หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ทำไม...เราชาวนา..กำหนดราคาข้าวไม่ได้..  (อ่าน 4719 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
manava
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1130


« ตอบ #16 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2010, 05:25:43 PM »

ผมว่าสหกรณ์ช่วยได้นะครับ  แต่ต้องไปเปลียนแนวคิดสหกรณ์ให้เป็นสหกรณ์จริง  ไม่ใช่เป็นพ่อค้าคนกลาง  ที่ทำเพื่อหวังกำไรเป็นที่ตั้งเพื่อให้องค์กรตัวเองอยู่ได้ (ถึงแม้ว่าจำเป็น)  ผมเคยเห็นสหกรณ์หนึ่งซึ่งมีศักยภาพ  ทั้งรับซื้อข้าวปลือกทั้งแปรรูปเป็นข้าวสาร  ขายปุ๋ยขายยา  แต่รับซื้อในราคาเดียวกับพ่อค้าคนกลางรายอื่น  ๆ  ผมว่าถ้าจะช่วยชาวนาจริง ๆ  หาจุดตรงกลางระหว่างการแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร มาเป็นตัวตั้งในการกำหนดราคาซื้อข้าวเปลือก  หงวน ๆ  เรื่องความชื้นในข้าวบ้างเพราะเคยเห็นก่อนสี  ต้องมีการตาก
ตามความเข้าใจส่วนตัวผม  ผมว่าน่าจะเป็นการช่วยเหลือชาวนาได้บ้างครับ

   ทุกวันนี้สหกรณ์มีเกษตรกรเป็นกรรมการ  มีผู้จัดการซึ่งจ้างมาทำหน้าที่บริหาร  แต่ชาวนาก็ยังจน  ผู้จัดการและลูกจ้างรวย สหกรณืไม่ได้ทำให้กรรมการและชาวนาดีขึ้นเลย  เป็นเครื่องมือให้พ่อค้า
เห็นด้วยครับ
บันทึกการเข้า

ความรู้จักพอ  ทำให้คนไม่จน
ความอดทน    ทำให้คนสำเร็จ

nata1368
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 7


« ตอบ #17 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2010, 08:13:24 PM »

ทำไงก็ได้ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำไงให้เราสีข้าวเองขายเป็นข้าวสารไ้ด้้้เอง
บันทึกการเข้า
tarjurice
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 63


« ตอบ #18 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2010, 08:14:18 PM »

ถ้าต้องการกำหนดราคาเองได้ ก็ต้องผลิดเอง หามาตฐานมารับรองสิงค้าเรา แล้วก็หาช่องทางจำหน่ายเอง แบบนี้เราก็สามารถกำหนดราคาเองได้
บันทึกการเข้า
Kho_Patum
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 268


« ตอบ #19 เมื่อ: สิงหาคม 23, 2010, 09:50:09 AM »

ผมว่าสหกรณ์ช่วยได้นะครับ  แต่ต้องไปเปลียนแนวคิดสหกรณ์ให้เป็นสหกรณ์จริง  ไม่ใช่เป็นพ่อค้าคนกลาง  ที่ทำเพื่อหวังกำไรเป็นที่ตั้งเพื่อให้องค์กรตัวเองอยู่ได้ (ถึงแม้ว่าจำเป็น)  ผมเคยเห็นสหกรณ์หนึ่งซึ่งมีศักยภาพ  ทั้งรับซื้อข้าวปลือกทั้งแปรรูปเป็นข้าวสาร  ขายปุ๋ยขายยา  แต่รับซื้อในราคาเดียวกับพ่อค้าคนกลางรายอื่น  ๆ  ผมว่าถ้าจะช่วยชาวนาจริง ๆ  หาจุดตรงกลางระหว่างการแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร มาเป็นตัวตั้งในการกำหนดราคาซื้อข้าวเปลือก  หงวน ๆ  เรื่องความชื้นในข้าวบ้างเพราะเคยเห็นก่อนสี  ต้องมีการตาก
ตามความเข้าใจส่วนตัวผม  ผมว่าน่าจะเป็นการช่วยเหลือชาวนาได้บ้างครับ

   ทุกวันนี้สหกรณ์มีเกษตรกรเป็นกรรมการ  มีผู้จัดการซึ่งจ้างมาทำหน้าที่บริหาร  แต่ชาวนาก็ยังจน  ผู้จัดการและลูกจ้างรวย สหกรณืไม่ได้ทำให้กรรมการและชาวนาดีขึ้นเลย  เป็นเครื่องมือให้พ่อค้า
สหกรณ์ที่ไหนครับ ลองยกตัวอย่างมาสักที่
บันทึกการเข้า

เราเปลี่ยนความเชื่อได้ แต่เราเปลี่ยนความจริงไม่ได้
oct-th-23 คนเดือนตุลา
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 61


« ตอบ #20 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2010, 08:13:58 PM »

สงสัยต้องรวมตัว ถ้าเราทำได้เหมือนกับสหกรณ์ยางพารา พี่น้องชาวนาก็น่าจะอยู่ได้นะครับ คือต้องรวมตัวกันแล้วเอาผลผลิตมารวมกันแล้วเปิดประมูลโดยใช้ราคากลางในเวลานั้นเป็นราคากลางการประมูลถ้าทำได้ชาวนาเราน่าจะอยู่รอดได้แน่ๆนะ
แต่ถ้าไม่รีบก็จำนำกับรัฐบาลเอาเงินมาจ่ายให้กับพี่น้องชาวนาที่ต้องการใช้เงินก่อนนะครับ
(ความคิดส่วนตัวนะครับดีไม่ดีช่วยแนะนำหน่อยนะครับ)
บันทึกการเข้า
จอมยุทธ์บ้านนา
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 242



« ตอบ #21 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2010, 08:42:48 PM »

มันผิดมาแต่ต้นแล้วครับ ผิดทั้งรัฐ และชาวนา
     รัฐวางยาชาวนาผลิตเมล็ดพันธุ์ใหม่มาส่งเสริม แทนเมล็ดพันธุ์ดั่งเดิม ก็ข้าวที่เรากำลังปลูกกันอยู่นี่แหละ พวกที่มีเลขต่อท้ายชื่อ
ทั้งหลายเป็นการผสมขึ้นมาใหม่ พันธุ์เหล่านี้จะตอบสนองปุ๋ยเคมีได้ดี อ่อนแอต่อโรค และแมลง จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเคม ใส่ปุ๋ยไปแล้ว
ข้าวงานไว แมลงพาหะนำโรคก็ชอบมาดูดน้ำเลี่ยงที่เส้นใบ เมื่อข้าวเกิดโรคก็ต้องใช้สารเคมีฉีดทำลายเชื่อและฆ่าแมลง และกลาย
พันธุ์ง่าย ต้องซื้อเมล็ดเกี่อบทุกครั้ง เคยรู่ไหมว่ามีบริษัทกี่รายที่น้ำเข้าสารเคมี ทั้งปุ๋ย ยาฆาแมลง มีไม่กี่บริษัทหรอกครับ นายทุนเจ้าของก็นักการเมืองทั้งนั้น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
    ชาวนาเองก็มักง่ายยอมละทั้งข้าวสายพันธุ์เดิมกันหมด ซึ้งมีมากถึง 20,000 กว่าสายพันธุ์ เฉพาะที่เกิดในประเทศไทยเรามีมาก
ถึง 5,000 กว่าสายพันธุ์  เป็นสายพันธูที่ตอบสนองต่ออินทรีย์วัตถุ ต่อสภาพดินฟ้าอากาศของแต่ละภูมิภาพ เราละทั้งกันหมด
เพราะเชื่อตามรัฐ ตามหน่วยงานของรัฐ ในส่วนชาวนาผมถือว่าทรยศต่อบรรพบุรุษชาวนา ต่อพระแม่โพสพ มันถึงเป็นปาบกรรมที่เรา
กำลังบ่นกันนี่ไง
    เกือบจะสาย แต่ยังไม่สาย  ถ้าเราชาวนาหันกลับไปใช้ภูมิปัญญาชานาเก่าๆ เหมือนเพื่อนๆ บอกว่าข้าวอินทรีย์ แต่ไม่จำเป็นต้อง
อินทรีย์   จ๋า  จนเกินไปก็ได้ คือหมายความว่าหันไปหาแนวทางนั้น พร้อมทั้งผสมผสานเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มันสอดค้องกันอย่างพอ
เหมาะ (อย่างพอเพียง) รับรองอยู่รอด
    เชื่อไหมว่า  ครอบครัวผมปลูกข้าวพันธุ์ กข. 6 มาตั้งแต่ออกมาช่วงต้นๆ ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาคุมวัชพืช ยาฆ่าแมลง และไม่เคย
ชื้อเมล็ดพันธุ์ ค้ดจากนาเราเอง
    อีกอย่างชาวนาส่งบุตรหลายซึ้งเป็นสายเลือดชาวนาแท้ ออกไปรับใช้สาขาอาชีพอื่น ไม่ส่งเสริมให้มารับใช้ภาพการเกษตร ซึ่งมัน
อีกความผิดหนึ่ง ที่ทำให้เราก็ตกอยู่ในชะตากรรมอย่างนี้
    เราต้องปฏิวัติแล้วล่ะครับพี่น้องชาวนา  ปฏิวัติความคิดตัวเองก่อน  อย่าน้อยเนื้อตำใจไปเลย อาชีพเราไม่ใช่อาชีพของคนชั้นต่ำ
แม้พระเจ้าแผ่นดินของเรายังเป็นชานาเลย
เห็นด้วยครับ แต่ถ้าจะปฏิวัติมันต้องทั้งประเทศ ยากมากครับ ค่านิยม และปัจจัยหลายอย่างด้วยครับ เฮ้อ คิดแล้วก็กลุ้ม เพราะกำลังจะไปเป็นชาวนา
บันทึกการเข้า

มีหนังสติ๊ก จึงคิดจะยิงพ่อตา แล้วแอบย่องหาน้องเมีย
boil
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 30


« ตอบ #22 เมื่อ: กันยายน 05, 2010, 12:50:08 PM »

ส่วนใหญ่ดื้อครับ รวมตัวไม่ค่อยได้ ขนาดทำนายังพร้อมกันไม่ได้ จะเอาอะไรกับการกำหนดราคาเองล่ะครับพี่น้อง
บันทึกการเข้า
tiger
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3055



« ตอบ #23 เมื่อ: กันยายน 05, 2010, 03:34:25 PM »

ผมไม่เคยทำนาไม่มีประสบการณ์การทำนาแต่ได้อ่านหนังสือค.คน ของทีวีบูรพา เล่มที่ไปสัมภาษณ์ชาวนาที่ จ.สุพรรณบุรี มีที่กว่า100ไร่ เขาบอกว่ากำไรคิดเป็นเงินเดือนได้เดือนละ50,000-60,000บาทแถม มีโบนัสทองรวมกัน2คนผัวเมีย 10 บาท แถมส่งลูกเรียนจบ ป.โท อีก อ่านแล้วก็คิดว่าถ้าชาวนาทำได้อย่างแกทั้งประเทศ เลิกเลยเรื่องราคาข้าวตกกต่ำเลยเพราะขนาดขายได้เกวียนละ5,000 บาทแกยังกำไร 3,000บาทเลย อันนี้มีใครเคยทดลองทำตามแกบ้างไหมครับ แล้วได้กำไรแบบนี้บ้างไหม ถ้ามีก็น่าจะนำไปปฎิบัติกันดู ลองพิสูจน์ดู จุมพิต จุมพิต

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2010, 11:04:26 PM โดย tiger » บันทึกการเข้า
auuuun
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 570


« ตอบ #24 เมื่อ: กันยายน 05, 2010, 07:37:19 PM »

ชาวนาคนที่คุณ tiger กล่าวถึงเขาเป็นชาวนา ที่ทำเองแทบทุกอย่างครับ
ไม่มีการจ้างแรงงานเลยครับ จากที่เคยได้ยินมา ต้นทุนในการทำนาจึงน้อยมากๆ
สามารถขายในตลาดปกติแบบผ่านโรงสีได้กำไรสบายๆ ทั้งนี้ไม่ว่าใครจะเป็นผู้
กำหนดราคาก็ตาม ตัวอย่างนี้เป็นเรื่องของการลดต้นทุนครับ

แต่สำหรับชาวนาที่ต้องเขาทำซะทุกอย่าง คล้ายๆ ผมนี่ ต้นทุนเราลดลงไม่ได้มาก
ถ้าต้องการได้ราคาดีๆ อยากกำหนดราคาเอง จำเป็นต้องปลูกข้าวที่แตกต่างจาก
ข้าวทั่วไปครับ เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวปลอดสารพิษ เป็นต้น และต้องหาตลาดเองครับ

อย่างไรก็ตามผมว่า เราจะกำหนดราคาด้วยตัวเองไม่ได้ทั้งหมดหรอกครับ เพราะ
ที่จริงแล้ว ตลาด หรือ ผู้ซื้อครับ เป็นผู้กำหนดราคา ทั้งนี้ไม่เฉพาะข้าวหรอกครับ
สินค้าทุกตัวก็ต้องอยู่ภายใต้กลไกตลาดครับ  ยิ้ม
บันทึกการเข้า
phumiam
...อยู่สมุทรปราการไปทำไร่เพชรบูรณ์...
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 520


« ตอบ #25 เมื่อ: กันยายน 05, 2010, 09:10:30 PM »

เด๋วนี้ชาวนาจริงๆเหลือน้อย เห็นแต่ผู้จัดการนาเสียมากกว่า ทำอะไรก็จ้างทุกอย่าง ซื้อทุกอย่าง ต้นทุนสูงลิบ
บันทึกการเข้า

< บ้านไร่ชายป่า >  http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=23399.0
phalikhit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 8111


« ตอบ #26 เมื่อ: กันยายน 09, 2010, 10:42:36 AM »

  หัวข้อ: ทำไม...เราชาวนา..กำหนดราคาข้าวไม่ได้

ง่ายๆ ครับ

ชาวนามีเยอะ  ข้าวมีเยอะ  ถ้าเรากำหนดราคาแพงไป  คนก็ไปซื้อของเจ้าอื่น
ถ้าเก็บกักตุนไว้กินเองก็กินไม่หมด  ถ้าเรากักตุน  คนอื่นเขาไม่กักตุน

มีทางหนึ่งที่ช่วยได้นิดหนึ่ง คือ นำไปขายให้ผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ผ่านคนกลาง
มีรถ ไหมล่ะครับ  มีเวลาไหมล่ะครับ  คุ้มค่าน้ำมันไหมล่ะครับ  จะเสียการเสียงานอย่างอื่นไหมล่ะครับ

และ  ทำนา ปลูกข้าว  ทำกันเยอะแล้ว  หันไปทำอย่างอื่น ปลูกอย่างอื่นที่ไม่มีคู่แข่งในด้านการตลาด ได้ไหมล่ะ
(ทุกสิ่งทุกอย่าง เขาทำกันหมดแล้วและเยอะแล้ว จะทำอะไรล่ะ)
ถ้าคิดเหมือนข้อความในวงเล็บ  ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย

ดูคนจีนเป็นตัวอย่าง 
สำหรับคนไทย  จะผลิตสินค้าอะไรสักอย่าง ต้องเลือกสิ่งที่ยังไม่มีใครทำ
จะตั้งร้านขายของ ต้องตั้งในที่ที่ไม่มีร้านขายของ
สำหรับคนจีน  ตั้งร้านขายของชนิดเดียวกัน ขายของเหมือนๆกันทั้งแถบเลยครับ
ไปดูพาหุรัตสิ  ร้านขายผ้าทั้งนั้น
ไปดูบ้านหม้อสิ ร้านขายอะไหล่อิเล็คโทรนิกทั้งนั้น
บางเจ้าไปเปิดที่อื่น  เจ๊ง ครับ  ต้องมาเปิดที่บ้านหม้อ
ที่วังบูรพาร้านขายหนังสือไม่รู้กี่ร้าน

น้ำดื่ม นมกล่อง บะหมี่สำเร็จรูป  ไส้กรอก  ปลากระป๋อง มีตั้งหลายยี่ห้อ
ถ้าคุณจะผลิตมาอีกสักยี่ห้อ  ก็ยังจะขายได้นา (ถ้าบริหารจัดการดี)

หันกลับมาหาการทำนาบ้าง  มีทางที่จะบริหารจัดการให้ดีกว่านี้หรือไม่
ปลูกข้าวหอมนิล ปลูกข้าวเจ้ามะลิแดง ปลูกข้าวเหนียวดำ
ทำเป็นข้าวเม่า  ข้าวฮาง  ข้าวกล้อง ข้าวนึ่งก่อนสี  ข้าวเสริมวิตามิน
ส่งขายตามศูนย์การค้า หรือขายให้ผู้บริโภคโดยตรง  ตั้งเป็นกลุ่ม
แปรรูปข้าว
ข้าวกิโลละ 30 กว่าบาทนี้นะครับ  ถ้านำมาทำเป็นขนมรังแตน นางเล็ด ข้าวหมาก
ขายได้มากกว่า 100 บาทเชียวนะครับ (ไม่คิดค่าส่วนประกอบอย่างอื่น)
บันทึกการเข้า

บิฑบาตร  ขาด"ร"หลัง  อย่าพลั้งใส่
บาตนั้นไซร้  มี"ร"ตาม  งามภาษา
อนุญาติ  พินทุอิ  อย่าใส่มา
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: