดังกล่าว เจ้าตัวที่ไม่ได้โกย ก็เตรียมตัวกวดแล้วครับ มันจะย่อขาหน้าลง ด้านก้นจะยกๆ ส่ายหางช้าๆโยกเยกๆ คล้ายกับจะบอก ว่าเฮาพร้อมที่จะวิ่งไล่กวดแล้ว
   เรามีสองทางเลือก คือหนึ่ง ปล่อยให้หมาจัดการทั้งหมด โกย ไล่กวด กัดแย้ 
กับสอง ช่วยหมามัน แค่ให้มันโกย ไม่ต้องไล่..........ทำไงล่ะ   ยังงี้ครับ เราจะคาดเอากันว่า ปล่อง หรือรูหนีภัยมันน่าจะอยู่ประมาณไหน ทิศทางไหน ส่วนมาก มักจะอยู่ไม่เกิน1เมตรรอบๆรูหลักหรือขนานกับแนวรูหลัก   พอเรากะกันว่ารูปล่องมันน่าจะอยูแนวนี้ๆน๊ะ
ผ้าขาวม้าครับ ใครมีก็เอาออกมา ส่วนใหญ่จะมีทุกคน แต่จะเอาออกมาใช้ในการนี้ สองคนต่อผืน
ทำยังไงครับ ปูครับ ปูลงไปตามตำแหน่งที่คาดว่ามันจะต้องโผล่มาแน่ๆ จับผ้าให้ตึง กดสี่มุมไว้ให้แน่น
สักสองผืนปูต่อกัน คลุมพื้นที่เสี่ยงที่มันจะโผล่ให้หมด  รับรองหากแย้มันไม่โชคดีจริงๆ มันจะโผล่รูปล่องมาตุงๆตรงผ้าขาวม้าเราพอดี ยิ่งกว่าปลาติดแหครับ พอตุงๆ ดันๆผ้า เราก็รวบตัวได้เลยครับ
และยังมีอีกวิธี  ขณะที่หมาอีกตัวกำลังโกย หากมีเสียมติดไปจะใช้เสียมดายหญ้ารอบๆออก ให้เสียมกินดินสักนิ้ว ครึ่งนิ้ว บ่อยครั้งที่เราจะเจอรูปล่องครับ คราวนี้ก็เลือกเอาเลยครับ หากมีหมาสองตัว ก็ให้อีกตัวโกยสวนไปหากัน เสร็จครับ หรือ อุดด้วยผ้าขาวม้าเหมือนข้างต้นที่เล่ามาก็จะได้ตัวทีไม่ช้ำเพราะเขี้ยวหมาครับ
อ้อ ปกติเสียมที่เราชาวพรานป่าละเมาะจะพกไป ไม่ใช่เล่มใหญ่ยาวเป็นเมตรน๊ะครับ หน้าเสียมจะประมาณ4นิ้วมือเราเรียงๆกันนี่แหละครับ พอเหน็บเอวแล้ววิ่งได้(เสียม ที่บ้านจะเรียกจอบ/จอบ น่อยๆ)

เอ้าคราวนี้มาว่ากันต่อ หากมันหนีหมาได้ แล้วหลบเข้าป่าละเมาะ จะทำยังไง
หากคนขี้เกียจ ป่าโล่งๆ ไม่มีหนาม ก็ให้หมานั่นแหละครับ ไล่กวด หากมีสองตัวดักหน้า ดักหลัง พักเดียวครับ หมากระดิกหางเร่าๆ งับออกมา หมายิ้มด้วยครับช่วงนี้ คล้ายกับจะบอกว่า เป็นไง นายฝีมือของเรา สุดยอดไหม
เราไม่พูดอะไรหรอก แค่บอก ปล่อยๆ หรือวางๆ เท่านั้นหล่ะครับ หมามันก็วาง พร้อมกับหางตาค้อนๆคล้ายกะจะบอกว่า ฮี่โธ่... จับเองก็ไม่เป็น ฮึ..  เราก็เก็บใส่ย่ามครับ

แต่หากมันเป็นป่าหนาๆ วิ่งไม่สะดวก(หมา) เราก็จะกระจายกำลังโอบล้อมป่าละเมาะไว้ทุกทิศทางและนี่ก็คือที่มาว่าทำไมออกล่ากันสองคนไม่ดี เพราะว่าสองคนมันไม่ทุกทิศทางครับ   ทุกคน หนังกระติ๊กบรรจุกระสุน พร้อม
เราจะบอกให้หมา อยู่นิ่งๆ(มันเชื่อด้วยน๊ะครับ) หมามันจะอยูรอบๆป่าละเมาะนี่หล่ะครับ   
หลังจากเราล้อมป่าไว้แล้ว เราก็จะบอกให้มันมอบตัว   ม่ายช่ายๆ  เราจะช่วยกันมองหามันก่อน(แรกๆมันก็จะกบดานเงียบ) หากเห็นตัว ใครเห็นก็ใส่เลย แต่ถามก็มีถามกัน เฮ้ยๆ คุณเห็นไหม กูว่ามันน่าจะอยูทางด้านคุณน๊ะ
ไม่เห็นโว๊ย เดียวกูจะเขย่ากิ่งไม้น๊ะ คุณคอยดูดีๆน๊ะ   เออๆ เอา เขย่าเบาๆก่อนน๊ะ แกร็กๆๆๆๆ(เสียงมันวิ่งบนใบไม้แห้ง แกร็กหนักๆ) นั่นๆ มันไปทางคุณแล้ว ตัวใหญ่ด้วยโว้ย  เห็นไหมๆ    เออๆ กูเห็นแล้ว พวกคุณอยู่เฉยๆก่อนหน๊ะ
โม โม  กา กา (ส่งเสียง โม หรือ กา ก็ได้ ลากเสียงยาวๆหน่อย แย้ได้ยินเสียงนี้ จะชงัก ชูหัว)
เล็ง ปรั้ด พลั๊ว ถูกไหม   ถูกๆๆๆ นั่นๆ กระเด็นไปทางคุณแล้ว เก็บด้วยๆ เออๆ เอาๆหยิบไม่ถึงเดี๋ยว หาไม้เขี่ยก่อนว่ะ (ขออภัยซาวด์เอฟเฟคแบบบ้านๆน๊ะครับ)
แย้ก็ เรียบร้อยอีกหนึ่งครับ

ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังใหม่น๊ะครับ

        เราก็จะล่ากันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ออกดอนนี้ เข้าโคกนู้น ไปโนนนั้น ตามลำดับหลุม เอ๊....ยไม่ใช่ซิ  ต้องตามลำดับความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่นั้นๆ หากว่าวันไหนเราว่าจะกลับมากินข้าวกลางวันที่บ้าน พอหมู่มวลสมาชิกลงมติกันว่าท้องไส้เริ่มอราม ว่าชักเริ่มหิวแล้วพวก น้ำในกระป๋องก็หมดแล้วเราก็จะพากันกลับบ้าน ; remark หนิดหนึ่ง ไอ้น้ำที่ว่ามันหมดนั้น เราไม่ได้ใจจืดใจดำกินคนเดียวน๊ะครับ ไอ้ที่หอบแฮ่กๆ จมูกเปรอะดิน ลิ้นห้อย น้ำลายใสๆ หยดติ๋งๆ (หมา) เราก็แบ่งกันกินน๊ะครับ โดยหากไม่มีใบตอง เราก็จะหาใบไม้อะไรที่ใบมันกว้างหน่อย มาพับเป็นกระทงสี่เหลี่ยม ล้วเทน้ำใส่ ปันกันกิน เราจะได้ไปไหว ทั้งคนทั้งหมา แต่หากเราออกล่าแย้กันหลังฝนตกใหม่ๆ ก็ไม่จำเป็นเพราะตามรอยควายที่เหยียบเป็นหลุมเก่าๆไว้ หรือปลักควาย ก็จะมีน้ำขัง สบายมากสำหรับหมา ทั้งลงแช่ดับร้อน ทั้งกิน หลายครา ที่น้ำเราหมด แล้วหิวมาก ทางก็เหลือไกล จะถึงบ้าน เราก็อาศัยน้ำแบบหมา บ่อยครั้งเหมือนกัน ฮ่าๆ มันแบ่งกันได้หมดแหละครับ
อ้อ มีทริคมาบอก หลายท่านอาจทราบแล้ว หลังฝนตก หรือบางทีก็หลังฝนหลายๆวัน ที่ต้นกล้วย กาบนอกๆสุดมักจะมีน้ำขังพอประทังหิวได้ โดยวิธีการหากิ่งไม้เล็กๆแข็งๆขนาดประมาณไม้ลูกชิ้น แทงเข้าไปที่ต้นกล้วย ให้ต่ำใกล้พื้นดินให้มาก
แต่ต้องเผื่อให้ก้มดูดถึง ดูดได้ หลังแทงกาบกล้วยแล้ว แต่พึงระวังให้จงดี อย่าได้แทงเข้าไปให้ลึก จนเข้าหยวก จะทำให้กล้วยมีปัญหาทางด้านอายุได้ครับ แทงเสร็จ หากมีน้ำ หลังดึงไม้ออกก็จะเริ่มซึมๆออกมา ก็คุกเข่าตะแคงคอดูดกินได้
แต่หากแทงต่ำ แล้วไม่โดนยัก (นั่นมันไฮโล)แต่หากแทงต่ำ ก็จะได้น้ำที่ขังอยู่ในกาบเยอะหน่อย แต่ต้องนอนตะแคงดูด
คุ้มหรือไม่คุ้ม ช่วงนั้น ก็ขึ้นอยู่กระความกระหาย นึกย้อนกลับไปวันวาน นึกถึง คนสี่ห้าคน นอนดูด นอนกัด กอกล้วย
ดูดๆ แทง โก่งโค้งโก่งตูด ดูดน้ำ วนๆรอบๆตนกล้วย ก็นั่งอมยิ้มคนเดียวได้ครับ
และก็หากจะกินน้ำจาก น้ำที่ขังในรอยควายให้ได้อรรถรส แบบ น้ำไม่ขุ่น เราจะใช้ ซังข้าวแห้งๆ ทำเป็นหลอดดูดเอาครับ บางครั้งไม่มี ก็เม้าท์ทูฟุตปริ๊นกันสดๆนี่แหละครับ

    วกมาเข้าเรื่อง หลังจากตกลงพากันกลับบ้าน มากินข้าวกลางวัน อ้อลืมบอกไป หากเราไม่กลับบ้านหรือว่าวางแผนกันจะอกไปทั้งวัน ห่อข้าวไป แล้วแย้ที่ตายหมายถึงที่เราล่าได้ ต้องจัดการ ลน ผ่าท้อง เอาขี้ออก ไม่งั้นจะเริ่มมีกลิ่นตุๆ
คนแก่เคยบอกว่า เฮ้ย แย้ตายแล้วได้ยินเสียงกองเพลไม่ได้น๊ะ มันจะเริ่มเน่า ต้องรีบผ่าท้องควักไส้ ทันที่ที่ได้ยินเสียงกลองเพล  เอ้า...ลุงตายแล้วมันจะได้ยินได้ยังไง     เหอะ น่า......... คุณเชื่อกูซิ กูเกิดก่อนคุณ 
แกว่างั้น....
หลายเรื่อง  ที่คนเกิดก่อนสอนแบบนี้  เช่น..ปลาขาว(ปลาซิว ปลาสร้อย) ขึ้นจากน้ำแป๊บเดียวก็จะตาย แกว่า มันกลัวฟ้า มันไม่เคยเห็นฟ้า พอมันเห็น ฟ้า กว้างกว่าตาของมัน มันก็เลยน้อยใจตาย   ต้องรีบทำขี้(เอาขี้ปลาออก) เดียวมันจะเน่า
แกงฟักทอง ได้ยินเสียงกองเพล ก็บูดแล้ว แกงแล้วหากพิจารณาว่าไงๆก็กินไม่หมด ต้องรีบแจกกันกิน(แกงฟักทองมันบูดง่ายจริงๆ ยิ่งหน้าร้อนด้วยแล้ว สมัยก่อนไม่มีตู้เย็น)
สมัยก่อนจริงๆ วันพระนี่เขาไม่ไถนากันน๊ะครับ(ให้ควายได้พักมั่ง)
ในอะไรๆ ก็มีผี มีเจ้ากันไปหมด  ต้นมง ต้นไม้ โคก ดอน แต่ล่ะที่มักจะมีทีห้ามๆว้ไม่ให้ไปยุ่ง รบกวน เป็นบริเวณๆไป
ผมเอง ชอบเวลาเขาเซ่นตาปู่บ้านครับ จะมีมุข ขโมยช้างไม้ ของศาลตาปู่ เป็นตัวประกันไว้แลกค่าไถ่เป็นไก่ต้มครับ

เอ้า กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ กลับเข้าบ้าน บางครั้งก็คล้อยบ่ายจึงเดินถึงบ้าน ขากลับ ทุกคนจะไม่ได้แต่แย้อย่างเดียวน๊ะครับ  อาจจะมีหน่อไม้ป่า ผักกินใบ กินหน่อ กินหัว ติดย่าม ห่อผ้าขาวม้า เคียนเอว กลับมาบ้านบ้าง
ไอ้ผักนี่ ต่างคนต่างหา ส่วนแย้นี่ หารกันหลังจากมาถึงที่บ้าน คนที่มีหมาไปด้วย เราจะแบ่งให้เป็น2แรง คนหนึ่ง หมาหนึ่ง เพราะหมา มันก็กินข้าวเจ้าของเขานั่นแหละ แล้วอันทีจริง มันล่าได้มากกว่าคน ซะอีก ฮ่าๆๆๆ
หลังแบ่งกันเสร็จสรรพ เราก็จะเอามาหุ้นกัน  คนล่ะ3-4ตัวก็ว่าไป  แล้วให้แม่หรือญาติๆของบ้านกลางที่เราไปชุมนุมนั่นแหล่ะทำกับข้าวกลางวันให้กิน  ส่วนใหญ่ก็ง่ายๆ เช่น ลนๆ สับๆ ผัดกะหน่อไม่ส่ม(หน่อไม้ดอง) หรือไม่ก็ผัดแย้กะกระเพราไร่ พ่อคุณเอ๊ย....อร่อยเด็ด    คนภาคกลางเคยเจอกระเพราป่า กระเพราไร่ครั้งแรก ทำไมมันเผ็ดร้อนยังงี้ๆ
ผมเจอกระเพราหมูครั้งแรก เฮ้ย... กระเพราอะไร ใบใหญ่ๆ เหม็นเขียว อิ๊บ หาย นานๆไป ก็พอได้
อยู่บ้านนอก จะผัดจะ แกงที ดึงทั้งต้น ไม่มีหมด มีเป็นแปลง(นา) ไถกลบกันมานานไม่หมดซักที
หลังจากทำกับข้าวให้เราแล้ว เขาจะปล่อยให้พวกทะโมนกินกันไป แปลกอย่างคนโตทีนี่เขาจะทำ แล้วก็ให้ไอ้พวกที่ลงแรงนี่กินก่อน ทุกที  เราก็จะกลับไปเอาข้าวเปล่าบ้านใคร บ้านมัน กลับมากินกะกับด้วยกัน
แย้ส่วนที่เหลือ ส่วนใหญ่ ก็จะทำไว้แบบให้กินได้ทั้งบ้านและหลายๆวัน ก็คือใส่ไม้ตับปิ้ง ย่างไฟไว้กินกันครับ
เสียบไม้ปิ้ง ไว้กะหลังคาแฝก เหน็บรมควันไว้วั้นแหละ ใครหิวข้าว ก็แย้ตัว ข้าวจาน น้ำปลา น้ำมันหมู ก็หรูแล้วสมัยนั้นครับ

หลังกินข้าวผัดแย้สามัคคีเสร็จ บ่ายๆเราก็พักผ่อน หรือเล่นกันตามประสาเด็ก ของเดิมพันส่วนใหญ่ สมัยนั้นหากมีเล่นเกมส์เอาของ ยึดของคนที่แพ้ ของก็จะเป็นกระสุนหนังกระติ๊กมั่ง เปลือกลูกอม หรือซองบุหรี่  แล้วแต่ว่าจะเล่นอะไรกัน


ชีวิตบ้านนอก ก็จะไม่พ้นเรื่องหากินซะมากกว่า  เย็นซักสีซ้าห้าโมงเย็น บางครั้ง บางวัน เราก็จะนัดกันหาอาหาร อีกแล้วครับ
ลงหนอง ลงบุ่ง ลงโตน หาปลากัน ...... ดักมอง(ข่ายดักปลา) ทอดแห...   เกี่ยวปลาหลด.... ขึ้นคันบ่อ แทงปลาไหล....

ไว้.....ว่างๆ จะว่าเหลาให้ฟังคระรับ

เครือ ข่าย สายใย ชีวิต................
(อาจมี..... ตีไข่ ใส่สี พอดีพองาม บนพื้นฐาน ของสิ่งจริง จ๊ะ)

คำถาม:   ท่านที่ขับรถสัญจรไปมา เคยพบคนที่มีพฤติกรรม ดังนี้ ตามรายทางบ้างไหมครับ
-นุ่งกางเกงในตัวเดียว หรูหน่อยก็กางเกงบอล
-เกินครึ่งไม่ชอบใส่เสื้อ หากใส่ 100เปอร์เซ็นต์ เสื้อเขาจะทุกคน จะออกสีเดียวกัน คือ สีอ๊อกไซด์ของ  เหล็กไฮคาร์บอนด์
-บ้างยืนริ่มตลิ่ง บางยืนอยู่กลางน้ำ บนไม้ที่ทำเป็นง่ามๆไว้ บ้างก็นั่งยองๆ
-สายตาสอดส่าย คล้ายเรดาร์ที่สนามเรือบินดอนเมือง  สุดทางโน่น มองกลับมาทางนี้ สุดทางนี้ ก็วกไปทางโน้น  วกไป วนมา อยู่อย่างนี้ทุกคน
-ในอ้อมกอด ของทุกคน จะมี เชือกเส้นเล็กๆ ที่ความยาว หากต่อรวมกันแล้วอาจยาวไกล หลายกิโลเมตร เชือกเหล่านั้น ถักทอ สอดประสาน กันเป็นวงๆ รอบแล้ว รอบเล่าจนเกิดกลายเป็นตาข่ายเน็ตเวอร์ค ติดห้อยถ่วงไว้ด้วยโลหะวงกลมที่วงท้ายสุดของเน็ตเวร์อค
                 
ครับ…......อาจจะยาวไป ดั่ง อีร่า ท่วมทุ่ง ผักบุ้ง ก็ไม่มีให้โหรงเหรง  ช่วงอีร่า(พายุ)เข้า หากแค่เป็นดังสุภาษิต สักหน่อย ก็น่าจะดี จะได้มีผักบุ้งกิน

..........เขาเรียกว่านั่งเจ่า ยืนเจ่า คอยทอดแหหาปลานั่นแหละครับ(อาจเป็นที่มาของคำว่า”นั่งจับเจ่า” ก็เป็นได้*ผมว่าเอง) สมัยหนึ่งกระผมก็เคยทำเช่นนั้น ตัวเงี๊ยะ ดำมะเมี่ยม เพราะชอบทำเท่ห์ เลียนแบบมืออาชีพทางด้านการหาปลาด้วยแหเขาทำกัน ที่ต้อง ถอดเสื้อ ตากแดด นุ่งกางเกงในตัวเดียว นั่งเฝ้า คู คลอง หนอง บึง     ความดำเลยติดตัวมาถึงทุกวันนี้ ฮ่าๆๆ

.............ในนีต้อน ......จะมาว่ากันถึงการทอดแหหาปลาแบบ มืออาชีพเค้าทำกันครับ แต่ขอบอกไว้ก่อนครับว่า. หากทอดแหจากเรือเหมือนภาคกลางเค้าทำกัน ผมบอดสนิทครับ ไม่เป็นจริงๆ เคยลองเหมือนกัน ที่คลองสิบห้า ‘ครยก ผล.... ลงน้ำทั้งแหทั้งคนครับ เรือก็ไปอีกทาง ดั่งสุภาษิต ถีบหัวเรือส่ง ยังงั้น....

หากยืนทอดแหจากพื้นสู่น้ำ หรือน้ำสู่น้ำ นี่ไม่เกี่ยง จนถึงทุกวันนี้ ครับ

ต่อไปเป็นบทพูด.....ของลุงเซียน กะหลานหัดใหม่
ทำไม....ต้องยืน...นั่งเฝ้า ทำไมไม่ทอดโครมๆลงไปเลย.........รออะไร ตอบ เรายังไม่รู้ว่าปลาอยู่ตรงไหน(ไอ้ทอดแบบเดาสุ่ม แล้วแต่ดวง....เอาไว้ตอนหลังจะเหลาให้ฟังอีกตอน)
ทำยังไง เราถึง จะรู้ว่าปลา มันอยู่ตรงไหน....... ตอบ ต้องรอให้มันผุดก่อน (หรือที่ศัพท์ในวงการ เค้าบรรญัติไว้ว่า ปลาขึ้น)  เราก็จะรู้ว่า......ปลามันอยู่ตรงนั้น.....ตรงนั้น ไง
เอ้า.....แล้วพอปลาขึ้นแล้ว เราทอดแหได้เลยไหมล่ะ  ตอบ  ยังๆๆ ยังทอดไม่ได้
อ้าว ทำไมล่ะ ก็ไหนบอกว่าปลาผุดแล้ว ก็ให้ทอดได้ไง แล้วนี่ไหง....ทำไม ไม่ได้ล่ะ
แกจะมาทอด ปลาอะไรล่ะวันนี้  ตอบ ผมจะมาทอดปลาดุก ปลาช่อน ตัวใหญ่ๆ ไงลุง
แล้วนั่นปลาอะไรขึ้นผุด ตัวเล็กหรือตัวใหญ่ แกรู้ไหม   ตอบ ไม่รู้ ใครจะไปรู้ มันละลุง มันอยู่ใต้น้ำ
เอา.....งั้นหยุดเลย วันนี้ ไม่ต้องทอดมันล่ะแห มานั่งดูกูเนี๊ยะ เดี๋ยวกลับบ้าน กูจะแบ่งให้ก็ได้ปลาน่ะ
วันนั้น ทั้งวัน เราก็เลยได้ วิชาดูปลาผุด การประเมิน(เรียกซ๊าฉ)...ชนิด ขนาด ทิศทางบ่ายหน้าหันหัวไป ของปลา(หลักๆ) แต่ล่ะชนิดประกอบการปฎิบัติจริงให้ดูด้วย  มาใส่ขมอง ไว้สอนลูกสอนหลาน ต่อไป
ใครจะไปเชื่อ.... แต่มันจริงๆ และเป็นไปแล้ว  ปลาผุด แกรู้......ชนิด ขนาด ทิศทางที่ปลามั่นมุ่งไป
ปลาดุก กะ ปลาช่อน ปลาเหมือนกัน แต่ผุดคนละอย่าง  ปลาดุก จะมีฟองอากาศขนาด นิ้ว ครึ่งนิ้ว ตามมาทุกครั้ง ฟอง หรือ สอง ปลาช่อน จะไม่มีฟอง ลองนึก เรายืนในน้ำระดับอก แล้วหงายมือดันน้ำขึ้นด้านบน เร็วๆและแรงๆ แต่ไม่ให้มือพ้นน้ำขึ้นมา เราจะเห็นน้ำมันพล่านๆ อย่างนั้นแหละปลาช่อน(แต่ก็ไม่เหมือนเป๊ะซะทีเดียวครับ) ปลาฉลาด ปลากราย จะคล้ายๆปลาดุก แต่ฟองจะเยอะกว่าปลาดุก บางครั้งอาจเห็น ข้างๆตัว หรือหางๆโบก โผล่ให้เห็นก็มี
ปลาหมอ จะคล้ายปลาช่อน แต่พรายน้ำ จะเล็ก และเร็วๆ  บอกลำบากครับ ต้องมีเวร์อคชอบ สักวันสำหรับท่านที่สนใจ
การทอดแหภาคปฎิบัติ

สอง สาม อาทิตย์ หลังจากนั้น เราก็เตรียมแห ออกหาปลา อีกรอบ พกความมั่นใจไปเต็มหมวง ม๋วง(ข้อง ภาคกลาง)
เจอลุงคนเดิม เอ้า มาไงวันนี้    ก็มาหาปลาซิลุง ก็ลุง สอนไว้หลายแล้วนี่ จะมาลองวิชามั่งซิ 
ลุงจับแห หัวเราะ  ฮ่าๆๆ เอาแหถี่มา คุณไปยืม หรือแอบเอาของใครมาล่ะนี่  รีบเอาไปคืนเขาซะเลย  มาดูกูนี่แหละดีแล้ว
...........สมัยแรกๆที่เข้าวงการ ยังถักแหไม่เป็น(ปัจจุบัน ไม่เคยลืม) ยังไม่รู้ประสา คิดว่าแห่ถี่นี่หละง่ายดี ปลาอะไรก็อยู่ จริงๆแล้วไม่ใช่เลย เดี๋ยวมาว่ากันอีกที แต่ที่แน่ๆก็คือ แหถี่นี่สำหรับหาปลาเล็กอย่างเดียว หากจะใช้แหถี่ทอดปลาใหญ่ ต้องเซียนแหชั้นเทพจริงๆ    เราก็มารู้ภายหลัง ว่า แหถี่ เจ้าของเขาจะหวงมาก ถักยาก ขาดง่าย ปะชุนลำบาก
-ถักยากมาก อย่างน้อย ใช้เวลา 3-4เท่าของแหห่าง
-ขาดง่าย แหถี่ใช้ด้ายเบอร์เล็กสุดๆถัก  มันจะขาดง่ายมาก หากโดนหนาม หรือโดนมือโดนเท้า พวกมือใหม่ทั้งหลาย
-ปะชุนลำบาก เพราะสองข้อข้างต้นที่ผ่านมา
แหถี่ส่วนใหญ่90% จะมีไว้สำหรับทอดปลาเล็กๆ แล้วก็หลังทอดก็จะไม่ลงไปงมบนแห จะใช้วิธีดึง-ลากให้ปลาเข้าเพลาแหแทน(เพลาแห -ถุงพิเศษ ที่ทำไว้เป็นระยะๆจากลูกถ่วงแหขึ้นมา)
        สรุป...วันนั้น ก็เลยไม่ต้องลงน้ำ แต่ได้ปลาที่ลุงแกหาได้แบ่งให้ไปกิน แถมได้ความรู้ต่างๆเพิ่มขึ้นมาอีก
ลุงแกบอกว่า นอกจากเราจะรู้ชนิดของปลาที่เราต้องการแล้ว เราต้องรู้แหของเราด้วย
แหถี่ ก็จะได้แต่ปลาเล็กที่ว่ายหนีแหได้ช้าๆ เพราะตัวมันเล็ก  ครั้นจะเอาไปทอดปลาใหญ่ กว่าแหและถ่วงแหจะถึงพื้น ไอ้ช่อน ไอ้ดุก ตัวโตๆ ก็ว่ายลอดผ่านใต้แหไปถึงไหนแล้ว เพราะเนื้อแหที่ถี่ๆ ตาแหมันจะต้านน้ำมาก เคลื่อนตัวลงถึงพื้นช้า
แล้วหากเป็นแหห่าง ก็จะลงเร็ว ทันปลา
แต่ใช่ว่า มือใหม่ๆ กับแหตาห่างๆ จะได้ปลาใหญ่ๆเสมอไป บ่อยครั้งที่คาดทิศทางปลาผิด เช่นปลาออกซ้าย เราทอดไปซ้ายตรงๆ แต่ไม่ได้ทอดเผื่อ(ทอดดักหน้า)ให้ทันกับความเร็วที่มันว่าออกไปทางซ้าย ก็จะไม่ได้ตัว
หรือรู้ชนิดปลาแล้ว แต่ว่าปลาทีผุดขึ้นมานั้นตัวเล็กเกินไป ลอดตาแห ก็มีบ่อยๆ(มือใหม่ ปลาอะไรผุดก็ตัวใหญ่ไปหมด) บางครั้ง ขณะที่เรากำลังมองปลาหาปลาผุดทางซ้าย ลุงแกแกล้ง เอาก้อนดินโยนลงน้ำทางด้านขวา แล้วทำหน้าตาเฉย
เรามองกลับมา ก็เอาเลย ไม่ดูเหนือดูใต้ ทอดมันลงไป หลังๆมาก็จับทางถูก จับทางได้ ไอ้ก้อนดิน กะปลา นี่มันคนละเรื่องกันเลย
หลายครั้ง มือใหม่มักจะโดนแซวว่า เฮ้ย ไปเล่นน้ำไกลไป กวนปลากูหนีหมด หรือหนักๆเข้า แกก็ย้ายหนีเราเองแหละ
ไอ้เราก็ย้ายตามแกไป เพราะแกไปตรงไหนๆก็ได้ปลา(ลองนึก เซียนเบ็ด เหยื่อดีๆ ตีไปตรงไหนปลาก็กิน แล้วก็มีพวกๆ มาตีใกล้ๆดูน๊ะครับ ทำนองเดียวกัน)

หว่านแห(ทอดแห ภาคกลาง) แรกๆลุงแกจะบอกว่า เฮ้ย! คุณโยนหมาลงน้ำรึไงว๊ะ เป็นคำเปรียบเทียบถึงการทอดแห ที่ทอดไปแล้วไม่บาน ไม่กลม ให้เจ็บกระดองใจ ทำให้มีมานะ ต้องมีสักวัน ต้องมีสักวัน ท่องคำตามฝัน....(เอ้า....ลูกทุ่ง ตนตรีมา)เราต้องทำให้ได้ ต้อง บาน กลม และทอดให้ไปได้ไกลๆฝั่ง  และได้ปลา
    ส่วนคำแซวๆเหล่านั้น เราก็เก็บจำมาใช้กับรุ่น น้องๆ ลูกๆ หลานต่อไปได้อีก  แต่ปัจจุบันนี่ก็ห่างๆ...ไป นานๆได้หาปลาที ก็บานมั่ง หุบๆมั่ง แล้วก็ยังมีโยนหมาลงน้ำอยู่เนืองๆ ฮ่าๆๆๆ
               ทำไงให้มันบานๆ และ ไกลๆ ก็...ต้องซ้อมๆๆๆ แล้วก็ซ้อม ฮา.........เราก็หลงฝึกอยู่กับสนามหญ้า นานสองนาน
พอเจอลุงแกก็จะถามเรื่อย “เฮ้ย! หว่านแหแตกหรือยังว๊ะ”(ทอดแห บานกลมหรือยัง ส่วนไกลนี่ไว้หลังสุด มันยาก)
เราก็กล้อมแกล้มตอบ “พอได้ลุง...แต่แหม....มันต้องเก็บหญ้าแห้งๆติดแหออกลำบากทุกๆครั้งนี่ซิ เบื่ออิ๊บ เลยลุง” 
ลุงก็อวยพร “ไอ้โง่...(ธรรมดามากคำชมแบบบ้านๆแบบนี้)...โน่น ...คุณพาหมู่(เพื่อน)คุณไปตีวงกันหนองในหนองบัวหนองบา โน่นก่อนไป  คุณจะได้จำใส่กระบาลคุณไว้ ว่า...แหแห้ง กะแหเปียก แล้วก็บนโคก กะในน้ำ มันคนละเรื่องกัน..โว้ย”
หลายๆคนในกลุ่มเรา ก็เพิ่งจะเริ่มฝึกหัดทอดแห เหมือนกัน  บางคนที่ชั่วโมงแห(จำมาจากชั่วโมงบิน)เยอะแล้ว ก็พอจะเป็นคนแนะแนวให้คนที่เริ่มหัดได้บ้าง คราที่ฝึกจริงอยู่ในภาคหนองน้ำ หลายๆบ้าน พ่อ ลุง ตา ย่า ยาย จะเตรียมแหสั้นๆ 4-5ศอกไว้ให้พวกอยาก.....หัดทอดแหอยูเสมอ(เซียนแหทั่วไป  ส่วนมากแหท่านๆเหล่านั้น จะยาว แปด ศอก ขึ้นไปทั้งนั้นครับ)
แหสั้นๆเหล่านั้น จะเบา ทอดง่าย บาน กลม เต็มวงเหมะสำหรับสรีระของเด็กๆ    อายุ 9-10ขวบ บ้านนอกเด็กๆหลายคนที่ทอดแหเป็นแล้ว โดยเฉพาะเด็กที่ครอบครัว เกี่ยวข้องกับการหาปลามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต(ข้างๆหมู่บ้านกระผม จะมีหมู่บ้านหนึ่ง-เขาเอาน้ำใส่ตระกล้า-น้ำไม่รั่ว -ตระกร้าทาขี้ควาย(หากสายตาไม่เพี้ยน)-ปล่อยให้แห้ง-เอาปลาใส่ตระกร้า-เขาจะเอาปลามาแลกข้าวเปลือก-เขาไม่มีนาทำกัน-เขารับจ้างทั่วไป-มีโอกาส-เขาจะหากับข้าวต่างๆเช่น นกหนูปูปลา ตลอดจนกระทั่งผักป่า-- มาแลกข้าวเปลือก-เดี๋ยว ไว้วันหลัง-จะมาเล่าให้ฟังครับ)

              วันดีๆแดดร้อนๆ  ฟ้าแจ่มๆ เราก็ชวนกันไป ตีวงทอดแหในน้ำ เหมือนกับลงภาคสนาม ฝึกปฎิบัติจริง ได้ปลาบ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ทีได้แน่ๆคือได้เล่นน้ำนี่แหละ แล้วก็ได้ฝึกทอดแหในน้ำของจริง มันคนละเรื่องกับทอดแหแห้งๆบนพื้นเลย
แห เชือกมันจะอมน้ำ แห จะหนักขึ้นอีก ไอ้ที่เคยเหวี่ยงแห ได้ระไกลๆบนบก ก็จะลดลงครึ่งหนึ่งในน้ำ ไหนแหจะหนัก
ไหนจะต้องยกแหให้ตีนแหขึ้นมาพ้นน้ำที่อยู่ระดับเอว ระยะและวงสวิงก็เลยเสียไป(แหมเรียกยังกะวงสวิงกอล์ฟแนะ)
****อ้อ ลืมบอกไป ทุกคนที่ไปทอดแห จะต้องมีหมวง**(ตะข้องใส่ปลา)เคียนเอว(ตลอดเวลา)เอาไว้กันทุกคน เอาไว้ใส่ปลา

     ไอ้หนองที่ลุงแกบอกนี่เป็นหนองกว้างๆ พื้นเป็นโคลนบางๆพอกดตีนแหได้ น้ำในหนองไม่ลึกมาก ลึกประมาณเอว พุง พวกเรา  รอบๆหนองนั้น จะเป็นพวกพุ่มไม้กลุ่มที่แช่น้ำไม่ตาย สูงเลยหัวเรา ไอ้เจ้าพุ่มไม้พวกนี้แหละ ที่ปลาฉลาดๆใช้เป็นที่หลบแห ออกลูกออกหลาน ไม่สูญหน่อ สูญแนว สมัยนั้นเคยนึกว่าอยากจะเอาแหล้อมพุ่มไม้ แล้วเอามีดตัดพุ่มไม่ออก จับปลาในนั้น
แต่พอมาตอนนี้ คิดถึงตอนนั้นแล้วดีใจ ทีไม่ได้กินล้างกินผลาญปลาแบบนั้น(กินล้างกินผลาญ เป็นคำสอน คำด่า ของคนแถวๆบ้าน มักใช้สำหรับ พวก กลุ่ม หรือใครๆ ที่หา ยึด เอา ทรัพย์จากแผ่นดิน ผืนป่า คูคลอง หนองน้ำไปจนเกินยัดทาน หลังๆนี่จะเป็นการค้าซะมาก) ไอ้ที่เราทอดได้(ปลา) ก็อาจจะเป็นพวกที่ทนหิวไม่ไหว ออกมาหากินที่โล่งๆ
พื้นบ้านแถวๆนั้น จะไม่ค่อยเห็นไม่ ค่อยได้ ปลาสวาย ปลาชะโด นอกจากจะเป็นบึง บ่อ ของหมู่บ้าน ของวัด ที่เหล่ากรรมการจะหาพันธุ์มาปล่อย แล้ว ปี หรือ สองปี จะให้จับปลาสามัคคี สักทีหนึ่ง โดยการเก็บตังค์ แห เท่านั้นบาท ยอ เท่านี้บาท
สุ่ม เท่านี้บาท คล้ายๆกะขายบัตรผ่านประตู อะไรเทือกนั้น คนเงี๊ยะ ยุ่บยับ(ไว้คราหน้า จะเล่าหั่ยฟังเด้อคับเด้อ)

   การล้อมวงทอดแหนี่ เป็นการทอดแบบ เสี่ยงๆ สุ่ม แบบมีหลักการ คือทุกคนเหมือนเดิม การล้อมวงต้องมีสี่ห้าคนขึ้นไป ถึงจะสนุก สนาน เรา  บางครั้งอาจเจอขาจรไปร่วมวงด้วยก็มี ดังนั้นบางครั้งอาจมีเป็นสิบคนในวงก็ได้ 
แรกๆเลยทุกๆคน จะมาตั้งแถวหน้ากระดาน ห่างกันซํก สี่ห้าเมตร แล้วกำหนดเป้าหมายสุดท้าย ที่จะโจมตี เอ๊ย...ที่จะทอดแห แล้วเราก็จะให้สัญญาญเริ่มเดิน.....เดินเอาขาเตะน้ำให้มันดังๆ นัยว่าให้ปลามันตกใจวิ่ง พอใกล้ๆจะถึงที่หมายทอดแหที่เรากำหนดไว้ก่อนแล้ว คนในส่วนที่อยู่ด้านริมนอกสุด ของแถวหน้ากระดานก็จะเดินเร็วๆ แล้ว


Liked By: Tewa, a106679, mhusaby, 5XXA, Nimm
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
Shiro57
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 194


« ตอบ #89 เมื่อ: เมษายน 07, 2011, 05:55:03 PM »

อ่าน ล่าแย้ ทอดแห แล้ว เหมือนย้อนเวลา รำลึกเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเป็นมา
วิถีเดียวกัน คิดว่ายังคงมีเรื่องราวน่าสนุกที่น่าติดตามอีกเยอะ แน่นอน (จับกบ อึ่งอ่าง จับเขียดตามรูระแหง ล่าหนู ขุดปูนา จับแมงดานา......)

เห็นว่าใช้เส้นทางสายด่าน ผ่านไปทางเทพารักษ์ งั้นช่วยแวะรับอีกหนึ่งคน ที่บ้านพันชนะด้วยน่ะครับ หรือถ้าไม่ผ่านมาทางนี้ก็จะไปรอที่สามแยก โรงพยาบาลด่าน นะครับ



Liked By: deer art, 5XXA
บันทึกการเข้า
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #90 เมื่อ: เมษายน 07, 2011, 06:03:39 PM »

อ่าน ล่าแย้ ทอดแห แล้ว เหมือนย้อนเวลา รำลึกเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเป็นมา
วิถีเดียวกัน คิดว่ายังคงมีเรื่องราวน่าสนุกที่น่าติดตามอีกเยอะ แน่นอน (จับกบ อึ่งอ่าง จับเขียดตามรูระแหง ล่าหนู ขุดปูนา จับแมงดานา......)

เห็นว่าใช้เส้นทางสายด่าน ผ่านไปทางเทพารักษ์ งั้นช่วยแวะรับอีกหนึ่งคน ที่บ้านพันชนะด้วยน่ะครับ หรือถ้าไม่ผ่านมาทางนี้ก็จะไปรอที่สามแยก โรงพยาบาลด่าน นะครับ



สวัสดีครับ ยินดี ชิดในเลยครับ....ด้านในชิดๆหน่อย นั่นๆๆร่องกลางรถน๊ะ จะเว้นไว้ตั้งวงเตะตะกร้อกันหรือไง 5555(รถสีส้ม ผมเจอแบบนี้ปร้าจามม)

ป๊ะคนบ้านเดียวกันอิ๊กแล่ว ดีใจหลาย... อยู่พันชนะ  พันชนะกันทั้งตำบล(นามสกุล)  ขอบคุณที่แวะมาโบก.... เดียวจะพาไปจับอึ่ง  ยิงฟันยิ้ม
อ้อ แล้วบึงพันชนะเขายังมีลงปลาสามัคคีกันอยู่ไหมครับ...คิดถึงๆ


Liked By: deer art, 5XXA
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
ยศ สวนอรุโณทัย
"คืนชีวิตให้เเผ่นดิน"
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5018

คืนชีวิตให้เเผ่นดิน 290


« ตอบ #91 เมื่อ: เมษายน 07, 2011, 06:22:08 PM »

เรื่องราวน่าติดตามครับมารอตอนต่อไป
ขอบคุรครับ


Liked By: deer art, 5XXA
บันทึกการเข้า
Nine.
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1918


« ตอบ #92 เมื่อ: เมษายน 07, 2011, 06:34:46 PM »

เรื่องราวน่าติดตามครับมารอตอนต่อไป
ขอบคุรครับ

ขอบคุณครับที่ชอบ 

ที่จริงผมเอามาลงมันยาวกว่านี้... แต่ทำไม ได้มาแค่นั้น เดี๋ยวผมเอาที่ต่อๆ(ที่ยังไม่เห็น)มาลงเพิ่มให้ครับ....

แล้วก็โอบเข้าหากันทำป็นวงๆพอได้ที่กะว่าแหทุกคนจะลงคลุมพื้นที่ในวงได้หมด ก็จะบอกกันเอ้า...ทอดได้ ก็เริ่มกัน บางคนทอดก่อน หลายคนก็พร้อมกันบางคนก็รอหลังสุด นัยว่าเดี๋ยวปลามันหลบคนโน่นคนนี้ แล้วคงมาทางนี้ ...โดยปกติ แหจะคลุมพื้นที่ที่เราตีวงกันพอดี มีบ้างนิดหน่อยทุกๆรอบ ที่แหเกยกัน ซ้อนล้ำเหลื่อมกัน แต่กติกาสากล แหใครอยู่ใต้สุด ต้องเป็นเจ้าของปลาหากปลาไปอยู่แถวๆ พื้นที่ทับซ้อนทางวงแห(แหม ทันยุคไม่ครับท่าน)   ช่วงนี้ จะเป็นการประเมินวง และถากถาง แกล้งว่าตัวเองมั่ง ว่า วงแหของใครบานไม่บาน สวยไม่สวย จะมีแซวกันก็ช่วงหลังจากนี้  หลังจากแหทุกคนลงน้ำกันหมด และเพื่อความแน่นอน อุ่นใจ กันปลาออกจากแห จะมีปลาหรือไม่มีปลาก็ช่าง เราต้องกดตีนแหไว้ก่อนรอบนึง(เหล็กถ่วงแห) ช่วงกดตีนนี่แหละ หากโดนปลา มันก็จะวิ่งวนๆอยู่แถวๆตีนแห แต่ไม่ออก คนที่ทอดแหก็จะรูสึกได้ว่ามันโดนปลา ก็รีบกดตีนให้เร็วขึ้นๆ ให้รอบแหเร็วๆ หรือกดซ้ำหลายรอบให้แน่น(มีบ่อยครั้งอยู่ที่ มือใหม่ๆทั้งหลาย เผอิญบ้าง....หรือบางครั้งก็เป็นการกระเซ้า แก้เซ็ง โดยเพื่อนที่งมแหข้าง แกล้งเอาปลาเท้า มากระตุก เขี่ยแห ให้เหมือนแหโดนปลาใหญ่ ให้ตื่นเต้น...หลังจากนั้นก็จะโดนด่า พร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ....ของทั้งกลุ่ม) หลายครั้งที่บางคนฟลุ๊ค เจอตัวใหญ่ เขาจะรู้ด้วยวิถีแห่งอาชีพ...ว่าแหเขาจะเอามันอยู่หรือเปล่า หากประเมินแล้วเอาไม่อยู่แน่ ท่าน...จะแหกปากร้องขอความช่วยเหลือ
“เฮ้ย! กูโดนตัวใหญ่โว้ย....คุณ คุณนั่นแหล่ะ เอาแห มาซ้อนกูที....เร็วๆซิว๊ะ เออๆ มาๆ.”. แล้วใครอยู่ใกล้ๆสุดก็จะรีบดึงตีนแห มาคลุมซ้อนช่วยเหลือทันที ไม่มีเกี่ยงงอน  หรือหากคนนั้นมั่นใจว่า แหของเจ้าของใช้ด้ายดี ด้ายเบอร์ใหญ่ แหยังใหม่ๆอยู่ก็ไม่ต้องซ้อนก็ได้ แต่มาตรฐานของวงการเลย ก็ต้อง
-กดตีนซ้ำๆ หลายรอบหน่อย
-ห้ามเข้าไปรบกวนในพื้นที่วงกลม ของแหเด็ดขาด เพราะปลามันจะมีแรงฮึดสุดท้าย กระทุ้งตีนแหออกได้
หรือบางครั้งที่เคยเจอ ตีนแหกดแน่นๆ มันกระทุ้งซะแหขาดก็มี หากแหอันนั้นเก่า ใช้งานมานาน  โดยเฉพาะไอ้ช่อนตัวโตๆ มุดแห กระทุ้งฉีกแห บ่อยมาก(มาภาคกลาง เจอ...กระสง แถวๆภาคกลางนี่แหละ...จะโตแค่ไหน...หากโดนแห ก่อไฟต้มน้ำรอได้เลย หนี มุด กระโดด ไม่ค่อยเป็น ตายลูกเดียว  แต่ปลากระสงนี่เนื้อหวานดีจัง แกงส้มผักบุ้งนา ต้มยำใบมะขามอ่อน สุ๊ดย๋อด....)
-ปล่อยให้ปลามันวิ่งวนๆ อยูในแห มันจะวนๆอยูใกล้ตีน แต่ไม่ออก คล้ายๆกะปลามันจะเลือกวิ่งไปที่ๆแหหลวมๆ วกไปวนมา
-แล้วก็ขึ้นมานั่งรอ มองฟองอากาศสุดท้ายของปลา ช่วงนี้มือเก๋าๆเขาจะมานั่งสูบบุหรี่(ยาเส้น มวนใบตองแห้ง อมรูดน้ำลายหนึ่งรอบ กันใบตองกรอบ แรกๆเห็นลุงทำ ถามว่าลุงๆทำอะไร เป่าคาถาโว้ย แกบอก ฮา.......)รอบนฝั่งพ่นควันฉุยๆ ใช้บุหรี่ เป็นตัวกำหนดเวลา ว่า บุหรี่หมดมวน ปลาหมดก็แรงพอดี.....ดีดก้นยาเส้นทิ้ง เดินอาดๆ ลงน้ำ แหม้ มาด...ช่วงนี้ ป๊าด...เท่ห์ซะ
          โดยธรรมชาติของปลา(ภายหลังจากที่ได้มีโอกาสขอดูทรอระทัด รายการซิงเกอเวินสะมัยกะนู๊นๆๆ) มันจะต้องขึ้นมาฮุบอากาศเป็นระยะๆ เว้นไม่ได้ ไม่งั้นตาย  ไอ้ที่ท่านเห็น คนตัวดำๆ นุ่งกกน.ตัวเดียว ไม่ใส่เสื้อ ในมือก็กำ....ศอกก็สะพายแห ทอดตามอง ในน้ำ
ก็รอเวลาที่ไอ้พวกใต้น้ำขึ้นมาฮุบอากาศ หายใจนี่แหละครับ (ปลา ก็อยากรอด.....แต่....ปลาตาย....คนรอด.....รอดไปอีกระยะหนึ่ง เป็นวิถีโลก...)
 ลุงแกเคยบอกว่า หากเอาเป็ด กะปลาช่อน กดในน้ำไม่ให้โผล่ แกว่าปลาช่อนจะตายก่อนเป็ด จริงเท็จยังไง ก็ยังไม่เคยลอง
ใครที่ทำลาบเป็ดบ่อยๆ น่าจะลองมาเล่ากันฟังมั่งน๊ะครับ
    นั่งมองฟองอากาศ วนๆในแห ซัก สิบ.. สิบห้านาที ก็จะเริ่มเห็นฟองหยุดเคลื่อนที่ แล้วก็ตามด้วยฟองเล็กๆเป็นกลุ่มสุดท้าย
ผุดขึ้นมา ลงไปเหอะครับ ตัวเงี๊ยะจะโตขนาดไหนก็อ่อนปวกเปียก(ยังกะมะเขือเผา ฮ่าๆๆ) แต่ยังไม่ตายน๊ะครับ หากรีบนำขึ้นมาใส่หมวง**(ข้อง) แล้วพักๆไว้ริ่มตลิ่ง ให้มีน้ำแช่ซักครึ่งตัว สักพักก็จะกลับมาแรงเหมือนเดิม(แต่แรงได้แค่ในหมวง**)

วกกลับมาวงทอดแหของเรากันต่อ.....

**งม...
         หลังจากที่เราทอดแหกันหมดทุกคนแล้ว กดตีนแหแล้ว เราก็จะเริ่มงม
งมกัน งมอะไร....ก็งมแห หาปลา น๊ะซิครับ  และนี่ก็คือที่มาของคำว่า งม ....
หลังจากกดตีนเสร็จ หากว่าแหไม่บานหรือไม่กลมเต็มที่ คล้ายๆกับไม่ยืดออกสุดๆ  มันจะมีเนื้อแห บางส่วน ลอยอยู่ ยังตกไม่ถึงพื้น หรือยังไม่ถึงหลังปลาในแห ปลาก็จะยังวิ่งวนๆหนีคนงมได้คล่องอยู่  ไม่เข้าตาจน ว่ากันยังงั้น...
อ้าว....แล้วทำไงต่อล่ะ....เป็นวิธีส่วนตัวผมเองน๊ะครับ  ให้ทั่นลองนึกภาพ แห ย่อขนาดลงเป็น พิศซ่าส์ฮึด** วงกลมๆ ในถาดไม้เอาไว้ในใจก่อนน๊ะครับ  คนงมแหจะลอยตัวบ้าง จมมั่ง เหมือนอยู่ในสภาพไร้น้ำหนัก ลอยไป ลอยมา ไปตามแนวรอยมีดที่เขาตัดปิซ่า(จาก **ลองนึกภาพ แห ย่อขนาดลงเป็น พิศซ่าส์ฮึด  วงกลมๆ ในถาดไม้) พร้อมกับใช้มือกดเนื้อแหให้จมฝังไปในโคลนนิดหน่อย พอไม่ให้เนื้อแหมันลอยในน้ำ(แยกกันน๊ะครับ ตีนแหนี่ต้องจมต้องแน่นให้มากเข้าไว้  ส่วนเนื้อแห นี่แค่ติดอยู่ แนบอยู่กับพื้นก็พอ) กดจากตีนแหฝั่งนี้ ไปหาตีนแหฝั่งโน้น อย่างน้อยๆก็ต้องให้มันเป็นแนวส้น คล้ายๆกากบาท ในวงกลมของแห พอแหตึง หากมีปลาอยู่ในแห เนื้อแห ด้ายแห ก็จะไปโดนตัวปลา  คราวนี้แหล่ะ โดยสัญชาติญาณของปลา พอรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติมาโดนตัวมัน มันก็จะพยายามหาทางออก แต่ก็ออกไม่ได้   เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มันจะไปจน ไปติดอยู่ที่บริเวณตีนแห ดังนั้นเราก็จะงมที่ตีนแหรอบๆ แถวขอบชีสซ์...ของพิดซ่า ประมาณนั้น ฮ่าๆๆ
แต่ก็มีเหมือนกันบางครั้งที่ปลาติดอยู่ตรงกลางๆแห เพราะช่วงมันวนๆอยู่ในแห นั้น ดั๊น....อ้าปาก แล้วก็เลยงับเนื้อแหเข้าเต็มปาก แล้วฟันปลา มันก็เป็นยังงั้นๆอยู่แล้ว ก็เลยติดหนึบอยู่อย่างนั้น(แล้วยังมีบางครั้ง ที่หยักๆเล็กๆตรงเงี่ยงของไอ้ดุก ไอ้กด ไอ้แหยง ตัวเขื่องๆ กระโดงหลัง ตะเพียนโตๆ ไปเกี่ยวตาแห เกี่ยวตาข่ายดักปลา แล้วก็ติดอยู่ยังงั้น ไม่มีหลุด ก็ยังมี)
   หลายท่านอาจมีคำถาม.... หากมีโคลนน้อยๆ หรือพื้นเป็นทรายล่ะ ดินแข็งๆล่ะ กดตีนได้ไม่แน่นล่ะ ทำยังไง...
ครับ นั้นก็คือปัญหาหนึ่งในหลายๆ ที่เป็นอุปสรรคการหาปลาด้วยแห(การ...หนึ่งของการดำรงชีพ ชาวบ้านนอก)  แต่มันก็มีวิธีแก้ไข บอกต่อสืบทอดกันมา ทดสอบ ทดลอง แก้ไข ได้ผล ยังไงแล้วก็ มาเล่าๆกันต่อๆ ๆ ปาย.......แล้วก็ต่อๆกันมา........
              ลองๆนึกว่าท้องสนามหลวง เป็น บุ่ง หนอง หรือ บึง ที่เราไปล้อมวงทอดแหกันดูน๊ะครับ หลายชั่วโมง หลายๆรอบ เราก็จะวนไป วนมา จนทั่วสนามหลวง............ หลายๆรอบ(ทอดแห)  ต่อ วัน    ต่อหลายๆ วัน...ต่อหลายๆ...เดือน วงแหของเราก็ดีขึ้นตามลำดับ...ความชำนาญก็จะสะสม คล้ายๆคราบน้ำสีสนิม ที่เกาะติดเสื้อ ที่เข้มขึ้นทุกวันๆ
จากการล้อมวงทอดแห ก็จะขยับๆขึ้นมาเป็น ยืนจ้องมองผืนน้ำ คนเดียว   รอ....และรอ...ปลาขึ้นมาผุด ...
 
เดี๋ยวมาว่ากันต่อ.........ครับ

***อุปสรรค์ของคนทอดแหกับความดำรงอยู่ซึ่งเผ่าพงศ์ ของสัตว์น้ำ....

             อุปสรรค์ใหญ่หลวงของการทอดแห คือ กอไผ่ป่า ฮ่าๆๆ กอไผ่ป่า ที่นอนสงบนิ่งทั้งกอ หรือหลายๆลำ อยู่ใต้น้ำขุ่นๆ รวมไปถึง พุ่มหนาม ทั้งพุ่ม หรือ กิ่งก้านสาขา ของบรรดาพืชมีหนามทั้งหลาย ที่มีทั้ง จงใจเอามาวางไว้หรือ ลอยตามน้ำ ตามลมมา อุปสรรค ใช่ว่ามีแต่โทษ แล้ว...ประโยชน์ของอุปสรรคใต้น้ำมีอะไรบ้าง
อย่างแรก หากทำให้เห็นแบบโจ่งแจ้งว่ามีและทำให้เห็นว่าวางไว้ชัดเจน วัตถุประสงค์ก็คือ จะบอกว่าตรงนี้ มีเจ้าของแล้ว ห้ามทอดแห ห้ามรบกวนปลาเฮาน๊ะ เราจะเก็บไว้ทำพันธุ์ หรือไม่ก็เฮาจะเก็บไว้กินเอง
อีกอย่างก็คือ ทำที่ให้ปลาได้หลบ อาศัย เจริญเติบโต ออกลูกออกหลาน ไม่โดนจับไปกินเสียหมด หรือจับไปกินตั้งแต่ยังตัวเล็กๆอยู่ คือทำที่หลบภัยให้ปลามัน

           แล้วหากว่าวางอุปสรรค์ ไม่ให้เห็นล่ะ ทำไปทำไม หากวางหรือแช่ไว้ในบ่อ หนอง บึง ส่วนตัวแล้วล่ะก็ มันอาจหมายถึงการสั่งสอนพวกลักพวกขโมยปลาที่มาแอบทอดแหขโมยปลา หลังจากที่วิธีวางอุปสรรค์ให้เห็นชัดๆ ใช้ไม่ได้ผลแล้ว(ยังมาขโมยอยู่เนืองๆ) อันนี้กระผมเองก็เคยทำเพื่อป้องกัน สั่งสอนพวกลักปลา โดยการแช่(ให้มิดน้ำ)พวกไผ่ป่า หนามพุ่มๆของพวกต้นเล็บเหยี่ยว  ไว้ในบ่อ บ้านนอกของเรา หากต้องการแจ้งให้ระมัดระวัง มิให้วัวควาย หรือกระทั่งคน บุกรุกพื้นที่ ก็แค่ เอากิ่งไม้ หรือแขนงไผ่สูงสัก2-3เมตร มัดปลายด้วยถุงพลาสติก ขาวๆให้มองเห็นได้ไกลๆ ปักไว้สี่มุมของพื้นที่ที่เจ้าของหวง แค่นี้ก็จะเป็นที่รู้กันทั่วไป ว่าพื้นที่นี้ อย่าได้รบกวน
แต่หากเป็นพื้นที่สารธารณะล่ะ  พวกกิ่งไม้ มันไปอยู่ใต้น้ำได้ยังไง....มันอาจลอยตามน้ำมา อันนี้สุดวิสัยจะทราบได้ว่ามีอยู่
แล้วเป็นเพราะเหตุอันใด เราถึงไปทอดแหตรงนั้นล่ะ....ก็เพราะเรามองไม่เห็นน๊ะสิ  ถะๆๆๆ...ถูกต้อง น๊ะคร๊าบบ
หนอง บึง สาธารณะ อาจมีบ้างบางที ที่ขาใหญ่ มักจะเอาไม้พุ่ม กิ่งไม้ ไปทำเป็นซุ้ม ซั้ง เพื่อให้ปลาหลบมาอาศัยอยู่แล้วพอได้เวลาอันสมควร ก็จะเอาแห เอาอวน มาล้อมซุ้ม ซั้ง นั้นแล้วก็เอากิ่งไม้ออก ทอดแหจับปลากัน หากเป็นซุ้ม ซั้งแบบนี้ ไม้ต่างๆจะไม่เน้นไม้หนาม หรือมีหนามก็หนามสั้นๆ เช่น มะขามเทศ มะขามเปรี้ยว ปลายๆไผ่บ้าน เพื่อสะดวกเวลายกออกหลังล้อมอวน

หากใครเคยทอดแห แล้วไปโดนไอ้พรรค์อย่างว่านี้เข้า หากกิ่งสองกิ่ง ยังพอทนแกะแหออกมาจากหนาม หากเป็นกอๆล่ก็ท่านเอ๊ย ขาใหญ่ๆมักจะแนะนำ ว่า “เฮ้ย... คุณเอาจอมกะตีนแห กลับก็พอแล้ว” หมายความว่า อย่ามัวมาเสียเวลาแกะอยู่เลย ดึงเอาตะกั่วถ่วงตีนแห กะจอมแห** กลับบ้านก็พอแล้ว(** ท่านใดไม่รู้จัก”จอมแห”ก็แจ้งมาได้น๊ะครับ)
เจอวาทะนี้เข้าไป หากเป็นหนังจีน ก็แทบจะกระอักโลหิต ออกมาคำหนึ่งทีเดียว  หรือไม่ก็ ขาใหญ่มักจะบอกว่า “เฮ้ย แหคุณเนี๊ยะ กูว่าไล่แขไปนี่ สงสัย ตกแข หลังแห้ง แหงมๆเลยโว้ย ฮ่าๆๆๆ” (**เช่นกัน ท่านใดไม่รู้จัก”แข”แห ก็แจ้งมาได้น๊ะครับ **เบื้องต้น แขแห ก็เทือกเดียว กับศะโลกปืน เขียนยังไง โศลก  สะโลก โสลก) กระอักเลือด มาอีกคราหนึ่ง

แดดร่ม ลมเย็น วันว่างๆปลอดโปร่ง วันใด เด็กใหม่กะขาใหญ่ก็มีโอกาส สรวญเสกัน
เจอเซียนแหก็มักจะคุยกะเรื่องเกี่ยวข้องกะแหเรื่งปลา
“แล้ว น้าๆ ลุงๆ เคยเจอแบบฉันบ้างไหมล่ะ” เอาว่ะลองถามดูมั่ง   คราวนี้ ในกลุ่มก๊วน ก็จะขุดของแต่ล่ะท่านขึ้นมาประจาน เอ๊ย.. !ไม่ใช่ซิ ต้องประชันประสพการณ์กัน แบบ ฮาๆ
“แล้วทำยังไงกันล่ะครับ” มือใหม่ทุกที่ ทุกงาน กำหนดไว้ว่า..ต้องมากด้วยข้อสงสัย และคำถาม ทั้งๆที่ยังไม่ได้ลอง หรือพยายาม...(ฮา... จริงน่าจะมีข้อกำหนดว่า มือใหม่ถามอะไร ขาใหญ่ก็ต้องตอบ)
ขาใหญ่...ทุกๆที่ ทุกๆวงการ ก็มาตรฐานใกล้ๆกัน คือรู้ก็รู้อยู่แล้ว แต่อยากให้มือใหม่ ลอง พยายาม ศึกษา ด้วยตัวเองก่อนแล้วถึงค่อยมาถาม
มือใหม่ใจร้อน”เอ้า...แล้วจะบอกได้หรือยังล่ะเนี่ย   แหติดหนาม ทำยังไง”ขาใหญ่ขำระคนกะรำคาญ ”กูก็นั่งแกะ แบบคุณทำอยู่นี่แหล่ะ” ฮา รอบวง “อ้าว..นึกว่าแน่ ที่แท้ก็เหมือนกัน” เราก็ยังไม่พอ  “ฉัน หมายถึงว่า.....มีไอ้ที่ดีๆกว่ามานั่งแกะแหไหม”
“ ไอ้โง่... “ อีกแล้ว คำชมแบบนี้ เอาว๊ะ ทน “ก่อนคุณทอดแห คุณก็อาบน้ำก่อนซิว๊ะ” ฮารอบวงอีกเช่นเคย
เราก็พาซื่อ “อาบทำไมล่ะ ซักกะเดี๋ยวก็จะทอดแหแล้วนี่”   ตามมาอีกคำชม ” ฉลาดจริงๆ คุณนี่ กูกะให้คุณลงไปเดิน เข้ากอหนามเล่นๆน่ะซี่  คุณจะได้รู้ว่ามันมีอะไรอยู่ไหม ใต้น้ำ ไอ้ตรงที่คุณจะทอดแห...น่ะ”  ก็แค่นั้นแหละ วนอยู่ได้  คราวนี้เราก็เลยรู้แนวทาง
     หลังๆมา หากเราจะไปทอดแห ตรงที่ที่เราไม่คุ้น ก็จะลงน้ำเดินเบาๆให้ทั่วคลุมพื้นที่ ที่จะหมายตาไว้ ซะก่อน ก่อนที่จะมานั่งกอดแหรอดูปลาผุด

     หลายๆครั้ง ที่หลังจากแหโดนหนาม หรือขาดจากการอื่น เราก็จะได้วิชา ปะแห ชุนแห ถักแห ในวงเสวนาเช่นนี้แหละครับ
ขาใหญ่ หากเห็นว่าเราสนใจจริง แกก็จะถ่ายทอดให้แบบเต็มใจ
จะว่าไปแล้ว แค่วิชาถักแหนี่ หากขยายกันจริงๆแล้วมันนำไปใช้ประโยชน์ครอบคลุม การเป็นพรานป่าล่ะเมาะได้หลายอย่างเชียวครับ มะ...จะว่าให้ฟังครับ
ท่านรู้จัก พวกนกคุ้ม นกกระทาป่า ใช่ไหมครับ  หากท่านมีอีเหน็บติดตัวสักเล่ม  กะวิชาถักแหติดตัว แค่นี้ท่านก็จะมีวิธีหาอาหารแล้วครับ(อ้างถึง:ช่วงที่ป่ายังเป็นป่าอยู่น๊ะครับ สมัยนี้เร๊อะ !ขี้..มันยังหาทำยายากเลย พ่อผมเค้าบัญญัติความหายากเอาไว้)

เอาอีเหน็บ ไปตัดไม้ไผ่มา  ไม้ไผ่นี่ใช้ทำ...ทำอะไรได้มั่ง
-ทำคันโค้งๆใส่,ยึดตาข่ายดักนก   
-ทำชะนุน(ที่บ้านเรียก ไอ้ที่ใช้ใส้ด้ายถักตาข่ายน่ะครับ) อ้อ ต้องอีเหน็บฝนปลายแหลมๆให้คมเท่านั้นน๊ะครับ จึงจะแกะได้สวย สมัยนี่ ตามตลาดเพียบ ทำจากพลาสติก เฮ้อ...ไม่ คลาสสิคเลย สมัยนั้น ชะนุน ใครสวยๆ เนียนๆ ลื่นๆนี่แสดงว่า วิชาถัก เข้าขั้นแล้ว
-ทำกระดาน(ที่บ้านเรียก ไอ้ที่แบนคล้ายๆไม้บรรทัด ใช้ในการกำหนด ตาถี่หรือห่างของตาข่ายที่ถัก ภาคกลางเรียก”ปลา”หรือเปล่า ไม่แน่ใจครับ)
   แค่นี้ก็ทำข่ายดักนกได้แล้วครับ   อ้อลืมไป อาจติดใจเรื่องด้ายหรือเชือก ไปเอามาจากไหน ฮ่าๆ หากเป็นสมัยนี่ก็ตลาดอย่างเดียวครับท่าน มีครบทุกอย่าง (รวมถึง นกกระทา ลาโรง) แต่สมัยนั้น ยังทันครับยังทัน อะไรล่ะ ก็ลามะนิลาน๊ะสิครับ
เหม็นเขียวอิ๊บๆเลยท่านไอ้มะนิลานี แต่ก่อนหากไม่โดนบังคับ ไม่เข้าใกล้เลยสมัยนั้น วิธีทำ ก่อนอื่นเลยต้องไปตัดกาบใบมันมา ตัดหนามที่คมแข็งๆทีปลายกาบมันทิ้งไปซะ เอาอีเหน็บ ไปตัดไม้ทำกระบองให้เหมาะๆมือ ทุบเข้าไปบนกาบมะนิลานั่น ให้เละ แหลกๆ มากๆยิ่งดี เสร็จแล้ว ก็เอาวางกะพื้นที่เรียบๆแข็งๆ ส่วนมากจะใช้เศษๆไม้กระดานพื้น เป็นที่รอง เอาเท้าเหยียบไว้ด้านหนึ่งให้แน่น เอากะลามะพร้าวซีกหนึ่ง ขูดเปลือกเขียวๆเละมันออกไป โดยวิธีคว่ำกะลากดๆดันๆไปข้างหน้าคล้ายๆกะไสกบไสไม้   พอเปลือกเขียวๆมันออกหมด ก็จะเห็นเส้นใยขาวๆ นั่นล่ะครับ สารพัดประโยชน์จริงๆ จะไปทำตาข่ายก็ต้องฟั้นเป็นเชือกเล็กๆหน่อย อาจจะไม่ให้ตัวหรือพริ้วตัวดี เหมือนกะเชือกด้ายไนล่อนตามตลาด แต่ก็พอใช้ได้ สำหรับงานบ้านๆ เพราะการทำงานของข่ายดักสัตว์แบบนี้เวลาสัตว์ติดข่ายแล้ว จะเหมือนกับลูกฟุตบอล อยู่ในตาข่ายเก็บลูกบอล ยังไงยังงั้นครับ ออกไม่ได้
ตา ยาย เคยเล่าว่า(อันนี้ไม่ทันจริงๆ)มะนิลา นี่ใช้ทำข่ายดักกระต่ายก็ได้ ตัวผมเองเคยเห็นแต่คันมันไอ้ที่ดักกระต่ายนี่
ตัวข่ายย่อยสลายไปแล้ว คันมัน กะเอาว่าโค้งๆ ขนาดย่อมๆกว่าเต๊นแบบโดมขนาดนอนได้สองคนหน่อยนึ่ง
 สมัยนั้น หน้าแล้งนี่ ตาจะชวนทำไอ้เจ้านี่ล่ะครับ ทำเชือกเตรียมไว้ ลากไถ ลากคราด สำหรับหน้านา ฤดูหน้า
ตัวผมเองตอนนี้วิชาฟั้นเชือก ก็เลือนๆไปแล้ว ทำได้แต่เส้นเล็กๆสั้นๆ เพราะร่วม20-30ปีมานี่ ไม่ได้จับมะนิลาเลย
คิดอยู่ ว่ามีโอกาสจะลองดูซะหน่อย
ท่านเคยเห็นห่วงหรือเงื่อนที่ถัก ที่คล้องเนื้อแหให้ยึดติดกะตีนแหไหมครับ ตอนแรกๆงงตึบ ว่ามันไปติด มันเข้าไปในวงกลมได้ไง  ไอ้ตรงนี้แหละ ก็นำมาใช้กะข่ายดักนกคุ้ม นกกระทาได้เหมือนกัน

ข่าย ดักนกเขา
ตังบาล ดักแหลว
หรือ สารพัดตาข่าย มักจะต้องเริ่ม ให้เป็นแหก่อน

วก กลับเข้ามาหาแห อีกซักครั้ง

“หว่านเป็น คุณก็ต้องชุนเป็นซิว๊ะ ใครเขาจะมาคอยทำให้คุณอยู่ตลอดล่ะ” ลุงแกหมายความว่า  เราทอดแหเป็นแล้ว หากแหขาด
ก็ต้องปะ ชุน ซ่อม เองได้   
แกบ่นหลังจากที่เราทอดแหเป็นแล้ว แต่เวลาแหเป็นรู ขาด หรือชำรุด ก็จะหอบมาให้แกช่วยปะชุนทุกครั้งไป จนบ่อยครั้ง แกก็จะพูดแบบนี้   สมัยนั้นก็คิดไม่ค่อยเข้าท่า คิดคล้ายๆกะว่าลุงเล่นตัว ไม่ช่วย อะไรทำนองนั้น
แล้วหลังจากนั้นเรื่อยมา ก็เลยเริ่มฝึกหัดกะลุงแก จนปะชุนซ่อมแหเป็น 
บางครั้งคนที่ทอดแหเป็น ถักแหไม่เป็นก็มี(ซื้อเอาก็ได้) หลายคนถักแหเป็น ปะชุนไม่เป็นก็มี เพราะหากจะว่าไปแล้วนี่ ถักแหนี่ยังมีจุดอ้างอิงเริ่ม จบตรงไหน แต่ไอ้ปะ ชุน นี่มันลำบากหน่อย เพราะมันไม่ได้ขาด เป็นรูๆ ลงตัว ลงตา ลงรอบ พอดี ต้องหาจังหวะ เริ่ม จบเอาเอง อยากพอสมควร
แล้วที่สำคัญ คนที่เป็นหมดตามข้างบน คือ ทอดแหเป็น ถักแหเป็น ซ่อมแหเป็น จะทำจอมแห**เป็น  ผมคนหนึ่งล่ะ ทำไม่เป็น ลองหลายครั้งแล้ว แต่ทำไม่ได้ ได้ก็ไม่สวย(ลองนึกถึง ลายถักตระกรุดที่สวยๆน๊ะครับ แล้วผมก็จะทำได้แค่เอาเชือกพันเรียงๆกันรอบๆตระกรุด แบบนั้น)


จะว่าไปน๊ะ  มีธรรมเนียมจริงๆน๊ะ แหนี่ หากจะเอาให้”หมาน” ก็ต้องแบบน้าปุ้มว่าไว้ก่อนเป็นปฐม
ได้วันดีแล้วหนึ่ง   อีกอย่างหากมีได้ก็จะถือว่าสุดยอด ก็คือ สถานที่ที่จะก่อจอมแห ต้องให้คนเยอะเข้าไว้  ยิ่งมีหลายๆคนมาวนเวียนซักถามว่า ทำอะไร ทำไม ยังไง ฯลฯ  ยิ่งถามหลายๆคนยิ่งถือว่าดี  ช่วงชุลมุนนี้ ขาใหญ่ก็จะพยายาม ทำจอมไว้หลายๆ อัน เก็บไว้ใช้ได้หลายผืนหน่อย หรือไม่ก็เอาไว้แบ่งเวลา มือไม่มาขอ แต่เอาเข้าจริงๆ จอมที่ขาใหญ่เตรียมไว้ให้มักจะเป็นแบบพื้นๆง่าย โน่น จะให้จอมดีๆสวยๆ ก็ต้องให้ผ่านผืนแรกไปซะก่อน
บางคราวที่เคยเห็น บ้านใครมีงานบุญมงคล มองแล้วว่าเป็นวันดี  ท่านยกเครื่องไม้เครื่องมือมานั่งก่อจอมแห หน่าสะเหมอหลื่ม(หน้าตาเฉย/เนียน/ทำไม่รู้ไม่ชี้)  อีกทีนึงที่เป็นตอนสำคัญก็ตอนติดตีนแห(ห่วงตะกั่ว/เหล็กถ่วงแห) หากมีคนเยอะๆเหมือนตอนขึ้นจอมก็จะประเสริฐๆ (แบบนิยายกำลังภายในชอบพูด) บางท่านก็จะหาครกมาใส่ไว้ในแห แล้วให้คนผ่านไป ผ่านมาถาม นั่นอะไร เอาไว้ทำไม  ทำไมไม่ดิ้นเลย(คำนี้แหละที่ปรารถนาจะได้ยืน นัยว่าเป็นเคล็ดให้ปลาอยู่ในแหแบบง่ายๆ ไม่ดิ้นรน

ไอ้ตอนถักเนื้อแหนี่ไม่เท่าไรไม่มีเคล็ดอะไรมาก ขอเพียงอย่าได้ลืมติดแข***

**แข คือ ตัวที่ทำให้ตาแห แตกแขนงเพิ่มตาแห(เพิ่มวงกว้าง)ในรอบต่อๆไป  หากไม่มีแข แหก็จะมีรอบเท่าเดิม ตั้งแต่จอมยันตีนแห โดยปกติแหที่ผมเคยถัก จะติดแขเพื่อเพิ่มตาทุกๆ4รอบ(ทุกๆ2ตาด้านลึก/น้าปุ้ม ขอภาพประกอบด้วยครับ)
หากเริ่มถักแหจากจอม 19ขา(19ตา) หลังจากรอบติดแขแล้ว รอต่อมา ตาแหก็จะเพิ่มเป็น 19X2 ตา และก็จะเพิ่มอย่างนี้ไปเรื่อยๆทุกๆ 2ตา(4รอบ) ไปเรื่อยๆแล้วแต่ ว่าเราจะถักแหให้ลึกเท่าไร(ยาวกี่ศอก) พอใกล้ๆระยะที่เรากำหนดว่าจะเอายาวเท่าไร
ก็จะหยุดติดแข แล้วถักตรงๆอย่างเดียว  ช่วงนี้จะเตรียมไว้สำหรับทำส่วนที่เรียกว่าเพลาแห แถวบ้าน จะยาวประมาณ 1ครึ่ง ถึงสองฟุต   เตรียมเอาไว้ให้ปลามุด

         ในบรรดาแห   เซียนท่านบอกว่า แห่ที่มือใหม่ถัก แล้วถักผิดถักถูก ลืมติดแขตามกำหนดระยะบ้าง ดำขะมุก ขะมอม
 เนื่องจากการรื้อที่ถักผิดบ้าง  หรือไอ้ที่ผิดปกติไต่างๆ นาๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ  ท่านบอกว่าหากใครมีไว้ในครอบครอง
 จะได้แหที่”หมาน”นัก   แรกพอแหผืนแรกเสร็จ สวยก็ไม่สวย กระดำ กระด่าง ทำไม๊..ทำไม จึงมีแต่คนมาขอซื้อ
แต่ลุงๆ น้าๆ ที่ท่านปรารถนาดี ก็มาบอกว่า ผืนแรกห้ามขาย หากอยากขาย เอาไว้ถักได้ผืนต่อไปค่อยขาย( ผืน,ปาก,ดาง /ไม่แน่ใจไอ้เจ้าลักษณะนามของแหครับ) เอๆๆ....แต่มันก็แปลกครับ ไอ้เจ้าแหถักเองผืนแรกนี่ หมานจริงๆครับ รับรู้ได้เลยว่า
ต่างจาก ได้ผืนต่อมาจริง.....

ย้อนกลับมา เรื่องแขอีกซักหน่อย จำไม่ได้ว่า เคยว่าไว้ที่ไหน มาก่อน  (แขแห หากเปรียบก็เปรียบได้กะโศลกปืนยาว ตูม!เดียวพล่า....หน่าเขียงก้อม ....etc.)

คือ ถักแห ต้องพยายามให้จบ(ความยาว)ที่”แข”ดีๆ มีนามเป็นมงคลแก่การหาปลา(ว่ากันไว้ยังงั้นครับ)

....สิทธิ การิยะ......  โบราณ ท่านว่าไว้ดังนี้ครับ(ท้องถิ่นอื่น ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าเค้ามีแบบนี่หรือเปล่า  แต่นี่...ผม...ครับ)
....สูเจ้า......พึงพิจารณา  ว่าเจ้าพึงปราถนา แขใด.....ให้สถิต อยู่บนแหเจ้า  แล้วแขก็จะคู่เจ้า  ไปตราบจากกัน.... ว่าซั่น....

ชื่อ แต่ล่ะแข....ครับ
*แขแห
*แขปลา
*แขมาเปล่า
*แขเน่าชาน
*แขคานหัก
*แขผักเหมียด
*แขเลือดแดง
*แขแกงส้ม
*แขต้มหัว
เวลาท่องจำ ก็จะเป็นแบบนี้ครับ......” แขแห แขปลา มาเปล่า เน่าชาน คานหัก ผักเหมียด เลือดแดง แกงส้ม ต้มหัว”

มาขยายความ กันหน่อย ปะไรมี....
*แขแห ชื่อก็บอก ไม่ดี มีแต่แห
*แขปลา  ก็พอได้น๊ะครับ แต่ไม่นิยม
*แขมาเปล่า   ชื่อไม่เป็นมงคลเลย กลับมามือเปล่า...
*แขเน่า(เต็ม)ชาน  โอย....ได้ปลาเยอะ ทำขี้ ขอดเกล็ดไม่ทัน เลยเน่าเต็มนอกกะชานเรือน ฮ่าๆๆ(ขาใหญ่บอกว่าดีอยู่ แต่จะได้ปลาเล็กๆ ทำปลาร้า ปลาจ่อม พอได้ )
*แขคานหัก  อันนี้ท่านก็ว่าดี หาบปลาจนไม้คานหัก
*แขผักเหมียด(เหมียด เป็นภาษาโคราช หมายถึง แกงปลา หรือแกงต่างๆ ใส่ผักผสมไปด้วย....นัยว่าเพิ่มปริมาณ)  อันนี้ก็พอได้ แต่ไม่ดี  ที่ไม่ดี เพราะมันต้องเพิ่มผักในแกงปลาด้วย
*เลียดแดง/สำเนียงโคราช** มันจะได้คล้องจองกะเหมียดงัยครับ (จริงๆก็คือแข เลือดแดง)แขเลือดแดงนี้ พิสูจน์มาแล้ว หากแหไปพานพบกับเหล่าปลาที่มีเงี่ยงทั้งหลาย มี ดุก กด แขยง หรืออื่นๆ ท่านก็จะได้ปลา พร้อมกับเลือดแดงๆตามมือ ตามเท้า ท่านคะรับ  อันนี้ท่านไม่นิยมกัน กินปลาไม่อร่อยเลย ปวดๆปลาปัก
** แกงส้ม ต้มหัว สองแขควบ   ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับ ดีหรือไม่ดี   ปลาใหญ่ๆ ตัวเขื่องๆ เท่านั้น จึงจะเหมาะแก่การนี้          แขนี้เป็นที่นิยมครับ

 แต่ถึงกระนั้นก็เหอะ.....วิชาโบราณต่างๆ ก็เป็นเพียงกำลังใจ เป็นที่พึ่ง ได้แค่ หรือ เฉพาะ บุคคลที่พร้อมแง้มรอยหยักน้อยๆ..รับเอาเก็บไว้เท่านั้นครับ  หากจะพิสูจน์กันตาม ตรรกะ   วิทยาศาสตร์ต่างๆนา    กระผม ก็ขอบ๊าย...บาย คะรับ  ผมไม่สามารถ ....ไอ้กระผมมันสาวก พรรคกระยาสารทครับ....ฮ่าๆๆๆ   คิดเข้าข้างตัวเองว่า เชื่อ....ทำ .....แล้วมันมีฟามสุขกะความสุก ก็โปร่ง สบาย...ดีครับ

เออ! นี่ทุกๆท่านครับ ใครเคยลองบ้างหรือยัง  เอาจิ้งจกทัดหูน่ะ  ไอ้จกเป็นๆนี่หล่ะ หันด้านท้องเข้าหาหัวเรา  มันจะนอนนิ่งเลยน๊ะ นานด้วย หากไม่สะบัดแรงๆ พวกจะนอนอยู่งั้นแหละ(ผมลองแล้ว)   ลองดูๆ  น๊ะครับ      โบราณๆดี(ตรงไหน) หรือว่ามันอุ่นสบาย

ขอพักเรื่องแห ไว้เพียงเท่านี้ก่อนครับ
 
  ท่านที่อยู่ในป่าคอนกรีต อยากทราบเรื่องราว อะไรเกี่ยวกะบ้านนอก...แบบแล้งๆ...  ก็แจ้งมาได้น๊ะครับ หากทราบก็จะมาบอกเล่าให้ฟัง    อาจจะมีคำถามว่า    เฮ้ย! ไอ้เรื่อง ยังงี้มันมีอยู่จริงเร๊อะ


Liked By: a106679, 5XXA
บันทึกการเข้า

.....ศรัทธา คือ เหตุผล.....
Shiro57
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 194


« ตอบ #93 เมื่อ: เมษายน 08, 2011, 01:14:27 PM »

บ้านอยู่พันชนะ แต่นามสกุลคูณขุนทด ครับ เพราะพ่อมาจากบ้านโคกรักษ์
ค..โคก กลาย เป็น ค..คูณ แต่ก็ยัง มี...ขุนทด ต่อท้าย

บึงพันชนะ เดี่๋ยวนี้สงวนเป็นแหล่งน้ำทำน้ำประปาหมู่บ้าน ไม่มีการให้ลงแหจับปลา แล้วครับ
แต่บ้านมาบกราด มีอ่างเก็บน้ำ(กร่อย) ยังมีการเปิดให้ลงแห กันบ้างนานๆ ที เคยไปดูเขาลงแหกันครั้งล่าสุด เมื่อ ประมาณ ห้าปี ก่อน

ผมออกจากบ้านไปเรียนหนังสือที่ กทม ตั้งแต่ ม. สี่ (2530) เป็นตันมา ได้กลับบ้านก็ช่วงปิดเทอม พอทำงานแล้วได้กลับเฉพาะวันหยุด

การหาแย้ หาปลา จึงสิ้นสุดมาตั้งแต่ตอนนั้น มาตอนนี้คิดอยากจะกลับไปย้อนเวลาหาอดีต อีกครั้ง




Liked By: deer art, 5XXA
บันทึกการเข้า
หญิงเพี้ยน
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3150


ดูเหมือนเพี้ยน แต่ไม่เพี้ยน แต่ก็ "เพี้ยน" อิอิ


« ตอบ #94 เมื่อ: เมษายน 08, 2011, 07:34:50 PM »

 ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม ตามมาอ่านค่ะพี่ Nine หนุกๆๆๆ  ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ เห็นเค้าหว่านแหแล้วน่าสนุก ..
ครั้นจิถอดเสื้อลงอย่างชาวบ้านเค้าก็กระไรอยู่ 555555  ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิ้มกว้างๆ
ขอเป็นผู้ชมดีกว่า  ยิ้มกว้างๆ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม มาเล่าต่ออีกเด้อค่ะ  ยิงฟันยิ้ม


Liked By: deer art, 5XXA
บันทึกการเข้า

ยิ้มกว้างๆ  ลงมือสักนิด ..ดีกว่า คิด ที่จะทำ ยิ้มกว้างๆ
mameta
ส ว น ฝั น พ อ เ พี ย ง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1284



« ตอบ #95 เมื่อ: เมษายน 08, 2011, 07:38:24 PM »

มาเพิ่มให้อีกหนึ่งกำลังใจค่ะ มะเหมี่ยวสีแดงน่าปลูกมากค่ะ ทานแล้วเปรี้ยวอมหวาน หอมอร่อยดีค่ะ


Liked By: deer art, 5XXA
บันทึกการเข้า

ต้นไม้ สายน้ำ ความสุข
หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 ... 75   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: