หน้า: 1 ... 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 [71] 72   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คนสามัญประจำโลก...ณ "บ้านเพลิน" คำตอบจากวันเวลาที่ผันผ่าน (สารบัญหน้า 1)  (อ่าน 400071 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
SinchaiTK
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 586


สักวันเราจะไปสู่ชีวิตที่เรียบง่าย และพอเพียง


« ตอบ #1120 เมื่อ: กันยายน 30, 2014, 02:14:53 PM »

"สับสน และ ฟุ้งซ่าน"

สับสน
......
ฟุ้งซ่าน


เป็นอาการของคนที่ยังไม่มีเป้าหมายหรือทางเดินชีวิตที่แน่นอน

ผมได้อ่านหลายโพสที่เพื่อนๆ หลายคนลงไว้

โดยเฉพาะคนทำงาน เมื่อเรายังไม่คลิกหรือยังไม่เจอทางที่ใช่ ใจมักจะสับสนหรือฟุ้งซ่าน เป็นเรื่องธรรมดา ไปดีไม่ดี ทำต่อดีไม่ดี อยากทำแบบคนนั้น อยากออกไปเป็นแบบคนนี้ หรือจะเป็นแบบนี้ดีกว่าแบบเก่า

หรือจะทนอยู่แบบนี้แหละดีแล้ว ถ้าไปแล้วไม่ดีอย่างที่คิดหละ จะเอาอะไรกินถ้าเลือกผิด ไม่เป็นไปแบบที่คิด ที่วางแผน

ความสับสนและความฟุ้งซ่านมันมาจากความที่เรายังไม่มั่นใจ ยังไม่คลิกกับภาพจินตนาการ บางคนใช้อารมณ์ บางคนใช้จินตนาการ
ภาพต่างๆ ที่เข้ามาในสมองมันวิ่งเร็วกว่าความเป็นจริงหลายร้อนเท่า ความคิดจินตนาการมันสร้างภาพเสมือนจนหลายคนอาจตกอยู่ในภวังค์นั้นๆ

ผมเองก็เคยเป็น ยิ่งมีครอบครัว ยิ่งมีห่วง ความสับสนและความฟุ้งซ่านยิ่งรุนแรง

จนกว่าเราจะคลิกหรือเจอคำตอบสุดท้าย ทางเลือกสุดท้ายแล้วเราตัวเข้าชนมันเลย

รบกับข้าศึกที่ไม่รู้จุดอ่อน สู้เท่าไหร่ก็ไม่ชนะ

เพราะฉะนั้นจุดอ่อนคือการที่เรายังไม่ตกผลึก ในระหว่างที่ยังไม่ตกผลึก เราก็เลือกการสิ้นคิดไปก่อน เลิกคิดจนกว่าจะได้ทางได้เป้าที่แน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น
เราก็เลือกทางที่ดีที่สุด บางครั้งการเลือกอาจจะไม่ต้องไปอิงกับสิ่งที่เรียนมาเลยก็ได้ ฉีกกฏ ออกนอกกรอบไปเลย
แต่ต้องถามตัวเองครั้งสุดท้ายว่าใช่หรือไม่ ไม่มีผิดไม่มีถูก ถ้ามันใช่ก็เดินเข้าใส่ทำให้สุดฝีมือเลยครับ ไม่ต้องไปมัวสับสน หรือ ฟุ้งซ่านอีกแล้ว

เป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ทุกคนนะครับ

ก้อง
30/9/57
บันทึกการเข้า

pp_79
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2986


« ตอบ #1121 เมื่อ: กันยายน 30, 2014, 02:36:28 PM »

สวัสดีครับพี่ก้อง  ยิ้มเท่ห์

 หมอพีแวะมาเยี่ยม เห็นหายไปพักใหญ่ พี่ก้องสบายดีนะครับ

 เดี๋ยวให้งานซาๆหน่อย ขออนุญาตแวะไปเยี่ยมบ้านเพลินบ้างนะครับ

 เป็นกำลังใจให้พี่ก้องเช่นกันครับ

 ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ เพื่อเสริมสร้างกำลังใจ ในเส้นทางสาย " เกษตร " ครับ

 ขอบคุณครับ  ยิ้มเท่ห์

ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมครับหมอพี ช่วงหลังๆ เข้าทางเฟสบุ๊คเสียมากกว่า อัพรูปและติดตามผลง่าย

ในนี้ต้องไปฝากรูป ต้อง copy link มาวางบางครั้งฝากรูปแล้วก็หายไปบ้าง

ใช้เฟสสะดวกเลยไปติดอยู่ในนั้นเพลิน เหมือนชื่อบ้านเพลิน

ช่วงนี้ว่างๆเข้ามา เลยปัดฝุ่นเอาเฉพาะที่เป็นข้อเขียน ไม่มีรูปมาลงไว้ครับ

ยินดีต้อนรับนะครับ ถ้าว่างแต่รบกวนนักล่วงหน้านิดหนึ่งเพราะยังติดภารกิจอยู่ในเมือง ยังไม่ได้ไปอยู่ตลอด เร็วๆ นี้น่าจะได้เข้าไปทำฝันให้เป็นจริงครับ

ก้อง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 30, 2014, 04:55:13 PM โดย SinchaiTK » บันทึกการเข้า

"ล้ม5ครั้ง...ลุก7ครั้ง" เมื่อตั้งใจจริงต้อง "ทำได้"

PP_79  "สวนเกษตรผสมผสาน"
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=18005.0
ชุติพนธ์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1227


« ตอบ #1122 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2014, 05:01:43 AM »

สวัสดีครับคุณก้อง   ยินดีที่กลับเข้ามาครับ  

    วันเวลาที่เราเสียไปในแต่ละวัน  สิ่งที่เราได้มาแน่ๆทุกคน คืออายุที่เพิ่มขี้น ถึงเราไม่อยากได้  แต่มันก็ต้องได้  
บางคนได้เพียงแค่นี้จริงๆ  แต่บางคนได้หลายสิ่งหลายอย่างเพิ่มขึ้นมาด้วยทั้งดีทั้งร้าย    แต่ก็นับว่าไม่เสียเวลาเปล่าใช่ไหม
บางคนตกผลึก   บางคนเริ่ม ตกตะกอน   แต่บางคนยังคงขุ่นมัวและหากไม่มีสติ ก็คงจะขุ่นคลักต่อไป  ชีวิตคนก็คงเป็นเช่นนี้เอง




มนุษย์   นั้นเกิดมา     แสวงหาสิ่งใดเล่า  
ลาภ ยศ มันหลอกเรา   ให้ลุ่มหลง   พา งง งวย

ทุ่มเท  ยอม ทุกท่า         เพื่อได้มา  หวังว่าสุข
สุดท้าย กลับเป็นทุกข์   โลกนี้สุข  ไม่มีจริง

มีเงิน ใช่ว่าสุข      แต่อาจทุกข์  ถ้าขาดเงิน
อยู่กิน ไม่ขาดเกิน     คือพอเพียง  ใช่อื่นไกล



.....ด้วยความคิดถึงครับ


 สวัสดีครับพี่ชุติพนธ์

ขอบคุณในการกล่าวต้อนรับครับ

หายไปจากการเข้ามาอัพเดท ขีดเขียน แต่ไม่ได้หายไปจากการเข้ามาอ่านครับ

ยังคงติดตามและเข้ามาอ่านเสมอๆ เพียงแต่เขียนน้อยลง

มันเริ่มหมดเรื่องเล่า ชีวิตการเกษตรมันเป็นเหมือนเรื่องเล่าที่ซ้ำๆ วนรอบขวบปี หนาว ร้อน ฝน หนาว ร้อน ผันเปลี่ยนเปลี่ยนไปตามฤดู

จากวันเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน เป็นฤดู เป็นปี พอได้ลองทำอะไรๆ ติดต่อกันจนรอบฝนผ่านมาได้ 5 รอบ

ผลึกและวิถีมันทำให้เราปรับตัวจนกลายเป็นวิถีชีวิต เรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ มันทำให้เราไม่ตื่นเต้น ไม่เหมือนตอนมาใหม่ๆ

ทุกอย่างเป็นบทเรียน เป็นสิ่งแปลกตา ใหม่ๆ คงคล้ายๆ กับชาวนาที่เขาอยู่กับมันมานานจนดูเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีอะไรแปลกใหม่

คนเมืองอย่างผมตอนใหม่ๆ ก็ใช้ฐานใจ คิดๆๆๆๆ รู้สึกๆๆๆๆๆ แต่พอฐานกายมันได้ลงมือ ได้ทำบ่อยๆ จนกลายเป็นกิจวัตร ฐานใจและฐานความคิดมันก็เริ่มลดน้อยลง

เมื่อใจเริ่มนิ่ง คิดเริ่มน้อยลง เราก็จะเฝ้าดูกายได้อย่างสงบและเรียบง่าย

เมื่อเรียบง่าย ทุกอย่างเลยดูธรรมดาสามัญไปหมดครับ

ขอบคุณอีกครั้งครับ

ก้อง




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 02, 2014, 08:04:39 AM โดย SinchaiTK » บันทึกการเข้า
กัญจน์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10905


« ตอบ #1123 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2014, 03:20:47 PM »

คนเมืองอย่างผมตอนใหม่ๆ ก็ใช้ฐานใจ คิดๆๆๆๆ รู้สึกๆๆๆๆๆ แต่พอฐานกายมันได้ลงมือ ได้ทำบ่อยๆ จนกลายเป็นกิจวัตร ฐานใจและฐานความคิดมันก็เริ่มลดน้อยลง เมื่อใจเริ่มนิ่ง คิดเริ่มน้อยลง เราก็จะเฝ้าดูกายได้อย่างสงบและเรียบง่าย เมื่อเรียบง่าย ทุกอย่างเลยดูธรรมดาสามัญไปหมดครับ
อะไรที่มันทำซ้ำๆนานๆไปก็รู้สึกเบื่อ ผมจึงต้องออกแบบให้เป็นสวนผสมผสานหาความหลากหลายให้ชีวิตไม่จำเจ สุดท้ายคือการทำงานเชิงวิจัยเพื่อพัฒนากับสิ่งที่ทำอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำนา,การปลูกป่า,ปลูกผลไม้ภายใต้เงื่อนไขเกษตรธรรมชาติ ปลูกแล้วให้ผลผลิตดีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวถือเป็นความท้าทายไม่รู้จบนะครับคุณก้อง ท้ายสุดเมื่อเข้าถึงธรรมทุกอย่างก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญตามนั้นเลยครับ
บันทึกการเข้า
SinchaiTK
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 586


สักวันเราจะไปสู่ชีวิตที่เรียบง่าย และพอเพียง


« ตอบ #1124 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2014, 06:02:19 AM »

"ลองเลือกกันดู"

มีคำถามก่อนนอนครับ

ถ้าคุณได้เงินเดือนทุกเดือนจากการทำงานมาเป็นสิบปีให้บริษัทที่ผลิตสินค้าที่ทำลายสุขภาพ ทำลายทรัพยากร เอาเปรียบสังคม โกงภาษี ทำลายชุมชน มอมเมาประชาชน

คุณจะคิดอย่างไรกับบริษัทที่คุณทำงานอยู่
1. ชื่นชม
2. อึดอัด
3. เฉยๆ
4. ถูกทุกข้อ

ในสังคมปัจจุบันระบบทุนนิยม ทำให้มนุษย์เงินเดือนฝากความหวังไว้กับบริษัท สร้างฐานปิรามิดที่กว้างและแข็งแรง

คนระบบฐานถึงกลาง ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน ได้ผลงาน โดยหลงลืมคำว่าถูกผิด ทำทุกอย่างที่ตัวเองรับผิดชอบให้ดี บริษัทจะไปได้เงินมาอย่างไรฉันไม่รู้ขอให้ฉันทำตาม KPI เพื่อผลในการปรับเงินเดือนครั้งหน้า

ตอนนี้มันลามไปถึงสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะทีวี หนังสือพิมพ์ หนังสือแม็กกาซีน วิทยุ รับเงินผู้สนับสนุนมาโดยไม่แคร์ ไม่ใยดีต่อผลผลิตที่ผู้สนับสนุนได้มา เงินทำให้สิ่งผิดเป็นสิ่งปกติ สิ่งดีเป็นสิ่งที่สูญพันธุ์

คนคิดต่างต้องเดินออกมาจากระบบมาสู้อย่างโดดเดี่ยว มาทวนน้ำจากกระแสหลัก

น่าคิดนะครับเพื่อนๆ

ก้อง
9/10/57
บันทึกการเข้า
Kai2511
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 112


« ตอบ #1125 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2014, 12:29:06 PM »

ทุกวันนี้ส่วนมากเป็นอย่างที่คุณก้องว่าจริงๆ คนดีแทบจะไม่มีที่จะยืน............
เราไปสนับสนุนคนที่ไม่ซื่อสัตย์ เอาเปรียบ อะไรก็ได้ที่ข้าต้องชนะ พวกมากลากกันไป ไม่สนใจถูก ผิด เป็นอย่างไร ที่ร้ายกว่านั้นเด็กๆๆรุ่นใหม่เห็นพี่ๆทำกันมาแบบผิดๆแต่เจริญเอาๆๆก็เกิดการเรียนแบบต่อๆๆกันไปไม่มีที่สิ้นสุด

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นนะครับ สังคมมีวงจรชีวิตการเปลี่ยนผ่านกลับไปกลับมา เมื่อเสื่อมถึงจุดสูงสุดสังคมก็จะรีเซ็ตกลับมาเหมือนเดิม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 10, 2014, 09:42:31 AM โดย SinchaiTK » บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #1126 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2014, 04:20:12 PM »

ใช่แล้วครับพี่ก้อง  ในปัจจุบันมีบริษัทจำนวนหนึ่งหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน   มีการจัดทำแผนกลยุทธ์ที่เพื่อความยั่งยืนไม่ใช่เฉพาะในด้านเศรษฐศาสตร์ แต่ต้องดูทางด้านสังคม และสิ่งแวดล้อมด้วย   มีการอ้างอิงมาตรฐานหลายอย่าง เช่น GRI, DJSI เป็นต้นทั้งๆที่ไม่ได้ถูกบังคับให้ทำ  ซึ่งการที่ได้รับการรับรองในมาตรฐานเหล่านี้บริษัทจะต้องมีทั้งแผนกลยุทธ์ และผลลัพธ์ในการดำเนินการเพื่อสังคม และสิ่งแวดล้อมต่างๆ มาแสดง

บริษัทเหล่ามีความพยายามอย่างยิ่งที่จะเป็นประชาชนที่ดีของสังคม เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนของธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในชุมชนนั้นๆ พนักงานเองก็จะรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำงานเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่มีความรับผิดชอบแบบนั้น  ไม่เหมือนกับบริษัทที่มีเจ้าของเป็นพวกชอบโกงคนอื่น หรือบริษัทที่ไม่รับผิดชอบแบบที่คุณก้องกล่าวมา ซึ่งก็จะมีพนักงานส่วนหนึ่งจะรู้สึกอึดอัดในการทำงานกับบริษัทที่ไร้ความรับผิดชอบเช่นนั้น  ยิ้มเท่ห์

เราคงต้องหันมาส่งเสริมให้บริษัทต่างๆ เห็นความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน  เห็นความสำคัญของระยะยาว  มากกว่าการทำตัวเลขทางการเงินหลอกคนอื่่นเพื่อให้หุ้นตัวเองมีราคาแพง แล้วรีบขายปล่อยให้เจ้าของหุ้นใหม่ต้องมารับกรรมจากการกระทำของผู้บริหารที่ไร้ซึ่งจรรยาบรรณ

พอได้อ่านข้อความที่นึกเขียนพี่รู้เลยว่าหมายถึงใคร พี่ก็เคยไปช่วยทำศูนย์การเรียนรู้ใครเขา จนทำให้เขาได้เข้าไปตลาดหลักทรัพย์ตามเกณฑ์ที่ตลาดกำหนด

หลังจากทำให้เขาเสร็จโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ค่าแรง ทำด้วยใจเพราะอยากให้ประชาชนได้เรียนรู้เรื่องความยั่งยืน

ในนั้นเรื่องหลักที่ใช้นำเสนอคือเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน Sustainable Development สามขาแห่งความยั่งยืน เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม  มันเป็นแนวที่พี่ถนัดและเป็นกุศโลบายให้เจ้าของได้ตระหนักและหันกลับมาดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างจริงจัง

แต่สุดท้ายมันก็เป็นไปตามครรลองของระบบทุนนิยม

แต่ที่เขียนบนนั้นพี่บ่นสื่อมากกว่า มีสื่อที่พี่ศรัทธาแต่สุดท้ายกลับไปสนับสนุนบริษัทต่างชาติที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง

บ้างครั้งการบ่นออกสื่อก็เพียงแค่อยากกระตุกต่อมคิดให้เพื่อนๆ ได้วิพากษ์ได้แสดงความคิดเห็น

ประเทศเราขาดการ Dialog การอภิปราย ถก โสเหร่กัน เราอ่าน เราฟัง แล้วเราก็เชื่อไปหมด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 10, 2014, 09:50:15 AM โดย SinchaiTK » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
หน่อย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3400

-->กะซางมัน<--


« ตอบ #1127 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2014, 09:27:49 AM »

เข้ามาเยี่ยมคุณก้องค่ะ...สบายดีนะคะ
เข้ามาอ่านโดย..บังเอิญค่ะ บริษัทนี้ไม่รู้ขายอะไรหน้อ ข้อเสียเยอะจัง..
ถ้าเป็นเมื่อก่อน คำถามยากอย่างงี้จะตอบข้อ 4 ค่ะ ถูกทุกข้อ..  ยิงฟันยิ้ม เพราะว่าง่ายดี แต่พอมาอ่านดูดีๆ ..ไม่ไช่แล้ว
ขอแจมด้วย...ในฐานะเขียดในกะลา ก็แล้วกัน   ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ถ้าเปรียบตัวเอง..เป็นคนข้างนอกบริษัท จะตอบว่า..อึดอัด เพราะเราเป็นคนดู

แต่เห็นคุณก้องถามไปที่คนระดับฐาน ถึงกลาง ซึ่งระดับนี้ถ้าโดนมอมเมา จากทางบริษัทแล้ว เขาจะไม่ทราบข้อเสียที่
คุณก้องเขียนมาข้างต้นเลยค่ะ สาเหตุเพราะโดนมอมเมาไปแล้ว ถ้าเป็นคนระดับนี้ ขอตอบว่า เขาจะรู้สึก เฉยๆ..
เพราะคนระดับนี้เขาจะหาเช้ากินค่ำ ทำงานเพื่อเงินอย่างเดียว เท่าที่สังเกตุ น้อยคนจะเล่นหุ้น หุ้นจะขึ้น หรือตก บริษัทจะโกงภาษีหรือไม่ เขาคงไม่ทราบ...
หรือถ้าทราบเขาคงทำอะไรไม่ได้ เพราะถ้าเขาลาออก บริษัทก็ยังคงดำเนินการต่อ และก็สามารถจ้างคนใหม่มาแทนได้ง่ายๆ
กว่าจะคิดได้ก็อาจจะโดน... ผลข้างเคียง ไปแล้วก็ได้

แต่ว่าถ้าถามผู้บริหารระดับสูง เขาต้อง.. ชื่นชมค่ะ เพราะถ้าไม่ชื่นชม...คงจะมอมเมาพนักงาน หรือ ประชาชนไม่ได้
ยิ่งถ้าเป็นบริษัทที่มีแผนกลยุทธ์ ที่ยั่งยืน อ้างอิงมาตรฐานหลายๆอย่าง ทำไห้ภายนอกมั่นใจ
การตรวจสอบ..ก็จะหล่ะหลวมตามไปด้วย

เอากลอนมาฝากค่ะ ไม่ได้แต่งเองเหมือนท่าน..ผู้พันหรอกค่ะ..ลอกเขามา

เมื่อเจ้ามามีอะไรมาด้วยเล่า
จะมัวเมาโกยตะบึงไปถึงใหน
เศรษฐีม่องเขาต้องเอาไปเผาไฟ
ยิ่งเผาไปยื่งล่อนจ้อนกว่าตอนมา

เมือเรามาเราก็มากายาเปล่า
ครั้นตายเล่าเอาอะไรไปได้หนา
มาอย่างไรไปอย่างนั้นคือสัญญา
อย่านึกว่าของเราจะเศร้าใจ



ทำดี..ให้ทำเหมือน "ปิดทองหลังพระ"
แม้ใครจะ..มองไม่เห็น...อย่าหวั่นไหว

ทำดี...เราก็รู้...อยู่แก่ใจ
ท้อทำไม...ให้สุขใจ...ที่ได้ทำ



ขอบคุณมากครับคุณหน่อย ผมไม่ได้เข้ามาเขียนบ่อยเหมือนแต่ก่อนเพราะไปติดเฟสบุ๊คอยู่ครับ

ผมสบายดีครับ บ้านเพลินเริ่มคงที่ไม่มีอะไรมาโม้ให้ฟังแล้วครับ แล้วเรื่องของเพื่อนๆ และคนใหม่ๆ ที่เข้ามาน่าสนใจมากๆ ถึงผมไม่ได้มาเขียนแต่ก็เข้ามาอ่านหาความรู้เรื่อยๆ

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นที่เขียนมาให้นะครับ

เผอิญตอนนี้ออกจากภาคธุรกิจที่มีแต่ KPI มีแต่ผลงานที่จะแข่งขันกัน ไม่ได้รักและดูแลกันจริงๆ อยู่กันด้วยผลประโยชน์ มีดาบมีการแย่งชิง

ทำดีก็เสมอตัว ทำชั่วก็โดนเด้ง ไม่ทำอะไรเลยก็สบายๆ แต่นิสัยเราอาจไม่ถูกจริต

เดี๋ยวนี้หาบริษัทที่ซื่อตรงลำบากเพราะกฏกติกาถูกแบบมาจากพวกนักธุรกิจการเมือง ไม่ว่าเรื่องรายได้ เรื่องภาษี เรื่องที่มาของรายได้ กลายเป็นเกมทางการเมืองที่มีนักธุรกิจในระบบทุนชักใยอยู่เบื่องหลังทั้งนั้น

โดยเฉพาะสื่อที่แทบจะพูดได้ว่าอยู่ในมือระบบทุนทั้งหมด ไม่มีเหลือเลย เพราะถ้ามีก็จะถูกบีบให้อยู่ไม่ได้

ก้อง


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 10, 2014, 09:57:31 AM โดย SinchaiTK » บันทึกการเข้า

Never Never Never
Give-up!!
SinchaiTK
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 586


สักวันเราจะไปสู่ชีวิตที่เรียบง่าย และพอเพียง


« ตอบ #1128 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2014, 10:11:47 AM »

"สูตรสำเร็จในชีวิตมันไม่มีหลอกครับ"

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เขียนอะไรยาวๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีงานศิลปะ แต่สุดท้ายก็ไปช่วยงานได้แค่วันเดียว
ก็มาเจอข่าวแม่เกิดล้มข้อเท้าหัก สมองเลยถูกเอามาใช้คิดและตัดสินใจเรื่องแม่ ทั้งเรื่องสถานที่รักษา วิธีการรักษา ขั้นตอนการรักษา และข้ามช็อตมาถึงเมื่อกลับไปพักหลังผ่าตัด การใช้ชีวิต

ทุกอย่างที่เข้ามาเป็นบทเรียนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทุกขั้นตอน

สิ่งที่เคยเรียนผ่านๆ มา เอามาใช้ได้แค่การเทียบเคียง แต่เราจะต้องเอาบทเรียนที่เคยผ่านมามาตัดสินใจสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาให้ท้าทายและพิสูจน์เราอยู่เรื่อยๆ
หลายครั้งก็ท้อ หลายครั้งก็สับสน

การตัดสินใจของเราแต่ละครั้งที่ว่าดีที่สุด แต่เมื่อมีเหตุการณ์ใหม่ๆ ขึ้นมาการตัดสินใจที่ผ่านมาไม่ใช่คำตอบสุดท้ายทุกที

คำว่า "รู้งี้" มักจะเข้ามาก้องในหูเสมอๆ เมื่อเวลาผ่านไป

คงเหมือนที่พระพุทธเจ้าได้สอนให้เราอยู่กับปัจจุบัน อดีตคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เราไม่สามารถกลับไปแก้อะไรได้ อนาคตก็ยังมาไม่ถึง เราก็ไม่สามารถไปคาดหวังอะไรในอนาคตได้

เคยคิดจะหาข้อสรุป หาคำจำกัดความของบทเรียนที่ผ่านมาในชีวิต แต่มันไม่มีบทสรุป มันเป็นแค่แนวทางในการเดินหน้าต่อไป

ชีวิตนี้แสนมหัศจรรย์

ไม่ว่าคัมภีร์ไหน คำสอนจากใคร มันไม่สามารถสวมไปในชีวิตแต่ละคนจนเป็นสูตรสำเร็จได้ มันเป็นเพียงแค่แนวทางให้เราประยุกต์ใช้เท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้นใครที่มีความสามารถประยุกต์ใช้หรือเอาคำสอนนั้นๆ มาเทียบเคียงได้เร็วได้ลงตัว นั้นแหละบทสรุปของแต่ละคน

งงมั้ยครับ ไม่ได้เขียนยาวๆ มานานหลายวัน

สุขีกันทุกคนนะครับ

ก้อง
10/10/57
บันทึกการเข้า
SinchaiTK
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 586


สักวันเราจะไปสู่ชีวิตที่เรียบง่าย และพอเพียง


« ตอบ #1129 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2014, 08:51:46 AM »

"เมื่อไหร่คนที่บริหารประเทศถึงจะคิดได้ ว่าการแจกเงินไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน"

ในฐานะที่ผมก็มีที่ทำนา ถึงจะไม่เยอะ ถึงจะมีคนช่วยทำ

แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการให้เงินชาวนาไร่ละ 1,000 บาทรายละไม่เกิน 15 ไร่หรือ 15,000 บาท

เหมือนที่ในหลวงบอกว่าเอาปลาให้ประชาชน สู้สอนประชาชนหาปลาดีกว่า

นี่รัฐบาลกำลังเอาเงินไปละลาย กลายเป็นเงินเติมมือถือ เติมน้ำมันมอเตอร์ไซค์ กลายเป็นเงินเข้าไป 7&11 แต่มันไม่ก่อให้เกิดผลระยะยาวกับชาวนาเลย 15,000 บาทได้เงินก้อนมาก็หมดเร็ว กลายเป็นเบี้ยหัวแตก

ทำไมไม่เอาเงินงบประมาณที่ต้องจ่าย สมมติมีชาวนา 1 ล้านคน มีคนละ 15 ไร่ 15,000 ล้านบาท เอามาทำฝาย ทำหนองเก็บน้ำ เอามาสร้างโรงสี ที่เก็บข้าว ทำศูนย์ขยายพันธุ์ข้าว หรือเอามาทำโรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชุมชน ยังดีเสียกว่า

เชื่อผมมั้ย มันก็จะเข้ากระเป๋าใครบางคน เป็นประชานิยมกลายๆ

แล้วอาชีพอื่นทำไมไม่ได้เงินช่วยเหลือบ้างหละ

ผมก็จ่ายภาษี แม่ค้าก็ยากจน ขอทาน กรรมกร คนใช้แรงงาน ทำไมเขาไม่ได้

ใช้เกณฑ์อะไรตัดสินว่าต้องเฉพาะชาวนา ผมเองก็ทำนา แต่ผมไม่เห็นด้วยที่ทำให้ชาวนากลายเป็นอภิสิทธ์ชน
สองมาตราฐานเป็นบ่อเกิดของปัญหา ที่ในหลวงตรัสไว้เลยครับ

ถ้าบอกว่าสนองพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน ผมว่าไม่น่าเอาเงินไปละลายเล่นนะครับ

ด้วยความหวังดีครับ ใครมีช่องทางส่งไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ช่วยด้วยนะครับ

ก้อง
14/10/57
บันทึกการเข้า
หน่อย
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 3400

-->กะซางมัน<--


« ตอบ #1130 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2014, 09:44:42 AM »

สวัสดีค่ะคุณก้อง
พูดเรื่องชาวนาอีกแล้ว...

ก่อนอื่น หน่อยขอแยกประเด็น ที่มาที่ไปของชาวนานิสนึง ค่ะ

1 ชาวนาโดยกำเหนิด ส่วนมากความเป็นอยู่แร้นแค้นค่ะ คุณก้อง เงินแต่ละบาทมีค่า ชีวิตผูกติดอยู่กับธรรมชาติ เงิน 15000 สำหรับคนไม่มี
มันก็มีค่า ถ้าคนไช้เงินเป็นเขาอาจจะไปซื้อวัว มาเลี้ยง 1 ตัวเพื่อเอาปุ๋ย ถ้าโตก็ขายได้กำไร อันนี้ถือว่าเป็นต้นทุนในการทำธุรกิจแบบพื้นๆ
หรือคนที่เป็นหนี้เป็นสินอยู่ อาจจะเอาไปไช้หนี้ ภาระก็จะเบาขึ้น คนพวกนี้รายได้ต่อครอบครัว ต่อเดือน ไม่น่าเกิน 3,000 บาท นอกจาก
บางคนมีลูกหลานไปทำงาน แล้วส่งเงินมาไห้ ความเป็นอยู่ก็จะดีขึ้นมาหน่อย..

2 คนรวยมาเป็นชาวนา เงิน 15000 สำหรับเขาจะไม่มีค่าอะไรค่ะ เพราะว่าเขามีความเป็นอยู่ที่ดีอยู่แล้วความคิดก็แตกต่าง เพราะว่าจะทำอะไร
ง่ายดายเพราะแค่ไช้เงินงานก็เสร็จ คนพวกนี้รายได้ต่อครอบครัว ต่อเดือน บางครอบครัวก็ปาเข้าไป  300,000 บาท แล้วค่ะ
เพราะฉะนั้นคนมีเงินเดือนเยอะๆ จะไม่เห็นคุณค่าของเงินจำนวนน้อยๆ

การทำฝาย หนองเก็บน้ำ โรงสี หรือ ศูนย์อะไร อะไรทำนองนี้ ก็เข้ากระเป๋าไครบางคนได้เหมือนกันค่ะ
ตอนนี้ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าวิธีไหนดีที่สุดค่ะ

หน่อยไม่ได้เข้าข้างไครค่ะ เพียงแต่ว่า เห็นความเป็นอยู่ของชาวนาจิงๆ ตอนนี้..ก็ยังลำบากอยู่ค่ะ
สำหรับอาชีพอื่นที่มาจากชาวนา.. ก็พวกกรรมกรก่อสร้าง คนไช้แรงงานค่ะ ส่วนมากมาจากชาวนา ...




บันทึกการเข้า

Never Never Never
Give-up!!
ปานเทพ
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2826


« ตอบ #1131 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2014, 02:11:07 PM »

สวัสดีค่ะคุณก้อง
พูดเรื่องชาวนาอีกแล้ว...

ก่อนอื่น หน่อยขอแยกประเด็น ที่มาที่ไปของชาวนานิสนึง ค่ะ

1 ชาวนาโดยกำเหนิด ส่วนมากความเป็นอยู่แร้นแค้นค่ะ คุณก้อง เงินแต่ละบาทมีค่า ชีวิตผูกติดอยู่กับธรรมชาติ เงิน 15000 สำหรับคนไม่มี
มันก็มีค่า ถ้าคนไช้เงินเป็นเขาอาจจะไปซื้อวัว มาเลี้ยง 1 ตัวเพื่อเอาปุ๋ย ถ้าโตก็ขายได้กำไร อันนี้ถือว่าเป็นต้นทุนในการทำธุรกิจแบบพื้นๆ
หรือคนที่เป็นหนี้เป็นสินอยู่ อาจจะเอาไปไช้หนี้ ภาระก็จะเบาขึ้น คนพวกนี้รายได้ต่อครอบครัว ต่อเดือน ไม่น่าเกิน 3,000 บาท นอกจาก
บางคนมีลูกหลานไปทำงาน แล้วส่งเงินมาไห้ ความเป็นอยู่ก็จะดีขึ้นมาหน่อย..

2 คนรวยมาเป็นชาวนา เงิน 15000 สำหรับเขาจะไม่มีค่าอะไรค่ะ เพราะว่าเขามีความเป็นอยู่ที่ดีอยู่แล้วความคิดก็แตกต่าง เพราะว่าจะทำอะไร
ง่ายดายเพราะแค่ไช้เงินงานก็เสร็จ คนพวกนี้รายได้ต่อครอบครัว ต่อเดือน บางครอบครัวก็ปาเข้าไป  300,000 บาท แล้วค่ะ
เพราะฉะนั้นคนมีเงินเดือนเยอะๆ จะไม่เห็นคุณค่าของเงินจำนวนน้อยๆ

การทำฝาย หนองเก็บน้ำ โรงสี หรือ ศูนย์อะไร อะไรทำนองนี้ ก็เข้ากระเป๋าไครบางคนได้เหมือนกันค่ะ
ตอนนี้ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าวิธีไหนดีที่สุดค่ะ

หน่อยไม่ได้เข้าข้างไครค่ะ เพียงแต่ว่า เห็นความเป็นอยู่ของชาวนาจิงๆ ตอนนี้..ก็ยังลำบากอยู่ค่ะ
สำหรับอาชีพอื่นที่มาจากชาวนา.. ก็พวกกรรมกรก่อสร้าง คนไช้แรงงานค่ะ ส่วนมากมาจากชาวนา ...

57';jkw,jpv,vp^j[hko
ถึงว่าไม่ยอมอยู่บ้าน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 14, 2014, 02:26:06 PM โดย SinchaiTK » บันทึกการเข้า

สวนมะม่วงโบราณผักหวานป่านาอินทรีย์
1/1ม.13 บ้านสันติสุข ต.เมืองใหม่ อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู
to 0807685579
ป ณเมืองลุง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 615

ความหวังยังคงมีอยู่เสมอ ตราบใดที่ใจไม่ยอมแพ้


« ตอบ #1132 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2014, 03:03:37 PM »

การพัฒนามันซ่อนอยู่ในยุทธศาสตร์คำว่า "พอเพียง" (3ห่วง 2เงื่อนไข)
ไม่หลงยึดติดว่าพอเพียง คือ "เกษตรพอเพียง"

แต่มันคือการสร้างระบบพึ่งพา เพื่อลดความสูญเปล่าในทุก ๆ กิจกรรม
คงไว้ซึ่งยุทธศาสตร์ แต่ปรับยุทธวิธีให้เหมาะสมในระดับมหภาพ ระดับประเทศ
บันทึกการเข้า

ให้เป็นดั่งน้ำครึ่งแก้ว และ จงหิวโหย โง่เขลาอยู่เสมอ เพราะมันคือกุญแจสู่ความสำเร็จ
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=88821.0
SinchaiTK
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 586


สักวันเราจะไปสู่ชีวิตที่เรียบง่าย และพอเพียง


« ตอบ #1133 เมื่อ: มีนาคม 30, 2015, 10:36:21 AM »

"ฝันที่เป็นจริง"

นับจากปี 2553 ที่ผมเข้ามาตั้งกระทู้ในเว็บนี้ช่วงแรกๆ ได้เข้ามาอัพเดทเสมอๆ มาอ่าน มาตอบ มานำเสนอพัฒนาการของบ้านเพลิน

ตั้งแต่ที่ยังไม่มีชื่อบ้านเพลิน เขียนไปเขียนมา เอาความชอบและชีวิตส่วนตัวมาบอกเล่า

จนได้ชื่อบ้านเพลิน ที่เกิดจากการพาลูกๆ มาเที่ยว มาเล่น (Play) บวกกับทุกครั้งที่มาก็ได้เรียนรู้ (Learn) ไปด้วยเสมอๆ

ไม่มีข้อสรุป ไม่มีหลักการตายตัว

วัน เวลา ผ่านไปไวมากๆ
จากหนึ่งปี สองปี สามปี สี่ปี ห้าปี

ต้นไม้ต้นแรกที่ปลูกก็โตใหญ่จนให้ร่มเงา สิ่งก่อสร้างที่ลงรากปักฐานไปก็เพิ่มขึ้นๆ จนมีพร้อมสรรพ

การทำการเกษตรเราจะเร่ง เราจะรีบ จะใช้เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้ เราต้องลงมือ และเฝ้ารอ และบำรุงมันไปเรื่อยๆ

การรดน้ำต้นไม้ก็คือการรดน้ำจิตใจเราไปด้วย

ระหว่างทางที่ผ่านมาผมก็ยังคงทำงานเก็บเงิน และก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์หาความรู้สะสมแต้มทางด้านการเกษตร ไปอบรมไปดูงาน หาข้อมูล ให้ข้อมูล จนวันนี้ข้อมูลและความรู้ต่างๆ มันแทบล้นสมอง เงินที่เก็บหอบไว้ก็น่าจะพอให้ครอบครัวอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อน ไม่เป็นภาระ

ผมจึงตัดสินใจลองเอาตัวเองออกจากระบบที่เข้า 8 โมง ออก 5 โมงเย็น กลับเข้ามาอยู่กับบ้านเพลินแบบเต็มตัวในอีกสองวันที่จะถึง

ชีวิตที่อิสระ แต่ต้องมีวินัย จากใช้เวลาเป็นตัวกำหนดผมจะใช้นาฬิกาชีวิต ใช้ฤดูกาลเป็นตัวกำหนด

วันนี้บ้านเพลินพร้อมแล้วที่จะก้าวเดินไปในเส้นทางเกษตรพอเพียง ผสมผสานที่ในหลวงสอนเราไว้

ผมจะขอเป็นหนึ่งคนที่น้อมนำหลักคำสอนของพ่อหลวงเรามาลงมือทำให้เห็นผล

วันนี้มันเป็นผลที่เกิดจากจุดต่อจุดในอดีต เกิดจากผลึกที่สะสมจนเกิดเป็นภาพชัดเจน

เพื่อนๆ ที่เพิ่งเข้ามาอ่าน เข้ามาเรียนรู้อย่าเพิ่งท้อ อย่าเพิ่งเลิก เพราะเราจะไม่มีวันรู้เลยว่าภาพในอนาคตจะเป็นอย่างไร จนกว่าเราจะลองออกเดินจากจุดเริ่มต้นแล้วปล่อยให้จุดต่างๆ มันลากต่อไปเป็นชีวิต

วันที่ผมอายุ 48 ปี 4 รอบ ถ้าโชคดีมีโอกาสที่จะอายุยืนถึง 96 ปีก็แสดงว่ายังเหลืออีกครึ่งทาง แต่ผมหวังไว้ว่าแค่ 70 ปีก็น่าจะพอแล้ว นั้นหมายถึง อีกแค่ 22 ปี ที่จะมีชีวิตอยู่กับฝันที่กลายเป็นจริงที่วางแผนไว้

ผมก็ถือว่าโชคดีแล้วที่คนๆ หนึ่งจะทำฝันที่ฝันไว้ให้กลายเป็นจริงและได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับฝันที่เราทำมันมากับมือ

ขอบคุณโอกาส ขอบคุณหลักคำสอนดีๆ ที่เป็นแนวทางให้ผมได้เดินต่อไป

ก้อง
30/3/15
บันทึกการเข้า
Meaw-man
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 28


« ตอบ #1134 เมื่อ: มีนาคม 30, 2015, 11:00:55 AM »

"ฝันที่เป็นจริง"

นับจากปี 2553 ที่ผมเข้ามาตั้งกระทู้ในเว็บนี้ช่วงแรกๆ ได้เข้ามาอัพเดทเสมอๆ มาอ่าน มาตอบ มานำเสนอพัฒนาการของบ้านเพลิน

ตั้งแต่ที่ยังไม่มีชื่อบ้านเพลิน เขียนไปเขียนมา เอาความชอบและชีวิตส่วนตัวมาบอกเล่า

จนได้ชื่อบ้านเพลิน ที่เกิดจากการพาลูกๆ มาเที่ยว มาเล่น (Play) บวกกับทุกครั้งที่มาก็ได้เรียนรู้ (Learn) ไปด้วยเสมอๆ

ไม่มีข้อสรุป ไม่มีหลักการตายตัว

วัน เวลา ผ่านไปไวมากๆ
จากหนึ่งปี สองปี สามปี สี่ปี ห้าปี

ต้นไม้ต้นแรกที่ปลูกก็โตใหญ่จนให้ร่มเงา สิ่งก่อสร้างที่ลงรากปักฐานไปก็เพิ่มขึ้นๆ จนมีพร้อมสรรพ

การทำการเกษตรเราจะเร่ง เราจะรีบ จะใช้เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้ เราต้องลงมือ และเฝ้ารอ และบำรุงมันไปเรื่อยๆ

การรดน้ำต้นไม้ก็คือการรดน้ำจิตใจเราไปด้วย

ระหว่างทางที่ผ่านมาผมก็ยังคงทำงานเก็บเงิน และก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์หาความรู้สะสมแต้มทางด้านการเกษตร ไปอบรมไปดูงาน หาข้อมูล ให้ข้อมูล จนวันนี้ข้อมูลและความรู้ต่างๆ มันแทบล้นสมอง เงินที่เก็บหอบไว้ก็น่าจะพอให้ครอบครัวอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อน ไม่เป็นภาระ

ผมจึงตัดสินใจลองเอาตัวเองออกจากระบบที่เข้า 8 โมง ออก 5 โมงเย็น กลับเข้ามาอยู่กับบ้านเพลินแบบเต็มตัวในอีกสองวันที่จะถึง

ชีวิตที่อิสระ แต่ต้องมีวินัย จากใช้เวลาเป็นตัวกำหนดผมจะใช้นาฬิกาชีวิต ใช้ฤดูกาลเป็นตัวกำหนด

วันนี้บ้านเพลินพร้อมแล้วที่จะก้าวเดินไปในเส้นทางเกษตรพอเพียง ผสมผสานที่ในหลวงสอนเราไว้

ผมจะขอเป็นหนึ่งคนที่น้อมนำหลักคำสอนของพ่อหลวงเรามาลงมือทำให้เห็นผล

วันนี้มันเป็นผลที่เกิดจากจุดต่อจุดในอดีต เกิดจากผลึกที่สะสมจนเกิดเป็นภาพชัดเจน

เพื่อนๆ ที่เพิ่งเข้ามาอ่าน เข้ามาเรียนรู้อย่าเพิ่งท้อ อย่าเพิ่งเลิก เพราะเราจะไม่มีวันรู้เลยว่าภาพในอนาคตจะเป็นอย่างไร จนกว่าเราจะลองออกเดินจากจุดเริ่มต้นแล้วปล่อยให้จุดต่างๆ มันลากต่อไปเป็นชีวิต

วันที่ผมอายุ 48 ปี 4 รอบ ถ้าโชคดีมีโอกาสที่จะอายุยืนถึง 96 ปีก็แสดงว่ายังเหลืออีกครึ่งทาง แต่ผมหวังไว้ว่าแค่ 70 ปีก็น่าจะพอแล้ว นั้นหมายถึง อีกแค่ 22 ปี ที่จะมีชีวิตอยู่กับฝันที่กลายเป็นจริงที่วางแผนไว้

ผมก็ถือว่าโชคดีแล้วที่คนๆ หนึ่งจะทำฝันที่ฝันไว้ให้กลายเป็นจริงและได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับฝันที่เราทำมันมากับมือ

ขอบคุณโอกาส ขอบคุณหลักคำสอนดีๆ ที่เป็นแนวทางให้ผมได้เดินต่อไป

ก้อง
30/3/15

ยินดีด้วยครับ
บันทึกการเข้า
teerapan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 988


« ตอบ #1135 เมื่อ: มีนาคม 30, 2015, 11:06:30 AM »

วิธีการอาจจะไม่เหมือนกันเพราะผมเล็งเป้าบนที่ดอนท่ามกลางภูเขา ของพี่ก้องอยู่ในที่ลุ่มใกล้คลองชลประทาน  เส้นทาง หรือวิธีการอาจจะแตกต่างแต่เป้าหมายทางจิตวิญญาณของผมน่าจะใกล้เคียงกับของพี่ก้อง  ขออนุญาตเดินหลังตามเส้นทางของจิตวิญญาณของพี่ก้องครับ  ยิ้มเท่ห์

ยินดีครับ ผมก็ได้เรียนรู้และได้ข้อมูลดีๆ จากคุณนึกมากมายเลยครับ

คำที่จุดประกายมากที่สุดคือ Permaculture ได้อ่านครั้งแรกก็จากคุณนึกครับ กำลังจะไปทำให้ได้มากเท่าที่ทำได้ในพื้นที่ 34 ไร่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 30, 2015, 11:30:36 AM โดย SinchaiTK » บันทึกการเข้า

“Stupidity is an attempt to iron out all differences, and not to use them or value them creatively.” Bill Mollison
หน้า: 1 ... 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 [71] 72   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: