หน้า: 1 ... 166 167 168 169 170 171 172 173 174 175 [176] 177 178 179 180 181 182 183   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมพล คนปลูกมัน ... สำปะหลัง  (อ่าน 1617421 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Aomsin & Earth
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2148


« ตอบ #2800 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2015, 09:25:00 AM »

เป็นเหมือนกันทุกที่เลยครับ


Liked By: Taweekrit, sompol
บันทึกการเข้า

Taweekrit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1324


« ตอบ #2801 เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2015, 03:44:35 PM »

มันฯผมกำลังโดนเพลี้ยแป้งระบาด ช่วยแนะนำหน่อยครับ พึ่งปลูกปีแรก  เศร้า เศร้า
บันทึกการเข้า
Aomsin & Earth
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2148


« ตอบ #2802 เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2015, 09:47:49 AM »

ถ้ามีไม่เยอะตัดต้นเผาทำลายเลยครับ


Liked By: Taweekrit, sompol
บันทึกการเข้า
Knighterrant
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 77


« ตอบ #2803 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2015, 07:10:35 PM »

รบกวนสอบถามครับ..ที่เชียงใหม่มีพันธุ์ต้นมันสำปะหลังจำหน่ายมั้ยครับ
ผมอยากได้ไม่มากครับ..แค่ 10 ท่อน..เองครับ


Liked By: sompol
บันทึกการเข้า
bookdee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 361


« ตอบ #2804 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2015, 10:48:41 AM »

.


Liked By: sompol
บันทึกการเข้า

www.  raiboonlert.com
t.hnongkinpen
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 127


« ตอบ #2805 เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2015, 10:14:42 PM »

มันฯผมกำลังโดนเพลี้ยแป้งระบาด ช่วยแนะนำหน่อยครับ พึ่งปลูกปีแรก  เศร้า เศร้า

ลองถามร้านเกษตรภัณฑ์ดูนะครับ ยาแอสทารา ครับ
หามาลองใช้ดูครับ เผื่อได้เป็นประสบการปีต่อไปจะได้รู้จักตัวยาไปด้วยครับ


Liked By: sompol, Taweekrit
บันทึกการเข้า
sompol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3085



« ตอบ #2806 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2015, 05:15:28 PM »

...อ่านมาเกือบสามอาทิตย์ มาลงชื่อไว้ว่าได้อ่านแล้ว

...เงียบไปนะครับ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม แต่ก่อนผมไม่ค่อยสนใจปลูกมัน ปลูกยางอยู่ ตอนนี้ได้ครอบครัวหลานมาอยู่ดูแลไร่ มีที่ว่างเลยไห้ปลูกเพื่อใช้หล่อเลี้ยงสวน ปลูกปลายดือนกรกฏาคมครับ ปีนี้แล้งมากๆ ข้าวก็ได้ไม่พอกิน








...ยางพารา ราคาตกต่ำ การดูแลสวนต้องมีรายจ่าย

...ตัดสินใจจะปลูกมันสำปะหลังตามร่องยาง

...ด้วยหวังว่าจะมีรายได้หล่อเลี้ยงสวน

...ยางโตช้า...รอได้ราคาดีค่อยบำรุงเพื่อกรีดยาง

...ตอนนี้ต้องเอาคนให้รอดก่อน

...นับว่าเป็นข้อดีอีกข้อของการปลูกยางแบบห่างมากเช่นนี้(ระยะปลูก 8 x 4 เมตร)

...ไถกลบ...รอให้หญ้าเน่าเปื่อย...แล้วจะยกร่องปลูกมันสำปะหลัง





...รูปถ่ายไว้ตลอด...ไว้ว่างๆ จะมารายงานขอความเห็นเพื่อนๆ ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 25, 2015, 09:34:49 AM โดย sompol » บันทึกการเข้า
sompol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3085



« ตอบ #2807 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2015, 02:34:18 PM »

...จากการติดตามอ่าน รวมพล คนปลูกมัน ... สำปะหลัง เห็นเพื่อนๆ สมาชิกหลายคนกล่าวถึง อ.สรรเสริญ สุนทรทยาภิรมย์ ผมเลยตามไปอ่าน ได้บทความของท่านล่าสุด ขออนุญาติ อ.สรรเสริญ สุนทรทยาภิรมย์ นำมาเผยแพร่นะครับ ได้ข้อคิดดีจริง ๆ เพื่อนสมาชิกสามารถตามไปอ่านได้ที่ http://www.cassava-devlp-center.com/

....
บทความเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2558
  
 บทความเดือน ตุลาคม-พฤศจิการยน 2558

         สวัสดีครับ  ช่วงนี้ต้องขออภัยที่ห่างหายการเขียนบทความมาลงให้อ่านกันเพราะมีงานเยอะพอสมควร (เดินสาย)ทั้งในและต่างประเทศ แต่ก็ตอบปัญหาให้ทางเฟสใน กลุ่มผู้ปลูกมันสำปะหลัง  ชมรมมันสำปะหลังไทย ชมรมเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ตามหลักวิชาการ และส่วนตัว sansern soontorntayaphirom เป็นประจำ เนื่องจากแวะพักตรงไหนก็ตอบได้ถ้ามีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเดี๋ยวนี้เกือบทุกโรงแรมมี Wi-Fi แต่ก็เข้ามาดูทุกวันบางทีอาจช้าบ้างถ้าไปอยู่ต่างประเทศ  อยากให้ตอบอะไรเกี่ยวกับมันสำปะหลัง ดิน ปุ๋ย ก็สามารถเลือกตามช่องทางที่กล่าวมาข้างต้นได้เลยครับ

          เดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของหน้าฝนซึ่งจะมีรอยต่อกับหนาว (ปลายฝนต้นหนาว)ซึ่งทุกปีเกษตรกรต้องให้ความเอาใจใส่กับมันสำปะหลังของตัวเองให้มาก ที่ขุดได้ก็อย่ารีบร้อนนักเพราะต้นฤดูรับซื้อที่เพิ่งจะผ่านฝนมาหมาดๆแป้งยังต่ำ พ่อค้าอาจไม่ต้องการ ก็ซื้อถ้าเราขุดไปขายแต่ราคาจะต่ำตามแป้งด้วย บางท่านถามไปว่าทำไมราคามันต่ำอย่างนี้ได้แค่ 1800 เท่านั้น จึงอยากบอกว่าใจเย็นๆหน่อยครับ โดยเฉพาะการแห่เมื่อได้รับสัญญาณราคาเรียก"แมงเม่า" แล้วพากันแห่ขุดจนหมด วันสองวันหลังจากประกาศ"ขึ้น"ก็จะมีปรากฏการณ์ประกาศ"ลด"ทันทีทันใด ต้องเข้าใจว่า ผู้ซื้อเขาก็มีเหตุผลส่วนตัวของเขาเหมือนกัน พอๆกับเหตุผลของเราที่อยากขุดเพราะต้องการใช้ตังค์เนื่องจากความจำเป็นที่ถึงกำหนดชำระเจ้าหนี้ชีวิตรายใหญ่ (ธ.ก.ส) เถ้าแก่ หนี้นอกระบบ เงินกู้กองทุนต่างๆจากโครงการรัฐฯ(ทุกโครงการที่มีให้กู้) จ่อคิวมาเคาะประตูบ้าน ส่วนความจำเป็นของพ่อค้าก็คือ "กำไร ขาดทุน"ที่เป็นศาสตร์แห่งการค้าที่ต้องเคร่งครัดยิ่ง ถ้าเราเป็นพ่อค้าก็คงคิดเรื่องนี้เช่นกัน คงไม่มีใครยอมขาดทุนเพื่อชาติแน่นอน  (เอาใจเขามาใส่ใจเรา)

           คุณภาพมันสำปะหลังไม่ได้อยู่ที่ "หัวใหญ่" "หัวยาว" "หัวดก" ไม่ได้อยู่ที่สายพันธุ์ชื่อแปลกๆที่ราคาสูงๆอย่างที่เกษตรกรเข้าใจทุกวันนี้  ใครโพสต์ ใครคิดอย่างนี้ฟันธงไปเลย "มือใหม่หัดขับทั้งนั้น" คุณภาพมันสำปะหลังอยู่ที่เปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสด  (starch content) ไม่ได้เป็นอย่างที่มือใหม่ต้องการเลย เพราะคนซื้อ ตั้งแต่คนแปรรูปไปจนถึงคนบริโภคไม่มีโอกาสมาเห็นหัวใหญ่ ยาว ดก เลยแม้แต่น้อย ถ้าเป็นมันเส้นเขาต้องการเห็นชิ้นมันที่มีแป้งสูงๆ สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน(คุณภาพ) โรงแป้งก็ต้องการรับซื้อหัวมันที่มีคุณภาพแป้งสูงๆ เพราะต้องโม่ต้องเหวี่ยงแป้งออกมาจากน้ำแป้ง มีน้อยเม็ดแป้งเล็กก็ได้น้อยเพราะเม็ดแป้งหลุดไปกับน้ำ ที่สำคัญถ้าแปรรูปไม่ทัน จากแป้งสูงๆจะเปลี่ยนกลับมาเป็นน้ำตาล(เน่า)ตั้งแต่วันที่สามหลังจากที่มันหลุดพ้นดิน และเน่าไปเรื่อยๆ อาทิตย์เดียวทำอะไรไม่ได้  อันนี้แหละที่พ่อค้าจำเป็นประกาศลดราคารับซื้อถ้ามันกองเต็มลานเกินกว่าจะแปรรูปทัน

             เตือนทุกปีเรื่องขุด แต่ทำกันไม่ได้ เพราะข้ออ้างก็คือ "จ้างเขา" ต้องขุดทีเดียวหมด เสียงเตือนมันเลยไม่มีความหมาย ลอยไปกับสายลม เหมือนกับราคารับซื้อที่ได้ต่ำ ชนิดที่ชอบเปรียบกันว่า "ผีถึงป่าช้าไม่ฝังก็ต้องเผา"เพราะดันตายไม่ตรึกไม่ตรอง ถ้าเป็นมันสำปะหลังหมายถึงขุดมาแล้วจำเป็นต้องขายเลหลังอะไรทำนองนั้น  ก็ไม่ทราบว่าความจำเป็นใครเป็นคนสร้าง !!   ปีนี้ต้องระวังหลายเด้งเนื่องจากผู้ซื้อที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ในต่างประเทศเช่น"จีน"ประสบภาวะวิกฤติภายในประเทศของเขาจนต้องประกาศลดค่าเงินหยวนมากกว่าสองครั้ง และยังปรับลดอะไรๆอีกหลายอย่างเพื่อการประหยัด การคาดเดาเรื่องราคาจึงค่อนข้างยากพอสมควร เพราะเราไปฝากอนาคตการค้ากับเขามานานแล้ว เขาดีเราก็ดี ถ้าเขาไม่ดีเราจะดี มันสวนทางกับความเป็นจริง

              มันสำปะหลังเป็นพืชที่เด่นกว่าพืชชนิดอื่นตรงที่ถึงเวลาเก็บเกี่ยวถ้าราคาไม่ดีเกษตรกรก็สามารถชะลอไปก่อนโดยปล่อยหัวไว้ในดินไม่ต้องไปทำอะไรมันปุ๋ยก็ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อมาใส่ เหมือนฝากเงินไว้ในธนาคารแต่ยิ่งนาน(แต่ต้องไม่เกิน 16 เดือน)หัวจะใหญ่ขึ้น น้ำหนักจะเพิ่มมากขึ้นโดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรมันเลย สุดท้ายจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นได้ดอกเบี้ยมากกว่าธนาคารหลายเท่าเสียอีก แต่เกษตรกรทำไม่ได้เพราะความจำเป็นดังกล่าวข้างต้น

               ถ้าเกษตรกรประสบปัญหาราคาต่ำ อีกทางหนึ่งที่สามารถทำได้คือ การขุดมาแปรรูปเป็นมันเส้นสะอาดคุณภาพตากเองแล้วเก็บรอราคาได้เป็นปี (ถ้าไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน) ตัวอย่างที่ศูนย์ของผมเองปีที่แล้วราคารับซื้อต่ำกว่า2.30 /กก.ผมแปรรูปเอง ถ้า 2.30 หรือสูงกว่าผมขายหัวสด ปีที่ผ่านมา 48 ไร่แปรรูปขายได้ กก.ละ 6.80-6.90 ได้เงินมาทั้งสิ้น  499,000กว่าบาท (เกือบๆห้าแสน) ถ้าสนใจจะลองทำก็น่าจะช่วยเกษตรกรได้อีกทางหนึ่งเป็นทางเลือก ตลาดหาไม่ยาก ถ้าไม่อยากขายลานให้พ่อค้า ลองไปเข้ารับการอบรมที่ศูนย์ฯ ผ่านการอบรมมีรายชื่อ เบอร์โทรผู้รับซื้อรายเล็ก รายใหญ่ ไปถึงผู้ส่งออก อย่าไปห่วงพ่อค้าจะจน ห่วงตัวเราก่อนเพราะอย่างไรเราก็ต้องเอาไปขายให้เขาถ้าเขาซื้อเรา 6 บาทแล้วเขาเก็บๆไว้พอมันหมดฤดูเขาขาย 7 บาทหรือ7บาทกว่า กำไรแค่บาทเดียวหรือบาทกว่าตันละเท่าไร 1000กว่าบาท !!  พ่อค้าไม่พูดกันที่ตันเดียวโกดังหนึ่ง 5000 -10000ตัน ลองคูณดูเอง สิบชาติเกษตรกรก็หาไม่ได้เศษหนึ่งส่วนสิบของเขา ดังนั้นไม่ต้องไปห่วงเขา  

                 การทะยอยขุดเราได้ราคาคงที่ พ่อค้าก็ชอบเพราะแปรรูปทัน ดีทั้งสองฝ่าย ทำเถอะทำของที่มีคุณภาพพ่อค้าก็ชอบเพราะมันคือผลกำไรของเขา ทำเพื่อความอยู่ดีกินดีของตัวเกษตรกรเอง ไม่ใช่ผม หรือใครๆ  แต่มันต้องเพิ่มต้นทุนความขยันหน่อยเท่านั้น นั่นคือขุดเอง ข้อนี้แหละที่คนไทยทำได้ยากเพราะชอบคิดแบบมักง่าย คือขุดๆไปซะจะได้พักผ่อนหลังจากใช้หนี้ เหลือก็ใช้เงินซื้อมือถือรุ่นใหม่เอาไว้เล่นเฟส เหลือมากหน่อยก็เปลี่ยนมอเตอร์ไซด์ (ดาวน์) !! ไม่เหลือก็หากู้ต่อ นี่แหละความยากจนมันเลยเป็นกัลญาณมิตรของเรามานานแสนนานสลัดไม่เคยหลุด

                  รอยต่อฤดูฝนและหนาวเกษตรกรที่ปลูกซ่อมมันยังเล็กต้องระวัง เพราะช่วงนี้เพลี้ยแป้งจะเข้ามาทำลายมันของท่าน แม้ผ่านหนาวไปได้ มกราคมก็จะเจอไรแดง จึงบอกมาตลอดว่าอย่าปลูกมันปลายฝนที่บางคนเถียงคอเป็นเอ็นว่ามันเป็นการสืบทอดประเพณีโบราณที่เขาเรียกว่ามันเดือนสิบสอง ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ไม่อยากเถียงคนรั้น  แค่สมัยโบราณกับสมัยนี้ฝนฟ้าสิ่งแวดล้อม ความอุดมสมบููรณ์ของดินที่ต่างกัน ยังแยกแยะกันไม่ได้ก็เชิญเถอะ  ผมได้แต่เตือนตามหน้าที่ไม่ได้จนด้วย แต่ถ้าปลูกแล้วรับการระบาดจากแมลงที่กล่าวมามันเหนื่อยที่ต้องมานั่งแก้ เพราะท่านเองที่มีทั้งดื้อทั้งรั้นนั่นแหละจะเป็นต้นเหตุของการระบาดสะสมแมลงไว้ไม่ให้สูญสลายไปจากวงการทำให้คนอื่นโดนไปด้วย ไม่เชื่อผมแล้วปลูกตอนนี้(ยกเว้นระบบน้ำหยด)อย่าโวยวายก็แล้วกันโดยเฉพาะคนที่พูดว่าต้องทำเพราะมันจำเป็นเนื่องจากเช่าที่เขา  ถ้าทำแล้วมันเจ๊งยืนเอาเท้าจกกระเป๋าไม่เสียตังค์ไม่ดีกว่าหรือ !!  แค่นี้คิดไม่ได้แล้วจะไปทำอะไรกิน

                   สุดท้ายบทความนี้มีคนอยากให้บอกเล่า เรื่องความเชื่อ สารเร่งราก สารสั่งออกราก  สารสั่งลงหัว ฯลฯ เอาสักหน่อยก็แล้วกัน  โดยปกติมันสำปะหลังจะออกรากแตกตาข้างเองโดยไม่ต้องไปทำอะไรเสริมมันเลย มันออกมาเพราะต้นพันธุ์ที่สมบูรณ์ได้อายุ ถ้ามีขนาดเหมาะสมปริมาณรากก็ยิ่งมาก เพียงแต่เราไม่เคยคุ้ยดูมันต่างหาก บังเอิญคนอื่นคุ้ยมาโชว์เลยเชื่อหัวปักหัวปำว่ามันมีผลมาจากสารเร่ง หรือวิธีการบ่มท่อน  การจะเชื่ออะไรอยากให้พิสูจน์ด้วยตัวเองก่อน ง่ายๆถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำแล้วก็ "จนต่อไป" เอาถุงดำที่ใช้เพาะชำมา แล้วตัดท่อนพันธุ์มันที่สมบูรณ์อายุ 8-12 เดือนปักลงไปแล้วให้ความชื้น  อยากให้เปรียบเทียบหลายๆขนาดหน้าตัดท่อนพันธุ์ หน้าตัดยิ่งใหญ่รากจะยิ่งเยอะ ต้นที่สมบูรณ์รากจะสมบูรณ์ไปด้วย เอาต้นสดๆไม่ต้องไปบ่มให้มันสูญเสียความชื้นจากตัวมันเอง แล้วลองเอาออกมาดูรากที่หลังการปลูก 2-3 อาทิตย์ อย่าดึง รากอ่อนๆจะขาด ยกถุงที่ชำแช่ลงไปในน้ำคลึงข้างถุงให้ดินแตกตัวแล้วค่อยๆเอาออกมาดู ระยะนี้รากจะใหญ่ อวบ ขาวโดยธรรมชาติจนเซียนบางคนถึงกับบอกว่ารากใหญ่อวบกำลังจะเป็นหัวเพราะมีผลมาจากน้ำยาเร่งรากของเขา   ที่ยังไม่เอาออก ทิ้งไว้  30วันขึ้นไปไม่เกิน 45 วันอย่าเกิน(เพราะมันจะเปลี่ยนรากบางรากเป็นรากหัว) ทำแบบเดิมแช่น้ำแล้วค่อยๆเอาออก คราวนี้จะขนลุกเพราะมีรากฝอยมากมายมหาศาลทั้งๆที่ไม่ได้ใช้สารเร่งอะไรเลย บทพิสูจน์นี้สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวท่านเอง ถ้าขี้เกียจก็ไม่ต้อง !!  ความสำคัญของมันไม่ได้อยู่ตรงสารเร่ง สารสั่งราก มันอยู่ที่มันจะเปลี่ยนเป็นหัวเท่าไร(กี่หัว)นั่นคือประเด็นต่างหาก มีรากมากมีหัวน้อย หรือมีรากน้อยมีหัวมาก ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นพันธุ์ ไมใช่มีรากมากมีหัวมากดังคำโฆษณา แต่มีรากก็ดีกว่าไม่มีราก ยิ่งการสั่งให้ลงหัวได้ยิ่งไปกันใหญ่  "บ้าไปแล้ว" สั่งพืชได้ !!  ทั่วโลกเขายอมคนไทยก็ตรงนี้แหละ เพราะเขาอิงหลักวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ เห็นได้ สัมผัสได้ แต่เราดันอิงหลักไสยศาสตร์ที่พิสูจน์"ได้"ในความนึกคิดเท่านั้น  ขุดหัวออกมาโชว์หัวสองหัว ชั่งกิโลแล้วคูณในใจว่าจะได้กี่ตัน !!!  ไทยแลนด์ออนลี่..  มีกระทั้งเอาสารมาขายแล้วบอกว่าเทคโนโลยีจากอเมริการจะได้ 15 ตันต่อไร่  ตรงไหนส่วนไหนมันปลูกมันว๊ะงงกับมันจริงๆ !!

                    อยากเป็นนักวิจัยต้องเป็นคนช่างสังเกตุด้วย  ลองเอามันสำปะหลังต้นที่ได้อายุและเราเห็นว่ามันสมบูรณ์ที่สุดมาตัด แยกส่วนโคน  ส่วนกลาง  ส่วนปลาย แล้วให้สังเกตุว่า ถึง 45 วันขึ้นไปรากฝอยจะเปลี่ยนเป็นรากสมสะอาหารเท่าไร  ต่างกันแค่ไหน แล้วเอามาเป็นแนวทางในการแยกส่วนปลูก จะเห็นได้ว่าเปอร์เซ็นต์การอยู่รอด และความสม่ำเสมอจะต่างกัน

                    ประเด็นการบ่มท่อนพันธุ์แล้วจะออกรากเร็ว แหงละ !! ลองตัดท่อนพันธุ์แล้วยังไม่ปลูกทันทีน้ำยางที่ไหลออกมาคือจุดที่มันจะออกราก ถ้าเราเอาอะไรไปปิดมันหน่อยมันก็ดูเหมือนจะแตกตาข้าง ออกรากเร็วขึ้น แท้จริงก็คือนับหนึ่งเหมือนกันกับปลูกเลยเพราะมันลงไปบ่มตัวมันเองในดิน 4-7 วันแตกตาข้าง 2-3 อาทิตย์แตกราก (ช้าเร็วขึ้นอยู่กับตันพันธุ์สมบูรณ์แค่ไหน) บางคนเอามาโชว์จนเห็นรากปริ่มออกมาแล้ว นั่นคือผลเสียที่เซียนพวกนี้ไม่รู้ เพราะเอาไปปักกดลงไปมันจะกระทบกับรากที่กำลังจะงอกด้วย โดยเฉพาะตุ่มตาข้างที่ถูกบ่มมันจะเริ่มแตก ถ้าเราไปจับเพื่อกดแรงๆมันอาจหลุด เสียหายได้โดยที่เราไม่รู้ ยิ่งถ้าต้องพ่นสารควบคุมการงอกของเมล็ดวัชพืชจะมีผลต่อตาข้างที่แตกแล้วทันที

                     อยากประสบความสำเร็จในการปลูกพืช ไม่ได้อยู่ที่ สาร  ปุ๋ย  หรือวิธีการจากดาวอังคาร แต่อยู่กับสิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุด แต่เราให้ความสำคัญและให้คุณค่าน้อยที่สุดนั่นคือ "ดิน" ทุกวันนี้เห็นมันหัวใหญ่หน่อยถามว่าพันธุ์อะไร  มีขายไหม ต้นละเท่าไร .. แค่คำถามที่กล่าวมาก็ฟันธงได้ว่าเพิ่งรู้จักมันสำปะหลัง หรือรู้จักพืช  ต้องระลึกไว้เสมอว่า  "ไม่มีพันธุ์พืชใดที่ดีที่สุด ปลูกได้ผลผลิตดีในดินเลว" ดังนั้นเราจึงควรมองกลับมาที่ดินของเราก่อนมองออกไปข้างนอกเรื่องพันธุ์เรื่องปุ๋ย เรื่องสารบ้าบอคอแตก!! ดูสมบัติดินของเราว่ามีอะไรขาดไหม ด้วยการเอาตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ก่อน แล้วเอาแนวทางมาปรับแก้ให้เหมาะสม ดินที่ไม่ตอบสนองต่อพันธุ์ต่อให้พันธุ์มาจากเทวดาประทานก็ไม่ให้ผลผลิตที่ดีได้  ดินที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชต้องมีองค์ประกอบ 4 อย่างนี้จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้เลย คือ  1 กายภาพ  ต้องโปร่ง ร่วนซุย อุ้มน้ำ ระบายน้ำและอากาศได้ดี  2 เคมี หรือความเป็นกรดเป็นด่างต้องเหมาะสม 3 ชีวภาพ  สิ่งมีชีวิตที่อาศัยดำรงชีพในดิน ทำกิจกรรมในดิน โดยเฉพาะจุลินทรีย์ดินต้องเหมาะสม   และ  4 ธาตุอาหารในดิน ต้องมีพอให้พืชนำไปสร้างการเจริญเติบโตและผลผลิต  คิดตรงนี้ก่อนถามว่า "พันธุ์อะไร"  สวัสดี

สรรเสริญ สุนทรทยาภิรมย์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 17, 2015, 02:39:50 PM โดย sompol » บันทึกการเข้า
kmsmily
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3547


« ตอบ #2808 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2015, 07:37:15 PM »

อ่านบทความแล้วรู้สึกว่า "ตรูนี้เจ๋งอยู่คนเดียว"
มีโครงการประกวดปลูกมันสำปะหลังสาธิตการเพื่มผลผลิตต้นทุนต่ำ แจ้งผมด้วย หมอแดง 083-129-1566
จัดบริเวณดินที่เคยปลูกมันสำปะหลังได้ผลผลิตต่ำสุดด้วยนะครับ
เพิ่มความเร้าใจอีกนิด ใช้ต้นพันธุ์เก่าเก็บตั้งทิ้งไว้ข้ามปีด้วยก็ได้


Liked By: sompol, tophy, Taweekrit
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 17, 2015, 07:55:45 PM โดย kmsmily » บันทึกการเข้า
t.hnongkinpen
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 127


« ตอบ #2809 เมื่อ: ธันวาคม 17, 2015, 09:46:30 PM »

...จากการติดตามอ่าน รวมพล คนปลูกมัน ... สำปะหลัง เห็นเพื่อนๆ สมาชิกหลายคนกล่าวถึง อ.สรรเสริญ สุนทรทยาภิรมย์ ผมเลยตามไปอ่าน ได้บทความของท่านล่าสุด ขออนุญาติ อ.สรรเสริญ สุนทรทยาภิรมย์ นำมาเผยแพร่นะครับ ได้ข้อคิดดีจริง ๆ เพื่อนสมาชิกสามารถตามไปอ่านได้ที่ http://www.cassava-devlp-center.com/

....
บทความเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2558
  
 บทความเดือน ตุลาคม-พฤศจิการยน 2558

         สวัสดีครับ  ช่วงนี้ต้องขออภัยที่ห่างหายการเขียนบทความมาลงให้อ่านกันเพราะมีงานเยอะพอสมควร (เดินสาย)ทั้งในและต่างประเทศ แต่ก็ตอบปัญหาให้ทางเฟสใน กลุ่มผู้ปลูกมันสำปะหลัง  ชมรมมันสำปะหลังไทย ชมรมเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ตามหลักวิชาการ และส่วนตัว sansern soontorntayaphirom เป็นประจำ เนื่องจากแวะพักตรงไหนก็ตอบได้ถ้ามีสัญญาณอินเทอร์เน็ตเดี๋ยวนี้เกือบทุกโรงแรมมี Wi-Fi แต่ก็เข้ามาดูทุกวันบางทีอาจช้าบ้างถ้าไปอยู่ต่างประเทศ  อยากให้ตอบอะไรเกี่ยวกับมันสำปะหลัง ดิน ปุ๋ย ก็สามารถเลือกตามช่องทางที่กล่าวมาข้างต้นได้เลยครับ

          เดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของหน้าฝนซึ่งจะมีรอยต่อกับหนาว (ปลายฝนต้นหนาว)ซึ่งทุกปีเกษตรกรต้องให้ความเอาใจใส่กับมันสำปะหลังของตัวเองให้มาก ที่ขุดได้ก็อย่ารีบร้อนนักเพราะต้นฤดูรับซื้อที่เพิ่งจะผ่านฝนมาหมาดๆแป้งยังต่ำ พ่อค้าอาจไม่ต้องการ ก็ซื้อถ้าเราขุดไปขายแต่ราคาจะต่ำตามแป้งด้วย บางท่านถามไปว่าทำไมราคามันต่ำอย่างนี้ได้แค่ 1800 เท่านั้น จึงอยากบอกว่าใจเย็นๆหน่อยครับ โดยเฉพาะการแห่เมื่อได้รับสัญญาณราคาเรียก"แมงเม่า" แล้วพากันแห่ขุดจนหมด วันสองวันหลังจากประกาศ"ขึ้น"ก็จะมีปรากฏการณ์ประกาศ"ลด"ทันทีทันใด ต้องเข้าใจว่า ผู้ซื้อเขาก็มีเหตุผลส่วนตัวของเขาเหมือนกัน พอๆกับเหตุผลของเราที่อยากขุดเพราะต้องการใช้ตังค์เนื่องจากความจำเป็นที่ถึงกำหนดชำระเจ้าหนี้ชีวิตรายใหญ่ (ธ.ก.ส) เถ้าแก่ หนี้นอกระบบ เงินกู้กองทุนต่างๆจากโครงการรัฐฯ(ทุกโครงการที่มีให้กู้) จ่อคิวมาเคาะประตูบ้าน ส่วนความจำเป็นของพ่อค้าก็คือ "กำไร ขาดทุน"ที่เป็นศาสตร์แห่งการค้าที่ต้องเคร่งครัดยิ่ง ถ้าเราเป็นพ่อค้าก็คงคิดเรื่องนี้เช่นกัน คงไม่มีใครยอมขาดทุนเพื่อชาติแน่นอน  (เอาใจเขามาใส่ใจเรา)

           คุณภาพมันสำปะหลังไม่ได้อยู่ที่ "หัวใหญ่" "หัวยาว" "หัวดก" ไม่ได้อยู่ที่สายพันธุ์ชื่อแปลกๆที่ราคาสูงๆอย่างที่เกษตรกรเข้าใจทุกวันนี้  ใครโพสต์ ใครคิดอย่างนี้ฟันธงไปเลย "มือใหม่หัดขับทั้งนั้น" คุณภาพมันสำปะหลังอยู่ที่เปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสด  (starch content) ไม่ได้เป็นอย่างที่มือใหม่ต้องการเลย เพราะคนซื้อ ตั้งแต่คนแปรรูปไปจนถึงคนบริโภคไม่มีโอกาสมาเห็นหัวใหญ่ ยาว ดก เลยแม้แต่น้อย ถ้าเป็นมันเส้นเขาต้องการเห็นชิ้นมันที่มีแป้งสูงๆ สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน(คุณภาพ) โรงแป้งก็ต้องการรับซื้อหัวมันที่มีคุณภาพแป้งสูงๆ เพราะต้องโม่ต้องเหวี่ยงแป้งออกมาจากน้ำแป้ง มีน้อยเม็ดแป้งเล็กก็ได้น้อยเพราะเม็ดแป้งหลุดไปกับน้ำ ที่สำคัญถ้าแปรรูปไม่ทัน จากแป้งสูงๆจะเปลี่ยนกลับมาเป็นน้ำตาล(เน่า)ตั้งแต่วันที่สามหลังจากที่มันหลุดพ้นดิน และเน่าไปเรื่อยๆ อาทิตย์เดียวทำอะไรไม่ได้  อันนี้แหละที่พ่อค้าจำเป็นประกาศลดราคารับซื้อถ้ามันกองเต็มลานเกินกว่าจะแปรรูปทัน

             เตือนทุกปีเรื่องขุด แต่ทำกันไม่ได้ เพราะข้ออ้างก็คือ "จ้างเขา" ต้องขุดทีเดียวหมด เสียงเตือนมันเลยไม่มีความหมาย ลอยไปกับสายลม เหมือนกับราคารับซื้อที่ได้ต่ำ ชนิดที่ชอบเปรียบกันว่า "ผีถึงป่าช้าไม่ฝังก็ต้องเผา"เพราะดันตายไม่ตรึกไม่ตรอง ถ้าเป็นมันสำปะหลังหมายถึงขุดมาแล้วจำเป็นต้องขายเลหลังอะไรทำนองนั้น  ก็ไม่ทราบว่าความจำเป็นใครเป็นคนสร้าง !!   ปีนี้ต้องระวังหลายเด้งเนื่องจากผู้ซื้อที่เป็นคู่ค้ารายใหญ่ในต่างประเทศเช่น"จีน"ประสบภาวะวิกฤติภายในประเทศของเขาจนต้องประกาศลดค่าเงินหยวนมากกว่าสองครั้ง และยังปรับลดอะไรๆอีกหลายอย่างเพื่อการประหยัด การคาดเดาเรื่องราคาจึงค่อนข้างยากพอสมควร เพราะเราไปฝากอนาคตการค้ากับเขามานานแล้ว เขาดีเราก็ดี ถ้าเขาไม่ดีเราจะดี มันสวนทางกับความเป็นจริง

              มันสำปะหลังเป็นพืชที่เด่นกว่าพืชชนิดอื่นตรงที่ถึงเวลาเก็บเกี่ยวถ้าราคาไม่ดีเกษตรกรก็สามารถชะลอไปก่อนโดยปล่อยหัวไว้ในดินไม่ต้องไปทำอะไรมันปุ๋ยก็ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อมาใส่ เหมือนฝากเงินไว้ในธนาคารแต่ยิ่งนาน(แต่ต้องไม่เกิน 16 เดือน)หัวจะใหญ่ขึ้น น้ำหนักจะเพิ่มมากขึ้นโดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรมันเลย สุดท้ายจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นได้ดอกเบี้ยมากกว่าธนาคารหลายเท่าเสียอีก แต่เกษตรกรทำไม่ได้เพราะความจำเป็นดังกล่าวข้างต้น

               ถ้าเกษตรกรประสบปัญหาราคาต่ำ อีกทางหนึ่งที่สามารถทำได้คือ การขุดมาแปรรูปเป็นมันเส้นสะอาดคุณภาพตากเองแล้วเก็บรอราคาได้เป็นปี (ถ้าไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน) ตัวอย่างที่ศูนย์ของผมเองปีที่แล้วราคารับซื้อต่ำกว่า2.30 /กก.ผมแปรรูปเอง ถ้า 2.30 หรือสูงกว่าผมขายหัวสด ปีที่ผ่านมา 48 ไร่แปรรูปขายได้ กก.ละ 6.80-6.90 ได้เงินมาทั้งสิ้น  499,000กว่าบาท (เกือบๆห้าแสน) ถ้าสนใจจะลองทำก็น่าจะช่วยเกษตรกรได้อีกทางหนึ่งเป็นทางเลือก ตลาดหาไม่ยาก ถ้าไม่อยากขายลานให้พ่อค้า ลองไปเข้ารับการอบรมที่ศูนย์ฯ ผ่านการอบรมมีรายชื่อ เบอร์โทรผู้รับซื้อรายเล็ก รายใหญ่ ไปถึงผู้ส่งออก อย่าไปห่วงพ่อค้าจะจน ห่วงตัวเราก่อนเพราะอย่างไรเราก็ต้องเอาไปขายให้เขาถ้าเขาซื้อเรา 6 บาทแล้วเขาเก็บๆไว้พอมันหมดฤดูเขาขาย 7 บาทหรือ7บาทกว่า กำไรแค่บาทเดียวหรือบาทกว่าตันละเท่าไร 1000กว่าบาท !!  พ่อค้าไม่พูดกันที่ตันเดียวโกดังหนึ่ง 5000 -10000ตัน ลองคูณดูเอง สิบชาติเกษตรกรก็หาไม่ได้เศษหนึ่งส่วนสิบของเขา ดังนั้นไม่ต้องไปห่วงเขา  

                 การทะยอยขุดเราได้ราคาคงที่ พ่อค้าก็ชอบเพราะแปรรูปทัน ดีทั้งสองฝ่าย ทำเถอะทำของที่มีคุณภาพพ่อค้าก็ชอบเพราะมันคือผลกำไรของเขา ทำเพื่อความอยู่ดีกินดีของตัวเกษตรกรเอง ไม่ใช่ผม หรือใครๆ  แต่มันต้องเพิ่มต้นทุนความขยันหน่อยเท่านั้น นั่นคือขุดเอง ข้อนี้แหละที่คนไทยทำได้ยากเพราะชอบคิดแบบมักง่าย คือขุดๆไปซะจะได้พักผ่อนหลังจากใช้หนี้ เหลือก็ใช้เงินซื้อมือถือรุ่นใหม่เอาไว้เล่นเฟส เหลือมากหน่อยก็เปลี่ยนมอเตอร์ไซด์ (ดาวน์) !! ไม่เหลือก็หากู้ต่อ นี่แหละความยากจนมันเลยเป็นกัลญาณมิตรของเรามานานแสนนานสลัดไม่เคยหลุด

                  รอยต่อฤดูฝนและหนาวเกษตรกรที่ปลูกซ่อมมันยังเล็กต้องระวัง เพราะช่วงนี้เพลี้ยแป้งจะเข้ามาทำลายมันของท่าน แม้ผ่านหนาวไปได้ มกราคมก็จะเจอไรแดง จึงบอกมาตลอดว่าอย่าปลูกมันปลายฝนที่บางคนเถียงคอเป็นเอ็นว่ามันเป็นการสืบทอดประเพณีโบราณที่เขาเรียกว่ามันเดือนสิบสอง ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ไม่อยากเถียงคนรั้น  แค่สมัยโบราณกับสมัยนี้ฝนฟ้าสิ่งแวดล้อม ความอุดมสมบููรณ์ของดินที่ต่างกัน ยังแยกแยะกันไม่ได้ก็เชิญเถอะ  ผมได้แต่เตือนตามหน้าที่ไม่ได้จนด้วย แต่ถ้าปลูกแล้วรับการระบาดจากแมลงที่กล่าวมามันเหนื่อยที่ต้องมานั่งแก้ เพราะท่านเองที่มีทั้งดื้อทั้งรั้นนั่นแหละจะเป็นต้นเหตุของการระบาดสะสมแมลงไว้ไม่ให้สูญสลายไปจากวงการทำให้คนอื่นโดนไปด้วย ไม่เชื่อผมแล้วปลูกตอนนี้(ยกเว้นระบบน้ำหยด)อย่าโวยวายก็แล้วกันโดยเฉพาะคนที่พูดว่าต้องทำเพราะมันจำเป็นเนื่องจากเช่าที่เขา  ถ้าทำแล้วมันเจ๊งยืนเอาเท้าจกกระเป๋าไม่เสียตังค์ไม่ดีกว่าหรือ !!  แค่นี้คิดไม่ได้แล้วจะไปทำอะไรกิน

                   สุดท้ายบทความนี้มีคนอยากให้บอกเล่า เรื่องความเชื่อ สารเร่งราก สารสั่งออกราก  สารสั่งลงหัว ฯลฯ เอาสักหน่อยก็แล้วกัน  โดยปกติมันสำปะหลังจะออกรากแตกตาข้างเองโดยไม่ต้องไปทำอะไรเสริมมันเลย มันออกมาเพราะต้นพันธุ์ที่สมบูรณ์ได้อายุ ถ้ามีขนาดเหมาะสมปริมาณรากก็ยิ่งมาก เพียงแต่เราไม่เคยคุ้ยดูมันต่างหาก บังเอิญคนอื่นคุ้ยมาโชว์เลยเชื่อหัวปักหัวปำว่ามันมีผลมาจากสารเร่ง หรือวิธีการบ่มท่อน  การจะเชื่ออะไรอยากให้พิสูจน์ด้วยตัวเองก่อน ง่ายๆถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำแล้วก็ "จนต่อไป" เอาถุงดำที่ใช้เพาะชำมา แล้วตัดท่อนพันธุ์มันที่สมบูรณ์อายุ 8-12 เดือนปักลงไปแล้วให้ความชื้น  อยากให้เปรียบเทียบหลายๆขนาดหน้าตัดท่อนพันธุ์ หน้าตัดยิ่งใหญ่รากจะยิ่งเยอะ ต้นที่สมบูรณ์รากจะสมบูรณ์ไปด้วย เอาต้นสดๆไม่ต้องไปบ่มให้มันสูญเสียความชื้นจากตัวมันเอง แล้วลองเอาออกมาดูรากที่หลังการปลูก 2-3 อาทิตย์ อย่าดึง รากอ่อนๆจะขาด ยกถุงที่ชำแช่ลงไปในน้ำคลึงข้างถุงให้ดินแตกตัวแล้วค่อยๆเอาออกมาดู ระยะนี้รากจะใหญ่ อวบ ขาวโดยธรรมชาติจนเซียนบางคนถึงกับบอกว่ารากใหญ่อวบกำลังจะเป็นหัวเพราะมีผลมาจากน้ำยาเร่งรากของเขา   ที่ยังไม่เอาออก ทิ้งไว้  30วันขึ้นไปไม่เกิน 45 วันอย่าเกิน(เพราะมันจะเปลี่ยนรากบางรากเป็นรากหัว) ทำแบบเดิมแช่น้ำแล้วค่อยๆเอาออก คราวนี้จะขนลุกเพราะมีรากฝอยมากมายมหาศาลทั้งๆที่ไม่ได้ใช้สารเร่งอะไรเลย บทพิสูจน์นี้สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวท่านเอง ถ้าขี้เกียจก็ไม่ต้อง !!  ความสำคัญของมันไม่ได้อยู่ตรงสารเร่ง สารสั่งราก มันอยู่ที่มันจะเปลี่ยนเป็นหัวเท่าไร(กี่หัว)นั่นคือประเด็นต่างหาก มีรากมากมีหัวน้อย หรือมีรากน้อยมีหัวมาก ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นพันธุ์ ไมใช่มีรากมากมีหัวมากดังคำโฆษณา แต่มีรากก็ดีกว่าไม่มีราก ยิ่งการสั่งให้ลงหัวได้ยิ่งไปกันใหญ่  "บ้าไปแล้ว" สั่งพืชได้ !!  ทั่วโลกเขายอมคนไทยก็ตรงนี้แหละ เพราะเขาอิงหลักวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ เห็นได้ สัมผัสได้ แต่เราดันอิงหลักไสยศาสตร์ที่พิสูจน์"ได้"ในความนึกคิดเท่านั้น  ขุดหัวออกมาโชว์หัวสองหัว ชั่งกิโลแล้วคูณในใจว่าจะได้กี่ตัน !!!  ไทยแลนด์ออนลี่..  มีกระทั้งเอาสารมาขายแล้วบอกว่าเทคโนโลยีจากอเมริการจะได้ 15 ตันต่อไร่  ตรงไหนส่วนไหนมันปลูกมันว๊ะงงกับมันจริงๆ !!

                    อยากเป็นนักวิจัยต้องเป็นคนช่างสังเกตุด้วย  ลองเอามันสำปะหลังต้นที่ได้อายุและเราเห็นว่ามันสมบูรณ์ที่สุดมาตัด แยกส่วนโคน  ส่วนกลาง  ส่วนปลาย แล้วให้สังเกตุว่า ถึง 45 วันขึ้นไปรากฝอยจะเปลี่ยนเป็นรากสมสะอาหารเท่าไร  ต่างกันแค่ไหน แล้วเอามาเป็นแนวทางในการแยกส่วนปลูก จะเห็นได้ว่าเปอร์เซ็นต์การอยู่รอด และความสม่ำเสมอจะต่างกัน

                    ประเด็นการบ่มท่อนพันธุ์แล้วจะออกรากเร็ว แหงละ !! ลองตัดท่อนพันธุ์แล้วยังไม่ปลูกทันทีน้ำยางที่ไหลออกมาคือจุดที่มันจะออกราก ถ้าเราเอาอะไรไปปิดมันหน่อยมันก็ดูเหมือนจะแตกตาข้าง ออกรากเร็วขึ้น แท้จริงก็คือนับหนึ่งเหมือนกันกับปลูกเลยเพราะมันลงไปบ่มตัวมันเองในดิน 4-7 วันแตกตาข้าง 2-3 อาทิตย์แตกราก (ช้าเร็วขึ้นอยู่กับตันพันธุ์สมบูรณ์แค่ไหน) บางคนเอามาโชว์จนเห็นรากปริ่มออกมาแล้ว นั่นคือผลเสียที่เซียนพวกนี้ไม่รู้ เพราะเอาไปปักกดลงไปมันจะกระทบกับรากที่กำลังจะงอกด้วย โดยเฉพาะตุ่มตาข้างที่ถูกบ่มมันจะเริ่มแตก ถ้าเราไปจับเพื่อกดแรงๆมันอาจหลุด เสียหายได้โดยที่เราไม่รู้ ยิ่งถ้าต้องพ่นสารควบคุมการงอกของเมล็ดวัชพืชจะมีผลต่อตาข้างที่แตกแล้วทันที

                     อยากประสบความสำเร็จในการปลูกพืช ไม่ได้อยู่ที่ สาร  ปุ๋ย  หรือวิธีการจากดาวอังคาร แต่อยู่กับสิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุด แต่เราให้ความสำคัญและให้คุณค่าน้อยที่สุดนั่นคือ "ดิน" ทุกวันนี้เห็นมันหัวใหญ่หน่อยถามว่าพันธุ์อะไร  มีขายไหม ต้นละเท่าไร .. แค่คำถามที่กล่าวมาก็ฟันธงได้ว่าเพิ่งรู้จักมันสำปะหลัง หรือรู้จักพืช  ต้องระลึกไว้เสมอว่า  "ไม่มีพันธุ์พืชใดที่ดีที่สุด ปลูกได้ผลผลิตดีในดินเลว" ดังนั้นเราจึงควรมองกลับมาที่ดินของเราก่อนมองออกไปข้างนอกเรื่องพันธุ์เรื่องปุ๋ย เรื่องสารบ้าบอคอแตก!! ดูสมบัติดินของเราว่ามีอะไรขาดไหม ด้วยการเอาตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ก่อน แล้วเอาแนวทางมาปรับแก้ให้เหมาะสม ดินที่ไม่ตอบสนองต่อพันธุ์ต่อให้พันธุ์มาจากเทวดาประทานก็ไม่ให้ผลผลิตที่ดีได้  ดินที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชต้องมีองค์ประกอบ 4 อย่างนี้จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้เลย คือ  1 กายภาพ  ต้องโปร่ง ร่วนซุย อุ้มน้ำ ระบายน้ำและอากาศได้ดี  2 เคมี หรือความเป็นกรดเป็นด่างต้องเหมาะสม 3 ชีวภาพ  สิ่งมีชีวิตที่อาศัยดำรงชีพในดิน ทำกิจกรรมในดิน โดยเฉพาะจุลินทรีย์ดินต้องเหมาะสม   และ  4 ธาตุอาหารในดิน ต้องมีพอให้พืชนำไปสร้างการเจริญเติบโตและผลผลิต  คิดตรงนี้ก่อนถามว่า "พันธุ์อะไร"  สวัสดี

สรรเสริญ สุนทรทยาภิรมย์


   ผมชอบเลยครับ ยับยั้งตักเตือนสติได้ดีเลยครับ เราไม่ได้แค่ลืมแต่เรานึกไม่ถึงเลยด้วยซ้ำว่าต้องมาดูที่ดินเรา หรือจุดหลักแรกเริ่มอีกหลายๆด้าน หรือแม้กระทั่งรายละเอียดต่างๆที่เราจะทำได้หรือมีอยู่ เนื้อหาของบทความนี้ มีจุดที่น่าสนใจหลายอย่างทั้ง เตือนสติ ให้ความรู้ มีเกล็ดฯแนวทาง และข้อสังเกตอีกหลายๆอย่างในด้านการทำมันฯ เลยครับ


Liked By: sompol, tophy, Taweekrit
บันทึกการเข้า
t.hnongkinpen
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 127


« ตอบ #2810 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2015, 09:48:58 PM »

ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกของหลายๆท่านที่ปลูกมันกันอยู่ในช่วงปีนี้ ปีที่แล้ว และจะปลูกปีหน้า คิดยังงัยกันบ้าง
ผมคิดว่าน่าจะแบ่งเป็นสองกลุ่มหลักๆ
   คือ คนที่ทำหลังราคามันอยู่ที่จุดสูงสุดหรือราคาดีมากๆ คือเมื่อ4-5ปีที่ผ่านมา อยู่ที่3-3.5บาทต่อกิโลกรัมแล้วแต่ แต่ละพื้นที่
และ1-2ปีที่ผ่านมา2.4-3.2บาท/กก (ปีนี้1.8-2.65)แล้วแต่แป้งและพื้นที่ ซึ่งพอทำหรือเริ่มทำจากจุดที่สูงที่สุดแล้วมาเห็นช่วงราคาลงเรื่อย
ของปีนี้หลายท่านน่าจะรู้สึกผิดหวังหรือแย่มากๆ จนอาจทำให้ไม่อยากปลูก หรือผิดหวังกับวงการทำมันสำปะหลัง

     แต่อีกกลุ่มคนคือคนที่ทำมันมาตั้งนานนม ตั้งแต่ราคาถูกมากๆ ไม่มีเทคนิคดีๆ ไม่มีปั๋ยโน่นนั่นนี่ ไม่มีสารปรับปรุงดิน ไม่มีข้อแนะนำเทคนิคต่างๆจากกรมฯหรือ หน่วยงานหรือผู้ที่มีความรู้
แต่เขาเหล่านั้นทำไปทำมา มาเจอช่วงราคามันพุ่งๆ สิ่งที่ได้มาทางตรงคือ เงิน แต่สิ่งที่ได้มาทางอ้อมคือ พอมันฯบูมมากๆมีคนจากหลายอาชีพให้ความสนใจ เกิดวิวัฒนาการพัฒนาการการทำมัน มีรูปแบบที่แตกต่างที่แฝงไปด้วยเทคนิคดีๆ ที่ทั้งประหยัดขึ้น เพิ่มผลผลิตมากขึ้นหรือเพิ่มทุนการผลิตแต่ผลผลิตเพิ่มเป็นค่าผันตรง หรือแม้กระทั่งทำแบบประหยัดต้นทุนอาศัยด้าชีวภาพทำเองผลิตเองใช้เองและลงมือเองจนลดต้นทุนได้มาก และเพิ่มผลผลิตได้มาก นั่นคือกลุ่มคนทำมันฯได้รับจากการที่กระแสมันสำปะหลังบูม

  เมื่อมันราคาลดลงตนที่ทำมันมานมนาน ยังคงอยู่ได้แน่นนอนครับเพราะราคาที่ว่าลงๆมานี้ ยังมีจุดคุ้มทุนและกำไรสำหรับพวกเค้าอยู่ และถึงจะลงไปอีกนิดๆหน่อย เค้าก็จะยังคงอยู่กันได้อยู่เพราะ
พวกเค้าได้อะไรๆจากคำว่า การเพิ่มผลผลิตไม่ว่าจะจากการปรับปรุงดิน สายพันธ์ที่มีให้เลือกสรรค์มากขึ้น เทคโนโลยีบางอย่างที่นำไปใช้แต่พอดีเพื่อเพิ่มผลผลิตแม้ทุนจะเพิ่มบ้าง ข้อมูลที่นำมาซึ่งเทคนิคในการปลูกหรือการดูแลบำรุงในรูปแบบต่างๆ ที่ทำให้มันได้ผลิตที่แตกต่างจากการทำรูแบบเดิมๆตั้งแต่ก่อนที่มันจะมีราคา นั่นแหละครับที่ทำให้พวกเค้าคนที่ทำมันฯมาตั้งแต่นมนานก่อนที่มันจะมีราคาจึงพอยืนหยัดอยู่ได้  คนกลุ่มนี้แรกเริ่มราคามันฯไม่ค่อยดีมาก พวกเค้า(เรา) ส่วนมากจะทำเองไม่ค่อยได้จ้าง เมื่อมันฯมีราคาอาจจะทำมากขึ้นโดยการเช่าเพิ่มเติม นำมาซึ่งการจ้างแรงงาน แต่เมื่อราคามีแนวโน้มลดลง เขาก็จะขยับพื้นที่ในการทำเพื่อให้พอเหมาะกับการทำและดูแลเอง เขาก็จะยังยืนหยัดอยู่ได้ครับ
   แต่ก่อนมันราคา40-70หรือ85สตางค์ คือจุดที่ชาวมันสำปะหลัง อยู่ได้(40สตางค์) หรือมีกำไรพอมีเงินเก็บ(70-85สตางค์) แต่ทุกวันนี้ค่าแรงงานเพิ่มขึ้น จุดคุ้มทุนและจุดที่มีกำไรและพอมีเงินเก็บก็ต้องมากขึ้น ปุ๋ยแพงขึ้นแต่ไม่มากเพราะมีคู่แข่งกันเยอะ แต่ที่แพงขึ้นคือค่าขนส่งแรงงาน และค่าทำรุ่น ดังนั้นถ้าเราสามารถทำและดูแลเองได้ และหาวิธีที่ทำรุ่นได้ประหยัดที่สุด และเลือกบำรุงดินที่เหมาะและถูกวิธี พร้อมกับปุ๋ยที่ถูกช่วงเวลาและราคาประหยัดๆ ได้ ต้นทุนก็จะลดและถ้่าผลผลิตได้ซัก4-7ตัน ตามต้นทุนก็จะพออยู่ได้ แต่ถ้าวันใหนมันฯ(สมมุติ) ขยับขึ้นที่2.65-3.25อีกครั้ง
ก็คงได้หน้าบานกันไป(สมมุติ)
  แต่กับชาวมันรุ่นใหม่สมัยใหม่ หรือคนที่พึ่งเคยทำแล้วเข้ามาช่วงมัน2.5,2.7-3.2 แล้วมันลงเอาๆ เหลือที่1.8-2.4บาท อาจจะเซ็งท้อหรือเสียความรู้สึก เพราะเราๆทำแบบยังไม่ค่อยมีความรู้มากอาจจะยังไม่รู้จักการประยุกต์ ทุกอย่างเลยต้องจ้างซื้อเครื่องจักร หรือไปรับเทคนิคดีๆแต่ต้องอิงหรือประกอปไปด้วยการทำหรือปลูกด้วยวิธีที่ต้องใช้ทุนมากๆ มันอาจจะได้ผลผลิตดี แต่ถ้าราคาลงเอาๆ อย่างที่เห็นเลยกลายเป็นว่า ได้กำไรนิดหน่อย และยิ่งกับคนที่ดูแลเอาใจใส่ไม่เป็นหรือไม่ถูกช่วง ตอนปลูกทุ่มหนัก ตอนเก็บเกี่ยวได้3-4ตัน กลายเป็นเข้าเนื้อไม่คุ้มทุนก็มี

เรื่อราคายังไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะลงหรือขึ้นไปแค่ใหน แต่ทุกวันนี้มีการสร้างโรงแป้งโรงผลิตเอทานอลเพิ่มขึ้นมาก โรงงานหรือบริษัทเหล่านั้นสร้างมาแล้วเป็นเงินมหาศาลเค้าก็คงต้องหาทางหากำไรด้วยการหาช่องทางการขายและทำตลาดถ้าตลาดรับซื้อของเขานิ่งและคงที่แต่เราผลิตมากขึ้นและดันมาเก็บเกี่ยวช่วงเดียวกัน มันก็คงต้องราคาลงตามกลไกล แต่การกระจายช่วงเก็บเกี่ยวให้กระจายตลอดปีก็คงทำยากเช่นกัน ส่วนมากก็ช่วง ธันวา-เมษาของอีกปีที่มันทะลักเข้าสู่มือผู้รับซื้อ แต่ถ้ามีคนยกมือยอมแพ้มากๆขึ้นมากขึ้น คนผลิตลดลง ตลาดของกลุ่มโรงแป้งโรงเอทานอลผมว่าคงไม่น้อยไปกว่เดิมแน่ เมื่อคนผลิตน้อยลงราคาก็คงขยับขึ้นมาก แต่ถ้าต่างคนต่างไม่ยอมแพ้ ยืนระยะต่อไปราคาอาจจะไม่สูงเหมือนเมื่อ4-5ปีที่แล้ว แต่จากการคบุกคลีและพัฒนา ผมว่าแต่ละคนคงจะสามราถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น และเรียนรู้การประยุกต์ด้านต่างๆเพื่อลดต้นทุนการทำมันฯ และเรียนรู้การกระจายทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาดรับซื้อ วันนั้นน่าจะมีครับ(แค่คาดหวัง)


Liked By: sompol, Taweekrit
บันทึกการเข้า
sompol
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3085



« ตอบ #2811 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2015, 09:33:13 AM »

...มันที่ปลูกช่วงกลางฝน หญ้าขึ้นเร็วมาก




...ในร่องยางพารา 3 ปี ได้เวลายกร่องปลูกมัน


...ปลูกแบบชาวบ้านเขาปลูก...ได้มากได้น้อยก็จ้างให้น้อยที่สุด
บันทึกการเข้า
jah2515
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 34


« ตอบ #2812 เมื่อ: ธันวาคม 29, 2015, 03:38:02 AM »

ผมปลูกมันมา3ปี เจอเพลี้ยแป้งเหมือนกันครับแต่ผมใช้กะปิเค็ม กับน้ำยาสูบ ฉีดนะครับไม่เคยใช้ยาฆ่าแมลงเลย ลองดูนะครับ
บันทึกการเข้า
t.hnongkinpen
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 127


« ตอบ #2813 เมื่อ: ธันวาคม 30, 2015, 12:49:29 PM »

ผมปลูกมันมา3ปี เจอเพลี้ยแป้งเหมือนกันครับแต่ผมใช้กะปิเค็ม กับน้ำยาสูบ ฉีดนะครับไม่เคยใช้ยาฆ่าแมลงเลย ลองดูนะครับ

พอจะมีอัตราส่วนหรือปริมาณสัดส่วนของส่วนผสมมั๊ยครับเผื่อหลายๆคนอยากลองนำไปใช้บ้าง รวมถึงผมด้วย


Liked By: sompol, Taweekrit
บันทึกการเข้า
t.hnongkinpen
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 127


« ตอบ #2814 เมื่อ: มกราคม 10, 2016, 11:33:36 PM »


มันสำปะหลัง 4เดือนกับอีก20กว่าวันครับ ปลูกวันที่12 สิงหา ขุดเก็บเกี่ยววันที่5มกรา2559 พื้นที่ 2งาน (ประมาณครึ่งไร่ครับ)
ได้2ตันกับเศษๆครับ
- ท่อนพันธ์ตัดจากมันฯอายุ 5เดือนมาปลูกเช่นกันครับ
 เลือกเอาจากเหง้าที่มีแขนงแตกเยอะๆมาใช้
- ใช้ยาคลุมหญ้า
- ดินร่วนปนทราย
-พันธ์ระยอง72 (มีระยอง11ปนอยู่ประมาณ7-8เหง้า)
- ไม่ใช้ปุ๋ยเม็ดใดๆเลยแม้แต่นิดเดียว
-ฉีดแต่ปุ๋ยน้ำทางใบ 3ครั้ง 2สัปดาห์-4เดือน
- ฉีดแคลเซี่ยมโบรอน 2ครั้งที่มันอายุ 2เดือนและ3เดือนเศษ(มันแปลงใหญ่หรือมันฯปีฉีดที่4เดือน-6เดือน3ครั้ง)
- ขายลานเล็กไม่วัดแป้ง ได้ที่ราคา1.85บาทต่อกก. ครับ
 ผลที่ได้รับ ก็ถือว่าน่าพอใจมากครับ
...สาเหตุที่ขุดเร็ว เพราะพื้นที่ที่ปลูกมัน เป็นที่ปลูกถั่วฝักยาวและผักอื่นๆ ครับต้องรีบขุดเพื่อจะได้ลง ผักและถั่ว และมันที่ขุดก็คือขายให้น้าที่ลงทุนเปิดลานมันครับ เลยประเดิมไปด้วย  

***ดังนั้น ถ้าใครคิดจะทำมันนากลัวหรือกังวลว่าจะได้ผลผลิตคุ้มทุนหรือไม่ผมว่า ไม่น่าจะขาดทุนครับ
 มันนาถ้าทำ 5-6เดือนค่อยขุดน่าจะได้ที่ 3-4ตันเศษต่อไร่ ซึ่งดีกว่าปล่อยที่นาทิ้งไว้ แต่เงื่อนไขคือจะต้องมีน้ำให้ มันฯที่ปลูกบ้างครับ
 มันที่ผมปลูก แค่2งานแทบไม่ได้ดูแลอะไรมาก หญ้าไม่ต้องทำรุ่นเลยครับเพราะปลูกช่วงที่ฝนดีน้ำดี พอมันได้ปุ๋ยทางใบมันฯโตเอาๆ คลุมหญ้าได้เลยครับ แต่ถ้าเราทำมันนาหรือมันไร่ที่ปลูกปลายฝนอาจจะมีหญ้าพอสมควรครับ ต้นทุนอาจเพิ่มนิดหน่อย

โดยส่วนตัวถ้าเราทำเยอะที่5-8ไร่ผลผลิตต่อไร่อาจไม่สูงเหมือนที่ทำการทดลองแต่ โดยส่วนตัวผมว่าไม่น่าจะต่ำกว่า3ตันเศษๆแน่นอนครับ ที่อายุ5-6เดือน









***บอกไว้ก่อนนะครับว่ามันชุดนี้คือแปลงเล็กที่ปลูกเพราะรื้อแปลงปลูกถั่วฝักยาวไม่อยากปลูกซ้ำๆ ต้องหาพืชหมุนเวียนปลูก เลยถือโอกาสปลูกมันฯเพื่อทดลองใช้ แคลเซี่ยม โบรอน แต่กะจะปลูกซัก6เดือนค่อยเก็บเกี่ยว ไม่ได้จะพิสูจน์หรือโชว์เจ๋งอะไรครับ***




รูปนี้มันปีหรือมันแปลงใหญ่ที่อายุ 8เดือนเศษครับน่าจะขุดที่9เดือนหละครับเพราะถือเป็นการทดลองไปด้วยว่าถ้าขุดเร็วที่ 9 เดือนจะได้ผลผลิตเท่าไหร่
แป้งเท่าไหร่ด้วยครับ เรื่องราคาก็ต้องปล่อยไปตามกลไกลครับ พอดีลงทุนไม่มาก ถ้าลานใหญ่2.15-2.4 ก็คงมีเหลือบ้างหละ


Liked By: sompol
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 11, 2016, 12:37:08 AM โดย t.hnongkinpen » บันทึกการเข้า
panejon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 97


« ตอบ #2815 เมื่อ: มกราคม 12, 2016, 07:53:35 PM »

ราคาตอนนี้ลานทั่วไปหลุดต่ำกว่า 2 บาทแล้ว   ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้


Liked By: sompol
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 166 167 168 169 170 171 172 173 174 175 [176] 177 178 179 180 181 182 183   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: