การปลูกมะเดื่อฝรั่ง

(1/54) > >>

ชาวนา™:
ก่อนจะปลูก  เรามารู้สรรพคุณของมะเดื่อฝรั่งก่อนนะครับ  ว่าเป็นอย่างไร ...........?



มะเดื่อฝรั่ง ผลไม้เพื่อสุขภาพ

มะเดื่อฝรั่ง เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ได้ยินชื่อแล้วหลายคนอาจสงสัยว่า ผลไม้ชนิดนี้มีลักษณะผลอย่างไรและผลไม้ชนิดนี้มีในประเทศไทยด้วยหรือ อันที่จริงแล้วมะเดื่อฝรั่งเป็นพืชที่มีปลูกและศึกษาวิจัยมาเกือบ 25 ปีแล้ว โดยเป็นความร่วมมือของมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โดยมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งเน้นการปลูกพืชที่สร้างรายได้ให้กับชาวไทยภูเขาทดแทนการปลูกฝิ่นทางภาคเหนือ กระทั่งทุกวันนี้การศึกษาวิจัยมะเดื่อฝรั่งก็ยังมิได้จบสิ้นลง ทางมูลนิธิโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังคงเร่งศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีแปลงวิจัยอยู่ที่สถานีเกษตรหลวงปางดะ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้มีการทดลองปลูกมะเดื่อฝรั่ง 2 ลักษณะ คือ การปลูกในโรงเรือนและการปลูกนอกโรงเรือน ภายใต้การดูแลของ ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

คุณรุ่งธิวา ปาปะขำ นักวิชาการเกษตร สถานีเกษตรหลวงปางดะ ทีมงานวิจัยมะเดื่อฝรั่ง กล่าวว่า มะเดื่อฝรั่งเป็นพืชที่จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับหม่อน เป็นพืชประเภทกึ่งร้อนถือว่าเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่มีการปลูกกันมากทางตะวันตกของทวีปเอเชีย ส่วนการปลูกที่เป็นการค้าของโลกจะอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำเมดิเตอร์เรเนียน ประเทศอิตาลี โปรตุเกส สเปน ตุรกี และกรีซ บางพันธุ์สามารถปลูกได้ในแคลิฟอร์เนียทางใต้และพื้นที่แห้งแล้งของประเทศสหรัฐอเมริกา และพบว่า

มีการผลิตต้นมะเดื่อฝรั่งบางสายพันธุ์ ได้แก่ Conadria, Beall, Brow Turkey, Purplish Black ซึ่งสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ ถึงแม้จะประสบปัญหาเกี่ยวกับโรคแมลงในแปลงทดลองบ้างก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้ส่งเสริมให้กับเกษตรกรปลูกเป็นการค้า อันเนื่องมาจากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในบางประการตลอดจนลักษณะการบริโภคของคนไทยต่อผลไม้ชนิดนี้จนกระทั่งปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีการศึกษาวิจัยลักษณะสัณฐานวิทยา กายวิภาควิทยา และการเจริญเติบโตของมะเดื่อฝรั่งอีก 2 สายพันธุ์ ได้แก่ White Marseilless และ Dauphine ที่สถานีเกษตรหลวงอ่างข่าง และในปี 2547 ได้มีการนำพันธุ์มะเดื่อฝรั่งเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นอีก 5 สายพันธุ์ ได้แก่ คาโดต้า ลิซ่า ชูก้า ดรอฟินส์ และบราว เทอร์กี้ โดยได้นำมาปลูกไว้ที่สถานีเกษตรหลวงปางดะ เพื่อขยายพันธุ์ และในปี 2548

ได้มีการปลูกเพื่อทำการวิจัยทดสอบการปลูกมะเดื่อฝรั่งในโรงเรือนและนอกโรงเรือนเพื่อศึกษาความเจริญเติบโตและอื่นๆ โดยทดสอบปลูกมะเดื่อฝรั่งในโรงเรือน รวมทั้งหมด 58 ต้น มี 7 สายพันธุ์ โดยแบ่งเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะสำหรับการบริโภคสด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์บราว เทอร์กี้ อินทนนท์ จำนวน 24 ต้น พันธุ์บราว เทอร์กี้ เจแปน จำนวน 6 ต้น พันธุ์ดรอฟินส์ จำนวน 2 ต้น และพันธุ์ชูก้า จำนวน 6 ต้น ส่วนอีก 3 สายพันธุ์ จะปลูกเพื่อการแปรรูปในโรงงานอุตสาหกรรม ได้แก่ พันธุ์คาโดต้า จำนวน 6 ต้น พันธุ์เซเลสเต้ จำนวน 6 ต้น และพันธุ์ลิซ่า จำนวน 6 ต้น

ด้าน ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการวิจัยทำให้ทราบว่า การปลูกมะเดื่อฝรั่งในโรงเรือนให้ผลผลิตได้ดีกว่าการปลูกนอกโรงเรือน เพราะการปลูกนอกโรงเรือนพืชต้องพบกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเสี่ยงต่อการเกิดโรคและแมลงรบกวน ซึ่งการปลูกมะเดื่อฝรั่งในระบบโรงเรือนจากข้อมูลการเจริญเติบโตเบื้องต้นพบว่า

การเจริญทางกิ่งใบมีการเจริญเติบโตดี แตกกิ่งก้านได้มาก เมื่อโน้มกิ่งจะออกดอกติดผลอย่างสม่ำเสมอ โดยภายในโรงเรือนไม่มีการทิ้งใบหมด เหมือนพื้นที่ปลูกที่สูงกว่าและจะแตกกิ่งใหม่เพื่อให้ผลผลิตขนาดผลเฉลี่ย พันธุ์บราว เทอร์กี้ 50 กรัม พันธุ์ดรอฟินส์ 100 กรัม พันธุ์คาโดต้า 45 กรัม พันธุ์เซเลสเต้ 15 กรัม พันธุ์ลิซ่า 30 กรัม และพันธุ์ชูก้า 35 กรัม ส่วนการปลูกทดสอบนอกโรงเรือน ยังต้องทำการศึกษาการพัฒนาของผล ตั้งแต่การติดผลถึงเก็บเกี่ยว ศึกษาอายุใบ และการขยายพันธุ์ต่อไป

คุณค่าทางด้านอาหาร มะเดื่อฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก มีปริมาณน้ำตาลธรรมชาติมากถึง 83 เปอร์เซ็นต์ เป็นแหล่งพลังงานจากสารประกอบคาร์โบไฮเดรต ยังเป็นแหล่งอาหารประเภทให้เส้นใยที่เป็นประโยชน์ต่อการกำจัดของเสียของร่างกาย เกลือโพแทสเซียมในกรดอินทรีย์ของมะเดื่อฝรั่งจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างความเป็นกรดด่างในร่างกาย

 นอกจากนี้ ยังพบว่าภายในผลมีโปรตีนเอนไซม์ วิตามินและเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อุดมไปด้วยวิตามินเอ บี ซี และแคลเซียม มีไฟเบอร์สูงมาก ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น เป็นผลไม้ที่ไม่มีธาตุโซเดียมและคอเลสเตอรอล ที่สำคัญยังพบว่ามีสารยับยั้งและป้องกันเซลล์มะเร็ง

"แม้ว่ามะเดื่อฝรั่งจะเป็นพืชที่อยู่ระหว่างการทดลองก็ตาม แต่คาดว่าหลังจากเสร็จสิ้นการทดลองหรือภายในปีนี้จะสามารถส่งเสริมไปยังเกษตรกรได้ เนื่องจากมะเดื่อฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีราคาสูงเฉลี่ยกิโลกรัมละประมาณ 200-300 บาท ซึ่งจะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อเป็นผลไม้บำรุงสุขภาพ และจะสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีด้วย

ที่มา : http://www.thaihealth.or.th/cms/detail.php?id=2240

ชาวนา™:
เมื่อรู้ถึงคุณค่าและสรรพคุณของมะเดื่อฝรั่งแ้ล้ว  ผมขอเริ่มเลยนะครับ  "การปลูกมะเดื่อฝรั่งในกระถาง"

สำหรับการปลูกมะเดื่อฝรั่งในกระถาง  จะใช้ระยะเวลาในการปลูก  จนถึง  เก็บผลผลิต (ผลสุกผลแรก)  ใช้ระยะเวลารวมประมาณ 6 เดือน ก็ได้กินลูกแล้วครับ  การปลูกมะเดื่อฝรั่งของผม  ใช้วิธีชำกิ่ง  และกิ่งพันธุ์ที่ได้รับจากคุณลุงอรรถ  คือ  พันธุ์  Brow Turkey  ซึ่งลุงอรรถบอกว่าเป็นพันธุ์ที่ปลูกง่าย และเหมาะสำหรับเมืองไทย  (และน่าจะเป็นพันธุ์ที่ดีที่สุดของเมืองไทย เพราะเคยมีสมาชิกในเว็บเคยโทรศัพท์ไปสอบถามที่โ่ครงการหลวงฯ)

เริ่มแรก   หลังจากได้กิ่งพันธุ์มา  เราก็เตรียมดิน  อาจจะใช้ดินถุงๆ ละ 15-20 บาทก็ได้  เสร็จแล้วกรอกดินใส่ในถุงดำขนาด 4-6 นิ้ว รดน้ำให้พอชุ่ม  แล้ววางไว้ในที่ร่ม  อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ร้อนจัดจนเกินไป

สำหรับความลึกในการปักกิ่งมะเดื่อลงไปในถุงเพาะชำ  ควรปักลงไปประมาณ 1/3  เนื่องจากรากของมะเดื่อสามารถงอกได้จากทุกส่วนของลำต้น  (ไม่เฉพาะส่วนปลายที่รอยตัดกิ่ง)  และควรชุบน้ำยาเร่งรากด้วยนะครับ

ชาวนา™:
หลังจากนั้น  ประมาณ 7-10 วัน กิ่งมะเดื่อก็จะเริ่มแตกยอดอ่อน   ข้อแนะนำ  ระหว่างช่วงวันแรกที่เริ่มชำก็คือ  ไม่ควรรดน้ำให้แฉะเกินไป  ควรรดน้ำแต่พอชุ่ม  และต้องระวังกิ่งมะเดื่อเน่าเสียก่อน  แม้จะมีใบแล้วก็ตาม  ดังนั้นการป้องกันในระยะนี้ควรมีการใส่เชื้อไตรโคเดอรม่าร์  หรือ  พด.3  ที่หาได้จากกรมพัฒนาที่ดิน  (ควรเตรียมเชื้อนี้ไว้ก่อน  อาจทำในรูปแบบของปุ๋ยหมักก็ได้)  ในช่วงนี้ยังไม่ต้องให้ปุ๋ยนะครับ  เนื่องจากระบบรากของต้นมะเดื่ออ่อนแอมากๆ  ถ้าให้ปุ๋ยแรงเกินไป (เค็มเกินไป)  อาจทำให้รากเน่าเปื่อยได้ง่าย  แม้กระทั่งการรดน้ำมากๆ ก็อาจทำให้เน่าได้

ชาวนา™:
หลังจากพ้นระยะชำประมาณ 20-30 วัน  ก็จะได้ขนาดตามภาพข้างล่าง ... แต่ก็ไม่ควรเร่งปุ๋ยมากเกินไป  และไม่ควรให้น้ำแฉะเกินไป  มะเดื่อก็จะเริ่มแตกใบอ่อนได้ 3-5 ใบแล้ว  ดูเหมือนจะโตพอที่จะแยกลงกระถางได้แล้วล่ะ ... แต่ถ้ายังไม่เอาลงกระถางก็ไม่เป็นไร  ปล่อยไว้อีกสัก 10 วันก็ยังได้  การให้ปุ๋ยในระยะนี้สำหรับผมก็ยังให้ปุ๋ยธรรมชาติ  คือ  ขี้วัว  ครับ  และอีกอย่างผมใช้ดินที่ซื้อจากร้านเกษตรทั่วไป  ถุงละ 20 บาท  เป็นดินที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เลยไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ย  แต่รดน้ำหมักบ้างเล็กน้อย

ลืมเรื่องแสงแดด  ไม่ควรให้มะเดื่อโดนแดดทั้งวัน  ควรให้โดนแดดได้ช่วงเวลา 0700-0800 และ 1700-1800 จะเป็นเวลาที่เหมาะเพราะเป็นแดดอ่อนๆ ไม่แรงมากไป   หากให้แดดทั้งวันมีหวังใบไหม้เกรียมแน่ๆ (ไม่เชื่อก็ลองดูได้ครับ)

ชาวนา™:
ปลูกมาแล้ว 40 วัน ใบเริ่มกว้างกว่า 7 นิ้ว  ข้อดีของมะเดื่อฝรั่งพันธุ์บราวเทอร์กี้  นี้  เป็นมะเดื่อที่โตเร็ว  และให้ผลผลิตเร็วมากครับ  ปัจจุบันผมได้ทดลองกินแล้ว 5 ลูก  อร่อยยยย  ไม่หวานจัด  เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพจริงๆ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป