ข่าว
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 [8] 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 ... 157   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมพล คนปลูกมัน ... สำปะหลัง  (อ่าน 616279 ครั้ง)
1 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
คนเกษตร เมืองแป๊ะ
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 368


ตามรอยพ่อ


« ตอบ #112 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2010, 02:22:24 PM »

คุณ Redmountain ครับรบกวนสอบถามรายละเอียดของ over head ฉีดน้ำหน่อยครับว่าเป็นรุ่นไหน ยี่ห้ออะไรและราคาเท่าไรครับ ไม่ทราบว่าเป็นชนิดเดียวกันกับหัวฉีดน้ำดับเพลิงครับ  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า

สวนผมเองครับยินดีต้อนรับทุกท่านมาเยี่ยมชมและให้คำแนะนำครับ ยิ้มเท่ห์
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=26407.0

yut001
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 190


« ตอบ #113 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2010, 08:59:01 AM »

หัวฉีด big gun แบบที่ไร่ข้าวโพดส่วนใหญ่ใช้ครับลองดูตามลิ้งค์นะครับ  รัศมีใกลสุดดูแล้วประมาณ 71 เมตร
http://www.superproducts.co.th/Sprinkler/nelson%20sr%20series.html
ราคาแล้วแต่ยี่ห้อครับ ของ nelson จะแพงหน่อย
แต่ไม่เคยใช้เหมือนกันรอพี่ๆในเว็ปมาแนะนำอีกทีครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 26, 2010, 09:28:03 AM โดย yut001 » บันทึกการเข้า
yut001
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 190


« ตอบ #114 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2010, 09:08:13 AM »

ของผมเพิ่งลงปีแรกครับ เนื้อที่ประมาณเกือบ 4 ไร่ตอนนี้อายุได้ประมาณ 3 เดือนกว่าแล้วล่ะ ผมใช้พันธุ์เกษตรศาตร์กับห้วยบงครับ ลองดูว่าพัธุ์ไหนจะเหมาะสมกับพื้นที่ครับ ตัดต้นพันธุ์ยาวประมาณ 30 cm. แช่น้ำยาเร่งรากและป้องกันเชื้อราก่อนปลูก แต่เสียดายที่ปลูกระยะแคบเกินไปประมาณ 50-60 cm. เองครับ ครั้งแรกครับเดี๋ยวครั้งหน้าค่อยปรับปรุงกันใหม่ครับ


สภาพต้นมันในปัจจุบันครับ  ยิงฟันยิ้ม

งามมากครับ อายุ 3เดือนนี่  ของผมเมื่อก่อนก็ปลูกชิดครับ ปีนี้เปลี่ยนเป็น ยกร่องห่าง 1.20 เมตรปลูกห่างระยะ 80 เซ็นติเมตรครับ ได้ระยะเท่ากับ 1X1 เมตรเหมือนกัน ไร่ละ 1600 ต้น ปีนี้เริ่มพ่นน้ำขี้หมูครับ  ปกติจะฝังปุ๋ยต้นละ 1 ช้อน แต่ค่อนข้างเปลืองแรงงานกำลังคิดวิธีปรับปรุง อยู่ครบ 
บันทึกการเข้า
yut001
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 190


« ตอบ #115 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2010, 09:17:35 AM »

สำหรับพี่ๆที่ซื้อขี้ไก่มาใส่สวนมันสำปะหลัง ขอให้ระวังนิดหน่อยครับ
คือมีพี่ที่รู้จักซื้อขี้ไก่จากฟาร์มไก่มาใส่สวนปาล์มน้ำมัน  ซื้อขี้ไก่มาใส่ต้นละ 2 กระสอบ
หลังใส่ปรากฏว่าใบเริ่มเหี่ยวและเหลือง  ทำท่าจะยืนต้นตาย 30 ไร่ ไปเค้นเอาความจริงปรากฏว่า
เขาใส่ปูนขาวไปจำนวนมากเพื่อฆ่าเชื้อโรค  แต่ตอนขายไม่ยอมบอก(ดูแล้วน่าจะเสียค่าแก้ไขอีกหลายตังค์)ฟาร์มไม่รับผิดชอบ

ถ้ายังไงก็เช็คให้ดีก่อนนะครับ .....
บันทึกการเข้า
wakeup
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 380


« ตอบ #116 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2010, 09:23:10 AM »

หัวฉีด big gun แบบที่ไร่ข้าวโพดส่วนใหญ่ใช้ครับลองดูตามลิ้งค์นะครับ  รัศมีใกลสุดดูแล้วประมาณ 71 เมตร
http://www.superproducts.co.th/Sprinkler/nelson%20sr%20series.html
ราคาแล้วแต่ยี่ห้อครับ ของ nellson จะแพงหน่อย
แต่ไม่เคยใช้เหมือนกันรอพี่ๆในเว็ปมาแนะนำอีกทีครับ

ผมว่าลองท่อน้ำพุ่งดีไหมครับ เห็นว่าราคาไม่เเพงด้วย ส่วนหัวฉีดเเบบดับเพลิงที่เค้าให้น้ำกันในไร่ข้าวโพด หรือที่ฟาร์มโชคชัยเค้าใช้กัน จำนวนพื้นที่ปลูกเค้าเยอะมากครับ เเล้วน้ำก็ต้องใช้เยอะด้วยน่ะครับนั่น ผมเเนะนำให้ใช้เบ้า 1000 ลิตร ต่อกับปั้มฉีดพ่นยาดีกว่าไหมครับ ค่าเบ้าประมาณ 3xxx ค่าปั้มฉีดก็มีตั้งเเต่ 3xxx-9xxx เเล้วเเต่ยี่ห้อ เเละหาซื้อสายยางเพิ่มอีกเส้นไม่เท่าไร ผมว่ารวมๆๆ เเล้วน่าจะถูกกว่าน่ะครับ ประหยัดต้นทุน ลดต้นทุน ผลผลิตมากขึ้น กำไรก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว คิดไว้ๆ ว่าต้นทุนๆๆ .... ปล.ความเห็นส่วนตัวครับ ............

โอ้ขี้ไก่ๆๆ เอาไงดีล่ะเนี่ย ดีน่ะที่ยังไม่ได้สั่ง อาจจะเป็นเพราะปูนขาวก็ได้ครับ ใส่มากเกินไปดินเป็นด่างหมด จากดินเป็นกรด กลายเป็นดินด่างจัด ..... ต้องศึกษาหาความรู้ก่อนดีกว่า ขอบคุณครับคุณ Yut001 สำหรับข้อมูล ...
บันทึกการเข้า
yut001
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 190


« ตอบ #117 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2010, 11:11:19 AM »


โอ้ขี้ไก่ๆๆ เอาไงดีล่ะเนี่ย ดีน่ะที่ยังไม่ได้สั่ง อาจจะเป็นเพราะปูนขาวก็ได้ครับ ใส่มากเกินไปดินเป็นด่างหมด จากดินเป็นกรด กลายเป็นดินด่างจัด ..... ต้องศึกษาหาความรู้ก่อนดีกว่า ขอบคุณครับคุณ Yut001 สำหรับข้อมูล ...
[/quote]
ผมว่าสอบถามให้ดีก่อนไม่น่าจะมีปัญหาครับ

ตกใจนึกว่ากระทู้หาย ที่แท้ย้ายเข้าคลังบทความแล้ว  ยิ้ม ยิ้ม
บันทึกการเข้า
yut001
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 190


« ตอบ #118 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2010, 11:25:17 AM »

ขออนุญาติเพิ่มรายละเอียดพันธุ์สำหรับผู้ที่สนใจ
พันธุ์ระยอง 5
วันที่รับรอง : 28 ตุลาคม 2537
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
ประวัติ : ได้มาจากการผสมพันธุ์และคัดเลือก ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง เมื่อปี 2525 ระหว่างพันธุ์ 27-77-10 กับ พันธุ์ระยอง 3 นำเมล็ดมาเพาะและปลูกคัดเลือก
เปรียบเทียบเบื้องต้น เปรียบเทียบมาตรฐาน เปรียบเทียบในท้องถิ่น เปรียบเทียบในไร่เกษตรกร และนำมาทดสอบในไร่เกษตรกร จนได้พันธุ์ดี
ลักษณะดีเด่น :
1. ให้ผลผลิตหัวสดสูง 4,420 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ระยอง 1 ระยอง 3  ระยอง 60 ระยอง 90 และเกษตรศาสตร์ 50 เท่ากับ 23, 9, 4, 12 และ 9 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
2. ให้ผลผลิตแป้งสูง 1,027 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ระยอง 1 ระยอง 3 ระยอง 60 ระยอง 90 และเกษตรศาสตร์ 50 เท่ากับ 44, 35, 21, 6 และ 8 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
3. ให้ผลผลิตมันแห้งสูง 1,554 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ระยอง 1 ระยอง 3 ระยอง 60 ระยอง 90 และเกษตรศาสตร์ 50 เท่ากับ 23, 37, 11, 9 และ 7 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
4. ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี
5. มีความงอกดีและอยู่รอดจนถึงการเก็บเกี่ยวสูง 93 เปอร์เซ็นต์
พื้นที่แนะนำ :
มันสำปะหลังพันธุ์ CMR25 - 105 - 112 มีเสถียรภาพในด้านการให้ผลผลิตดี ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้ดี สามารถปลูกได้ทั้งภาคตะวันออก และภาคตะวันออก เฉียงเหนือที่เป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลังของประเทศ
ข้อควรระวัง : เป็นโรคใบไหม้ได้ง่ายกว่าพันธุ์อื่นๆ แต่อาการไม่รุนแรงถึงตาย


พันธุ์ระยอง 7
ประวัติ: มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างพันธุ์ CMR30-71-25 กับพันธุ์ OMR29-20-118 ในปี 2535 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ได้ผ่านการคัดเลือกพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง และทำการประเมินพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ สถานีทดลองพืชไร่ และไร่เกษตรกร รวม 13 จังหวัด แปลงทดลอง รวม 51 แปลง ระยะเวลาการทดลอง 12 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535-2547
ลักษณะเด่น :
1. ปลูกปลายฤดูฝนได้ดี เนื่องจากให้ความงอกเร็ว เปอร์เซ็นต์การงอก และเปอร์เซ็นต์การอยู่รอดสูงกว่าพันธุ์มาตรฐานที่เกษตรกรนิยมปลูกทุกพันธุ์
2. ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์มาตรฐานที่เกษตรกรนิยมปลูกทุกพันธุ์ โดยให้ผลผลิตหัวสด 6.08 ตันต่อไร่ ให้ผลผลิตแป้ง 1.71 ตันต่อไร่ และให้ผลผลิตมันเส้น 2.35 ตันต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ระยอง 90 ระยอง 5 เกษตรศาสตร์ 50 และระยอง 72 ตามลำดับ
3. ให้ปริมาณแป้งในหัวสดสูงกว่าพันธุ์มาตรฐานที่เกษตรกรนิยมปลูกทุกพันธุ์ โดยให้ปริมาณแป้งในหัวสด 27.7 เปอร์เซ็นต์
ข้อควรระวัง: ถ้าปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและเกิดภาวะแล้งยาวนาน หลังจากได้รับน้ำฝนอีกครั้งจะเกิดการแตกตาตามลำต้นมากกว่าในสภาพปกติ ดังนั้น การนำลำต้นดังกล่าวไปเป็นท่อนพันธุ์ ควรปลูกในขณะที่ดินมีความชื้นสูง จะได้ต้นมันสำปะหลังที่มีเปอร์เซ็นต์การอยู่รอดสูงเหมือนกับใช้ท่อนพันธุ์สภาพปกติ




พันธุ์ระยอง 9
ประวัติ:  มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 9 เป็นลูกผสมปี 2535 ได้จากการผสมข้ามระหว่างสายพันธุ์ที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ CMR31-19-23 เป็นแม่และ OMR29-20-118 เป็นพ่อ ผสมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง และประเมินศักยภาพของพันธุ์ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมทั้งสิ้น 38 แปลงทดลอง ระหว่างปี 2535-2542 พบว่า สายพันธุ์ระยอง 9 ให้ผลผลิตแป้งและผลผลิตมันแห้งสูง ในปี 2544-2547 ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยองจึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยในการประเมินผลผลิตเอทานอลจากสายพันธุ์ระยอง 9 ร่วมกับลูกผสมชุดเดียวกันนี้อีก 2 สายพันธุ์เปรียบเทียบกับพันธุ์มาตรฐาน ได้แก่ ระยอง 5 ระยอง 72 ระยอง 90 และเกษตรศาสตร์ 50 ในระดับห้องปฏิบัติการโดยใช้ในเส้นเป็นวัตถุดิบ แล้วคัดเลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเอทานอลสูงจากการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ 2 พันธุ์ คือ สายพันธุ์ระยอง 9 และพันธุ์ระยอง 90 ไปทดลองผลิตเอทานอลในระดับโรงงานต้นแบบขนาดกำลังผลิต 1,500 ลิตร ที่ใช้หัวสดเป็นวัตถุดิบ พบว่า สายพันธุ์ระยอง 9 ให้ผลผลิตเอทานอลสูงกว่าพันธุ์ระยอง 90 สายพันธุ์ระยอง 9 จึงเหมาะสำหรับอุตสาหกรรมเอทานอล และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ ได้แก่ แป้งมัน มันเส้น และมันอัดเม็ด
ลักษณะเด่น:
1. ผลผลิตแป้งและผลผลิตมันแห้งสูง 1.24 และ 2.11 ตันต่อไร่ ตามลำดับ
2. ให้ผลผลิตเอทานอลสูงทุกอายุเก็บเกี่ยว เมื่อเก็บเกี่ยวอายุ 8 เดือน 12 เดือนและ 18 เดือน ให้เอทานอล 191 208 และ 194 ลิตร จากหัวสด 1 ตัน ตามลำดับ
3. ทรงต้นดี สูงตรง ได้ต้นพันธุ์ยาวขยายพันธุ์ได้มาก อัตราขยายพันธุ์สูงกว่า 1: 8
4. เป็นโรคใบพุ่มน้อยกว่าพันธุ์มาตรฐานทุกพันธุ์
พื้นที่แนะนำ:
มันสำปะหลังสายพันธุ์ระยอง 9 ปลูกในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังได้ทั่วไป ศักยภาพในการให้ผลผลิตขึ้นกับศักยภาพของพื้นที่และการดูแลรักษา
ข้อควรระวัง:
ควรเก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 1 ปี เนื่องจากสายพันธุ์ระยอง 9 มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงแต่สะสมน้ำหนักช้า ถ้าเก็บเกี่ยวเร็วจะให้ผลผลิตหัวสดต่ำกว่าพันธุ์มาตรฐานอื่น ๆ

พันธุ์ห้วยบง 60
มันสำปะหลัง ห้วยบง 60” เป็นมันสำปะหลังที่พัฒนาขึ้นมา โดยความร่วมมือของนักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย พันธุ์นี้เกิดจาก การผสมพันธุ์ ระหว่าง พันธุ์ระยอง 5 และเกษตรศาสตร์ 50 ตั้งแต่ พ.ศ.2534 ทำการคัดเลือกและทดสอบ ตั้งแต่ พ.ศ.2535-2544 มีคุณสมบัติดีเด่นที่ให้ผลผลิตสูงและเชื้อแป้งในหัวสูงด้วย และได้รับพระราชทานชื่อพันธุ์ว่า “ห้วยบง 60” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์พระราชูปถัมภ์ของมูลนิธิฯ

ประวัติ : มันสำปะหลังพันธุ์ “ห้วยบง 60” นี้ เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์ระยอง 5 และพันธุ์เกษตรศาสตร์50 โดยผสมพันธุ์ที่ สถานีวิจัยศรีราชา จังหวัดชลบุรี ในปี พ.ศ.2534 ซึ่งมีขั้นตอนในการคัดเลือกและทดสอบ ดังนี้พ.ศ.2535-2541 คัดเลือก ไว้ 5 สายพันธุ์ ตามขั้นตอนของการปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลัง จากทั้งหมดของคู่ผสมนี้ 963 สายพันธุ์ (ต้น)พ.ศ.2541-2545 ทำการทดสอบและเปรียบเทียบพันธุ์ในท้องถิ่นและในไร่กสิกร จำนวน 30 แปลงทดลองใน 10 จังหวัด คือ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี ระยอง กาญจนบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น และชัยภูมิ จากผลการทดลองทั้งหมดพบว่า สายพันธุ์ MKUC 34-114-206 เป็นสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง และมีเชื้อแป้งในหัวสูงและแป้งมีคุณภาพดี ลักษณะต้นพันธุ์งอกดี สมควรแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย จึงขอพระราชทานชื่อ สายพันธุ์ MKUC 34-114-206 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี โดยได้รับพระราชทานชื่อว่า “ห้วยบง 60” “ห้วยบง” แสดงถึง ศูนย์วิจัยและพัฒนามันสำปะหลังของมูลนิธิสถาบันมันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยบง อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา และเป็นศูนย์ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จ พระราชดำเนินทรงเยี่ยมชมและประทับแรม เมื่อวันที่1-2 กันยายน 2537“60” แสดงถึง ปีที่ครบรอบ 60 ปี ของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2546
ลักษณะเด่น :
ลักษณะของพันธุ์ “ห้วยบง 60” จะใกล้เคียงกับพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 มาก ที่แตกต่างกันเพียงพันธุ์ “ห้วยบง 60” มียอดสีม่วงอ่อน และแตกกิ่งแรกที่ความสูงระดับ 90-140 เซนติเมตร ขณะที่พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 มียอดสีม่วงเข้ม และแตกกิ่งน้อยกว่า
โดยลักษณะอื่นๆ ของพันธุ์ “ห้วยบง 60” มีดังนี้
1. เปอร์เซ็นต์ความงอกและความอยู่รอดสูง
2. ต้านทานโรคใบจุดปานกลาง
3. ให้ผลผลิตหัวสดและหัวแห้งสูงกว่าพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ประมาณ 8-10 เปอร์เซ็นต์ โดยให้ผลผลิตเฉลี่ย 5.0-6.4 ตัน/ไร่
4. ปริมาณแป้งในหัวสูงใกล้เคียงกับพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 โดยให้ปริมาณแป้งในหัวเฉลี่ย 25.4 เปอร์เซ็นต์
5. การที่มีผลผลิตและปริมาณแป้งสูงทำให้ได้ผลผลิตแป้งต่อไร่สูงกว่าพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 อยู่ 11 เปอร์เซ็นต์
6. มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ใช่แป้ง ที่ละลายน้ำได้ (เช่น น้ำตาล) อยู่ต่ำ ซึ่งจะทำให้ได้ปริมาณแป้งต่อหัวมาก เพราะการมีน้ำตาลมากจะทำให้แป้งที่จะสกัดได้จากหัวมันสำปะหลังลดลง
7. แป้งมีความหนืดสูง สามารถนำไปใช้กับอุสาหกรรมต่อเนื่องได้หลายชนิด
ข้อแนะนำในการปลูก:
มันสำปะหลังพันธุ์ “ห้วยบง 60” นี้ สามารถขึ้นได้ดีในดินปลูกมันสำปะหลังทั่วไป อย่างไรก็ตามแต่ละท้องที่การปรับตัวของพันธุ์ต่อสภาพแวดล้อมจะต่างกัน เมื่อได้รับพันธุ์ “ห้วยบง 60” นี้แล้ว ควรจะทดลองปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์ดีพันธุ์อื่นที่ใช้อยู่ หากได้รับผลผลิตสูงกว่าและลักษณะอื่นเป็นที่พอใจจึงขยายปลูกเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น การที่จะปลูกให้ได้ผลผลิตสูงควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-7-18 (เป็นปุ๋ยสำหรับยางพารา) หรือสูตร 16-8-16 หรือ 15-15-15 อัตรา 25-50 กิโลกรัม/ไร่ หลังปลูก 1-2 เดือน (ในขณะที่ดินมีความชื้น) หรือใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 500-1,000 กิโลกรัม/ไร่ หว่านก่อนพรวนดินปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวมันอายุน้อยกว่า 10 เดือน
หมายเหตุ : เกษตรกรสามารถผสมปุ๋ยสูตร 16-8-16 แทน ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ขึ้นมาใช้เองโดยใช้
(1) ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) จำนวน 12 กิโลกรัม
(2) ปุ๋ยแด๊ป (15-46-0) จำนวน 9 กิโลกรัม รวม 35 กิโลกรัม
(3) ปุ๋ยม๊อป (0-0-60) จำนวน 14 กิโลกรัม
จะได้ปุ๋ย 35 กิโลกรัม ที่มีธาตุอาหารเท่ากับปุ๋ยสูตร 16-8-16 จำนวน 50 กิโลกรัม (1 กระสอบ)
ลักษณะประจำพันธุ์ : ความสูง 180-250 ซม. ยอดสีม่วงอ่อนและไม่มีขนอ่อน ก้านใบเขียวอมม่วง ลำต้นสีเขียวเงิน สีเปลือกหัวน้ำตาล สีเนื้อหัวมีสีขาว




พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50
เป็นพันธุ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลำต้นโค้งเล็กน้อย สีเขียวเงิน สูง180-250 เซนติเมตร แตกกิ่งระดับแรกที่ความสูง 80-150 เซนติเมตรผลผลิตเฉลี่ย 4.4 ตันต่อไร่ มีแป้งเฉลี่ย 23 เปอร์เซ็นต์ในฤดูฝน และ28 เปอร์เซ็นต์ในฤดูแล้ง ต้นพันธุ์เก็บไว้ได้นานประมาณ 30วันหลังจากตัดต้น

ลักษณะดีเด่น :
       - ผลผลิตสูง
       - เปอร์เซ็นต์แป้งสูง 23 %ในฤดูฝนและ 28 %ในฤดูแล้ง
       - ต้นพันธุ์เก็บไว้ได ประมาณ 30 วันหลังจากตัดต้น


พันธุ์มันห้านาที
เป็นพันธุ์พื้นเมืองที่มีปลูกมานานในประเทศไทย (คาดว่ามาจากทางภาคใต้ ผ่านมาทางประเทศมาเลเซีย) โดยไม่ทราบเวลา- - นำเข้าที่แน่นอน มีการปลูกจำนวนเล็กน้อยเพื่อใช้รับประทาน
ลักษณะเด่น เนื้อหัวร่วน เหมาะสำหรับทำขนม เช่น เชื่อม ย่าง
ผลผลิตและคุณภาพ ผลผลิตค่อนข้างต่ำ 1,500-2,000 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกในสภาพสวนจะมีคุณภาพของหัวดีกว่า ปลูกในสภาพไร่ กรดไฮโดรไซยานิคในหัวค่อนข้างต่ำ
ลักษณะประจำพันธุ์ ลำต้นตรง สูง แตกกิ่งสูง ก้านใบสีแดง ใบกว้าง ยอดอ่อนสีเขียว
ลำต้นสีน้ำตาลเข้ม หัวเปลือกนอกสีน้ำตาลเข้ม เนื้อในสีขาว เปลือกในสีม่วง รูปร่างหัวเรียวยาว เปลือกปอกง่าย
การเก็บเกี่ยว ในสภาพไร่ ไม่ควรเก็บเกี่ยวอายุเกิน 10 เดือน เพราะจะมีเส้นใยมากในสภาพสวนเก็บเกี่ยวอายุ 8 เดือน
ความต้านทาน ต้านทานโรคปานกลาง
ฤดูปลูกที่เหมาะสม ฤดูฝนเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน
ที่มา
http://web.sut.ac.th/cassava/index.php?name=1cas_source/cas_source/

ปัจจุบันมี มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 11 กำลังตามข่าวอยู่ กับพันธุ์ห้วยบง80 ถ้าทราบจะเอารายละเอียดมาเสนอต่อไป
บันทึกการเข้า
yut001
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 190


« ตอบ #119 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2010, 11:28:56 AM »

และแถวโคราช เริ่มมีการทดลองนำสังกะสีมาใส่เพิ่ม

ปัญหาผลผลิตมันสำปะหลังต่ำ เนื่องจากขาดจุลธาตุสังกะสี
อังคาร ที่ 19 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2551

            ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช มีอยู่ 16 ธาตุ แต่มีเพียง 7 ธาตุ เท่านั้นที่พืชต้องการใช้ในปริมาณน้อยมาก และเราเรียกธาตุเหล่านี้ว่า จุลธาตุ (Micronutrient) ได้แก่ เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) สังกะสี (Zn) ทองแดง (Cu) โบรอน (B) โมลิดินัม (Mo) คลอรีน (Cl) แม้ว่าพืชต้องการธาตุเหล่านี้น้อย แต่ก็มีความจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดสังกะสี ในมันสำปะหลัง ซึ่งในปัจจุบัน เป็นปัญหาของเกษตรกรจำนวนมาก

ความสำคัญของธาตุสังกะสี (Zn)
            เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นของเอนไซม์หลายชนิด รวมทั้งออกซิเจนและฮอร์โมนในพืช เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างกรดอินโดลอะเซติก (LAA) เป็นธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างคลอโรฟิลล์ และการสร้างเมล็ดพืช ตลอดจนมีบทบาทในการสังเคราะห์โปรตีน ช่วยส่งเสริมการใช้ประโยชน์ของธาตุฟอสฟอรัสและไนโตรเจนในพืช
 
ลักษณะอาการขาดธาตุสังกะสีในมันสำปะหลัง
            พบเห็นโดยทั่วไปในดินด่าง จะมีลักษณะ การยืดต้นเช้า พบจุดหรือแถบสีขาว หรือเหลือง บนใบอ่อน ใบอาจย่นหรือเปลี่ยนรูปร่าง อาจพบจุดแผลเซลล์ตายในใบล่าง และอาจรุนแรงทำให้ต้นตาย ส่งผลถึงความอยู่รอดและผลผลิตมันสำปะหลัง

สาเหตุ
• พื้นที่มีการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ
• ปลูกมันสำปะหลังในที่เดิมเป็นเวลานาน ไม่มีการปลูกพืชหมุนเวียน
• ดินมีความเป็นด่างสูง (pH สูง) หรือดินที่มีแคลเซียม (Ca) สูง
• เกษตรกรใส่ปุ๋ยธาตุอาหารหลักอย่างเดียว

ข้อแนะนำ
    - ชุบท่อนพันธุ์ด้วยปุ๋ยสังกะสี (ซิงค์ ซัลเฟต) ละลายน้ำในอัตรา 0.4 กก. ต่อน้ำ 20 ลิตร เป็นเวลา 15 นาทีก่อนปลูก
    - ปุ๋ยสังกะสี (ซิงค์ ซัลเฟต) ละลายน้ำอัตรา 0.8 กก. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบที่อายุ 1,2 และ 3 เดือนหลังปลูก   หรือเมื่อต้นมันสำปะหลังแสดงอาการขาดธาตุสังกะสี
 ที่มา
http://web.sut.ac.th/cassava/index.php?name=14cas_plant&file=readknowledge&id=60
บันทึกการเข้า
คนเกษตร เมืองแป๊ะ
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 368


ตามรอยพ่อ


« ตอบ #120 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2010, 01:44:08 PM »

เยี่ยมยอดมากเลยครับ ข้อมูลแน่นดี
ดีครับดี.... อายจัง อายจัง อายจัง
บันทึกการเข้า

สวนผมเองครับยินดีต้อนรับทุกท่านมาเยี่ยมชมและให้คำแนะนำครับ ยิ้มเท่ห์
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=26407.0
Redmountain
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 327


« ตอบ #121 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2010, 08:49:25 PM »

โชว์บ้าง
เดือนครึ่งครับ ปลูกระยะ๘๐คูณ๑๒๐
พ่นน้ำขี้หมูผสมไปรอบที่สี่แล้ว (พ่นกลางคืน)



แต่ก็ใช่ว่าพ่นน้ำแล้วจะไปได้ดีหมด ที่สังเกต ดินออกขาวจะเจอปัญหาปลวกน้อยกว่าดินสีแดง (ลูกรังเยอะกว่า)
เข้าใจว่า ดินสีแดงลูกรังอมน้ำน้อยกว่า อาจจะต้องเพิ่มปริมาณน้ำ


Liked By: foofay
บันทึกการเข้า
yut001
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 190


« ตอบ #122 เมื่อ: ธันวาคม 26, 2010, 10:18:38 PM »

โอว งามมากครับพี่ Redmountain ของผมต้องเกือบสามเดือนถึงจะได้พุ่มขนาดนี้(ปลูกปลายฝน) ว่าแต่พันธุ์อะไรครับนี่
บันทึกการเข้า
คนเกษตร เมืองแป๊ะ
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 368


ตามรอยพ่อ


« ตอบ #123 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2010, 07:47:45 AM »

หัวฉีด big gun แบบที่ไร่ข้าวโพดส่วนใหญ่ใช้ครับลองดูตามลิ้งค์นะครับ  รัศมีใกลสุดดูแล้วประมาณ 71 เมตร
http://www.superproducts.co.th/Sprinkler/nelson%20sr%20series.html
ราคาแล้วแต่ยี่ห้อครับ ของ nellson จะแพงหน่อย
แต่ไม่เคยใช้เหมือนกันรอพี่ๆในเว็ปมาแนะนำอีกทีครับ

ผมว่าลองท่อน้ำพุ่งดีไหมครับ เห็นว่าราคาไม่เเพงด้วย ส่วนหัวฉีดเเบบดับเพลิงที่เค้าให้น้ำกันในไร่ข้าวโพด หรือที่ฟาร์มโชคชัยเค้าใช้กัน จำนวนพื้นที่ปลูกเค้าเยอะมากครับ เเล้วน้ำก็ต้องใช้เยอะด้วยน่ะครับนั่น ผมเเนะนำให้ใช้เบ้า 1000 ลิตร ต่อกับปั้มฉีดพ่นยาดีกว่าไหมครับ ค่าเบ้าประมาณ 3xxx ค่าปั้มฉีดก็มีตั้งเเต่ 3xxx-9xxx เเล้วเเต่ยี่ห้อ เเละหาซื้อสายยางเพิ่มอีกเส้นไม่เท่าไร ผมว่ารวมๆๆ เเล้วน่าจะถูกกว่าน่ะครับ ประหยัดต้นทุน ลดต้นทุน ผลผลิตมากขึ้น กำไรก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว คิดไว้ๆ ว่าต้นทุนๆๆ .... ปล.ความเห็นส่วนตัวครับ ............

โอ้ขี้ไก่ๆๆ เอาไงดีล่ะเนี่ย ดีน่ะที่ยังไม่ได้สั่ง อาจจะเป็นเพราะปูนขาวก็ได้ครับ ใส่มากเกินไปดินเป็นด่างหมด จากดินเป็นกรด กลายเป็นดินด่างจัด ..... ต้องศึกษาหาความรู้ก่อนดีกว่า ขอบคุณครับคุณ Yut001 สำหรับข้อมูล ...


คุณ wakeup ครับรบกวนลงรูปตัวเบ้า 1000 ลิตรให้ดูหน่อยครับว่าหน้าตามันเป็นอย่างไรครับ ถ้ามีรูปการติดตั้งใช้งานด้วยก็เยี่ยมครับ ไม่รู้จริงๆอ่ะสนใจครับอยากลองนำไปใช้ดูมั่ง ชอบครับชอบ...อะไรที่ช่วยช่วยลดต้นทุนดีทั้งหมดครับ
บันทึกการเข้า

สวนผมเองครับยินดีต้อนรับทุกท่านมาเยี่ยมชมและให้คำแนะนำครับ ยิ้มเท่ห์
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=26407.0
wakeup
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 380


« ตอบ #124 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2010, 10:39:27 AM »

หัวฉีด big gun แบบที่ไร่ข้าวโพดส่วนใหญ่ใช้ครับลองดูตามลิ้งค์นะครับ  รัศมีใกลสุดดูแล้วประมาณ 71 เมตร
http://www.superproducts.co.th/Sprinkler/nelson%20sr%20series.html
ราคาแล้วแต่ยี่ห้อครับ ของ nellson จะแพงหน่อย
แต่ไม่เคยใช้เหมือนกันรอพี่ๆในเว็ปมาแนะนำอีกทีครับ

ผมว่าลองท่อน้ำพุ่งดีไหมครับ เห็นว่าราคาไม่เเพงด้วย ส่วนหัวฉีดเเบบดับเพลิงที่เค้าให้น้ำกันในไร่ข้าวโพด หรือที่ฟาร์มโชคชัยเค้าใช้กัน จำนวนพื้นที่ปลูกเค้าเยอะมากครับ เเล้วน้ำก็ต้องใช้เยอะด้วยน่ะครับนั่น ผมเเนะนำให้ใช้เบ้า 1000 ลิตร ต่อกับปั้มฉีดพ่นยาดีกว่าไหมครับ ค่าเบ้าประมาณ 3xxx ค่าปั้มฉีดก็มีตั้งเเต่ 3xxx-9xxx เเล้วเเต่ยี่ห้อ เเละหาซื้อสายยางเพิ่มอีกเส้นไม่เท่าไร ผมว่ารวมๆๆ เเล้วน่าจะถูกกว่าน่ะครับ ประหยัดต้นทุน ลดต้นทุน ผลผลิตมากขึ้น กำไรก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว คิดไว้ๆ ว่าต้นทุนๆๆ .... ปล.ความเห็นส่วนตัวครับ ............

โอ้ขี้ไก่ๆๆ เอาไงดีล่ะเนี่ย ดีน่ะที่ยังไม่ได้สั่ง อาจจะเป็นเพราะปูนขาวก็ได้ครับ ใส่มากเกินไปดินเป็นด่างหมด จากดินเป็นกรด กลายเป็นดินด่างจัด ..... ต้องศึกษาหาความรู้ก่อนดีกว่า ขอบคุณครับคุณ Yut001 สำหรับข้อมูล ...


คุณ wakeup ครับรบกวนลงรูปตัวเบ้า 1000 ลิตรให้ดูหน่อยครับว่าหน้าตามันเป็นอย่างไรครับ ถ้ามีรูปการติดตั้งใช้งานด้วยก็เยี่ยมครับ ไม่รู้จริงๆอ่ะสนใจครับอยากลองนำไปใช้ดูมั่ง ชอบครับชอบ...อะไรที่ช่วยช่วยลดต้นทุนดีทั้งหมดครับ

จัดไปไม่ให้เสียครับ ตามรูปด้านล่างนี้เลยครับ เเต่ถ่ายไม่ค่อยดีเท่าไรครับ เพราะอายที่พื้นที่วางมันรกมากๆๆ
ด้านหน้า

ด้านข้าง

รูปทรง ลบ.ม. ความจุ 1000 ลิตร เเต่ละที่เรียกต่างกันไป เรียกเบ้า บ้าง เรียกถัง 1000 ลิตรบ้าง
ลักษณะพื้นรองด้านล่างจะมี 2 เเบบ คือ เเสตนเลส กับ ไม้ครับ .. ราคาก็ต่างกันครับ เเต่ไม่กี่ร้อยเเล้วเเต่ต่อรองครับ
พื้นเเสตนเลส จะเบากว่า เเต่ทนสู้แบบไม้ไม่ได้ เเบบไม้คือมันจะไม่เป็นสนิมเเน่ๆๆ ราคาจึงสูงกว่าครับ
ในรูปอันสีดำ ผมจะเอาไว้ฉีดปุ๋ยครับ ส่วนอันใสๆๆ เอาไว้ไปเอาน้ำใช้ครับ ...

การใช้งาน จะขออธิบายให้ฟังคร่าวๆๆน่ะครับ เอาถังหรือเบ้า ขึ้นท้ายรถ ให้ส่วนท่อปิดเปิดน้ำอยู่ทางท้ายรถครับ เวลาเอาถังลงจะได้เปิดน้ำที่เหลือทิ้งออกให้หมดครับ จะได้มีน้ำหนักเบาๆ เอาลงจะท้ายรถง่ายๆ ... เเล้วนำเครื่องสูบน้ำ กับ เครื่องฉีดพ่น ขึ้นท้ายรถ เเล้วผูกเชือกยึดไว้กับทางรถครับ เสร็จเเล้วเทปุ๋ยน้ำหมักลงไปที่ถังเลยครับ หลังจากน้ำก็ไปเอาน้ำใส่ถัง ถือว่าเป็นการตีผสมปุ๋ยน้ำไปในตัว .... พอถึงที่ที่จะฉีดพ่นก็ต่อสายที่จะให้ฉีดเข้ากับตัวเครื่องฉีดพ่น เเล้วต่อสายน้ำทิ้งหรือน้ำวนเข้ากับเครื่องปลายสายก็ทิ้งลงไปในถัง อย่าลืมต่อสายดูดน้ำเข้าเครื่องฉีดพ่นด้วยน่ะครับปลายสายก็ทิ้งลงไปในทิ้ง เเต่เเนะนำว่าให้ผูกเชือกปลายสายทั้งสองติดไว้กับตะเเกรงเหล็กด้านบนถังด้วยครับ ปลายสายจุมลงไปให้ถึงก้นถังน่ะครับจะได้ไม่เสียเวลามากดสายลงไปให้ดูดน้ำเข้าเครื่อง .... ลักษณะการฉีดใช้สองคน หนึ่งคนฉีด หนึ่งคนดึงสาย ..... อันนี้เล่าจากประสบการณ์จริงๆๆ มีข้อสงสัยสอบถามได้ครับ ..... กว่าจะหาวิธีฉีดเร็วๆๆ เเบบนี้ เสียเวลาพอควร ....


Liked By: Dui202
บันทึกการเข้า
Redmountain
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 327


« ตอบ #125 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2010, 06:44:52 PM »

โอว งามมากครับพี่ Redmountain ของผมต้องเกือบสามเดือนถึงจะได้พุ่มขนาดนี้(ปลูกปลายฝน) ว่าแต่พันธุ์อะไรครับนี่


สงสัยจะระยอง๕ครับ ที่ไร่มีปลูกอยู่คือ ระยอง๕ ระยอง๗ ห้วยบง

วิธีดูครับ
http://210.246.186.198/~cassava/var/manual.html

ผมก็งงอยู่หมือนกันครับ เพราะ ที่๑เดือน เป็น๑เดือนครึ่งนี่ ใบออกพุ่มเร็วมาก
อาจจะเป็นเพราะได้ฝนตกหนัก บวกกับ น้ำส่าผสมขี้หมู ครับ
ตอนนี้กำลังทำรุ่นหญ้าอยู่ ปลูกปลายฝนก็ดีที่เรื่องจัดการหญ้านี่แหละครับ ง่ายหน่อย ของผมไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าแน่นอน

๑๒พ.ย.๕๓


๑๕ธ.ค.๕๓


๒๖ธ.ค.๕๓
บันทึกการเข้า
Redmountain
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 327


« ตอบ #126 เมื่อ: ธันวาคม 28, 2010, 08:01:30 PM »

เบ้า๑๐๐๐ลิตร ซื้อแบบมือสองก็ดีนะครับ ผมซื้อมาใช้งานที่ไร่๔ตัว

ตัวนึงใส่น้ำผสมปุ๋ย
ตัวนึงหมักจุลินทรีย์ (กำลังจะเปลี่ยนระบบเป็นปั๊มลง ดูดหมุนเวียนจากถัง๒คิวสองถัง)
อีกสองตัว เอาไว้รดน้ำครับ  คนงานมันโหด ยกเข้าไปวางทีเดียวสองตัวเลย
น้ำที่ใช้ผสม น้ำหมักขี้หมู ก็ดูดจากสระครับ เลยไม่ต้องทิ้งข้ามคืนรอให้คลอรีนระเหย
กำลังคิดว่าปีหน้าจะเอาปลาดุกมาปล่อยเยอะๆด้วย จะได้มีปุ๋ยขี้ปลา

ที่ใช้เยอะอีกอย่างคือถัง๒๐๐ลิตรครับ มีอยู่กว่าโหล หมักสมุนไพร หมักขี้หมู หมักหัวเชื้อจุลินทรีย์
บันทึกการเข้า
yut001
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 190


« ตอบ #127 เมื่อ: ธันวาคม 28, 2010, 10:19:59 PM »


สงสัยจะระยอง๕ครับ ที่ไร่มีปลูกอยู่คือ ระยอง๕ ระยอง๗ ห้วยบง

วิธีดูครับ
http://210.246.186.198/~cassava/var/manual.html

ผมก็งงอยู่หมือนกันครับ เพราะ ที่๑เดือน เป็น๑เดือนครึ่งนี่ ใบออกพุ่มเร็วมาก
อาจจะเป็นเพราะได้ฝนตกหนัก บวกกับ น้ำส่าผสมขี้หมู ครับ
ตอนนี้กำลังทำรุ่นหญ้าอยู่ ปลูกปลายฝนก็ดีที่เรื่องจัดการหญ้านี่แหละครับ ง่ายหน่อย ของผมไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าแน่นอน




โอว วิธีดูพันธุ์มัน แจ่มเลยครับพี่ คราวนี้แยกพันธุ์ได้ชัดๆเลย
ตอนนี้ใช้ถัง 200 ลิตร กับเครื่องพ่นครับ อิอิ ขอทยอยตามทีละน้อยครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 28, 2010, 10:23:19 PM โดย yut001 » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 [8] 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 ... 157   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: