หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: 'ไม้ผลแปลกและหายาก' ที่น่าปลูกในปี พ.ศ.2554  (อ่าน 8546 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9778


เกษตรพอเพียง


« เมื่อ: ธันวาคม 31, 2010, 08:10:31 PM »



ในรอบปี พ.ศ. 2553 ที่กำลังจะผ่านไปพบว่าโดยภาพรวมของเกษตรกรชาวสวนผลไม้จะขายผลผลิตราคาค่อน ข้างดี ไม่ว่าจะเป็นผลไม้เศรษฐกิจอย่างเช่น ทุเรียน, มะม่วง, ส้มเขียวหวาน ฯลฯ โดยเฉพาะส้มโชกุนหรือส้มสายน้ำผึ้งราคาสูงขึ้นเท่าตัว เนื่องจากพื้นที่ปลูกส้มลดน้อยลงไปมาก ช่วงเดือนธันวาคม 2553 ราคาส้มโชกุนหรือส้มสายน้ำผึ้งมีราคาถึงผู้บริโภคไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท และมีการคาดการณ์ว่าราคาส้มสายน้ำผึ้งหรือส้มโชกุนจะมีราคาสูงอย่างน้อยอีก 2-3 ปี นอกจากไม้ผลเศรษฐกิจแล้วยังมีกลุ่มไม้ผลแปลกและหายากอีกหลายชนิดที่น่าสนใจ ปลูก เนื่องจากมีคู่แข่งขันทางการตลาดน้อยและยังมีพื้นที่ปลูกไม่มากนัก แต่ผู้ปลูกจะต้องพยายามหาตลาดรองรับไม่ว่าจะเป็นตลาดท้องถิ่นหรือตลาดเมือง ใหญ่ ไม้ผลแปลกและหายากที่น่าสนใจปลูกในปี พ.ศ. 2554 มีอยู่หลายชนิด
 


มะขามป้อมยักษ์อินเดีย จากผลงานวิจัยจากหลายประเทศพบตรงกัน ว่ามะขามป้อมจัดเป็นผลไม้ที่มีปริมาณของสารแทนนินสูงเป็นชนิดที่มีฤทธิ์ ในการต่อต้านอนุมูลอิสระต้านสารก่อมะเร็ง เพิ่มภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง กำจัดสารพิษจากโลหะหนักออกจากร่างกายและในผลของมะขามป้อมมีปริมาณวิตามินซี สูงที่สุดชนิดหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น วิตามินซีที่พบอยู่ในผลมะขามป้อมมีมากที่สุดในโลกเมื่อเปรียบเทียบกับพืชทุก ชนิด ปกติในบ้านเราจะพบเห็นผลมะขามป้อมที่มีขนาดของผลเล็กแต่ถ้าผลที่ใหญ่ที่สุด จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 3.5 เซนติเมตร พ.อ.อ.กิติ ชุ่มสกุล ได้มะขามป้อมจากประเทศอินเดีย  มาปลูกและให้ผลผลิตแล้วพบว่ามีขนาดผลใหญ่มากมีเส้นผ่าศูนย์กลางของผลประมาณ 4.5-5.5 เซนติเมตร หรือประมาณ 2 นิ้วเศษ




มะม่วงลูกผสมพันธุ์ “ยู่เหวิน” มีถิ่นกำเนิดที่ไต้หวันและเป็นมะม่วงลูกผสมระหว่างพันธุ์จินหวงกับมะม่วง พันธุ์ “อ้าย  เหวิน” มะม่วงลูกผสมสายพันธุ์นี้ได้มีการนำยอดพันธุ์มาเสียบยอดในประเทศไทยประมาณ 4-5 ปีมาแล้วและเริ่มให้ผลผลิตแล้ว ผลปรากฏว่าเป็นมะม่วงที่มีลักษณะเด่นและรสชาติดี คือ มีผลขนาดใหญ่ น้ำหนักผลเฉลี่ย 1-1.5 กิโลกรัม บริโภคได้ทั้งผลดิบและสุก ในระยะผลดิบหรือห่ามจะมีรสชาติหวานมัน (ไม่มีเปรี้ยวปน) ระยะผลสุกเนื้อจะมีรสชาติ หวานหอม, ไม่เละ, ไม่มีเสี้ยนและไม่มีกลิ่นเหม็นขี้ไต้ ที่สำคัญสีของผลมีสีม่วงเข้มดึงดูดใจแก่ผู้พบเห็นจัดเป็นมะม่วงแปลกและหายาก ปลูกและให้ผลผลิตได้ในประเทศไทย มะม่วงพันธุ์ยู่เหวิน เป็นมะม่วงที่ปลูกง่ายและเริ่มให้ผลผลิตเมื่อต้นมีอายุเฉลี่ยได้ 3-4 ปี จากการสังเกตพบว่าออกดอกและติดผลดีทุกปี
 


มะละกอแขกดำ “เรด แคลิเบียน” มะละกอแขกดำ  “เรด แคลิเบียน” เป็นมะละกอสายพันธุ์ใหม่ที่ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้ผลมะละกอมา จากอเมริกากลางและนำเมล็ดมาปลูกและคัดเลือกพันธุ์แบบผสมเปิดนานกว่า 7 ปี ได้ผลผลิตที่มีขนาดผลคล้ายกับมะละกอเรดมาลาดอล์ แต่มีขนาดของผลใหญ่กว่ามาก น้ำหนักผลเฉลี่ย 2-3 กิโลกรัม (ผลใหญ่กว่าเรดมาลาดอล์ 1-2 เท่า) เนื้อหนามากมีสีแดงส้มและรสชาติหวาน จากการปลูกทดสอบในแปลงพบว่ามีความทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ดีกว่าพันธุ์ แขกดำศรีสะเกษ เป็นมะละกอที่สามารถบริโภคได้ทั้งผลดิบ และผลสุก โดยเฉพาะผลดิบเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเพื่อทำส้มตำ ส่วนผลสุกใช้บริโภคสด โดยปกติแล้วมะละกอสามารถขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดี ในดินที่ร่วนซุยมีการระบายน้ำที่ดี เช่น ดินร่วนปนทราย ถ้าพื้นที่เป็นดินเหนียวหรือดินทรายจัด เราควรปรับปรุงดินก่อนโดยการใส่อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดี การระบายน้ำของแปลงปลูกมะละกอจะต้องดี เพราะ ต้นมะละกอเป็นพืชที่ไม่ทนต่อสภาพ น้ำขังแฉะโดยเฉพาะถ้าต้นมะละกอยังเล็ก ถ้ามีน้ำขังมาก ๆ ต้นมะละกออาจจะชะงักการเจริญเติบโตและอาจถึงตายได้




ฝรั่งพันธุ์ “ฮ่องเต้” เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2513 ทางไต้หวันได้มีการนำฝรั่งจากประเทศไทยซึ่งมีขนาดผลใหญ่ เนื้อแน่นและกรอบไปปลูกได้ผลผลิตเป็นที่ชื่นชอบของคนไต้หวันในขณะนั้น เวลาผ่านไปไต้หวันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งเรื่อยมาโดยเน้นความกรอบ อร่อยของเนื้อ, มีเมล็ดน้อยและนิ่ม ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มมีเกษตรกรไทยนำพันธุ์ฝรั่งจากไต้หวันมา ปลูกจนประสบผลสำเร็จในบ้านเราและที่รู้จักกันดีคือ พันธุ์เจินจู ซึ่งมีเมล็ดนิ่มและรสชาติอร่อย เริ่มมีเกษตรกรไทยขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้นในขณะนี้ นอกจาก ฝรั่งพันธุ์เจินจู ที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น ปัจจุบันได้มีฝรั่งไต้หวันอีกสายพันธุ์หนึ่งมีชื่อพันธุ์ว่า “ฮ่องเต้” ขณะนี้เริ่มเห็นผลผลิตแล้วซึ่งได้พบความแตกต่างจากฝรั่งไต้หวันสายพันธุ์ อื่น ๆ ที่ปลูกในบ้านเรา ตรงที่รูปทรงผลจะเป็นทรงกระบอกสี่เหลี่ยม เมื่อผลเจริญเติบโตเต็มที่มีน้ำหนักผลไม่ต่ำกว่า 500 กรัม เนื้อมีรสชาติหวานกรอบ, เมล็ดน้อยมากและนิ่ม ที่สำคัญเป็นพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลง่ายให้ผลผลิตดี ที่ไต้หวันไม่ว่าจะเป็นสวนเล็กหรือสวนใหญ่จะมีความประณีตในการห่อผลฝรั่งมาก เริ่มแรกจากการปลิดผลทิ้งบ้างให้เหลือกิ่งละไม่กี่ผลเมื่อผลมีขนาดใหญ่ใกล้ เคียงกับส้มเขียวหวานจะใช้ตาข่ายโฟมห่อที่ผลก่อนเป็นลำดับแรกและห่อตามด้วย ถุงพลาสติกบางใสและเหนียว


ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 31, 2010, 08:23:11 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า

namping
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1778


« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2010, 08:24:12 PM »

... ยิงฟันยิ้ม ในใจผม อินทผลัม ครับ ทรงต้นสวย ผลกินอร่อย ไม่งอแงกับโรคแมลง
ถ้าจะสร้างเป็นสวน ต้องอาศัยใจรัก และเวลาไปพร้อม ๆ กัน
...ไม่เหมือนไม้ผลทั่วไป ซื้อกิ่งไปปลูกอีก สอง-สามเดือนรอติดผลกินลูกเลย  ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ยังไม่ได้ปลูกครับ

         





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 31, 2010, 08:48:55 PM โดย namping » บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9778


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2010, 08:25:33 PM »

เอาข้อมูลมาให้ดูครับ  ดูแล้วราคากิ่งพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ยังคงค่อนข้างแพง  การซื้อกิ่งพันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ใดๆ มาปลูกต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล  ผมไม่ได้มีเจตนามาส่งเสริมหรือปลุกปั่นสินค้าใดๆ เพราะไม่ได้มีผลประโยชน์แม้แต่บาทเดียว  ยิ้ม
บันทึกการเข้า
konpa
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 162


« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 01, 2011, 08:26:24 PM »

     ขอบคุณ คุณชาวนาครับ ที่ให้ข้อมูล
     ถ้าพูดถึงช่องทางการตลาด ส้มสายน้ำผึ้ง หรือโชกุน ราคาปัจจุบัน นับเป็นผลไม้ที่ให้ผลตอบแทนสูงมาก(ไร่ละ 67 ต้น ปลูก 6x4 ผลผลิตต้นละ 120 กก. กก.ละ 40 บาท(ราคาส่งเฉลี่ย) เงิน/ไร่ = 67x120x40= 321600 บาท/ไร่ ..... แต่มันไม่ใช่ตามที่คิด  ที่ต้นทุนปุ๋ย + ยา สูงมากตามไปด้วย  ตอนนี้ยังมีโรคเหลืองโทรม และไวรัสอีกหลายตัวเล่นงานอยู่  รวมทั้งลูกนิ่ม(โดนโรคอะไรไม่รู้เข้าไปตัดน้ำเลี้ยงและอาหารที่ขั้วผล) เกษตรกรส่วนใหญ่เก็บผลผลิตได้ 20-40 % ของปรกติ  ผมมีอยู่ 20 ไร่ ปลูกมา 7 ปี ปีนี้ต้องถอยครับ...
     ที่น่าสน ก็มะขามป้อมอินเดีย แม้ช่องทางการตลาดไม่มี แต่สามารถสร้างช่องทางใหม่ได้ง่าย ทั้งผลสดและแปรรูป 
     มะม่วง และฝรั่งก็น่าสนครับ แต่การสร้างตลาดใหม่ ต้องทนครับ กว่าคนจะรู้จัก..และตลาดจะรับ
     มะละกอ ผมยังฝังใจเกี่ยวกับโรคที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ถ้าปลูกไม่มากก็น่าสนครับ........
     ผมมองว่า ปลูกอะไรก็ได้ที่เราสามารถควบคุมมันได้ ต้นทุน โรค แมลง ผลผลิต  ส่วนการตลาดต้องอาศัยจังหวะกับดวงครับ.....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 01, 2011, 08:30:16 PM โดย konpa » บันทึกการเข้า
เอ
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2276


« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 03, 2011, 08:17:41 AM »

ดูๆก็น่าสนใจครับสำหรับคนชอบปลูกอย่างเราๆ แต่เมื่อพินิจพิเคราะห์ให้ละเอียดจะเห็นว่าเป็นผลไม้ตามกระแสก็ไม่เชิง(คนไทยมักจะชอบชื่อที่ออกทางเมืองนอกซะด้วยสิ) จริงๆแล้วสู้ผลไม้ของไทยไม่ได้เลย
บันทึกการเข้า
phumiam
...อยู่สมุทรปราการไปทำไร่เพชรบูรณ์...
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 516


« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 03, 2011, 02:24:36 PM »

แต่ละอย่างราคากิ่งพันธ์เอาเรื่อง ถ้าปลูกสักสองสามต้นคงไม่เป็นไรแต่ถ้าจะปลูกกันเป็นไร่ๆ....ที่แน่ๆคนขายกิ่งพันธ์รวยแต่คนปลูกยังไม่แน่ใจ
บันทึกการเข้า

< บ้านไร่ชายป่า >  http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=23399.0
watinta
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 62


« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 03, 2011, 03:44:37 PM »

ผมสนใจมะละกอมากที่สุด เพราะระยะเวลาให้ผลผลิตเร็วดีครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: