หน้า: 1 2 3 4 [5] 6 7 8   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม  (อ่าน 44196 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #64 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 07:47:06 PM »

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมถึงมีบ้านหลังเล็กๆบนหลังคาพระราชวัง คำตอบก็คือ เป็นที่อยู่ของมหาดเล็กที่คอยไล่นก ไม่ให้มาเกาะบนหลังคา เวลาที่พระมหากษัตริย์อยู่ โดยจะมีเวรยามผลัดเปลี่ยนกันไล่ ตลอดวัน


ข้างหลังอาตมาคือท้องพระโรงที่ออกว่าราชการของพระเจ้ามินดง






บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม

มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #65 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 07:53:42 PM »

หลังจากที่พวกเราได้ชมความงามของพระราชวังมัณฑะเลย์ได้สักพักครับ เราก็รีบเดินทางต่อไปยังวัดชเวนานดอ สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง เป็นวัดของพระเจ้าธีบอสร้าง โดยรื้อมาจากตำหนักที่พระเจ้ามินดงพระมหากษัตริย์องค์ก่อนทรง สวรรคตบนพระตำหนักนี้ แล้วทางพระมเหสีและพระราชโอรสพระราชธิดา โปรดให้รื้อพระตำหนักมาสร้างเป็นวัด  มีการแกะสลักลวดลายตั้งแต่ หน้าบรรณ หลังคาและบานประตู ไว้อย่างงดงาม นับว่าเป็นความคิดที่ถูกต้องครับ เพราะไม่อย่างงั้นพระตำหนักนี้จะถูกอังกฤษทิ้งระเบิดใส่ และคงถูกทำลายไปแล้ว




















Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 12, 2011, 08:21:21 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #66 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 08:31:39 PM »

หลังจากที่เรามีเวลาอยู่ที่วัดชะเวนานดอ ไม่ถึง15นาที เราก็เดินทางไปต่อที่วัดกุโสดอ เป็นวัดที่พระเจ้ามินดงสร้างในปี พ.ศ.2400
ความสำคัญของวัดนี้คือ เป็นสถานที่ที่พระเจ้ามินดง ทรงใ้ห้สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๕ ซึ่งถือว่าเป็นกิจอันเป็นกุศลอย่างยอดเยี่ยม สมเด็จฯพระเทพฯ ทรงวิเคราะห์ไว้ว่า การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งนี้ น่าจะเป็นพระราโชบายของพระเจ้ามินดง ที่จะธำรงรักษาประเทศ สร้างความมั่นใจให้แก่คนพม่า ซึ่งในเวลานั้นเริ่มระส่ำระสาย เนื่องจากการเสียพม่าภาคใต้ให้แก่อังกฤษไปแล้วนั่นเอง
แผนผังของวัดกุโสดอ





เมื่อพระเจ้ามินดงทรงดำริให้สังคายนาพระไตรปิฎก ก็ทรงมีพระบรมราชโอการให้สอบทานชำระพระไตรปิฎกให้ถูกต้องทั้งด้านพยัญชนะและไวยกรณ์ โดยทรงโปรดให้พนักงานจารพระไตรปิฎกลงใบลาน และจารึกลงแผ่นศิลา เป็นจำนวนถึง ๗๒๙ หลักด้วยกัน โดยจารึกเป็นภาษาบาลี ลงหมึกทองเพื่อให้อยู่ยั่งยืนสืบไป



และที่วัดนี้จะแตกต่างจากวัดอื่นคือ วัดนี้จะใช้ดอกบัวเป็นดอกไม้ไหว้พระซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะต่างจากวัดอื่น และที่พม่าใช้บัวสายไหว้พระ ไม่เหมือนบ้านเราซึ่งใช้บัวหลวง



Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #67 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 08:54:17 PM »

หลังจากที่คณะเราชมความงามของเมืองมัณฑะเลย์ราชธานีแห่งสุดท้ายของพม่าก่อนเสียเอกราชให้อังกฤษแล้ว เราก็เดินทางต่อไปยังเมืองพุกาม ราชอาณาจักรแห่งแรกของพม่า อาณาจักรพุกามนั้น ยิ่งใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรบ หรือแม้กระทั่งพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท อาณาจักรพุกาม มีมาก่อนอาณาจักรสุโขทัยเรา ราวๆ300ปี เมื่ออาณาจักรพุกามล่มสลาย พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงได้รวบรวมกำลังไพร่พล ตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อว่า อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรพุกามล่มสลายเมื่อ กุ๊บไลข่านหรือเจงกิสข่าน กษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่ชาวมองโกล ยกพลมาตีอาณาจักรพุกาม แล้วตกเป็นเมืองขึ้นของมองโกล อาณาจักรพุกามอ่อนแอลงเรื่อยๆ อาณาจักรพุกามถูกสถาปนาโดยพระเจ้าอโนรธามังช่อปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกาม  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิระวดี   คณะเราเดินทางมาถึงเมืองพุกามก็บ่าย4โมงเย็น เราเดินทางต่อไปยัง ชเวสิกอง 1ใน5 มหาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่าให้การเคารพนับถือ 
 เจดีย์ชเวสิกอง สร้างโดยพระเจ้าอโนรธามังช่อ ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกาม โดยธรรมเนียมการสร้างเจดีย์ เจดีย์องค์ใหญ่สุดจะเป็นเจดีย์ที่กษัตริย์ทรงสร้าง และองค์ที่มีขนาดเล็กถัดมา เป็นการสร้างโดยเหล่าขุนนาง อำมาตย์ ลดหลั่นลงมาตามบรรดาศักดิ์
คณะเรามาทำวัตรเย็นและเจริญพระพุทธมนต์ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่นี่ เราใช้เวลาไม่นานที่นี่ เพราะพรุ่งนี้เช้าเราจะมาใหม่ แต่ที่มาเจดีย์ชเวสิกองนี้ก่อนเข้าโรงแรมคือ เราต้องการมาทำวัตรเย็นที่นี่  เจดีย์ชเวสิกองนี้ อายุราวๆ1,500-1,600 ปี

ความอัศจรรย์ ๙ ประการของพระมหาเจดีย์ชเวสิกอง
๑. ยอดพระเจดีย์ไม่มีผนังยันเหล็ก
๒. เงาของส่วนสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์ไม่เปลี่ยนตำแหน่ง
๓. กระดาษห่อแผ่นทองคำเปลวที่นำไปปิดส่วนยอดพระเจดีย์ จะไม่ร่วงลงมาพ้นเขตสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์
๔. เขตสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวและนักจาริกแสวงบุญได้ไม่จำกัดจำนวน
๕. มีการให้ทานด้วยข้าวสุกร้อนๆ ทุกเช้าที่พระเจดีย์
๖. เมื่อตีกลองใบใหญ่จากด้านหนึ่งของพระเจดีย์ จะไม่สามารถได้ยินเสียงกลองจากด้านอื่นๆ
๗. เมื่อมองดูพระเจดีย์ จะเกิดภาพลวงตาคล้ายพระเจดีย์ตั้งอยู่บนสันเขา
๘. ไม่ว่าฝนจะตกหนักเพียงใด จะไม่มีน้ำฝนขังอยู่ในอาณาเขตขององค์พระเจดีย์
๙. ในอาณาเขตสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์ จะมีต้นคะยี (Khaye) หรือต้นชะยา (Chayar) ซึ่งจะออกดอกทั้งปี



ทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว เราก็เดินเวียนประทักษิณ ๓ รอบเพื่อความเป็นสิริมงคล



เจดีย์ชเวสิกอง ในยามค่ำคืน





Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 19, 2011, 07:07:22 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #68 เมื่อ: มกราคม 13, 2011, 02:54:10 PM »

หลังจากที่เราทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว ก็กลับมายังโรงแรมที่พัก โรงแรมของเรานั้นคือ Bagan Hotel เป็นโรงแรมเดียวที่อยู่ในเขตเมืองเก่า เจ้าของเส้นใหญ่มาก เพราะสามารถย้ายหมู่บ้านออกจากเขตเมืองเก่าได้
-เขตท่องเที่ยวของเมืองพุกามแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ๆ คือ
     เขตเมืองเก่า (Old Bagan)  ซึ่งเต็มไปด้วยโบราณสถาน  ทางรัฐบาลได้ย้ายชาวบ้านออกไปเมื่อหลายปีก่อน  อนุญาตให้มีสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ  ได้เพียงโรงแรมและภัตตาคารบางแห่งเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว  ซึ่งมีความจำเป็น  เพราะเขตอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้กว้างขวางมาก
   บริเวณที่ชาวบ้านย้ายไปอยู่เรียกว่า  เขตเมืองใหม่ (New Bagan)  ก็มีโบราณสถานมากเช่นเดียวกัน  แต่จะหนาแน่นน้อยกว่า  มีสิ่งปลูกสร้างของชาวบ้านแทรกอยู่ระหว่างโบราณสถานเหมือนกับของอยุธยาของเราทีเดียว  ในเวลากลางวันจะมองเห็นเกวียนเทียมม้าหรือวัวของชาวบ้านที่ออกไปทำงานวิ่งปะปนกับรถม้าของนักท่องเที่ยวโดยตลอด
  ส่วนราคาค่าพักนั้น ไม่กล้าถาม แต่รู้ว่า แพงมากๆ ขนาดโรงแรมในเขตเมืองใหม่ ซึ่งเล็กกว่า ราคายังตกคืนละ50$ ส่วนโรงแรมนี้ ไม่กล้าถาม กลัวรู้ราคาแล้วมหาบ้านนอกนอนไม่หลับ ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ส่วนบรรยากาศในโรงแรมนั้น ต้องบอกว่าดีมากๆ อยู่ติดแม่น้ำอิรวดี ด้านหน้าโรงแรมเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ ชื่อเจดีย์กอดอพลิน ซึงใหญ่โตมากๆ มาชมบรรยากาศโรงแรมนะครับ ส่วนใหญ่มีแต่ฝรั่งที่มาพัก ส่วนคนไทยก็มีบ้าง ไม่มาก แต่คณะเรานอนที่นี่ 2 คืนครับ หัวหน้าไกด์บอกว่า มาพุกามแค่วันเดียว เสียดายตาย เพราะพุกาม วันเดียวก็เที่ยวไม่หมด อาตมาเห็นจะจริง อย่าว่าแต่วันเดียวเลย เดือนนึงยังเที่ยวพุกาม ไม่หมด
-พุกาม เป็นดินแดน กึ่งร้อนกึ่งทะเลทราย สภาพอากาศ หน้าฝนๆก็ตกไม่เยอะ แต่ไม่แห้งแล้งมากนัก สภาพโบราณสถานและโบราณวัตถุ ยังคงไม่ถูกทำลายไปเพราะความชื้น

ทางเข้าโรงแรมทีพักครับ





ทางไปห้องพัก ที่นี่ดูทีวีไทยได้นะครับ รับยูบีซี ไทย มีช่อง7 ให้ดูด้วย











ห้องอาหาร ของโรงแรม ได้ชมบรรยากาศของแม่น้ำอิรวดีไปด้วย




มาชมบรรยากาศของห้องอาหารตอนกลางคืนบ้างครับ มันจะโรแมนติกขนาดไหน













Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #69 เมื่อ: มกราคม 13, 2011, 03:20:51 PM »

หลังจากที่หลับสบายเมื่อตอนกลางคืนแล้ว อาตมารับปากอาจารย์เจ้าคุณวัดเทพสิรินทราวาส ที่ไปด้วยกัน งานนี้ตอนแรกไป 5 รูป แล้วอีกคณะเดินทางกลับกรุงเทพ ส่วนอีกคณะก็เดินทางต่อมายังมัรฑะเลย์และพุกาม ที่มาพุกาม มีพระ 3รูป เป็น ท่านเจ้าคุณ 2 รูป ส่วนอาตมาก็มหาบ้านนอก  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม รับปากอาจารย์ว่าจะไปทำวัตรเช้ากันที่เจดีย์ กอดอพลิน ซึ่งตั้งอยู่หน้าโรงแรมทีพัก มีพระไป2รูป กับโยมผู้ชาย1คน ตื่นตี3ครึ่ง ครั้งนี้เวลาพม่า ไม่ใช่เวลาไทยเหมือนที่มัณฑะเลย์ อาบน้ำล้างหน้า ครองผ้า เดินออกจากโรงแรมก็ตี4 ไปถึงเจดีย์ วัดที่พม่าส่วนใหญ่จะเปิดประตูวัดประตูโบสถ์วิหารตอนตี4 เพราะจะให้ชาวบ้านมาสวดมนต์ไหว้พระ แต่เช้า
-อาตมายอมรับด้วยใจจริงว่า ชอบพุทธศาสนาแบบพม่ามาก ชอบความเป็นพุทธที่แทรกซึมอยู่ในทุกอณูของชีวิต ขณะที่พิมพ์อยู่นี้ คิดเห็นภาพที่ชาวพม่าไปวัด อาตมาก็รู้สึกขนลุก
-มีความประทับใจส่วนตัว อยากจะเล่าให้พวกเราฟังว่า ตอนตื่นมาตี4เดินออกมาจากโรงแรม ก็มีเด็กๆผู้ชาย อายุ12 ปีได้ มาขายโปสการ์ด ราคาพันจ๊าด ก็สี่สิบบาทเรา เด็กๆพม่า เขาตื่นเช้า ทำมาหากิน ช่วยพ่อแม่ทำงาน ภาษาอังกฤษของเด็กคนนี้ดีมากๆ อาตมาก็ถามเขาว่า ขายแพง อยากรวยละสิ เด็กคนนั้นตอบว่า เขาไม่อยากรวยหรอก ขอแค่พอมีพอกิน ไม่ลำบาก อาตมาถามต่อว่า ถ้ามีเงินสิ่งแรกที่อยากทำคืออะไร นี่คือคำตอบของเด็กอายุ12 เขาตอบว่า ถ้ามีเงิน สิ่งแรกที่อยากจะทำคือ เขาจะพาครอบครัวพาพ่อแม่ พี่น้องญาติทุกคน ไปไหว้ชเวดากอง ที่ย่างกุ้ง และไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวน ให้ได้สักครั้งในชีวิต หากเขาไม่ตาย เขาจะต้องทำได้แน่ๆ เขาจึงยอมตื่นเช้ามาขายโปส์การ์ด อาตมาได้ฟังแล้วขนลุก น้ำตาจะไหล เด็ก12แต่มีความคิด ที่ผู้ใหญ่ยังอาย พระพุทธศาสนากับวิถีชีวิตของชาวพม่า ในแยกกันไม่ออกจริงๆ อาตมาเลยอุดหนุนโปส์การ์ด ไปสองชุด สองพันจ๊าด แล้วให้เด็กเก็บไว้อีก สามพันจ๊าด รู้สึกสบายใจสุดๆ ที่ได้ทำบุญ นึกถึงที่ไร อาตมายังปลึ้มใจไม่หาย

ภาพนี้คือเจดีย์กอดอพลิน หน้าโรงแรม ถ่ายเมื่อตอน ตี4



สถานที่เดียวกันแต่คนละเวลา ภาพนี้ 6โมงกว่าๆ


พุกามในยามเช้า ถ่ายจากเจดีย์ซึ่งอยู่ข้างถนนทางเข้าโรงแรม ซึ่งเด็กขายโสการ์ด พาขึ้นมาถ่าย







อันนี้พิพิธภัณฑ์ พุกาม ที่รัฐบาลพม่าสร้างขึ้นเพื่อหวังดึงให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชม แต่แล้วก็ไม่มีนักเที่ยวเข้าไปเท่าใดนัก เพราะข้างในไม่มีของเก่า มีแต่ของที่สร้างเลียนแบบเท่านั้น ส่วนของจริง รัฐบาลเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติพม่า ที่เมืองหลวงใหม่ เนมิดอ เรียบร้อยครับ ส่วนค่าเข้าชมคนละ 15$ แพงมากๆ



Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #70 เมื่อ: มกราคม 13, 2011, 04:08:36 PM »

ดูชมพระอาทิตย์ขึ้นที่พุกามกันนะครับ
ต้องขอบอกว่า สวยมากครับ เจดีย์ที่อาตมาขึ้นไปถ่ายไม่สูงมากนัก ส่วนเจดีย์ที่สูงและขึ้นได้ มันก็ไกลจากโรงแรม เสียดายไปได้ไปถ่าย แต่แค่เจดีย์นี้ก็เกินคุ้มแล้วครับ ที่ผ่าความหนาว เพราะการขึ้นเจดีย์ทุกเจดีย์หรือวัดทุกวันในพม่า เราต้องถอดรองเท้า เจดีย์นี้ก็เช่นเดียวกัน ถอดรองเท้าสัมผัสกับความหนาวบนพื้นอิฐ ต้องบอกว่า ยืนไม่เป็นสุขครับ  แม้แต่ถุงเท้าเขาก็ห้ามนะครับ ถอดรองเท้าแต่ถุงเท้าไม่ถอด อันนี้ก็ไม่ได้  ลังเล ลังเล

เจดีย์นี้เป็นเจดีย์ที่มีนักท่องเที่ยวไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้นมากที่สุด












ในความโชคร้าย เราก็ยังพบกับความโชคดี ตรงที่อาตมาถ่ายรูปเป็นจุดที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่วิหารธัมมายันจยี ซึ่งเป็นวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพุกาม ได้แบบพอดิบพอดี ส่วนตรงที่วิหารที่คนขึ้นไปถ่ายรูปกันเยอะๆนั้น ไม่น่าจะเห็นเพราะอยู่ในแนวเดียวกันกับวิหารธัมมายันจยี




















Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #71 เมื่อ: มกราคม 13, 2011, 05:40:00 PM »

ก่อนที่เราจะเที่ยวพุกามให้สนุกนั้น เรามาทำความรู้จักกับอาณาจักรพุกามก่อนนะครับ กษัตริย์ราชวงศ์พุกาม มีดังต่อไปนี้ครับ

1.พระเจ้าอนุรุท หรือ อโนรธามังช่อ  ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1587 - 1620
2.พระเจ้าสอลู  หรือ มังลูลาน  ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1620 - 1627
3. พระเจ้าครรชิต หรือ พระเจ้าจันสิตตา ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1627 – 1655
4.พระเจ้าอลองสิธู  ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1655 - พ.ศ. 1710
5.พระเจ้านรสุ  ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1710 - 1713
6.พระเจ้านรสิงห์ ครองราชย์ระหว่างปี  พ.ศ. 1713 - 1716
7.พระเจ้านรปติสิทธุ ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1716 - 1753
8.พระเจ้านะดวงมยา ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1753 - 1777
9.พระเจ้ากยัสสวาร  ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1777 - 1793
10.พระเจ้าอุชานะ  ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 1793 - 1797
11.พระเจ้านรสีหบดี ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.1797-1830
12.พระเจ้ากยอชวา ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.1830-1841
13.พระเจ้าสอนิท ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.1841-1855

และบางคนอาจจะมีคำถามว่า ทำไมพุกามถึงมีเจดีย์มากมาย ในอดีตกล่าวไว้ว่า มีหลายหมื่นองค์ แต่สุดท้าย ตอนทำสงครามกับเจงกินข่าน หาอิฐที่จะมาทำกำแพงเมืองไม่พอ จึงได้รื้อเจดีย์ที่เล็กๆมาทำกับแพงเมือง และที่สำคัญแม่น้ำอิรวดีเปลี่ยนเส้นทางทำให้เจดีย์ถูกพัดหายไปครึ่งเมือง ขนาดพัดหายไปครึ่งเมืองปัจจุบันเหลือเพียง 2,200 องค์ที่นับได้ว่าเป็นเจดีย์ที่สมบูรณ์ ส่วนที่ไม่สมบูรณ์ที่เป็นซากปรักหักพัง อีก2,000กว่าองค์เช่นเดียวกัน มาดูกันว่าทำไมพุกามจึงมีเจดีย์เยอะ จากหลังศิลาจารึกของพระเจ้าอลองสินธู กษัตริย์องค์ที่4แห่งราชวงศ์พุกาม ได้จารึกเอาไว้ดังนี้ว่า
“… การสร้างเจดีย์ย่อมได้บุญมาก ข้าฯปรารถนาจะสร้างทาง เพียงเพื่อจะข้ามไปสู่แม่น้ำแห่งสังสารวัฏ เพื่อผู้คนทั้งปวงจะเร่งข้ามไปกระทั่งบรรลุถึงนิพพาน ข้าฯเองจะข้ามไปและดึงผู้ที่จะจมน้ำให้ข้ามไปด้วย … ข้าฯมีอิสรภาพแล้ว จะช่วยปลดปล่อยผู้ที่ยังผูกพันอยู่ ข้าฯถูกปลุกขึ้นมา แล้วก็จะปลุกผู้ที่ยังนิทราอยู่ … ข้าฯมีความสงบในจิตใจและมีคำสั่งสอนที่ดีนำใจอยู่ …”
                                   (จารึกที่เจดีย์ชเวกูจี ของพระเจ้าอลองสินธู รัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์พุกาม)

และในวิหารชเวกูจี นี้ เป็นจุดแรกที่คณะเรามาชม สาเหตุที่สำคัญคือ คำตอบเราตั้งคำถามตั้งแต่แรกว่า ทำไมพุกามถึงมีเจดีย์มากมาย คำตอบอยู่ที่นี่ ดังที่อาตมาได้อธิบายข้างบน และที่นี่ยังมีเรื่องเล่าต่อไปอีกว่า วัดนี้ตั้งอยู่หน้าพระราชวัง และพระราชวังเดิมถูกไฟไหม้
    วิหารแห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าอลองสินธู ในปี ค.ศ. 1140 ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า มีการก่ออิฐเป็นแท่งอย่างสูงถึง 12 ฟุตจากพื้นดิน เพื่อแสดงถึงพลังแห่งธรรมะของพระเจ้าอลองซีตู ซึ่งต่อมาได้เป็นฐานในการสร้างวิหารแห่งนี้ … นอกจากนี้มีการเล่าขานกันว่า การก่อสร้างวิหารใช้เวลาทั้งสิ้น 7 เดือน กับอีก 7 วันเท่านั้น
    ประวัติศาสตร์กล่าวเอาไว้ว่า พระเจ้าอลองสินธู ซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพุกาม มีพระโอสร 2 พระองค์ คือ เจ้าชายมินซินซอ และเจ้าชายนราสุ … พระเจ้าอลองสินธูทรงครองราชย์มายาวนานถึง 55 ปี จึงทำให้พระโอรสต้องรอครองราชย์ต่อจากพระองค์มายาวนาน
      เจ้าชายมินซินวอ พระโอรสองค์โต เป็นผู้ที่มีโทสะร้าย และมีทิฐิมานะสูง ไม่ยอมรับพระมเหสีองค์ใหม่ที่มาจากอินเดีย โดยเฉพาะเมื่อพระองค์ทรงเข้าเฝ้าพระราชบิดา แล้วต้องคุกเข่าต่อหน้าพระมเหสีองค์ใหม่ ซึ่งทรงพิโรธมาก ขนาดบริภาษด้วยความน้อยพระทัยว่า “ข้าต่ำต้อยกว่านางแพศยาอินเดียคนนี้แล้วหรือ” … จนทำให้พระเจ้าอลองสินธูทรงกริ้ว
      เจ้าชายมินซินซอ จึงถูกเนรเทศจากราชสำนักให้ไปอยู่ทางเหนือ ให้พ้นหูพ้นตาพระราชบิดา คงเหลือแต่เจ้าชายนราสุ พระโอรสองค์รองที่พระบิดาโปรดปราน และเชื่อว่าเป็นพระโอรสคู่บัลลังก์ โดยไม่ได้ระแวงว่าเจ้าชายนราสุได้ซ่อนความทะเยอทะยานไว้ข้างในอย่างมิดชิด
      ยามเมื่อพระเจ้าอลองสินธูทรงแก่ชราลง และทรงพระประชวร จนถึงกับสิ้นสติ … เจ้าชานนราสุ คาดว่าพระบิดาประชวรหนักคงจะมีพระชนม์อยู่อีกไม่นาน จึงย้ายพระบิดาไปอยู่ที่วิหารชเวกูจี
      เมื่อพระเจ้าอลองสินธูฟื้นคืนสติขึ้นมา และเมื่อรู้ว่าโดนเจ้าชายนราสุย้ายมาอยู่วัด ก็ทรงกริ้ว … เจ้าชายนราสุเกรงภัยจะเกิดกับตน จึงปลงพระชนม์พระบิดา และปราบดาพระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์
      ทางด้านเจ้าชายมินซินซอ เมื่อทราบความว่าพระราชบิดาถูกปลงพระชนม์ และพระอนุชาถือโอกาสครองบัลลังก์ที่ควรจะเป็นของพระองค์ ก็ทรงกริ้วโกรธอย่างมาก ทรงจัดแจงแต่งกองทัพล่องลงมาตามแม่น้ำเอยาวดี เข้าล้อมเมืองพุกามเอาไว้
      พระเจ้านราสุ เห็นรี้พลของพระเชษฐามากมาย ไม่อาจจะหักหาญต่อกรได้ด้วยกำลังพลที่ด้อยกว่า จึงออกอุบายขอความช่วยเหลือจากพระสังฆราชปันสะคู ให้เข้ามาช่วยระงับเหตุ และสัญญาว่าจะยกราชบัลลังก์ให้พระเชษฐาเมื่อเสด็จเข้าเมืองมา
      พระสังฆราช  พาซื่อ เชื่อใจ เลยไปเกลี้ยกล่อมเจ้าชายมินซินซอ จนเจ้าชายหลงเชื่อว่า พระเชษฐาจะทำตามสัญญา จึงเข้าเมืองมาโดยไม่มีรี้พลติดตาม (อาจจะทรงลืมไปว่า ขนาดพระราชบิดายังถูกปลงพระชนม์ได้เลย)
     พระเจ้านราสุ ทรงรับรองพระเชษฐาอย่างดี ให้ครองบัลลังก์แห่งพุกาม และจัดพระกระยาหารเจือยาพิษมาถวาย จนเจ้าชายมินซินซูสิ้นพระชนม์ไปอีกพระองค์หนึ่ง
      ต่อมาพระเจ้านราสุทรงสำนึกผิดที่ปลงพระชนม์พระราชบิดา จึงคิดจะไถ่บาป จึงสร้างวิหารธรรมยังจีขึ้น ส่วนวิหารธรรมยังจี จะพูดถึงต่อไปครับ
     ต้องขออภัยเป็นอย่างมากที่ไม่ได้ถ่ายรูปวิหารชเวกูจี เพราะมัวแต่ถ่ายรูปรอบๆวิหารจนลืมถ่ายวิหาร วิวสวยๆจากวิหารชเวกูจี













ภาพนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าความขยันของเด็กสาวพม่า สองคนนี้เอาผักวางไว้บนหัวแล้วเดินมาขาย อาตมาเห็นแต่ไกลๆก็ไม่ได้สนใจอะไรไปมากนัก ยังชมกับโยมที่ไปว่า ทึ่งในความสามารถของเขา ทำไมไม่หนัก แต่พอเธอเอาของออกมาขาย และหยิบตาชั่งออกมาเท่านั้นแหละครับ ทำให้อาตมาต้องหยิบกล้องออกมาถ่ายรูป ตาชั่งแบบนี้ไม่มีการโกง


ดูเครื่องถ่วงน้ำหนักเธอสิครับ ไม่รู้ว่า กรมสรรพสามิตพม่า รับรองแล้วหรือยัง  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม



Liked By: nanter68, P7A482
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 13, 2011, 05:43:40 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #72 เมื่อ: มกราคม 13, 2011, 06:58:32 PM »

หลังจากที่เราอยู่ที่ชเวกูจีไม่นาน สถานที่ต่อมาที่เราจะเดินทางไปก็คือ อานันทวิหาร   
     อานันทวิหาร ได้รับการยกย่องว่าเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ที่งดงามมากที่สุดในพุกาม และได้รับยกย่องว่าเป็น “เพชรน้ำเอกของพุทธศิลป์สกุลช่างพุกาม” … เป็นวัดที่สร้างในสมัย พระเจ้าจันสิตตา (ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.1672-1655) กษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์พุกาม พระองค์เคยเป็นทหารคู่พระทัยของพระเจ้าอโนรธามหาราช อีกทั้งได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่อีกพระองค์หนึ่ง
       มีเรื่องเล่าว่า กาลครั้งหนึ่ง อินเดียซึ่งเป็นดินแดนต้นกำเนิดพุทธศาสนาถูกกองทัพชาวมุสลิมเข้าโจมตี ทำลายพระพุทธศาสนา พระภิกษุอินเดียบางส่วนหนีภัยเข้ามายังพุกามประเทศ ในจำนวนนั้นมีพระภิกษุ 8 รูปที่พร้อมด้วยจริยาวัตรงดงาม เดิมอาศัยอยู่ที่วิหาร “นันทมูล” บริเวณเทือกเขาหิมาลัย จึงพรรณนาถึง นันทมูลวิหารอยู่บ่อยๆ …
      พระเจ้าจันสิตตาทรงทราบเรื่องจึงเกิดความเลื่อมใส และเกิดแรงบันดาลใจให้พระองค์ดำริจะสร้างวิหารนี้ขึ้น จึงทรงขอให้พระภิกษุเหล่านั้นร่างภาพวิหารนันทมูลขึ้นมาเป็นแบบ แล้วโปรดเกล้าฯให้สร้างวิหารตามแบบนั้นในปี พ.ศ. 1634 ขนานนามว่า “อานันทวิหาร” ซึ่งคำว่า “อนันต์” มีความหมายว่า วิหารนี้จะคงอยู่คู่พุกามตลอดไป
        อานันทวิหารได้ชื่อว่างดงามที่สุดเพราะเต็มไปด้วยเชิงชั้นทางศิลปะครบทุกแขนง เป็นวิหารที่มีอิทธิพลของอินเดียอยู่มาก วิหารสร้างในรูปแบบทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 175 ฟุต สูงจากฐานชั้นล่างถึงยอดฉัตร 172 ฟุต ตัววิหารที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุขเด็จยื่นออกไปเท่ากันทั้ง 4 ทิศ เช่นเดียวกับผังกางเขนกรีก หลังคายกระดับทีละชั้น จนถึงจุดกึ่งกลางจึงประดิษฐ์ฐานส่วนยอดซึ่งเป็นรูปเจดีย์เอาไว้ ซึ่งสัดส่วนของเจดีย์นั้นงดงามได้สัดส่วนไม่มีที่ติ … เมื่อมองจากภายนอกแล้วคล้ายมี 2 ชั้น
       เทคนิคการก่อสร้างนั้นสุดยอดด้วยการสร้างที่ใช้วิธีถ่ายเทน้ำหนัก โดยตรงกลางวิหารสร้างเป็นแกนสี่เหลี่ยมทึบขึ้นไปรับยอดวิหาร และสร้างซุ้มประตูโดยเรียงอิฐโค้งแบบ Arch ซึ่งถือเป็นแบบของพุทธศิลป์ของพม่าในยุคต่อมา …และในกาลต่อมา สถาปัตยกรรมและศิลปะแบบพุกามก็แผ่อิทธิพลมาถึงอาณาจักรสุโขทัยที่เกิดขึ้นภายหลัง
       ดร. สันติ เล็กสุขุม ผู้เชี่ยวชาญศิลปะพุกามเคยกล่าวเรื่องแนวคิดการก่อสร้างของพม่าเอาไว้ว่า “พม่าเป็นเยี่ยมในเรื่องของการก่อสร้างขนาดใหญ่ แกนทึบสี่เหลี่ยมเป็นระบบเสากลางรับน้ำหนักของหลังคาวิหาร เพราะฉะนั้นภายในวิหารจึงสามารถที่จะขยายกว้าง มีระเบียง เจาะเป็นช่องเข้าสู่แกนกลางได้ทั้งสี่ช่องทางเดิน แต่ละช่องคูหามีพระพุทธรูปยืนอยู่ เพราะโครงสร้างเป็นอย่างนั้นจึงเจาะทั้งสี่ช่องได้ แต่ถ้าเป็นโครงสร้างของพวกขอม เขาใช้ผนังรับน้ำหนัก ซึ่งต่างจากพม่าที่ใช้แกนกลางรับน้ำหนัก ”
     สถาปัตยกรรมขอมใช้หินเป็นส่วนใหญ่ และได้รับการยอมรับว่าเป็นเลิศในการใช้หินก่อสร้าง ในขณะที่สถาปัตยกรรมพม่าใช้อิฐเป็นส่วนใหญ่ และได้รับการยอมรับว่ามีความก้าวหน้าในการก่อสร้างด้วยอิฐเช่นกัน … อิฐพม่าที่มีขนาดใหญ่ ก่อนที่จะเรียง ช่างจะขัดอิฐให้เรียบ พอนำมาประกบกันจึงแทบจะไม่เห็นรอยต่อ และพุทธศิลป์แบบนี้ต่อมาได้ส่งอิทธิพลเข้าถึงดินแดนลานนาของไทย แต่ย่อส่วนลงมา จะเห็นได้จาก วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นต้น
     สำหรับคนที่เคยไปนครวัด นครธมนั้น อาจจะบอกว่า นครวัด นครธม ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ถ้ามาเห็นการก่อสร้างวิหารที่พุกามแล้ว เรื่องสถาปัตยกรรม เทคนิคของใส่ช่องแสง การคำนวณทิศทางหักเหของแสงแล้ว ยังสู้ที่พุกามไม่ได้
 ถ่ายบนรถ ทางเข้า อานันทวิหาร



     ภายในวิหารมีลักษณะเป็นอุโมงค์เดินถึงกันโดยรอบ แต่ละด้านมีซุ้มคูหา เป็นที่ประทับของพระพุทธรูปประทับยืนแกะสลักจากไม้ ขนาดสูง 31 ฟุต ตามคติความเชื่อของชาวพม่าที่ว่า โลกของเรามีพระพุทธเจ้ามาแล้ว 3 พระองค์ แล้วเพิ่มพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็นองค์ที่สี พระพุทธรูปทั้ง 4 ทิศแต่ละองค์จะวางพระหัตถ์แตกต่างกัน และไม่เหมือนกับพระปางใดๆของไทย มีชื่อเรียกแทนพระพุทธเจ้า คือ
ทิศเหนือ พระกกุสันโธพุทธเจ้า
ทิศตะวันออก พระโกนาคมน์พุทธเจ้า
ทิศใต้ พระกัสสปพุทธเจ้า
ทิศตะวันตก พระโคตมพุทธเจ้า
     “พระกกุสันโธพุทธเจ้า”พระพุทธรูปประจำทิศเหนือ … ปกติพระพุทธรูปองค์นี้จะประจำทิศตะวันออก ยกเว้นที่อานันทวิหาร ที่มาอยู่ทางทิศเหนือ สันนิษฐานว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าจันสิตตา ที่จะให้พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ “พระพระโคตมพุทธเจ้า” อยู่ตรงกับพระราชวังที่ประทับ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของอานันทวิหาร จึงต้องให้พระกกุสันโธพุทธเจ้าย้ายมาทิศเหนือ พระโกนาคมน์พุทธเจ้ามาทางทิศตะวันออก พระกัสสปพุทธเจ้ามาทางทิศใต้ เพื่อพระโคตมพุทธเจ้าจะได้อยู่ทางทิศตะวันตก
 คณะเราก็เข้าทางทิศตะวันตก เพื่อมาสวดมนต์ทำวัตรเช้าที่ อานันทวิหาร ต่อหน้าพระโคดมพุทธเจ้า ทำวัตรครั้งนี้ เกิดปีติ ขนลุก นำตาไหล ออกมา




ตอนนี้อาตมาพาทุกคนมาอยู่ตรงหน้า “พระกัสสปพุทธเจ้า” พระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งที่เป็นของดั้งเดิม องค์นี้มีสิ่งที่น่าทึ่ง บ่งบอกถึงความลุ่มลึกชาญฉลาดของช่างพุกามที่ปั้นพระพักตร์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ … หากเรามองในระยะห่าง จะเห็นว่าพระพักตร์ขององค์พระยิ้มให้เราอย่างมีเมตตา หากเมื่อเดินเข้าไปใกล้ขึ้นจะเห็นพระพักตร์เรียบเฉยอย่างมีสมาธิ และเมื่อเข้าใกล้มากขึ้น พระพักตร์จะบึ้งตึง … มีผู้อธิบายว่า เป็นเพราะแสงที่ลอดช่องวิหารเข้ามากระทบพระพักตร์ทีสัมพันธ์กับมุมที่เรายืนดู ทำให้เรามองเห็นพระพักตร์ต่างกัน …
แต่จริงๆแล้ว มีการอธิบายและความนุ่มลึก ตลอดถึงอัจฉริยภาพ ของผู้คิด และช่างที่ทำ คนคิดคิดว่า ให้มองพระพักตร์พระพุทธรูป 3จุด ไม่เหมือนกัน ใกล้ๆให้หน้าบึ้ง ถอยหลังออกมานิดหนึ่ง ให้ยิ้มหน่อยๆ ถอยออกมาอีกนิดหนึ่ง ให้ยิ้มกว้างๆ 3ระยะนี้ มีกุศโลบายอันแยบคายในการสอน และคนคิดไม่เท่าไร แต่ช่างที่ทำออกมานี่สิครับ ไม่รู้ว่า สถาปนิกในปัจจุบัน จะมีสักกี่คนที่ออกแบบได้แบบนี้ ทึ่งสุดๆครับ
 และทำสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในพงศาวดาร เมื่อคราวเยือนพม่า ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวถึงพระพุทธรูปองค์นี้ว่า ไม่เคยเห็นพระพุทธรูปยืนที่ไหนสวยเช่นนี้มาก่อน จะสวยยังไง เรามาชมกันครับ






 มาดูความเป็นสุดยอดอัจฉริยภาพ ของช่างชาวพุกามครับ ทั้งคนคิดและคนทำ สุดยอดทั้งสอง

มองจากฐานข้างล่าง พระพักตร์จะบึ้ง ไม่ยิ้ม



มองจากระยะที่2 จะยิ้มนิดๆ ไม่มาก
 



ระยะที่3 อยู่ห่างออกมา จะยิ้มกว้างเป็นพิเศษ






Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 13, 2011, 07:00:26 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #73 เมื่อ: มกราคม 13, 2011, 07:22:23 PM »









Liked By: nanter68, P7A482
บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11612


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #74 เมื่อ: มกราคม 14, 2011, 09:51:17 PM »

แม้ว่าเน็ตจะช้า  ก็จะพยายามอ่านให้หมด  ได้ความรู้เยอะมาก  ว่าแต่ท่านมหาฯ  จำมาหมดได้อย่างไร  เพราะรายละเอียดมันเยอะ  ภาพสวยดีครับ  ผมเลยเอาภาพที่ผมถ่ายพระอุโบสถเมื่อปีที่แล้วมาฝาก  เผื่อตากล้องมืออาชีพ (คุณพี) จะแนะนำวิธีถ่ายภาพให้ผมได้บ้าง


บันทึกการเข้า
Lamzing_ontour
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 830


lamzing


« ตอบ #75 เมื่อ: มกราคม 17, 2011, 09:57:29 AM »


แม้ว่าเน็ตจะช้า  ก็จะพยายามอ่านให้หมด  ได้ความรู้เยอะมาก  ว่าแต่ท่านมหาฯ  จำมาหมดได้อย่างไร  เพราะรายละเอียดมันเยอะ  ภาพสวยดีครับ  ผมเลยเอาภาพที่ผมถ่ายพระอุโบสถเมื่อปีที่แล้วมาฝาก  เผื่อตากล้องมืออาชีพ (คุณพี) จะแนะนำวิธีถ่ายภาพให้ผมได้บ้าง



อิอิ สวัสดีปีใหม่ครับ พี่ชาวนา ผมไม่ใช่มืออาชีพครับ(แก้ข่าว) สวยดีครับรูปครับ มุมมองสวยดี พยานาคด้านขวาหายไปนิดนึงนะครับ ยิ่งรูปหลวงตาครับ ถ่ายสวยมากๆเลยครับ

บันทึกการเข้า
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #76 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 01:31:14 PM »

ภาพนี้จะสังเกตเห็นได้ว่า ข้างหลังเจดีย์ไม่มีก้อนเมฆเลยสักก้อน ก็สวยดีไปอีกแบบครับ









Liked By: nanter68, P7A482
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 26, 2011, 11:18:32 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #77 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 01:56:38 PM »

    หลังจาก นั้น คณะเราก็เดินทางไปยังวัดมนูหะ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ อายุน่าจะร่วมๆพันปีหรืออาจจะมากกว่า การสร้างวัดนี้ มีประวัติที่น่าสนใจ คือในสมัยที่อาณาจักรพุกามกำลังก่อร่างสร้างอาณาจักร พระเจ้าอโนรธามังช่อ ปฐมกษัตริย์ อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าอโนรธาได้เห็นพระภิกษุรูปหนึ่ง มีศีลจารวัตรงดงาม น่าเลื่อมใส ทำให้พระเจ้าอโนรธา รู้สึกเลื่มใสเป็นอย่างมาก จึงได้เข้าไปตรัสถามว่า ท่านเป็นใครมาจากไหน พระภิกษุรูปนั้นบอกว่าเราเป็นพระในพระพุทธศาสนา เราอยู่เมืองสะเทิม ทางตอนใต้ อยู่ในอาณาจักรมอญ
     ในการสนทนาในครั้งนั้น ทำให้พระเจ้าอโนรธา หันมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนา พระเจ้าอโนรธาจึงได้ส่งสาส์นไปยังอาณาจักรมอญ เพื่อขอพระภิกษุและพระไตรปิฎก มายังอาณาจักรพม่าในทางตอนเหนือ แต่พระเจ้ามนูหะ ซึ่งเป็นกษัตริย์มอญในตอนนั้น พระองค์ไม่ให้ เพราะพระองค์บอกว่า อาณาจักรพุกามหรือพม่า โหดร้าย ทารุณ ป่าเถื่อน ไร้วัฒนธรรม เป็นเหตุให้พระเจ้าอโนรธาโกรธและได้ยกทัพลงมาตีเมืองสะเทิม แตกไม่เป็นชิ้นดี และพระองค์ก็ได้กวาดต้อนเอาเชลยเมืองมอญมาจำนวนมาก และพระเจ้ามนูหะและพระเมหสีก็ตกเป็นเชลยด้วย
     ในการกวาดต้อนเอาเชลยนั้น ส่วนใหญ่จะกวาดต้อนเอาผู้คนแล้ว ไม่ใช่ว่าจะกวาดต้อนเอามาทั้งหมด เพราะสิ้นเปลืองงบประมาณ ส่วนใหญ่จะกวาดต้อนเอา ช่างฝีมือ เอานักปราชญ์ บัณฑิต พระสงฆ์ และกษัตริย์ ในตอนนั้นพุกามยังไม่มีศิลปะเป็นของตัวเอง ในยุคนั้นมีเพียงอาณาจักรที่มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง มีการเผาอิฐ มีฝีมือทางด้านสถาปัตยกรรม
      พระเจามนูหะถูกกวาดต้อนมาให้อยู่ที่วัดแห่งนี้ซึ่งพระเจ้ามนูหะทรงสร้างขึ้นมา และพระองค์ก็ได้สร้างพระพุทธรูปที่ใหญ่โต มีหน้าอกใหญ่โต มีใบหน้าไม่ยิ้ม แสดงถึงความอึดอัดใจของพระองค์ ที่ต้องตกมาเป็นเชลย วัดนี้คนไทยมาตั้งชื่อให้ใหม่ว่า วัดหลวงพ่ออึดอัด

เมื่อพระเจ้าอโนรธาตีอาณาจักรมอญได้แล้ว พระองค์ก็มาสร้างวัด ชเวสิกอง 1ใน5สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่าให้ความนับถือ
พระเจ้าอโนรธาก็สร้างวัดชเวสิกองนี้แล้วจัดการรวบรวมรูปปั้น "นัต" หรือรูปปั้นภูติผีที่คนพุกามนับถือให้มารวมไว้ที่หอ นัต ในวัดนี้แห่งเดียว เป็นอุบายให้ชาวพุกามหันมานับถือพุทธศาสนาแทน เพราะก่อนหน้านี้คนพุกามนับถือนัต  พระเจ้าอโนราธาทรงลดบทบาทและความเชื่อเรื่องนัตให้กลายเป็นวิญญาณที่คอยพิทักษ์ปกปักพุทธศาสนาแทน ซึ่งก็ได้ผล  เพราะต่อมาศาสนาพุทธก็ปักหลักอย่างมั่นคงในเมืองพุกามนี้ พิสูจน์ได้จากสมญา ดินแดนเจดีย์สี่พันองค์ เพราะชาวพุกามเชื่อกันว่าการสร้างเจดีย์คือบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้ข้ามพ้นวัฏสงสาร



บาตรใบนี้เป็นบาตรที่ทำจากหินก้อนเดียว คนพม่าเชื่อว่า ทำบุญใส่บาตรกับบาตรใบนี้แล้วจะไม่อดไม่อยาก เพราะเงินที่ได้จากการใส่บาตรใบนี้ ทางวัดจะนำเอาไปซื้อข้าวสาร แจกจ่ายให้ชาวบ้านที่ยากจน ต่อไป บาตรใบนี้สร้างพร้อมกับวัด อายุราวๆพันกว่าปี



พระพุทธรูปด้านใน วิหารนี้จะมีพระพุทธรูป 2 ด้าน ด้านหลังเป็นพระนอน วิหารส่วนใหญ่ในพม่าจะเป็นแบบ จตุรทิศ











Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 31, 2011, 02:12:36 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
Lamzing_ontour
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 830


lamzing


« ตอบ #78 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 02:46:23 PM »

ท่านพระอาจารย์ถ่ายรูปมาเยอะมากๆเลยครับสวยๆประทับใจทุกรูปเลยครับ อย่าลืมเอาเลนส์ไปล้างไวไวนะครับเก็บไว้นานไม่ดี


Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า
ใหม่ค่ะ
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 174



« ตอบ #79 เมื่อ: มกราคม 31, 2011, 02:55:43 PM »

สวยจริงๆๆค่ะ

เห็นแล้วอยากไปเที่ยว

ชมฝีมือถ่ายรูปด้วยค่ะ

สวยมากกกกค่ะ

สวยจริงๆๆๆๆ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 4 [5] 6 7 8   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: