หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เยือนพม่า...มนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันลืม  (อ่าน 45544 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #48 เมื่อ: มกราคม 11, 2011, 09:30:37 AM »

มาดูการทำเกษตรแบบดังเดิมของภูมิภาคนี้กันครับ พม่ายังคงทำเกษตรแบบโบราณสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน ยังคงใช้วัว-ควาย ในการไถนา เกวียนยังคงมีให้เห็นกันทั่วไป พม่าไม่มีรถไถนาแบบบ้านเรา ยังคงใช้วัวควาย ไม่มีปุ๋ยเคมี ไม่มีโคโตซาน ยาฆ่าหญ้า แบบบ้านเรา ยังคงเพาะปลูกแบบนี้เรื่อยมา อาจจะดูล้าหลังนะครับ แต่อาตมาว่า มันมีมนต์เสน่ห์มากๆ บ้านเราปัจจุบัน การไถนาแบบนี้ ถึงกับมีโรงเรียนฝึกทั้งวัว-ควาย และคน เราอาจจะหัวเราะเขาที่เขาไม่มีรถไถนาแบบบ้านเรา แต่เขาก็จะหัวเราะกลับว่า ขนาดไถนา ยังเปิดโรงเรียน มองอีกมุมหนึ่งแสดงว่าดินบ้านเขาต้องอยู่ในสภาพดีแน่นอนครับ วัว-ควายถึงไถได้ อีกอย่างบ้านเขาทำนาทำสวนใช้ปุ๋ยคอกครับ ไม่มีปุ๋ยเคมี









Liked By: nanter68, thanawat707
บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม

พัฒนกิจ
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2952



« ตอบ #49 เมื่อ: มกราคม 11, 2011, 01:23:03 PM »

ท่านพระมหา มีภาพสะพานไม้สักระยะใกล้ไม่ครับ ฮืม


Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า

จิตที่เป็นกุศล ดึงดูดพลังความสุข จิตเป็นสุขทันที
จิตที่เป็นอกุศล ดึงดูดพลังทุกข์ จิตเป็นทุกข์ทันที
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #50 เมื่อ: มกราคม 11, 2011, 03:34:41 PM »

ท่านพระมหา มีภาพสะพานไม้สักระยะใกล้ไม่ครับ ฮืม


ใกล้สุด มีภาพนี้ภาพเดียว เป็นหัวหน้าทัวร์ที่พาไป



Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 11, 2011, 04:55:37 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
พัฒนกิจ
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2952



« ตอบ #51 เมื่อ: มกราคม 11, 2011, 05:00:41 PM »


ขอบพระคุณ ท่านพระมหาครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 12, 2011, 09:09:53 AM โดย amata » บันทึกการเข้า

จิตที่เป็นกุศล ดึงดูดพลังความสุข จิตเป็นสุขทันที
จิตที่เป็นอกุศล ดึงดูดพลังทุกข์ จิตเป็นทุกข์ทันที
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #52 เมื่อ: มกราคม 11, 2011, 05:02:57 PM »

หลังจากพวกเราชมความงามของสะพานอูบินแล้ว เราก็มาเยี่ยมชมโรงงานทอผ้าไหมของพม่า วิธีการทอผ้าไหมของพม่า จะคล้ายกับของไทย แต่จะต่างกันตรงวิธีทำมากกว่า บ้านเราจะนำเส้นไหมมามัดหมี่ หรือมาขึ้นลายเรียบร้อยก่อน แล้วค่อยนำมาย้อม เมื่อได้ลายแล้วเราจึงนำมาทอ ส่วนพม่านั้นทำลายบนผ้าไหมเลย ปักลายกันให้เห็นเลย เรียกว่าต้องใช้ความชำนาญมาก ใช้เวลานานมากกว่าจะได้ผ้าไหม ต้องเรียกว่าของเขาทำยากกว่าบ้านเรา บ้างกี่(สรรพนามเรียกตัวทอผ้าไหม) ใช้คนปัก2คน บางกี่คนเดียว ดูรูปเองนะครับ











Liked By: nanter68, NATTHINEE
บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
ยุ้ยเอย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1126



« ตอบ #53 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 08:03:48 AM »

ขออนุญาตร่วมแสดงความคิดเห็นค่ะ

     ดูจากวิธีทอผ้าไหมของเค้าแล้ว  เหมือนเป็นการสานมากกว่าการทออย่างบ้านเรานะคะ
คือไหมเส้นยืน....เรียบเสมอกัน  ไม่มีการกดลง  หรือยกเส้นไหมขึ้นเลย  เหมือนไม่มีการแยก
ตะกรอไหมนะคะ
ในภาพดูเหมือนเป็นการที่ค่อยๆสอดกระสวยสลับขึ้นลงทีละเส้นไหม  ประมาณเดียวกับ
การสานตะกร้า   สานเสื่อ   
ในขณะที่ไทยเรา  หรือลาว จะใช้ลักษณะกระสวยพุ่ง  เมื่อกดแยกตะกรอไหมแล้ว  ก็จะ
สอดกระสวยพุ่งผ่านไปทั้งหมด  ดังนั้น 1เส้นไหมในแนวนอนจะได้เร็วมาก
เอารูปมาให้เปรียบเทียบค่ะ  เป็นภาพจากเวปนะคะ    ไม้ที่เห็นอยู่ตรงกลางเป็นตัวกดแยกไหม
ซึ่งจะสะดวกในการสอดไหมผ่านไม่ต้องสอดขึ้นลงทีละเส้นอย่างของพม่าค่ะ   ในภาพเป็นการ
ทอผ้าของชาวลาว  เป็นการทอมือแบบพื้นบ้าน   

และอีกรูปค่ะเป็นการทอโดยใช้กี่กระตุก  ของชาวไทย   จะสังเกตเห็นการกดแยกไหมจัดเจน
จากมุมล่างขวาของภาพค่ะ


         น่าประทับใจมากค่ะ   เป็นเอกสักษณ์  เป็นวัฒนธรรมที่ต่อไป 20ปี 30ปี ให้หลัง
จะมีใครมีโอกาสเห็นการทอผ้าของพม่าแบบนี้อีกหรือเปล่านะคะ   ถ้าเรามองที่ผลสำเร็จของงาน
ที่ผ้าหนึ่งผืน  งานอาจไม่ต่างจากไทย  คุณภาพของเนื้อไหมอาจสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำค่ะ  แต่ถ้ามองที่
วิธีการผลิต  ของพม่าแม้จะล้าหลัง  แต่มีวิริยะ อุตสาหะ  อยู่ในนั้นเต็มๆค่ะ
         ไม่ทราบว่า  ผ้าของเค้าแพงมากมั้ยคะ 


Liked By: nanter68, NATTHINEE
บันทึกการเข้า

รุ้งหนาวใต้ดาวเดือน
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #54 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 09:22:09 AM »

ตอบคุณยุ้ยเอย
-การทอผ้าของพม่า ใช้กี่กระตุกแบบของบ้านเรา มีการเหยียบแบบ2เขาและ3เขา ตามภาษาการทอผ้าครับ มีการยกขึ้นยกลง แต่พอดีอาตมาไม่ได้ลงรูปครับ ตามภาพนี้เลยนะครับเขาจะมีกระสวยวิ่งผ่านไปครับ เป็นเส้นไหมเมื่อได้สักระยะหนึ่งแล้ว เขาจะปักลายลงไปที่ผ้าไหมครับ เรียกว่าต้องใช้ความวิริยะ อุตสาหะพอสมควร กว่าจะได้ออกมาแต่ละผืน คุณภาพของผ้าไหม ยังไม่สู้ผ้าไหมบ้านเรานะครับ โดยเฉพาะผ้าไหมมัดหมี่ขอนแก่น ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม (อันนี้ชมบ้านตัวเองนิดนึง)
-ส่วนราคานั้น ก็แพงเหมือนกันครับ แต่ถ้าได้ไปเห็นวิธีการทำแล้ว ราคาก็สมน้ำสมเนื้อครับ อย่างในภาพที่สอง ราคา 15,000จ๊าด คิดเป็นเงินไทยก็600บาท สำหรับผ้าพันคอสีขาว ส่วนราคาผ้าถุง ก็พันบาทขึ้นไปครับ สูงสุดไม่เกินสี่พันบาท ขึ้นอยู่กับลายผ้าและระยะเวลาครับ





Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
ยุ้ยเอย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1126



« ตอบ #55 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 09:41:39 AM »

ขอบพระคุณค่ะ   
ดูจากภาพแล้ว  600 บาท ก็ถือว่าน่าจะราคาแพงนะคะ  เพราะ
ดูจาก 4 ผืนทางขวามือ  เนื้อผ้าดูค่อนข้างบาง และไม่เนียน มองเห็นเส้น
ด้ายการทอ  ผืนสีขาวตรงกลาง น่าจะดูดีที่สุดค่ะ  แต่เมื่อเทียบว่าเป็นเพียงผ้าพันคอ
ก็คงถือว่าแพงนะคะ    ผ้าไหมบ้านเรา  ไหมอีสานสวยๆ  หลาละ 200-300บาท
ถ้าขอนแก่น  ไหมอ.ชนบทก็สวยค่ะ  เคยซื้อฝากผู้ใหญ่บ่อยๆเหมือนกันค่ะ
เวลากลับบ้านทางอีสาน  แต่ต้องออกนอกเส้นทาง  ส่วนใหญ่ก็เลยซื้อปักธงชัย
หรือไม่ก็นาข่าค่ะ


Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า

รุ้งหนาวใต้ดาวเดือน
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #56 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 11:14:55 AM »

หลังจากที่เราเข้าพักที่Mandalay Swan Hotel เรามีนัดกันตอนตี4 เพื่อที่จะไปร่วมพิธีสรงน้ำพระพักตร์ พระมหามัยมุนี พระพุทธรูปทองเนื้อนิ่ม เป็น1ใน5 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพม่าเคารพนับถือ พระมหามัยมุนีเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่มีขนาดใหญ่ประดับด้วยเพชรนิลจินดามากมาย ข้างในที่ประดิษฐานจะไม่ให้ผู้หญิงเข้าไป อนุญาตเฉพาะผู้ชาย จะมีการแบ่งโซนชัดเจน อาตมาตั้งนาฬิกาไว้ ตี3ครึ่ง เพราะตี4รถจะออกจากโรงแรม ใช้เวลาเดินทางประมาณ10นาทีจากโรงแรม ตั้งเวลาในโทรศัพท์ ตี3ครึ่ง ลืมไปว่าเวลาที่เมืองไทยกับพม่าห่างกัน30นาที ลงมาที่ล็อบบี้โรงแรม ยังไม่มีใครลงมา มาดูนาฬิกาโรงแรม อ้าว ยังไม่ตี4  โกรธ โกรธ
-เมื่อไปถึงวัดพระมหามัยมุนีแล้ว ชาวพม่าเชื่อว่า พระพุทธมหามัยมุนี นี้เป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต เพราะด้วยเหตุที่ได้รับประทานพร (บางตำนานก็เล่าว่าได้รับประทานลมหายใจจากพระพุทธเจ้า) จึงมีประเพณีล้างพระพักตร์ถวาย โดยทุกเช้า เวลาประมาณ 04.00 น. (ตี 4) พระมหาเถระและสาธุชนทั่วไปที่ศรัทธาจะมาทำพิธีล้างพระพักตร์ด้วยน้ำอบน้ำหอมผสมทานาคาอย่างดีพร้อมกับใช้แปรงทองแปรงที่พระโอษฐ์เสมือนหนึ่งแปรงพระทนต์ถวายพระพุทธเจ้า ก่อนใช้ผ้าจากศรัทธาสาธุชนถวายมาเช็ดจนแห้งสนิท พร้อมใช้พัดทองโบกถวายเป็นอันดีเสมือนหนึ่งได้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนมชีพอยู่จริง ๆ

อนึ่ง องค์พระมหามัยมุนีมีการปิดทองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นรอยย่นตะปุ่มตะป่ำไปทั้งพระองค์ ซึ่งหากเอานิ้วกดลงไป ก็จะรู้สึกได้ถึงความอ่อนนิ่มของทองคำเปลวที่ปิดทับซ้อนกันนับเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ชั้น ตลอดระยะเวลาเนิ่นนานกว่าศตวรรษ ทำให้พระมหามัยมุนีมีอีกพระนามหนึ่งว่า “พระเนื้อนิ่ม” แต่น่าแปลกที่ว่า แม้จะมีการปิดทองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนองค์พระใหญ่ขึ้นเพียงใดก็ตาม แต่พระพักตร์ขององค์พระมหามัยมุนีก็ยังแลดูใหญ่ตามองค์พระอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีการปิดทองที่องค์พระเลยแม้แต่น้อย

น้ำที่ใช้สรงพระพักตร์พระมหามัยมุนี เป็นน้ำอบอย่างดี ชาวพม่าถือว่าน้ำนี้เป็นน้ำมงคลอย่างมาก จะนำมาพรมหน้า เพื่อให้เป็นสิริมงคล หรือเอาผสมน้ำพรมให้ทั่วบ้าน ซึ่งน้ำที่ใช้สรงหน้านี้มีไม่เยอะ ต้องแย่งกัน อาตมาก็ไปแย่งด้วย ได้มา1ขวด  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
 ส่วนผ้าเช็ดหน้าที่ใช้เช็ดหน้าหลังจากสรงน้ำเสร็จแล้วนั้น ทางวัดจะเก็บไว้ ถ้าใครได้ไปถือว่าโชคดี อาตมาก็ไปยืนรอที่ตรงทางลงของพระเถระ เมื่อพระเถระ เอาผ้าที่คณะของอาตมาไปซึ่งรวมกันไว้ไม่ปนกันคนอื่น เพราะผ้าที่ชาวบ้านเอาไปให้เช็ดหน้านั้นมีจำนวนมาก ทางเจ้าหน้าที่เขาจะจัดรวมกันไว้ แล้วเช็ดพร้อมกันทีเดียว แต่อาตมาพอถึงเวลาเช็ด อาตมาเดินเข้าไปในวิหาร ยื่นให้เจ้าหน้าที่แล้วยืนรอ ด้วยความหวังที่จะได้คืน พอพระเถระท่านเช็ดเสร็จ ก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่ อาตมาก็ยื่นมือไปขอรับ เจ้าหน้าที่ก็ยิ้มแล้วยื่นให้ พอยื่นให้ เท่านั้นแหละ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
-ตอนที่ไปทำวัตรเช้า แล้วสวดบท อิติปิโส ขนลุกไปทั้งตัว น้ำตาไหลออกมาทั้งสองข้าง เกิดปีติอย่างแรงกล้า เพราะเสียงที่ชาวบ้านเขามาสวดมนต์ดังมาก เสียงฆ้องกลองระฆังรัว เพียงแค่นี้ก็รับรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรม นับว่าคุ้มเป็นอย่างมากที่ได้มา














Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #57 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 05:02:49 PM »

วัดยักไข่ เป็นวัดที่สำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระมหามุนี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย และเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญของชาวพม่า ชาวมอญ และชาวยักไข่ ต่างให้ความเคารพเป็นอย่างมาก มากว่าพันปี เดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองยักไข่ ในสมัยพระเจ้าปะดุงได้นำมาไว้ที่มัณฑะเลย์ และสร้างวัดที่มัณฑะเลย์ไว้เพื่อประดิษฐาน พระมหามุนี ด้วย พระพุทธรูปนี้ เป็นของชาวยักไข่ ยักไข่เป็นชนชาติหนึ่งในพม่า มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง ทั้งภาษาและระบอบกษัตริย์ ปัจจุบันเมืองยักไข่นี้อยู่ในพม่า ตั้งอยู่ติดชายแดนอินเดียและบังคลาเทศ ยักไข่กับพม่าไม่ถูกกัน จึงเป็นที่มาของคำว่า เจองูกับเจอยักไข่ ให้ตียักไข่ก่อน แล้วไทยเรานำสำนวนนี้มาใช้กับแขกว่า เจองูกับเจอแขกให้ตีแขกก่อน ถึงชาวพม่าจะได้พระมหามัยมุนีมาจากชาวยักไข่แล้ว พอสร้างวัดถวายก็ใช้ชื่อว่าวัดยักไข่ เพื่อเป็นการยกย่องชาวยักไข่ ที่สร้างพระพุทธรูปนี้ อาตมาขอบอกว่าถึงจะไม่ถูกกันก็จริง แต่เรื่องบางเรื่องพอที่จะยกย่องกันได้เขาก็ยกย่องกัน ไม่ใช่จะเป็นศัตรูกันอย่างเดียว พระมหามัยมุนีนี้ มาอายุมากกว่า พันปีแล้ว











ภายในวัดนี้ยังมี เทวรูปเป็นรูปพระอิศวร สิงข์และเก้ง ซึ่งของต่างๆเหล่านี้เป็นของไทย ที่พม่าได้นำกลับด้วยมาหลังจากไปตีอยุธยา ซึ่งมีตำนานกล่าวว่า ในรัชสมัยพระบรมราชาธิราช(สามพระยา) ได้ไปตี นครธม ใน พ.ศ.๑๙๖๖ และได้ข่น รูปเหล่านี้มา อยู่อยุธยาได้ ๑๔๖ ปี พระเจ้าบุเรงนองไปตีอยุธยา ก็นำพระพุทธรูป ไปไว้ที่เมืองหงสาวดี ต่อมา รัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวร ได้ทรงยกทัพไปตี หงสาวดี แต่พระเจ้าหงสาวดี ได้หนีขึ้นไปอยู่เมืองตองอู แล้วเมืองยักไข่ได้เผ่าหงสาวดี แล้วนำรูปเหล่านี้ไปไว้ที่ยักไข่ ต่อมาพระเจ้าปะดุงตียักไข่ได้ก็นำรูปเหล่านี้มาไว้ที่มัณฑะเลย์


จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ภาพพระมหามัยมุนี


Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 12, 2011, 07:39:13 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #58 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 05:23:38 PM »

หลังจากกลับจากวัดพระมหามัยมุนีแล้ว เราเดินทางกลับมายังโรงแรมเพื่อรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม ต่อจากนั้นเราเดินทางไปยังตลาดนัดหยก ซึ่งไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวชาวไทยไปกันนัก เป็นตลาดซื้อขายหยกที่ใหญ่แห่งหนึ่งของพม่า หัวหน้าทัวร์บอกกับเราว่า ตลาดหยกนี้เปรียบได้กับจันทบุรีบ้านเราสมัยที่ค้าขายพลอยกัน เขาก็จะเอาพลอยมาวางขายกันแบบนี้ ทรัพยากรธรรมชาติในพม่านั้น ยังคงมีอีกมาก อาตมาทราบมาว่า รัฐบาลจีนได้สัมปทาน ถ้ำหยกในพม่า หลายสิบถ้ำ มูลค่า หลายหมื่นล้านบาท และจะมีการสัมปทาน ทั้งเพชร และทอง รวมสามรายการ หยก เพชร ทอง หลายแสนล้านบาท เรียกว่า พม่า รวยกว่าไทยเราอีก
-เพิ่งจะรู้ว่าเขาดูหยกเขาดูกับยังไงก็มาพม่านี่ละครับ คนที่เอาหยกมาขายจะเร่ไปตามร้านที่รับซื้อ ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน เขาก็จะเอาน้ำในขวด เทลงที่พื้นหยก แล้วใช้กล้องส่องดูเนื้อ ถ้าชอบใจ คุณภาพดี ก็ตกลงราคากันครับ พอใจทั้งสองฝ่าย การซื้อขายก็เกิดขึ้น เขาวางขายหยก และหินสี รวมถึงไม้กลายเป็นหิน เยอะมากๆ ที่สำคัญ หยกที่บ้านเรา ทั้งเยาวราชและท่าพระจันทร์ ล้วนมาจากพม่าครับไม่ใช่จีน จีนก็นำเข้าหยกจากพม่าครับ สำหรับนักท่องเที่ยวเสียค่าเข้าชมคนละ 1$











ในกระสอบนี้มีแต่หยก แม่เจ้า โกรธ โกรธ












Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #59 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 05:57:36 PM »

หลังจากนั้นคณะเราได้ไปทำบุญถวายทาน ที่วัดมหากันดายง ซึ่งเป็นโรงเรียนพระปริยัติ ที่เปิดสอนพระไตรปิฎก ในพม่า มีพระหลายรูปที่สามารถท่องจำพระไตรปิฎก ได้ทั้งหมด เรียกว่า เก่งมากเลยทีเดียว ในขณะที่ไทยไม่มีเลยสักรูปที่สามารถท่องจำพระไตรปิฎกได้ พระเณรวัดนี้มีมากถึง 1,200กว่ารูป ค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน มีมาก ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล เป็นเจ้าภาพอาหาร และคนที่มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศ และนอกประเทศ วันที่เราไปมีเจ้าภาพมาจากย่างกุ้ง รับเป็นเจ้าภาพถวายอาหารเพล อาตมาเห็นพระเณรเข้ารับอาหารบิณฑบาต แล้วขนลุก นี่ละที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สะมะณา นัญจะทัสสะนัง การได้พบเห็นสมณะ(พระภิกษุสามเณร)
เอตัมมังคะละมุตตะมัง เป็นอุดมมงคลสูงสุด
-สำหรับคนที่จะเป็นเจ้าภาพถวายอาหารเพล คิดเป็นเงินไทยก็ สี่หมื่นบาทครับ กับพระ พันสองร้อยกว่ารูป เรียกว่า คุ้มครับกับบุญกุศลในครั้งนี้ เพราะถ้าเราจะไปทำบุญถวายเพลกับพระพันกว่ารูปนี้ ต้องใช้เงินไม่น้อยเลยครับ ไหนจะอาหาร และอะไรอีกหลายๆอย่าง อีกอย่างครับ วัดนี้ไม่ได้มีเจ้าภาพทุกวันนะครับ เดือนนึงมีไม่กี่ครั้งครับ ไม่น่าเกิน10วันที่มีคนเป็นเจ้าภาพ ที่เหลือ วัดแบกรับภาระครับ

คณะเราก็นำอาหารแห้ง มาม่า ปลากระป๋อง นม ผ้าห่มไปถวาย  วัดนี้ ฉันอาหารมื้อเดียวครับ คือมื้อเพล ฉันรวมกันหมด ไปดูอาหารพระพม่าฉันแล้ว อาตมาว่าอาตมาอยู่ง่ายกินง่ายแล้ว แพ้พระพม่าขาดลอยครับ  ดูอาหารที่ฉันแล้ว ส่วนใหญ่เป็นถั่วครับ หากวันไหนมีเจ้าภาพ บนโต๊ะจะมีเนื้อ วันไหนไม่มีก็อดครับ ฉันแต่ถั่วและผัก























Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 19, 2011, 01:06:48 AM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #60 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 06:27:08 PM »

ที่เราเห็นชุดขาวๆ นั้น คือ นาคนะครับ รอบวชเณร แต่เข้ามาศึกษาก่อน ผ่านด่านทดสอบแล้วค่อยให้บวชครับ











มาดูฟักเขียวของพม่าครับ ลูกใหญ่มากๆ หอมแดงและกระเทียมของเขา ใหญ่กว่าของบ้านเราครับ คนที่มาอาหารให้วัดครับ ไม่มีค่าจ้าง ใครว่างก็มาครับ มาด้วยจิตอาสา




ชอบรูปนี้มากครับ ที่พม่าแบบนี้เขาไม่ถือนะครับ แต่บ้านเราไม่ได้เด็ดขาด



ถวายเพลที่วัดมหากันดายงเสร็จแล้ว เราก็รีบเพื่อให้ไปทันเพล คณะเรามาทานอาหารที่ร้านต้มยำกุ้ง ที่เมืองมัณฑะเลย์ ร้านนี้เจ้าของเป็นคนจีนครับ แต่แม่ครัวเป็นคนไทย ชื่อป้าละมุน คน อ.แสวงหา อ่างทอง ขอบอกว่า รสชาติอาหารฝีมือป้า อร่อยมากๆ ป้าเคยเป็นแม่ครัวโรงแรมมาก่อน แล้วมาเป็นแม่ครัวที่พม่า มาสิบกว่าปี เงินเดือนป้าบอกไม่เยอะเท่าไร แต่ที่อยู่เพราะความดีของเจ้าของร้าน คนจีน ป้าต้องกลับมาเมืองไทย 2เดือนต่อครั้ง เพราะวีซ่าเข้าพม่าให้ได้แค่นั้น แต่ละครั้งที่มา เจ้าของร้านออกค่าใช้จ่ายให้ ป้ามาอยู่กับลูกสาว ลูกสาวมาทำของหวาน อร่อยมาก ถ้าใครไปมัณฑะเลย์ ให้ไปที่ร้านนี้นะครับ แกงเขียวหวานไก่ และผัดไทยฝีมือป้า อร่อยมากๆ ของหวานก็ครองแครงครับ



Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
CHANCHAI
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 272


« ตอบ #61 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 06:49:48 PM »

ได้ดูภาพและได้อ่านตามที่ได้บรรยายแล้วเกิดความศรัทราในพระพุทธศาสนายิ่งๆขึ้นไปครับ
บันทึกการเข้า
theeranan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 83


« ตอบ #62 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 07:15:11 PM »

ผมก็เคยไปครั้งหนึ่งก็รู้สึกประทับใจในเรื่องความศรัทธาในพระพุทธศาสนา  และได้ไปปิดทองที่พระธาตุอินทร์แขวน   คนเฝ้าใจดีเปิดประตูให้เข้าไปปิดทองข้างในเลยเห็นคนพม่าอยู่แต่ด้านนอก  มองมาข้างล่างก็เสียวดี   แต่ผมประทับการนำเสนอบทความนี้ของท่านมหา  ไปเองก็มัวแต่ต้องไปซื้อของทำให้ไม่มีโอกาสดูอื่นๆ  ได้อ่านทำให้เห็นหลายภาพที่ไม่เคยเห็นครับ


Liked By: nanter68
บันทึกการเข้า
มหาบ้านนอก
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1469


ลมหายใจให้ชีวิตแก่เรา.แล้วเราให้อะไรแก่ชีวิต


« ตอบ #63 เมื่อ: มกราคม 12, 2011, 07:18:04 PM »

หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินทางต่อไปยังพระราชวังมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงสุดท้ายก่อนถูกอังกฤษเข้าครอบครอง ราชวังสุดท้ายคือราชวงศ์อลองพญา อังกฤษเข้าครองครองพม่า และได้ขนเอาสมบัติมีค่าของพม่าไปหมด โดยเฉพาะราชบังลังค์นกยูง สัญญลักษณ์แห่งราชวงศ์พม่าและพระที่นั่งสิงหนาทในท้องพระโรงใหญ่ที่เป็นทองคำประดับด้วยเพชร พลอย ทับทิม อัญมณี อันมหาศาลก็ถูกขนไปไว้ที่ประเทศอังกฤษ
   และเมื่อไม่นานมานี้เอง อังกฤษก็ได้คืนราชบัลลังค์นกยูง แก่พม่า หลังจากที่พม่าเรียกร้องมาหลายสิบปี พระราชวังมัณฑะเลย์ สร้างโดยพระเจ้ามินดง กษัตริย์ของพม่าโดยย้ายเมืองหลวงมาจากกรุงอังวะ และโปรดให้สร้างพระราชวังบนเนื้อที่4 ตารางกิโลเมตร คือ กว้างและยาว อย่างละ2กิโลเมตร อาตมาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า 4ตารางกิโลเมตรนี้ มันกี่ไร่ ใครพอมีความรู้ คำนวนให้ที และโปรดให้ขุดคูน้ำรอบพระราชวัง คูน้ำนี้ อาตมาอยากจะบอกว่า มันกว้างกว่าแม่น้ำชีบ้านอาตมาอีก
พระเจ้ามินดง เป็นกษัตริย์ที่มีพระชายามากที่สุด และในเนื้อที่พระราชวัง โปรดให้สร้างวังให้กับสนมทุกคน และพระราชโอรสและพระราชธิดาทุกพระองค์
-พระราชวังมัณฑะเลย์ พระราชวังที่ส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยไม้สักที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ในสมัยสงครามมหาบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) วันที่ 20 มีนาคม 2488 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรโดยกองทัพอังกฤษ ได้ทิ้งระเบิดจำนวนมากมายถล่มพระราชวังมัณฑะเลย์จนไฟลุกไหม้เป็นจุล ด้วยเหตุผลว่าพระราชวังนี้เป็นแหล่งซ่องสุมกำลังของกองทัพญี่ปุ่น พระราชวังมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นพระราชวังไม้สักก็ถูกไฟไหม้เป็นจุล เผาราบเป็นหน้ากลอง หลงเหลือก็แต่ป้อมปราการและคูน้ำรอบพระราชวัง รัฐบาลพม่า ได้สร้างพระราชวังนี้ขึ้นมาใหม่ โดยจำลองแบบตามภาพถ่ายของอังกฤษทุกอย่าง และตามแบบบันทึกที่พอจะหาได้  (ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนพม่าถึงได้ไม่ถูกกันนักกับอังกฤษและอเมริกา)
-น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่คณะเรามีเวลาไม่มากในพระราชวังนี้ จึงถ่ายรูปไม่ได้มาก เพราะยังต้องไปต่ออีกหลายที่และต้องรีบเดินทางไปสนามบินมัณฑะเลย์ เพื่อเดินทางต่อไปยัง พุกาม ราชอาณาจักรแห่งแรกของพม่า









รูปพระเจ้ามินดงและพระอัครมเหสีและพระชายาครับถ่ายโดยช่างภาพชาวอังกฤษ









หอคอยในพระราชวังมัณฑะเลย์นี้ คณะพระสงฆ์ที่ไปทั้ง3รูป ได้ไปเจริญพระพุทธมนต์บท กรณียเมตตสูตรที่หอคอยนี้ เพราะในหอคอยนี้ ในอดีตเจ้าชายธีบอ  ได้ราชสมบัติ จับพี่น้องชาย ๓๐ องค์ รวมทั้งเจ้านายลูกเธอ และเจ้าจอมมารดา ขุนนาง รวมทั้งสิ้น ๑๒๕ คน ประหารชีวิตในคราวเดียวกัน บนหอคอยนี้ จึงไปสวดบทเมตตาให้วิญญาณทั้งหลายไปสู่สุคติ






Liked By: nanter68
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 12, 2011, 07:55:04 PM โดย มหาบ้านนอก » บันทึกการเข้า

มีแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น  ที่ยอมลอยไปตามกระแสน้ำ
ไม่มีมหาบุรุษใด ประสบความสำเร็จโดยปราศจากความพยายาม
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: