หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7 8   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม  (อ่าน 44792 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
anatsadang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 25


« ตอบ #80 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 04, 2011, 08:28:02 PM »

นมัสการพระคุณจ้าขอรับ
ได้ความรู้มากเลยขอรับ  เกิดศรัทธาในพุทธศาสนายิ่งขึ้น  ขออนุโมทนาสาธุขอรับ
บันทึกการเข้า

มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #81 เมื่อ: มีนาคม 31, 2011, 05:14:33 PM »

หลังจากที่ห่างหายไปนาน เพราะมัวแต่ติดภารกิจอย่างอื่น จนทำให้ไม่มีเวลามาอัพเดทรูปที่ไปเที่ยวพม่า หลายคนอาจจะคิดว่า เที่ยวพม่า จบลงแล้ว แต่ยังครับ ถึงจะช้าหน่อย แต่คิดว่า ความรู้สึกยังไม่ได้หมดไป เพราะมนต์เน่ห์ของพม่ายังไม่หมดครับ

  หลังจากพาชมวัด มนูหะ แล้ว ทางคณะเราก็เดินทางไปยัง วัดธรรมยังจี หรือปิรามิดแห่งพุกาม วัดนี้ถือเป็นวัดที่ใหญ่มี่สุดในพุกาม มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจครับ
ธัมมะยังจี แปลว่า...แสงสว่างแห่งธรรมะ...แต่ที่มาออกจะโหดสักหน่อยนะครับ....ธัมมะยังจี จัดเป็นเจดีย์ประเภท เจดีย์วิหาร..สร้างในสมัยพระเจ้านรสุ...จัดเป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาณาจักรพุกาม...ด้วยความที่พระเจ้านรสุ ต้องการสร้างให้ยิ่งใหญ่กว่า อานันทวิหารและวิหารสัพพัญญู

   เมื่อปี พ.ศ. ๑๗๐๕ พระเจ้านรสุขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๕ แห่งอาณาจักรพุกาม ด้วยการปลงพระชนม์ พระเชษฐา และพระบิดาซึ่งก็คือพระเจ้าอลองซีตู กล่าวกันว่า พระเจ้านรสุลอบปลงพระชนม์พระเจ้าอลองซีตูขณะที่พระองค์กำลังนั่งสมาธิที่เจดีย์ชเวกูจี โดยการเอาผ้าปูพระที่นั่งอุดพระนาสิกจนสิ้นพระชนม์.....
  เพื่อเป็นการไถ่บาป พระเจ้านรสุจึงบัญชาให้สร้าง...แสงสว่างแห่งธรรมะ....ธัมมะยังจี...ขึ้นมา...โดยให้มีแผนผังแบบเดียวกับอานันทวิหารแต่ต้องการให้มีขนาดที่ใหญ่กว่า มั่นคงแข็งแรงกว่า และสวยงามมากกว่าอานันทวิหาร ดังนั้นคนงานทุกคนจึงต้องเรียงอิฐให้สมานกันให้สนิท สนิทกันจนไม่สามารถเอาเข็มสอดผ่านเข้าไปได้ หากคนงานคนใดเรียงอิฐไม่สนิทก็จะถูกตัดมือทันที.......

ด้วยความที่ธัมมะยังจี มีที่มาในการก่อสร้างไม่บริสุทธิ์..ทำให้ประชาชนไม่มีจิตศรัทธามาช่วยกันก่อสร้าง ทำให้พระเจ้านรสุต้องเกณฑ์คนงานมาทำการก่อสร้างอย่างกดขี่ขมเหง....

และแล้ว...กฏแห่งกรรมก็ทำงาน.....การก่อสร้างธัมมะยังจียังไม่แล้วเสร็จ พระเจ้านรสุก็ถูกลอบปลงพระชนม์ในปีที่ ๔ ของการครองราชย์ของพระองค์ โดยผู้ลอบปลงพระชนม์เป็นพ่อของนางสนมเชื้อสายสิงหลจากเกาะลังกา...
ธัมมะยังจี แม้ว่าจะจัดเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรพุกาม แต่ก็เป็นเจดีย์ที่สร้างไม่เสร็จ และเป็นเจดีย์ที่แทบจะไม่มีผู้คนมากราบไหว้เนื่องมีที่มาที่ไม่บริสุทธิ์นั่นเอง.....










นี่คือพระพุทธรูป ที่สันนิษฐานกันว่า พระเจ้านราสุ ทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระบิดาและพระเชษฐาที่พระองค์ทรงปลงพระชนม์ การที่มีพระพุทธรูป๒องค์คู่กันไม่ค่อยมีให้เห็นมากนักในพม่า



นี่เป็นเครื่องตัดมือคนงานที่วางอิฐแล้วสามารถเอาเข็มสอดเข้าไปได้



คนนี้เป็นหัวหน้าทัวร์ในครั้งนี้ อาตมาเลยจับมาถ่ายรูปซะเลย













« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 28, 2011, 02:02:34 AM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
piyaponk
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


« ตอบ #82 เมื่อ: เมษายน 01, 2011, 11:00:19 PM »

อ่านจนจบ เพราะอยากไปเหมือนท่านมหา ที่อยากมากที่สุดคือนั่งสมาธิหน้าเจดีย์


Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #83 เมื่อ: เมษายน 02, 2011, 10:07:05 AM »

หลังจากที่ได้ไปชมความงามของวัดธรรมยังจีแล้ว คณะเราก็รีบออกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป ที่นักท่องเที่ยวที่มาพุกาม ปรารถนามากที่สุดนั่นก็คือ การมาชมพระอาทิตย์ตกดิน ที่ดินแดนทะเลเจดีย์สี่พันองค์ คณะเราเลือกจุดชมวิว ที่นักท่องเที่ยวไม่มาก แต่ทัศนียภาพสวยไม่แพ้ที่อื่น ตอนที่ไปก็มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและฝรั่งมารอถ่ายภาพอยู่ไม่กี่คน แต่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก ที่พอถึงจุดสำคัญคือตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน แบตกล้องดันมาหมดเสียนี่ เลยอดถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกดินมาให้ดู เลยเอาภาพมาให้ชมว่าพุกามตอนใกล้ค่ำ บรรยากาศเป็นอย่างไร


หัวหน้าคณะทัวร์


อันนี้ลูกทัวร์ ที่ไปด้วยกัน นิสัยดีมาก เป็นญาติกะหัวหน้าทัวร์



ถ่ายรูปคู่กับป้านิด คุณนิตยา ลักษณวิสิษฐ์ เจ้าของน้ำพริกนิตยา และนิตยาไก่ย่าง อันเลื่องลือในด้านความอร่อย ป้านิดเธออัธยาศัยดีมากๆ น่ารัก สุภาพ เป็นกันเอง



ภาพสุดท้ายก่อนแบตหมด  ลังเล  ลังเล



หลังจากนั้นก็เข้าสู่ที่พัก เก็บแรงไว้ตะลุยต่อพรุ่งนี้




Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 20, 2011, 10:50:07 AM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #84 เมื่อ: เมษายน 02, 2011, 10:50:32 AM »

ตื่นขึ้นมาตอนเช้า หลังจากที่ตื่นไปทำวัตร ตอนตี4 แล้ว ก็ฉันอาหารเช้าที่โรงแรม เก็บกระเป๋าเสร็จสรรพเรียบร้อย เช็คเอ้าท์เป็นที่เรียบร้อย เพราะตอนบ่าย4โมงเย็น คณะเราจะเดินทางกลับ ไปย่างกุ้ง วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะเก็บความงดงามของพุกาม ดังนั้นเราจึงเดินทางแต่เช้า ต้องบอกว่าคณะไหนที่ไปพม่า วางแผนการไปไม่ถูกจะเสียเปรียบพม่าเป็นอย่างมาก เพราะจะไม่ได้เก็บเอาบรรยากาศ ความสวยงาม มีคณะนึงที่ไป เจอกัน เขาไปถึงพุกาม5โมงเย็น พักที่พุกาม1คืน เสร็จแล้ว ตอนเย็นก็กลับ เที่ยวพุกามแบบเร่งรีบ เก็บความงามไม่หมด ต้องบอกว่า หัวหน้าไกด์ท่านวางแผนได้เยี่ยมจริงๆ
ตอนเช้าเราเดินทางไปที่ วัดภูพญา หรือ เจดีย์ภูพญา  เจดีย์ภูพญา ตั้งอยู่บริเวณเลียบลำน้ำอิระวดีมีรูปทรงคล้าย ๆกับน้ำเต้า ซึ่งผู้สร้างเจดีย์องค์นี้คือ พระเจ้าปยูซอตี ในปี ค.ศ. 162-243 กษัตริย์องค์ที่สามแห่งพุกาม และมีตำนานเล่ากันต่อ ๆ มาว่า พระองค์ทรงค้นพบวิธีกำจัดไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดี่ยวกับน้ำเต้า มักขึ้นอยู่รกตามริมน้ำ พระเจ้าตะมุดะริด ปฐมกษัตริย์แห่งพุกามจึงพระราชทานพระธิดาให้ และยังทรงแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทสืบทอดอีกด้วย พระเจ้าปยูซอตีจึงสร้างเจดีย์ภูพญาขึ้นเป็นอนุสรณ์ ด้วยเหตุนี้เจดีย์องค์นี้จึงได้กลายเป็นแม่แบบของเจดีย์องค์อื่น ๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยหลังอีกมากมาย ซึ่งองค์เจดีย์ดีนั้นเป็นรูปทรงน้ำเต้า คล้ายเจดีย์ทิเบต ฐานทำเป็นแนวกำแพงซ้อนกันหลายแถว ตระหง่านอยู่บนฝั่งเหนือลำน้ำอันกว้างใหญ่ ชาวเรือแห่งแม่น้ำอิระวดีจึงใช้เป็นเครื่องหมายในการนำร่องเดินเรือ และในวัดมีศาลาตั้งอยู่หลังหนึ่ง ทำหลังคาเป็นทรงเก้าจั่ว ภายในเป็นแท่นบูชา มูนไต้นัต ผู้เป็นเจ้าแห่งพายุ


เมื่อขึ้นมาก็จะเห็นเจดีย์สีทองตั้งเด่นเป็นสง่า



เนื่องจากเจดีย์ตั้งอยู่ติดแม่น้ำ ถ้ามาตอนเช้าๆ จะเห็นเงาเจดีย์ทอดลงไปที่แม่น้ำแบบนี้



หลบแดดมาพักร้อน จะเห็นได้ว่า ชีวิตของคนพม่า คือการได้ไปไหว้พระ ทุกเช้า ก่อนที่ทุกคนจะไปทำงาน ไม่ว่าจะอาชีพอะไรก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่คุณจะทำคือการไปไหว้พระ สวดมนต์ เป็นวัฒนธรรมที่ปลูกฝังมาหลายชั่วอายุคน



เมื่อหลบแดดมาพักร้อน ก็สังเกตุเห็นพม่ามุงครับ ไม่ใช่ไทยมุง ด้วยความที่เราช่างสังเกตุ บวกกับความอยากรู้อยากเห็น ยิงฟันยิ้ม จึงเดินเข้าไปใกล้ๆพม่ามุง


เมื่อแหวกผู้คนไปได้ ก็พบกับสิ่งๆนี้ครับ อัศจรรย์ใจมาก ถือว่าเป็นความสุดยอดของสถาปนิกครับ เอาความหักเหของแสง มาบวกกับการสะท้องของแสง ตอนเช้าเงาเจดีย์อีกด้านทอดผ่านไปที่แม่น้ำ เงาอีกด้านทอดผ่านลงที่หลุมนี้ และเลือกช่วงเวลาที่เหมาะเจาะลงตัว อยากรู้จังเลยว่าคนโบราณเขาไปเรียนวิชาสถาปนิกนี้มาจากมหาลัยไหน  อายจัง อายจัง





สุดท้ายก่อนจาก ก็ไม่ลืมไปทำบุญ แต่พอเดินไปที่ตู้รับบริจาค ก็สะดุดตา กับแบงค์ๆนึง คุ้นๆว่าเคยเห็นที่ไหน  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 28, 2011, 02:23:52 AM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #85 เมื่อ: เมษายน 02, 2011, 11:15:04 AM »

คณะเราใช้เวลาอยู่ที่เจดีย์ภูพญาอยู่ระยะนึง ก็ออกเดินทางไปยัง วัดถ้ำสินธุอูจันทา เป็นถ้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง มีอยู่ที่หมด 3 ถ้ำในพุกาม ที่มนุษย์ขุดดินขึ้นมา วัดนี้ใช้สำหรับพระวิปัสสนากรรมฐาน ข้างในอากาศอบอุ่น สบาย ตอนที่ไปข้างนอกอากาศก็ค่อนข้างหนาวเย็นนิดๆ แต่พอเข้าไปในถ้ำแล้ว อากาศกลับอบอุ่นสบาย คณะเราก้ไปทำบุญที่วัดนี้ นำผ้าไตรจีวร และปัจจัยให้ทางวัด วัดนี้ส่วนมากนักท่องเที่ยวไม่ค่อยมาเพราะไกล และที่สำคัญไม่ค่อยมีเวลาเพราะส่วนใหญ่จะอยู่ที่พุกามแค่คืนเดียว ดังนั้นการที่จะมาเที่ยววัดถ้ำแห่งนี้ โอกาสจึงเป็นไปได้ยาก

เมื่อมาถึงคณะเราก็ทำบุญกับทางวัดก่อน




กุฏิแบบนี้ จะกลับไปทำที่วัดสักหลัง


อันนี้ไก่พม่าของแท้  ยิงฟันยิ้ม  ยิงฟันยิ้ม


เสร็จแล้วเราก็ลงไปยังถ้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น  เป็นการขุดดินลงไปนะครับ ตอนแรกเราก็ งง อยู่ว่า ถ้ำมันอยู่ตรงไหน แต่พอเดินมาเจอแล้วก็ต้องร้อง อ๋อ ทุกคนที่ไปต่างทึ่งถึงจินตนาการของคนคิดและคนสร้าง จากรูปพื้นดินจะอยู่ตรงสายไฟนะครับ ช่องปูนช่องที่3 นั่นคือระดับพื้นดินครับ ขุดลงไปลึกเหมือนกัน แต่ขอโทษ นี่ยังไม่ใช่ระดับถ้ำนะครับ ถ้ำต้องลงไปอีก



ภาพนี้จะเห็นชัดครับ ระดับพื้นดิน  มะละกอปลูกในดินที่ขุดลึกขนาดนี้ ยังงาม



อันนี้คือทางเข้าถ้ำครับ ต้องลงไปอีก อาตมาไปทึ่งกับ การจัดการระบบน้ำที่ไม่ให้ลงไปในถ้ำ เวลาหน้าฝน เขาวางระบบน้ำให้ไหลไปได้ยังไงเวลาหน้าฝน


ภายในถ้ำ มีอยู่หลายห้อง  มีการแบ่งแยกห้องชัดเจน ความสูงน่าจะราวๆ2เมตร ซึ่งถือว่าสูง จะมีห้องเดินจงกรม ห้องนั่งสมาธิและห้อง นอน สามารถจุพระได้ราว30รูป ซึ่งถือว่าเป็นถ้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นได้ใหญ่ๆมาก

















Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 28, 2011, 12:50:22 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #86 เมื่อ: เมษายน 02, 2011, 11:45:05 AM »

เรามีเวลาอยู่วัดถ้ำไม่นานัก เราก็รีบบึ่งรถมายังจุดชมวิวอีกจุดหนึ่งของพุกาม จุดนี้นักท่องเที่ยวยังไม่รู้จักมาก อาจจะเพราะอยู่ไกล แต่ความสวยไม่แพ้กัน น่าเสียดายวิหารและเจดีย์ส่วนใหญ่ที่สูงๆ เขาจะปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้น จะให้ขึ้นได้เฉพาะจุดที่รัฐบาลเปิดให้ขึ้นเท่านั้น และทางรัฐบาลพม่าได้สร้างหอคอยจุดชมวิวเมืองพุกาม และเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชม แต่อยู่ไกลอยู่ห่างนอกเมือง และมีราคาแพง จึงทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยว ทางรัฐบาลจึงปิดเจดีย์ที่สูงๆเพื่อให้นักท่องเที่ยวไปขึ้นหอคอย แต่ก็ไม่มีใครไปขึ้นอยู่ดี
นี่คือวิหารที่เราจะขึ้น


ข้างหน้าจะมีจิตรกรของพม่า นั่งวาดรูปกันให้เห็นสดๆ ฝีมือการวาดนั้น สวยงามไปอีกแบบ สนนราคาก็ไม่แพงเท่าไร ราคาพอฟังได้



เขามองหน้าอาตมาแล้วก็พูดเป็นภาษาพม่ากับไกด์ชาวพม่า ซึ่งก็แปลความออกมาได้ว่า จะวาดภาพที่เหมาะกับเราให้โดยมองจากลักษณะ เป็นช้าง  ยิงฟันยิ้ม  แต่ทำไม ดูช้างอ่อนหวานยังไงก็ไม่รู้  โกรธ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ



ภาพวาดนี้เป็นของช่างผู้หญิงวาดอยู่ตรงกันข้าม






เมื่อเข้ามาก็จะเจอพระพุทธรูปแบบนี้เหมือนกันทุกวิหาร



ทางขึ้นวิหารและเจดีย์ทุกองค์จะเล็กและแคบแถมชันมาก ดังนั้นทุกคนต้องระวัง และตะโกนบอกทางกันเสมอ ให้ระวังหัว



เมื่อเราเดินผ่านความสูงชันและความมึดขึ้นมา เราก็เจอภาพแบบนี้





















อาจารย์เจ้าคุณวัดเทพสิรินทราวาส ที่ไปด้วยกัน ท่านอัธยาศัยดีมากๆ น่าเคารพเป็นอย่างยิ่ง



Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 28, 2011, 01:27:26 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #87 เมื่อ: เมษายน 02, 2011, 12:12:45 PM »

มาถึงสิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างของช่างสมัยพุกาม นั่นคือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนเปียก หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า  Buon Fresco ไทยเราเองยกย่องภาพจิตรกรรมฝาผนังของฝรั่งมากจนเกินไป จนลืมไปว่า คนเอเชียเราเองก็มีภาพแบบนี้เหมือนกัน แถมเกิดก่อนฝรั่งอีกด้วยซ้ำ ไทยเราก็รับเอาภาพจิตรกรรมแบบนี้มาเหมือนกันที่วัดศรีชุม เมืองสุโขทัย สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
แต่ที่พุกามนี้ มีมาก มีอยู่1วัด ที่สวยงามและภาพยังอยู่ครบไม่สึกหรอ แต่น่าเสียดายเขาห้ามถ่ายรูป และองค์การยูเนสโก้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน แห่งเดียว ฝรั่งเขายอมรับว่า ภาพจิตรกรรมแบบปูนเปียกที่พม่า มีก่อนตะวันตกเสียด้วยซ้ำ









Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 28, 2011, 01:16:09 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #88 เมื่อ: เมษายน 02, 2011, 01:00:53 PM »

ก่อนทานอาหารเที่ยง คณะเราก็เดินทางไปยังหมู่บ้านมินกาบา หมู่บ้านที่ทำเครื่องเขิน พม่าเป็นกลุ่มชนที่มีการผลิตเครื่องเขิน และใช้เครื่องเขินในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไปมาต่อเนื่องยาวนาน รวมถึงมีพัฒนาการด้านเครื่องเขินมากกว่าประเทศเอเชียอาคเนย์อื่นๆ อีกทั้งยังมีรูปแบบและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองสูง
จากบันทึกของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงกล่าวไว้ในเรื่องเที่ยวพม่า พ.ศ.2478 ว่า ...ได้รับความรู้แปลกทางโบราณคดี เรื่องการทำของลงรักในเมืองพม่าไว้อย่างหนึ่ง จะกล่าวไว้ตรงนี้ด้วย   "ฉันได้เห็นในหนังสือพงศาวดารพม่าฉบับหนึ่งว่าวิชาทำนอง ลงรักนั้น พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองได้ไปจากเมืองไทย (คือว่าได้ช่างรักไทยไปเมื่อ ตีกรุงศรีอยุธยา ได้ใน พ.ศ. 2112) ถ้าจริงดังว่าก็พึงสันนิษฐานว่าครั้งนั้นได้ไปแต่ วิธีทำรัก "น้ำเกลี้ยง" กับทำ "ลายรดน้ำ" จึงมีของพม่าทำเช่นนั้นแต่โบราณ แต่วิธี ที่ขูดพื้นรักลงไปเป็นรูปภาพ และลวดลายต่าง ๆ นั้นพวกช่างชาวเมืองพุกามเขา บอกฉันว่าพึ่งได้วิธีไปจากเมืองเชียงใหม่ เมื่อครั้งหลัง"
ผู้รู้เล่าว่า … จากหลักฐานในพงศาวดารของพม่ากล่าวว่า เมื่อพม่าเข้ายึดครองเมืองเชียงใหม่ได้กวาดต้อนเอาชาวเมืองเชียงใหม่และช่างผีมือไปไว้ ในเมืองพม่าหลายครั้ง ปัจจุบันชาวล้านนาเหล่านั้นยังคงมีการทำเครื่องเขินชนิดขูดขีดเป็น ลายเส้น แล้วถมลายเส้นด้วยสีต่าง ๆ อยู่ที่เมืองพุกามซึ่งพม่าเรียกเครื่องเขินชนิดนี้ว่า "โยนเถ่" ซึ่งแปลว่า เครื่องยวน หรือ เครื่องประดิษฐ์ขี้นโดยชาวไทยยวนหรือล้านนาเครื่องเขินของพม่ามีลวดลายประดับแบบหนึ่งซึ่งว่า "ซินเม่" ซึ่งคำว่า ซินเม่ นี้ หมายถึง เชียงใหม่ น่าจะเป็นลวดลายดั้งเดิมจากเชียงใหม่ตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศ์มังราย ปี พ.ศ. 2100

เครื่องเขินนับได้ว่าเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่เลื่องชื่อของพม่า และพุกามก็ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตเครื่องเขินคุณภาพสูงมานาน ทั้งลวดลายที่งามวิจิตร มาดูขั้นตอนการทำเลยนะครับว่า มีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง

ภาพนี้จัดแสดงการทำตั้งแต่เริ่มต้นครับ มีวิธีการอย่างไรบ้าง ตั้งแต่การไปเก็บน้ำจากต้นรัก มาทำรักที่ใช้ปิดทอง ปัจจุบันไทยเรายังพอหาได้แถวๆเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันหายากและมีราคาแพงมาก แต่ขอโทดที่พม่าหาได้ง่ายๆและราคาถูก ปัจจุบันไทยใช้ สีเฟร๊ก flexแทน เพราะราคาถูกกว่า และประหยัด คุณภาพใกล้เคียงกับ รัก แต่ความเงางามของทองที่ปิดนั้น ยังไม่สู้รัก







เอาไม้ไผ่ที่เหลาจนเล็กและเรียว มาขึ้นรูปแบบนี้ครับ



เขาใช้เวลาในการขึ้นโครงแปปเดียวเองครับ  อันนี้เข้าใจว่าจะเป็นชาม นะครับ



แล้วก็นำมาขัดให้เรียบก่อน1ครั้ง





นอกจากจะใช้ไม้ไผ่แล้ว ภูมิปัญญาช้าวบ้านอีกอย่างหนึ่งคือ การนำขนหางม้า มาสาน ทำให้แข็งแรงกว่าไม้ไผ่ ที่สำคัญม้าในพุกามเยอะมาก เป็นพาหนะที่ใช้กันทุกครัวเรือน







เครื่องเขินที่ใช้ทั่วไป ขึ้นโครงด้วยตอกไม้ไผ่ จะมีโครงที่แน่นแข็งแรงเรียบเสมอกันโดยตลอด เมื่อทารักสมุกแล้ว ขัดก็จะได้รูปภาชนะที่ค่อนข้างเรียบเกลี้ยงบาง และมีความเบาการตกแต่งของเครื่องเขิน ชนิดนี้มีลักษณะเด่นที่นิยมการขูดลาย 
ภูมิปัญญาอีกอย่างของคนสมัยก่อนคือ เมื่อลงรักเสร็จแล้วต้องตากในที่ร่ม เนื่องจากพื้นผิวเป็นไม้ไผ่ และต้องตากในที่ไม่มีลมไม่มีแดด คนพุกามจึงได้สร้างห้องใต้ดินขึ้นมา เพื่อเก็บรักษาเครื่องเขินไว้ โดยการนำลงไปไว้ในห้องใต้ดินอย่างน้อย7วันเพื่อให้ รักที่ลงแห้งสนิท จึงจะนำมาสู่ขั้นตอนต่อไป นั่นก็คือการขูดลาย
เทคนิคการตกแต่งผิวภาชนะด้วยวิธีการขูดลายนี้ ภาชนะที่จะทำลวดลายได้จะต้องมีผิวบางรักที่แห้งสนิทและเรียบ
อันนี้คือรัก เมืองไทยไม่ค่อยมีแล้ว หายากเต็มที แต่ที่พม่า มีมากมายซะเหลือเกิน






ห้องใต้ดินที่ใช้อบเครื่องเขิน







เมื่อนำไปไว้ที่ห้องใต้ดินจนได้ที่แล้ว ก็จะนำมา ขูดผิวเพื่อให้เรียบ





เมื่อขูดให้ผิวเรียบแล้ว ก็นำไปลงรักอีกที แล้วก็อบเหมือนเดิม ต่อจากนั้นก็จะสู่การ จารลาย การจารลายต้องใช้เหล็กปลายแหลมคล้ายเหล็กจารใบลาน กรีดลงไปบนผิวยางรักของภาชนะ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญของช่างเป็นอย่างมาก โดยที่ไม่ให้เกิดเส้นลึกมาก จนยางรักกะเทาะออก หรือแผ่วเบาเกินไปจนทำให้ลวดลายมองเห็นได้ยาก





เมื่อจารเสร็ตแล้ว เขาก็จะลงรักอีกครั้งเพื่อความแข็งแรง นำไปอบเหมือนเดิม แล้วก็สู่ขั้นตอนการลงสี



เมื่อลงสีเสร็จ นำไปอบในห้องใต้ดินอีกครั้ง แล้วก็นำมาขัดล้างน้ำ นำไปอบอีกครั้ง ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เรียกได้ว่ากว่าจะได้เครื่องเขินแต่ละอัน กินระยะเวลานานมากเป็นเดือนๆเลยทีเดียว ปัจจุบัน แม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย แต่คนพม่าเขาก็บอกว่า ไม่เอาดีกว่า เพราะถ้ามีเทคโนโลยีเข้ามา อาจจะช่วยทำให้ย่นระยะเวลาในการทำได้สั้นลง ทำให้ผลิตได้ทีละมากๆขึ้น แต่สิ่งที่เสียไปคือภูมิปัญญาที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษอาจจะสูญหายไป อันนี้เห็นด้วยร้อยเปอร์เซนต์










ทุกอย่างที่นี่ ขายเป็น ยูเอสดอลลาร์ อันนี้ 125 $ อันที่ยังไม่ได้ลงลายนะครับ  อันที่ลงลาย 555 $  ลังเล ลังเล  ที่แพงเพราะ เริ่มจากการเหลาไม้ไผ่ขึ้นโครงเสร็จ จากวันที่ทำวันแรก จนถึงวันที่เสร็จ กินเวลาประมาณ 2 เดือนขึ้นไป แล้วแต่ลายที่ทำ บางอันใช้เวลาประมาณ 4 เดือน เรียกว่า ต้องใช้ทั้งฝีมือและความวิริยะอุตสาหะ



สุดท้ายก่อนจาก หมู่บ้าน มินกาบา  ภาพธรรมชาติใสๆซื่อๆของสาวพม่า





Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 28, 2011, 02:08:35 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
Greengirl
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 361


« ตอบ #89 เมื่อ: เมษายน 02, 2011, 02:18:36 PM »


อ่านหน้าแรกยังไม่จบเลยก็อดไม่ได้มาเขียนคอมเม้นต์ก่อนค่ะ

เห็นแล้วประทับใจมากเรื่องความสะอาดค่ะ ตัวดิฉันเองเสียความรู้สึกเรื่องความสะอาดกับวัดไทยค่ะ บอกตรงๆสกปรกมากๆ ไม่รู้ว่าทางวัดไม่มีกฎระเบียบแบ่งหน้าที่การทำความสะอาดหรือยังไงคะ วัดไทยส่วนมาก 99.99เปอร์เซ้นต์สกปรกค่ะ พอเข้าไปจะกราบพระพุทธรูปก็กราบไม่ลงค่ะ มีทั้งฉี่แมว อึแมว เรี่ยราด ไปหมด บอกตรงๆนะคะว่าเสียความรู้สึกกับพระสงฆ์ไทยก็มาก มีข่าวไม่เว้นแต่ละวัน อยากได้แต่เงินเข้าวัด มีมือถื่อ มีโน๊ตบุ้ค มีรถส่วนตัว  แข่งกันสร้างแข่งกันรวย สะสมรถแพงๆก็มาก อย่างนี้ไม่เรียกว่าปลงหรอกค่ะ แต่พอมาเห็นที่นี่ ความรู้สึกศรัทธาก็ค่อยกลับมาหน่อยค่ะ  ต้องเป็นแบบนี้ค่ะ ถึงอยากกราบไหว้ ศรัทธาอย่างแท้จริง
และดิฉันเองก็เชื่อค่ะว่าท่านเป็นพระที่ดี รู้สึกได้ค่ะ
ตอนนี้ดิฉันเองเลิกเข้าวัดแล้วค่ะ จะสะสมเงินไปเข้าวัดพม่าแทนค่ะ




Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #90 เมื่อ: เมษายน 02, 2011, 03:13:55 PM »


อ่านหน้าแรกยังไม่จบเลยก็อดไม่ได้มาเขียนคอมเม้นต์ก่อนค่ะ

เห็นแล้วประทับใจมากเรื่องความสะอาดค่ะ ตัวดิฉันเองเสียความรู้สึกเรื่องความสะอาดกับวัดไทยค่ะ บอกตรงๆสกปรกมากๆ ไม่รู้ว่าทางวัดไม่มีกฎระเบียบแบ่งหน้าที่การทำความสะอาดหรือยังไงคะ วัดไทยส่วนมาก 99.99เปอร์เซ้นต์สกปรกค่ะ พอเข้าไปจะกราบพระพุทธรูปก็กราบไม่ลงค่ะ มีทั้งฉี่แมว อึแมว เรี่ยราด ไปหมด บอกตรงๆนะคะว่าเสียความรู้สึกกับพระสงฆ์ไทยก็มาก มีข่าวไม่เว้นแต่ละวัน อยากได้แต่เงินเข้าวัด มีมือถื่อ มีโน๊ตบุ้ค มีรถส่วนตัว  แข่งกันสร้างแข่งกันรวย สะสมรถแพงๆก็มาก อย่างนี้ไม่เรียกว่าปลงหรอกค่ะ แต่พอมาเห็นที่นี่ ความรู้สึกศรัทธาก็ค่อยกลับมาหน่อยค่ะ  ต้องเป็นแบบนี้ค่ะ ถึงอยากกราบไหว้ ศรัทธาอย่างแท้จริง
และดิฉันเองก็เชื่อค่ะว่าท่านเป็นพระที่ดี รู้สึกได้ค่ะ
ตอนนี้ดิฉันเองเลิกเข้าวัดแล้วค่ะ จะสะสมเงินไปเข้าวัดพม่าแทนค่ะ




อย่าเพิ่งคิดเช่นนั้นครับ อย่าเอาความคิดเห็นของเราไปตัดสิน พระทั้งประเทศ แล้วเหมาว่า ไม่ดีไปเสียทั้งหมด เพราะความคิดเห็นของเรา พระที่ดีก็มีอีกมาก เพียงแต่เราไม่รู้ เขตบุญส่วนใหญ่ล้วนแต่อยู่ในวัด ฉะนั้นแล้ว อย่าเพิ่งเลิกเข้าวัดครับ จริงๆแล้วนะครับ ชีวิตความเป็นพระก็น่าเห็นใจไม่น้อย ปัจจัยที่ญาติโยมมาถวาย ครั้นจะเก็บเข้า ก็ว่าสะสม ครั้นจะซื้อของมาใช้ส่วนตัวบ้าง ก็ว่าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย อยู่ที่มุมมองครับ พระเถระผู้ใหญ่ บางทีบางครั้งท่านไปไหนมาไหนก็ต้องใช้รถ ส่วนใหญ่โยมที่นับถือซื้อถวายครับ หรือไม่บางวัด ก็เอาเงินวัดซื้อเพื่อกิจการของวัด ถ้าพระเถระผู้ใหญ่ขึ้นรถเมล์ก็ดูกระไรอยู่
อาตมาเคยโดนกระเป๋ารถเมล์ไล่ลงรถเมล์มาแล้ว เขาบอกข้างบนมีอยู่3รูป หลวงพี่ขึ้นมาอีกรูป จะไปสวดผีหรือ เราโดนคนทั้งรถเมล์มอง หน้าซีดเลย เลยต้องลงจากรถ หรือไม่ก็พอขึ้นบนรถ กระเป๋ารถเมล์ก็พูดให้ได้ยินเลยว่า ขึ้นมาอีกแล้ว ไอ้พวกเสือเหลือง วันนี้ตรูจะแด..ก ไรว่ะ แบบนี้ก็มี
โลกมันหมุนไปทุกวัน พระเราเองก็ต้องหมุมนตาม  การบวชเป็นพระไม่ใช่อยู่ที่วัดดีวัดดัง แต่อยู่ที่วัตรปฏิบัติ ครับ เขาก็เอาคนธรรมดานี่แหละครับมาบวช
อย่าเพิ่งเลิกเข้าวัดนะครับ เข้าบ้างเป็นบางครั้ง ส่วนพระรูปไหนจะบวชเพื่อสะสม และเพื่อลดกิเลส ก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลครับ ไม่ได้เกี่ยวกับคณะสงฆ์
อาตมาเข้าใจ ความรู้สึกของคุณ Green Girl ดี เพราะอาตมาครั้งนึงก็เคยจับพระสึกเหมือนกัน ข้อหา กินเหล้า จริงๆโทดไม่ถึงสึกหรอกครับ แต่เพราะอาตมายอมไม่ได้ที่ตัวเองให้ศีล ๕ โยมแต่ตัวเองยังทำไม่ได้ เถียงกันจนหน้าดำหน้าแดง ท่านก็บอกว่า อาบัติเล็กๆน้อยๆ เราก็บอกขนาดอาบัติเล็กๆน้อยๆท่านยังกล้าล่วง แล้วอะไรจะเป็นหลักประกันได้ว่า ท่านจะไม่ล่วงอาบัติใหญ่ ก็เลยเอากฏหมายห้ามดื่มเหล้าในวัดมาจับสึกครับ

เวลาที่เห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ อาตมาก็มีความรู้สึกเดียวกับญาติโยมครับ  แต่อาตมายังเชื่อในคำพระพุทธเจ้าว่า พระธรรมวินัยนี้เหมือนกับมหาสมุทร คือ มหาสมุทร จะไม่สกปรกเลย จะซัดเอาสิ่งปฏิกูล ขยะ มาไว้ที่ชายหาดเพื่อให้มหาสุทรสอาด ฉันใด พระสงฆ์ผู้บวชมาแล้วหากประพฤติตัวไม่ดี ทำผิดพระวินัย พระศาสนานี้ก็จะซัดเขาออกไปสู้ฝั่งคือเพศฆราวาสเอง

ฉะนั้นพระที่ทำไม่ดี เราก็ไม่ต้องไปเสียใจกับเหตุการณ์ครับ เราก็ควรจะดีใจเพราะว่า พระศาสนาได้กำจัดพระชั่วๆออกไปแล้ว
บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
Greengirl
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 361


« ตอบ #91 เมื่อ: เมษายน 02, 2011, 03:38:30 PM »

อ่านจบแล้วค่ะ โอ้โห ไม่รู้มาก่อนเลยว่าที่พม่าจะมีวัดมากมายอย่างนี้ และแต่ละวัดก็ยิ่งใหญ่ อลังการงานสร้างมากๆเลยค่ะ

ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านที่โพสเรื่องนี้ ทำให้หูตากว้างไกลกว่าเดิมมาก อ่านจบแล้วก็อยากจะย้ายไปอยู่พม่าแทนค่ะ


 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม>>>>>>>  พม่ายังไม่จบนะครับ ยังมีอีก ติดตามต่อนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 02, 2011, 03:57:10 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #92 เมื่อ: เมษายน 02, 2011, 03:53:47 PM »

เมื่อเราพักทานอาหารเที่ยงแล้ว เราก็เดินทางต่อไปยัง มหาวิหารสัพพัญญู
พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าจันสิตตารุ่งเรืองมาก ส่งผลให้กษัตริย์ราชวงศ์พุกามองค์ต่อมา คือ พระเจ้าอลองซีตู สืบทอดพระปณิธาน ด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ฟูเฟื่องยิ่งขึ้น ในรัชสมัยของพระองค์นี้เองที่นักประวัติศาสตร์ยกให้เป็นยุคทองของพุทธศาสนาในพุกาม ด้วยการเกิดขึ้นของเจดีย์มากมายที่ชาวพุกามได้สร้างขึ้นตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของกษัตริย์ของพวกเขา ตามความเชื่อที่ว่า ยิ่งสร้างมาก ยิ่งได้บุญมาก
“สัพพัญญูวิหาร” หรือสำเนียงพม่าว่า “ตะบินยู” เป็นพระนามหนึ่งของพระพุทธเจ้า แปลว่าผู้รู้ทุกอย่าง ตะบินยูพญา จึงหมายความว่า “มหาวิหารแห่งความรอบรู้” เป็นวิหารขนาดใหญ่ที่ไก้ชื่อว่าเป็น “วิหารที่สูงที่สุด” ในพุกาม เป็นวิหารยอดปรางค์ สร้างขึ้นในสมัย พระเจ้าอลองซีตู ในปี พ.ศ.1687
ตัววิหารมีลักษณะเป็นวิหารรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 180 ฟุต สูง 201 ฟุต ถือเป็นวัดประจำรัชกาล สร้างเลียนแบบวัดในอินเดีย มีความสูงถึง 5 ขั้น … ชั้นล่างเป็นที่สำหรับคฤหัสถ์พัก ชั้นที่ 2 เป็นชั้นที่พักสำหรับพระสงฆ์ ชั้นที่ 3 มีมุขด้านหน้าเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดหน้าตัก 3 ศอก พระประธานของวัด ชั้นที่ 4 สำรับเก็บพระไตรปิฎก ส่วนชั้นที่ 5 เป็นองค์สถูป ที่เชื่อกันว่าเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ
วิหารสัพพัญญูแสดงให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าของการก่อสร้างวิหาร ด้วยมีความสูงถึง 5 ชั้น มีบันไดและทางเดินในผนังติดต่อถึงกันตลอด คล้ายกับทางเดินในผนังที่วิหารวัดศรีชุม เมืองเก่าสุโขทัย … วัดสัพพัญญูยังได้รับการยกย่องว่าเป็นวิหารที่มีอากาศถ่ายเท มีแสงสว่างดีกว่าวิหารอื่นๆในพุกาม ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในสถาปัตยกรรมพม่า
เมื่อก่อนเจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ที่ผู้คนมาดูพระอาทิตย์ตกดินกัน แต่ตอนนี้ทางการห้ามขึ้นไปบนองค์พระเจดีย์ เพราะเกิดรอยร้าวและอาจจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ นักท่องเที่ยวจึงไปดูที่เจดีย์ชเวซานดอแทน
เนื่องจาก เขาไม่ให้ขึ้นไปชั้นบน คณะเราจึงได้แค่ชมความงาม และเข้าไปไหว้พระในวิหารเท่านั้น แล้วออกเดินทางต่อ






หลังจากนั้น คณะเราก็เดินทางไปเรื่อยๆ ไปยังที่ๆไม่ค่อยมีใครไปกัน เพื่อไปถ่ายรูปโดยเฉพาะ ไปดูจินตนาการของสถาปนิกในสมัยนั้น

ถ่ายขณะอยู่บนรถ



วิหารธรรมยังจี



เขาบอกจะพาไปดูจินตนาการและความสุดยอดของสถาปิก ต้องเดินไป



อีกคนกำลังช่างใจว่าจะไปไม่ไป อีกคนกำลังตรวจดูกล้องว่าเหลือกี่รูป แล้วทั้ง2คนก็หันมาถามอาตมาว่า "มหาทำไมเขาไม่จอดรถใกล้ๆ เขาไปจอดไกลให้เราเดินทำไม ในเมื่อมันเดินย้อนกลับ อาตมาก็ได้แต่ตอบว่า ม่ายรู้



นี่คือจินตนาการของสถาปนิก เมื่อพันกว่าปีที่ผ่านมา







ตรงนี้คือเจดีย์ที่ถ่ายรูป อยู่ห่างจากสระน้ำประมาณ ไม่น่าเกิน 500 เมตร









Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 15, 2011, 12:34:28 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #93 เมื่อ: เมษายน 02, 2011, 04:47:19 PM »

หลังจากนั้นคณะของพวกเรา ก็เหลือเวลาอีก1ชั่วโมง ก่อนขึ้นเครื่องกลับกรุงย่างกุ้ง หัวหน้าทัวร์เลยพาพวกเราไปแวะยังศูนย์วิจัย ทานาคา ไปแวะทานกาแฟ ตอนแรกอาตมาเข้าใจว่า ทานาคา คือแป้ง แต่จริงๆแล้ว ทานาคา เป็น ไม้ เป็นจ้นไม้ชนิดนึง เอาต้นทานาคา มาถูกับหิน หยอดน้ำลงนิดนึง ก็เอามาลูบปะหน้าได้ เป็นเคล็ดที่ไม่ลับ ตำรับผิวขาวเหมือนสาวพม่า ที่ศูนย์วิจัยนี้ มีการทำทานาคาเหมือนแป้งสำเร็จรูป คือนำมาใช้ได้เลยไม่ต้องมานั่ง ฝนไม้ทานาคา มีทั้งกลิ่นกุหลาบ มะลิ และมะนาว  ยิงฟันยิ้ม









โคมไฟสวยๆร้านนี้ ตั้งอยู่ด้านหน้าศูนย์วิจัย เห็นสวยดีเลยเก็บมาฝากสมาชิกเผื่ออยากทำโคมไฟสวยๆแบบนี้ติดหน้าบ้าน





Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 15, 2011, 12:43:51 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #94 เมื่อ: เมษายน 03, 2011, 08:08:08 PM »

   ตั้งใจที่จะลงภาพไปเที่ยวพม่า ให้หมด เพราะช่วงสงกรานต์จะต้องกลับบ้านที่ขอนแก่น และอาจจะอยู่นานเป็นเดือน ดังนั้นจึงอยากจะลงภาพแห่งความประทับใจให้หมด แล้วค่อยมาลงภาพเก็บตก

    ทีนี้ก็มาชมพระนอนตาหวานกันบ้าง วัดเจ๊าทัตจี หรือ พระพุทธไสยาสน์เชาตาจี อยู่ในเมืองย่างกุ้ง องค์พระมีความยาวกว่า ๗๐ เมตร ซึ่งเป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า คนไทยเรียกพระนอนตาหวาน เพราะนอกจากดวงพระเนตรของพระพุทธรูปที่วาดไว้อย่างสวยงามแล้ว ยังมีขนตางอนงามอีกด้วย ส่วนลูกนัยน์ตาทำด้วยแก้วที่สั่งผลิตเป็นพิเศษจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้มองดูแล้วเหมือนมีชีวิต ราวกับมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ภายใน นอกจากนี้จีวรยังได้รับการตกแต่งให้ดูพลิ้วสวยงามเหมือนผ้าครองจริง ๆ ใต้พระบาทที่วางไว้ไม่เสมอกันนั้น มีการวาดลวดลายสวยงาม ว่าด้วยสิ่งที่เป็นมงคล ประกอบด้วย ธรรมจักร มงคล ๑๐๘ ประการ แสดงโลกทั้ง ๓ คือเครื่องหมาย ๕๙ ประการ แสดงถึงอากาศโลก เครื่องหมาย ๒๑ ประการ แสดงถึงสัตว์โลก และเครื่องหมาย ๒๘ ประการ แสดงถึงสังขารโลก และยังมีเครื่องหมายพระเจ้าจักรพรรดิ์รวมอยู่ในนั้นด้วย

  ปางนี้อาจจะไม่เหมือนกับพระนอนทั่วไป คือเอามือแนบที่หู แต่ปางนี้เอามือค้ำศรีษะ มีท่านผู้รู้กล่าวว่าปางนี้เราอาจจะเรียกว่าเป็นปางประทับพักผ่อนพระวรกาย หรืออาจจะเป็นปางที่พระองค์เสด็จพักผ่อนรอ อสุรินทราหู ยักษ์ที่มีฤทธิ์เดชมาก และเข้าใจว่าตัวเองมีรูปร่างใหญ่โต พระพุทธเจ้าองค์นิดเดียว เราจะไปเข้าเฝ้าได้อย่างไร พระพุทธองค์ทราบวาระจิตของอสุรินทราหู ทรงเสด็จมาโปรด โดยทรงเนรมิตพระวรกายของพระองค์ให้ใหญ่กว่า อสุรินทราหุถึง 100 เท่า เพื่อคลายทิฏฐิ มานะ ของยักษ์ตนนี้ แล้วพระองค์ก็ทรงแสดงธรรมโปรด















Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 15, 2011, 12:48:32 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #95 เมื่อ: เมษายน 03, 2011, 08:21:10 PM »

หลังจากนั้น คณะเราก็เดินทางกลับกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ แต่ทริบนี้เนื่องจากว่า เวลาเราไม่เยอะ จึงไม่มีโอกาสไปดูช้างเผือก ของประเทศพม่า ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากสนามบินกรุงย่างกุ้งมากนัก แต่ว่า พระอาจารย์รูปนึง ที่วัดราชสิท ท่านก็ไปพม่าเหมือนกัน ท่านได้ไปชมช้างเผือกของพม่า เรียกว่า ช้างเผือกจริงๆ ไม่ได้เผือกเหมือนบ้านเรา จริงๆแล้ว เขาห้ามถ่ายรูปช้างเผือกนะครับ แต่ยังไงพี่ไทยเราก็ห้ามไม่ได้อยู่ดี ห้ามถ่าย แต่ถ่ายแล้วเจ้าหน้าที่ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


Thanks: Ro  ฝากรูป

ตัวนี้ช้างเผือกนะครับ ไม่ใช่หุ่นช้าง


Thanks: Ro  ฝากรูป


Thanks: Ro  ฝากรูป


Thanks: Ro  ฝากรูป


Thanks: Ro  ฝากรูป


Thanks: Ro  ฝากรูป


Thanks: Ro  ฝากรูป


Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7 8   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: