รูปไม่ชัดครับ
จากการคำนวณแล้ว ระบบให้น้ำของคุณใช้หัวสปริงเกอร์ขนาด 40 ลิตร/ชม. จำนวน 131 หัว จะใช้น้ำที่มีแรงดัน 1.5 บาร์จำนวน 5,240 ลิตร/ชม. หรือ 5.24 ลบ.ม./ชม.นั่นเอง ปั้มเครื่องยนต์ขนาด 2" ก็ใช้ได้ครับ เพราะปั้ม 2" น่าจะจ่ายน้ำได้สัก 40 ลบ.ม./ชม.ครับ แต่ถ้าคุณต้องให้น้ำเป็นเวลา 1 ชม.เพื่อให้ต้นไม้ได้น้ำ 40 ลิตร/ต้น เคื่องยนต์ 5.5 แรงม้ากินน้ำมันประมาณ 1 ลิตร/ชม. ก็จะเสียค่าน้ำมันเฉลี่ยต้นละ = 36 บาท/131 ต้น = 0.2748 บาท/ต้น/ครั้ง ครับ วันนึงสองรอบก็ 0.55 บาท/ต้น/วันครับ หรือรวมต้นทุนทั้งสวนก็ 72 บาทต่อวัน (น้ำมัน 2 ลิตรพอดีครับ)
ลองพิจารณาเลือกใช้หัวสปริงเกอร์ให้ใหญ่ขึ้นหน่อยดีมั้ยครับเช่น เอาขนาด 120 ลิตร/ชม.ถ้าใช้ให้น้ำแค่ 40 ลิตร/ต้น/รอบ ก็ใช้เวลาสูบแค่ 20 นาที เครื่องยนต์กินน้ำมันเพียง 0.33 ลิตร คิดเป็นเงิน 12 บาท สองรอบต่อวันก็ 24 บาทครับ ต่างกันมากเลย
แต่ไม่ใช่ว่าหัวจ่ายน้ำยิ่งใหญ่ยิ่งดีนะครับ เพราะการให้น้ำมากอย่างรวดเร็วบางทีต้นไม้ก้ไม่ทันได้ดูดไปใช้ประโยชน์ครับ ต้องดูข้อมูลต้นไม้เป็นหลักด้วยครับ
อีกเรื่องนึงคือ ปกติแล้วระบบให้น้ำของเราจะต่อกันแบบก้างปลาเพราะประหยัด แต่มักมีปัญหาเรื่องแรงดันที่ปลายท่อหรือปลายก้างปลาต่ำกว่าส่วนต้นๆ จนบางทีมีปัญหาต่อการใช้งาน จากการที่ได้ศึกษามาพบว่า เราควรลงทุนเดินท่อมาบรรจบที่ปลายก้างปลาทุกเส้นอีกแนวหนึ่ง (ลงทุนก็จริงแต่ถือได้ว่ามีสัดส่วนในการลงทุนเพิ่มประมาณ 8-10%เท่านั้นครับแต่คุ้ม) จะทำให้ระดับแรงดันเฉลี่ยในปลายท่อจะมีค่าใกล้เคียงกันกับต้นทางทั้งระบบ ในทางวิศวกรรมเรียกระบบนี้ว่าระบบตาข่าย (NET) ครับ
หากเสนอผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยนะครับ ๕๕๕