หน้า: 1 2 3 [4] 5 6   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มารู้จักดินและปุ๋ยกันเถอะ  (อ่าน 163783 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
chomnapat
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 165


« ตอบ #48 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2011, 09:48:40 PM »

   ดินแบบที่ว่าน่าจะเป็นชุดดินลพบุรี    เนื้อดินเป็นดินเหนียวตลอด สีดำหรือสีเทาเข้ม ในฤดูแล้งจะแตกระแหงเป็นร่องกว้างกว่า 1 เซนติเมตร ที่ความลึก 50 เซนติเมตร และรอยแตกนี้จะคงอยู่นานกว่า 90 วัน ในดินชั้นล่างจะพบรอยถูไถและมีก้อนหินปูนสะสมทั่วไป    เป็นดินเหนียวจัด เมื่อแห้งจะแข็งมากแต่พอเปียกน้ำจะแฉะ ถ้าไถพรวน ไม่ถูกวิธีจะทำให้การไถพรวนยากลำบากและทำให้โครงสร้างของดินเสีย มีความเป็นด่างสูง  ดินแบบนี้จะไม่เหมาะต่อการปลูกพืชรากลึกเพราะเมื่อรากลงไปเจอดินปูนที่เป็นด่างจัด ข้างล่าง  ก็จะดูดน้ำดูดอาหารไม่ขึ้น และจะเริ่มยอดเหลือง กิ่งผุหัก ตายลงมาเรื่อยหรือแคระแกรนไม่ออกดอกออกผล
  วิธีการทำให้ดินใช้ปลูกไม้ผลต่างได้ต้องใส่อินทรีย์วัตถุมากๆไม่ว่าขี้หมู ขี้ไก่ ขี้วัว  โดยการขุดหลุมปลูกขนาดใหญ่กว่าปกติ เช่นกว้าง 2 x2x2 เมตร เมื่อขุดแล้วใส่พวกอินทรีย์วัตถุพวก ซังข้าวโพด หญ้าแห้ง   ฟางข้าว  โดยอาจจะทำเป็นบ่อที่ทิ้งขยะจากพืช  ใส่มูลสัตว์ต่างลงไป  ราดด้วยน้ำหมักชีวภาพ  ปล่อยให้หมักย่อยสลายนานเป็นปี สภาพของดินในหลุมก็จะดีขึ้น ความเป็ด่างจะลดลง   จากนั้นค่อยปลูกไม้ผลไม้ที่มีระบบรากไม่ลึกมากได้   
ขอบคุณค่ะ  พอดีได้ให้คนขุดหลุุมแล้วใส่ปุ๋ยอินทรีย์  แต่ลึกแค่ 80x80x80 ซม. เองค่ะ แต่ก็จะลองปลูกขนุนดู  และถ้าเป็นหลุ่มที่ฝังขยะพวกพลาสติก รวมกับซากพืชซากสัตว์ แล้วราดด้วยน้ำหมัก ไม่ต้องเป็นพืชหรือมูลสัตว์ทั้งหมดจะได้ไหมคะ
บันทึกการเข้า

vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #49 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2011, 07:01:19 AM »

   ขอบคุณค่ะ  พอดีได้ให้คนขุดหลุุมแล้วใส่ปุ๋ยอินทรีย์  แต่ลึกแค่ 80x80x80 ซม. เองค่ะ แต่ก็จะลองปลูกขนุนดู  และถ้าเป็นหลุ่มที่ฝังขยะพวกพลาสติก รวมกับซากพืชซากสัตว์ แล้วราดด้วยน้ำหมัก ไม่ต้องเป็นพืชหรือมูลสัตว์ทั้งหมดจะได้ไหมคะ
   หลุมเล็กไปครับ   หลุมขนาดที่ว่าต้องใหญ่ เพราะพืชอย่างขนุนมีระบบรากลึก เวลามันโตขึ้น รากไปเจอดินปูนก็จะดูดน้ำ อาหารไม่ขึ้นก็จะแคระแกรน แต่สำหรับเศษไม้ พลาสติกอื่นปนไปบ้างก็ไม่มีปัญหา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 21, 2011, 07:46:11 AM โดย vud » บันทึกการเข้า
jobrard
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1012


« ตอบ #50 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2011, 04:34:45 PM »

 ยิ้มเท่ห์  ขออนุญาต Save เก็บไว้เป็น PDF นะครับ

ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

.
.
.
บันทึกการเข้า
chomnapat
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 165


« ตอบ #51 เมื่อ: กรกฎาคม 24, 2011, 05:36:47 PM »

   ดินแบบที่ว่าน่าจะเป็นชุดดินลพบุรี    เนื้อดินเป็นดินเหนียวตลอด สีดำหรือสีเทาเข้ม ในฤดูแล้งจะแตกระแหงเป็นร่องกว้างกว่า 1 เซนติเมตร ที่ความลึก 50 เซนติเมตร และรอยแตกนี้จะคงอยู่นานกว่า 90 วัน ในดินชั้นล่างจะพบรอยถูไถและมีก้อนหินปูนสะสมทั่วไป    เป็นดินเหนียวจัด เมื่อแห้งจะแข็งมากแต่พอเปียกน้ำจะแฉะ ถ้าไถพรวน ไม่ถูกวิธีจะทำให้การไถพรวนยากลำบากและทำให้โครงสร้างของดินเสีย มีความเป็นด่างสูง  ดินแบบนี้จะไม่เหมาะต่อการปลูกพืชรากลึกเพราะเมื่อรากลงไปเจอดินปูนที่เป็นด่างจัด ข้างล่าง  ก็จะดูดน้ำดูดอาหารไม่ขึ้น และจะเริ่มยอดเหลือง กิ่งผุหัก ตายลงมาเรื่อยหรือแคระแกรนไม่ออกดอกออกผล
  วิธีการทำให้ดินใช้ปลูกไม้ผลต่างได้ต้องใส่อินทรีย์วัตถุมากๆไม่ว่าขี้หมู ขี้ไก่ ขี้วัว  โดยการขุดหลุมปลูกขนาดใหญ่กว่าปกติ เช่นกว้าง 2 x2x2 เมตร เมื่อขุดแล้วใส่พวกอินทรีย์วัตถุพวก ซังข้าวโพด หญ้าแห้ง   ฟางข้าว  โดยอาจจะทำเป็นบ่อที่ทิ้งขยะจากพืช  ใส่มูลสัตว์ต่างลงไป  ราดด้วยน้ำหมักชีวภาพ  ปล่อยให้หมักย่อยสลายนานเป็นปี สภาพของดินในหลุมก็จะดีขึ้น ความเป็ด่างจะลดลง   จากนั้นค่อยปลูกไม้ผลไม้ที่มีระบบรากไม่ลึกมากได้   
โครงสร้างของดินเสีย หมายความว่าอย่างไรคะ และจะมีผลอย่างไร
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #52 เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2011, 07:44:17 AM »

       โครงสร้างของดิน เป็นสมบัติของดินที่เกิดขึ้นจากการเกาะจับกันของอนุภาคที่เป็นของแข็งในดิน (ส่วนที่เป็นแร่ธาตุหรืออนินทรียสารและอินทรียวัตถุ) เกิดเป็นเม็ดดินหรือเป็นก้อนดินที่มีขนาด รูปร่าง และความคงทนแข็งแรงในการยึดตัวต่างๆกัน โครงสร้างของดินมีผลต่อการซึมผ่านของน้ำที่ผิวดิน การอุ้มน้ำ ระบายน้ำ และการถ่ายเทอากาศในดิน รวมถึงการแพร่กระจายของรากพืชด้วย
       โครงสร้างดิน เป็นสมบัติที่เปลี่ยนแปลงสภาพได้ง่าย ในดินที่มีการใช้ปลูกพืชมานาน โครงสร้างดินย่อมเสื่อมลง เนื่องมาจากปริมาณอินทรียวัตถุในดินที่ลดลงทำให้ดินซึ่งเดิมมีโครงสร้างที่ดีขาดตัวยึดเกาะจึงแตกสลายไป  หรือเกิดความแน่นทึบ เนื่องจากการไถพรวนบ่อยๆ เกินไปทำให้โครงสร้างของดินถูกทำลาย คังเช่นที่เกิดเป็นชั้นดานของดินทำให้น้ำไม่ซึมลงสู่ดินชั้นล่าง หรือเกิดหน้าดินแข็ง


Liked By: chaiya8889, vichai sila
บันทึกการเข้า
liver_555
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2621


« ตอบ #53 เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2011, 08:55:40 PM »

ขอถามพี่วุฒิครับว่าเราจะทราบเองได้ยังไงว่าดินของเรามี N P K อยู่เท่าไร
มีวิธีตรวจสภาพดินเองไหมครับ
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #54 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2011, 09:55:25 AM »

  ชุดตรวจสอบดินไปหาซื้อได้ที่ภาควิชาปฐพีวิทยามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งมีขายพร้อม cd ปุ๋ยสั่งตัดครับ
บันทึกการเข้า
liver_555
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2621


« ตอบ #55 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2011, 05:22:23 PM »

ขอบคุณมากครับ
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #56 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2011, 07:32:51 AM »

  เราสามารถปรับปรุงโครงสร้างของดินให้กลับมาดีได้ด้วยการใส่อินทรีย์วัตถุอย่างต่อเนื่องหรือปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบเป็ระยะๆ เพื่อส่งเสริมให้มีการจับตัวกันเป็นเม็ดดินถ้าดินชั้นล่างเกิดเป็นดินดานก็อาจจะไถระเบิดดินดานก่อนใส่ปุ๋นอินทรีย์ต่างๆ  สำหรับในพื้นที่ซึ่งมีการกัดเซาะ ชะล้างดินรุนแรงก็ควรมีพืชคลุมดินหรือปลูกหญ้าแฝกเป็นแนวกันการกัดเซาะจะทำให้โครงสร้างของดินไม่เสียได้โดยง่าย
   ดินหลายชนิดได้ชื่อว่าเป็นดินไม่มีโครงสร้าง เช่น     ดินทรายไม่มีการเกาะกันเป็นโครงสร้าง จึงไม่มีสมบัติทางด้านการอุ้มน้ำที่ดี เมื่อฝนตกดินอุ้มน้ำได้น้อยจึงเกิดสภาพแห้งแล้งได้ง่าย พืชที่ปลูกจะขาดน้ำง่าย   
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 29, 2011, 07:47:18 AM โดย vud » บันทึกการเข้า
นายพล
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43


« ตอบ #57 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2011, 06:56:28 AM »

ขอบคุณครับน้า แจ่มมากๆ ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม
บันทึกการเข้า
golfpyy
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 44



« ตอบ #58 เมื่อ: สิงหาคม 11, 2011, 04:58:39 PM »

ได้ความรู้ดีมากๆ ครับ รอฟังต่อไป  ยิ้ม
บันทึกการเข้า
Phon_17
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 10


« ตอบ #59 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2011, 08:42:07 PM »

ขอบคุณท่านผู้รู้ทุกท่านเลยนะครับที่มาร่วมตอบข้องสงสัย ให้ทุกคนได้ความรู้มากมายเลยครับ ขอบคุณจากใจเลยครับผม.
บันทึกการเข้า
josave69
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2633



« ตอบ #60 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2011, 06:48:20 AM »

กระทู้นี้ดีต้องเก็บ
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #61 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2011, 10:28:58 PM »

       เมื่อมีการปลูกพืชลงบนดิน ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณของธาตุอาหารต่างๆ ที่มีอยู่ในดิน เนื่องจากในขณะที่พืชมีการเจริญเติบโต พืชจะดูดดึงธาตุอาหารในดินไปใช้และเก็บสะสมไว้ในส่วนต่างๆ ได้แก่ ใบ ลำต้น ดอก ผล จนถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตและนำออกไปจากพื้นที่ ธาตุอาหารที่สะสมอยู่เหล่านั้นย่อมถูกนำออกไปจากพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ธาตุอาหารบางส่วนยังเกิดการสูญหายไปในรูปก๊าซ ถูกดินหรือสารประกอบในดินจับยึดไว้ บางส่วนถูกชะล้างออกไปจากบริเวณรากพืช หรือสูญเสียไปกับการชะล้างพังทลายของดิน

       ดังนั้นการเพาะปลูกพืชติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน โดยไม่มีการเติมธาตุอาหารลงไปในดิน ย่อมทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง และในที่สุดดินจะกลายเป็นดินเลวปลูกพืชไม่เจริญเติบโตอีกต่อไป ในการปลูกพืชจึงต้องมีการใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงดิน ช่วยเพิ่มธาตุอาหารพืชและคงระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้อยู่เสมอ
       ปุ๋ย คือ วัสดุที่มีธาตุอาหารพืชเป็นองค์ประกอบ หรือสิ่งมีชีวิตที่ก่อให้เกิดธาตุอาหารพืช เมื่อใส่ลงไปในดินแล้วจะปลดปล่อย หรือสังเคราะห์ธาตุอาหารที่จำเป็นให้แก่พืช
       การใส่ปุ๋ยควรแบ่งใส่หลายๆ ครั้งต่อปีธาตุอาหารบางอย่าง เช่น  ไนโตรเจน  เมื่อให้ลง ไปในดินแล้วจะไหลซึมได้ง่าย  ถ้าเราให้ในปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวพืชจะเอาไปใช้ไม่ทัน และธาตุอาหารอื่นๆ ก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน กล่าวคือ    พืชจะทยอยใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้ปุ๋ยเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ การใส่ปุ๋ยจึงควรแบ่งใส่ ๒-๓ ครั้ง หรือมากกว่าต่อปี  ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงอายุของต้นไม้ด้วยไม้ผลที่ยังเล็กอยู่ควรแบ่งใส่หลายๆ ครั้ง  เพราะระบบรากยังไม่แข็งแรงพอ ไม้ผลที่โตแล้วมักแบ่งใส่เป็น ๓ ครั้งต่อปี  เช่น ครั้งแรกให้ก่อนหรือต้นฤดูฝน ครั้งที่สองให้ตอนปลายฤดูฝน และอีกครั้งหนึ่งตอนก่อนออกดอก  หรือหลังเก็บเกี่ยวผลแล้วอย่างไรก็ดีควรพิจารณาสภาพท้องที่ และชนิดของไม้ผลประกอบด้วย
       
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 04, 2011, 07:41:39 AM โดย vud » บันทึกการเข้า
flycatcher_xiii
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 103


« ตอบ #62 เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2012, 04:14:34 PM »

ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ  ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #63 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2012, 03:29:16 AM »

ปริมาณ  N  P  K  ในปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่างๆ
 
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: