หน้า: 1 [2] 3 4 5 6   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มารู้จักดินและปุ๋ยกันเถอะ  (อ่าน 94643 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #16 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2010, 07:54:17 PM »

                                               วิธีการแก้ไขดินเปรี้ยวจัด
      1. วิธีการควบคุมระดับน้ำใต้ดิน
           ป้องการเกิดกรดกำมะถันโดยการควบคุมน้ำใต้ดินให้อยู่เหนือชั้น  ดินเลนที่มีสารประกอบไพไรท์ (สารที่ทำให้เกิดความเป็นกรด)  อยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้สารประกอบไพไรท์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ โดยมีขั้นตอนดังนี้

       - วางระบบการระบายน้ำทั่วทั้งพื้นที่
       - ระบายน้ำเฉพาะส่วนบนออกเพื่อชะล้างกรดที่เกิดขึ้น
       - รักษาระดับน้ำในคูระบายน้ำให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 1 เมตรจากผิวดินตลอดทั้งปีเพื่อป้องกันอากาศลงไปทำปฏิกริยากับสารตั้งต้นที่ก่อให้เกิดความเป็นกรด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 28, 2012, 03:22:11 AM โดย vud » บันทึกการเข้า

vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #17 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2010, 08:07:31 PM »

วิธีการปรับปรุงดินอันเนื่องมาจากพระราชดำริ "แกล้งดิน" สามารถเลือกใช้ได้ 3 วิธีการตามแต่สภาพของดินและความเหมาะสม คือ
    1. การใช้น้ำชะล้างความเป็นกรด : เป็นการใช้น้ำชะล้างดินเพื่อล้างกรดทำให้ค่า pH เพิ่มขึ้นโดยวิธีการปล่อยน้ำให้ท่วมขังแปลง แล้วระบายออกประมาณ 2-3 ครั้ง โดยทิ้งช่วงการระบายน้ำประมาณ 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง ดินจะเปรี้ยวจัดในช่วงดินแห้งหรือฤดูแล้ง ดังนั้นการชะล้างควรเริ่มในฤดูฝนเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำในชลประทาน การใช้น้ำชะล้างความเป็นกรดต้องกระทำต่อเนื่องและต้องหวังผลในระยะยาวมิใช่กระทำเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดแต่จำเป็นต้องมีน้ำมากพอที่จะใช้ชะล้างดินควบคู่ไปกับการควบคุมระดับน้ำใต้ดินให้อยู่เหนือดินเลนที่มีไพไรท์มากเมื่อล้างดินเปรี้ยวให้คลายลงแล้วดินจะมีค่า pH เพิ่มขึ้นอีกทั้งสารละลายเหล็กและอลูมิเนียมที่เป็นพิษเจือจางลงจนทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ดี
    2. การแก้ไขดินเปรี้ยวด้วยการใช้ปูนผสมคลุกเคล้ากับหน้าดิน ซึ่งมีวิธีการดังขั้นตอนต่อไปนี้คือ ใช้วัสดุปูนที่หาได้ง่ายในท้องที่ เช่น ใช้ปูนมาร์ล (marl) สำหรับถาคกลางหรือปูนฝุ่น (lime dust) สำหรับภาคใต้ หว่านให้ทั่ว 1-4 ตันต่อไร่ แล้วไถแปรหรือพลิกกลบดิน ปริมาณของปูนที่ใช้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความเป็นกรดของดิน
    3. การใช้ปูนควบคู่ไปกับการใช้น้ำชะล้างและควบคุมระดับน้ำใต้ดิน เป็นวิธีการที่สมบรูณ์ที่สุดและใช้ได้ผลมากในพื้นที่ซึ่งเป็นดินกรดจัดรุนแรงและถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างว่างเปล่าเป็นเวลานาน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 28, 2012, 03:22:32 AM โดย vud » บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #18 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2010, 08:32:21 PM »

   การปรับปรุงดินเปรี้ยวควรมีการปลูกปุ๋ยพืชสดเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุทำให้ดินที่แน่นและเหนียวร่วนซุยขึ้น รากพืชเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนั้นการเลือกปลูกพืชที่ค่อนข้างมีความทนทานต่อดินเปรี้ยวก็จะแก้ปัญหาได้ส่วนหนึ่ง พืชที่ทนดินเปรี้ยวได้ดี เช่น ข้าว มะพร้าว มะกอก มะนาว มะขาม มะม่วง มะละกอ ข้าวโพด สับปะรด ถั่วฝักยาว มะเชือ แตงโม กระท้อน  ฝรั่ง  ยางพารา และพวกพืชตระกูลส้มต่างๆก็ทนดินเปรี้ยวได้ดี
 
บันทึกการเข้า
TP
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 161


« ตอบ #19 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2010, 11:35:44 AM »

ถ้าจะให้ดีเราควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์- ปุ๋ยเคมี ผสมกัน ใช่ไหมครับ  ขอบคุณครับ


Liked By: vichai sila
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #20 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2010, 09:10:13 PM »

   การใส่ปุ๋ยจะต้องใช้ร่วมกันทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีครับ  ซึ่งจะได้ดำเนินการโพสต่อไปครับ
บันทึกการเข้า
kaset-engineer
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 507


« ตอบ #21 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2010, 02:30:58 AM »

มีหรือไม่ที่เกิดกรณีสภาพดินเป็นด่าง จะแก้ไขอย่างไร และเหมาะที่จะปลูกพืชใดบ้าง
ขอบคุณครับ


Liked By: vichai sila
บันทึกการเข้า
Singhto+Kaowsuay
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 229


« ตอบ #22 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2010, 07:19:03 PM »

วิชาการล้วนๆ ถึงอ่านแล้วจะปวดหัวบ้าง

แต่มีประโยชน์จริงๆ

ขอบคุณค่ะ  ยิ้ม


Liked By: vichai sila
บันทึกการเข้า

อดีตแก้ไขไม่ได้ อนาคตก็ไม่รู้ อย่าไปแสวงหา

มีแต่ปัจจุบันเท่านั้น
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #23 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2010, 11:30:01 PM »

มีหรือไม่ที่เกิดกรณีสภาพดินเป็นด่าง จะแก้ไขอย่างไร และเหมาะที่จะปลูกพืชใดบ้าง
ขอบคุณครับ
ดินเป็นด่างโดยกำเนิดในประเทศไทยมีหลายที่เช่น  พื้นที่แถวจังหวัดลพบุรี  สระบุรี  ซึ่งใช้ปลูกข้าวโพด ข้าวฟ่าง  ทานตะวัน  และพืชผักต่างๆได้ไม่มีปัญหา  แต่ถ้าปลูกพืชบางอย่างเช่น ยางพาราจะปลูกไม่ได้ผลเพราะยางพาราไม่ชอบดินด่างจัด หรือดินที่เป็นดาน  การแก้ไขดินเป็นด่างทำได้โดยการใส่อินทรีย์วัตถุให้มากๆเมื่อมีการสลายตัวโดยจุลินทรีย์ก็จะมีการปลดปล่อยสารที่มีความเป็นกรดออกมาแก้ไขความเป็นด่างได้ การใส่น้ำหมักชีวภาพซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดก็แก้ได้ในระดับหนึ่ง
   การเรียนรู้เรื่องดิน น้ำ อากาศ   ในการทำการเกษตรจำเป็นมากครับ  เพราะรู้เขา  (ดิน  น้ำ  อากาศ ) รู้เรา (  วิชาการเกษตร)  รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง ครับ


Liked By: chice, vichai sila, saksidht
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 22, 2010, 11:33:00 PM โดย vud » บันทึกการเข้า
Banbe
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5


« ตอบ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 10:37:00 PM »

แล้วกรณีที่พบในภายหลังว่าดินที่ทำการปลูกไปแล้ว หรือเพาะกล้าไม้ไปแล้ว พบว่ามีความเป็นกรดค่อนข้างมาก 4-4.5 จะมีวิธีการแก้ไขแบบไหนบ้างครับ


Liked By: vichai sila
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #25 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2011, 08:59:31 AM »

  ดินเป็นกรดจัดแก้ไขได้โดยการใส่ปูนมาร์ล ปูนขาว หรือหินโดโลไมค์ ค่อยๆใส่ไปเรื่อยๆจนเห็นว่าพืชเจริญเติบโตได้ดี ตามปกติปูนมาร์ลจะมีแจกของกรมพัฒนาที่ดิน ลองติดต่อดู ปูนมาร์ลแนะนำให้ใส่คลุกดินอัตราประมาณ ไร่ละ 1 ตัน


Liked By: vichai sila
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #26 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2011, 10:06:20 PM »

                                             ฮิวมัส (humus)
          ฮิวมัสหมายถึงอินทรีย์วัตถุใดๆก็ได้ที่เข้าสู่ สภาวะเสถียรอยู่ตัว ทำให้ดินมีสีน้ำตาลหรือดำเนื่องจากมีปริมาณธาตุ คาร์บอนในรูปของสารอินทรีนย์ในปริมาณที่สูงมาก   กระบวนการเกิด ฮิวมัสสามารถเกิดตามธรรมชาติในดินหรือในการผลิตปุ๋ยหมักก็ได้  ฮิวมัสที่เสถียรตามคุณสมบัติทางเคมี เชื่อว่าเป็นสิ่งสำคัญในความอุดมสมบูรณ์ของดินทั้งในด้านฟิสิคซ์และเคมี   โดยทางกายภาพแล้ว ฮิวมัสช่วยให้ดินยังคงความชื้นและช่วยให้มีการก่อตัวของโครงสร้างดินที่ดี  ทางด้านเคมี ฮิวมัสมีแหล่งสารออกฤทธิ์ซึ่งสามารถผนวกกับไอออนของธาตุอาหารพืชทำให้กลาย เป็นธาตุอาหารพร้อมใช้ได้มากขึ้น ในทางกายภาพฮิวมัส แตกต่างจากอินทรีย์วัตถุตรงที่อินทรีย์วัตถุเป็นสารที่มีลักษณะภายนอกหยาบ และมีเศษซากพืชให้ สังเกตเห็นได้  แต่เมื่อ ผ่านกระบวนการเกิดฮิวมัสอย่างเต็มที่แล้วก็จะกลายเป็นฮิวมัส สารที่มีรูปแบบอย่างเดียวกันมากขึ้น (เป็นสารสีเข้ม นุ่มคล้ายฟองน้ำ อ่อนตัวคล้ายวุ้น) และมีโครงสร้าง ไร้รูปแบบที่แน่นอน
           ประโยชน์ของ ฮิวมัส

1. กระบวนการเกิดแร่ธาตุ (คือการเกิด สารอนินทรีย์จากสารอินทรีย์ตามธรรมชาติ) ทำให้ อินทรีย์วัตถุแปลสภาพไปเป็นสารที่เสถียรมากขึ้นกว่าเดิมคือฮิวมัส ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นอาหารเลี้ยงบรรดาสิ่งที่มีชัวิตทั้งหลายในดินตั้งแต่ จุลินทรีย์ไปจนถึงสัตว์เล็กอื่นๆที่อาศัยอยู่ ดังนั้นจึงเป็นการรักษาอายุของดินให้อยู่ในระดับที่สมบูรณ์เต็มที่

2. อัตราการเปลี่ยนอินทรีย์วัตถุไปเป็นฮิวมัสถ้าดำเนินไปอย่างรวด เร็วก็จะเกื้อประโยชน์ของการอยู่ร่วมกันของ พืช และสัตว์รวมทั้งจุลินทรีย์ตามระบบนิเวศวิทยาของโลกในทำนองกลับกันถ้าอัตรา การเปลี่ยนนั้นเป็นไปอย่างเชื่องช้าประโยชน์ของการอยู่ร่วมกันดังกล่าวก็จะ ลดลง

3. อิวมัสที่มีประสิทธิภาพ และเสถียร ทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารเพื่อการดำรงชีพต่อไปของจุลินทรีย์  ประสิทธิภาพของฮิวมัสคือการเป็นอาหารพร้อมใช้ ส่วนความเสถียรของฮิวมัสคือการเป็นแหล่งอาหารสำรองระยะยาว

4. การเกิดฮิวมัสจากวัสดุที่ได้จากพืชที่ตายแล้วทำให้สารประกอบ อินทรีย์เชิงซ้อนที่เกิดขึ้นถูกย่อยสลายหรือแตกตัวไปเป็นสารอินทรีย์พร้อม ใช้ในรูปแบบที่ง่ายต่อการดูดซึมผ่านรากพืชที่กำลังจะเจริญเติบโต

5. ฮิวมัสเป็นสารประเภทคอลลอยด์(คือสสารใน สถานะต่างๆที่ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กมาก--เป็น อนุภาคที่มีขนาดตั้งแต่ 1ถึง100 นาโนเมตร—ซึ่งจะสามารถแขวนลอยในน้ำและ เป็นเนื้อเดียวกัน เช่นน้ำนมเป็นต้น(จากพจนานุกรม อักฤษ-ไทย Se-Ed New Compact English DictionaryMillennium2000Edition, และTaber’sCylopedic Medical Dictionary)และฮิวมัสจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแลก เปลี่ยนไอออนที่มีประจุบวก(Cation)จึงทำให้ไอออนดัง กล่าวมีความสามารถในการเก็บอาหารโดยวิธียึดธาตุอาหารติดไว้กับตัวมันเช่น เดียวกับที่อณุภาคของดินเหนียวจะพึงกระทำ ดังนั้นในขณะที่พวกไอออนประจุบวกที่มีธาตุอาหารเหล่านี้หาทางเข้าสู่พืชได้ ก็จะยังสามารถอยู่ในดินได้อย่างปลอดภัยจากการชะล้างด้วยน้ำฝนหรือการชล ประทาน

6. ฮิวมัสสามารถรักษาคุณสมบัติให้มีความชื้นคงที่อยู่ที่80-90% ได้ดังนั้นจึงสามารถเพิ่มศักย์ภาพให้ทนต่อสภาวะแห้งแล้ง ได้

7. ด้วยโครงสร้างทางชีวะเคมีทำให้ฮิวมัสสามารถรักษาความเป็นกลาง---หรือเป็นตัวกันชน---ช่วยลดความเป็นกรด ด่างที่มากเกินในดินได้

8. ระหว่างที่มีการเกิดฮิวมัส จุลินทรีย์ จะหลั่งสารที่มีลักษณะเป็นยางเหนียวซึ่งช่วยให้โครงสร้างของดินที่กระจายตัว ยึดอนุภาคต่างๆเข้าด้วยกัน ทำให้ดินร่วนและโปร่งอากาศ สารพิษเช่นธาตุโลหะหนักต่างๆ และธาตุอาหารที่มากเกินใช้ของพืชจะถูกกันไม่ให้เกิดพิษร้ายหรือออกฤทธิ์ได้ โดยวิธีผนวกเข้ากับโมเลกุลสารอินทรีย์เชิงซ้อนของฮิวมัสและขณะเดียวกันก็ ช่วยป้องกันไม่ให้สารดังกล่าวแพร่เข้าสู่ระบบนิเวศที่กว้างออกไปกว่าเดิม
         
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #27 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2011, 10:32:10 PM »

                    ฮิวมิก แอซิด ที่ผลิตในเชิงการค้า ได้มีการนำเอาลิกไนท์หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากลิกไนท์ มาใช้เป็นวัสดุปรับปรุงดิน สารประกอบนี้มีลักษณะเป็นก้อนสีน้ำตาลเหมือนถ่านหิน มีปริมาณฮิวมิก แอซิด อยู่สูง คาดว่าอยู่ระหว่าง 30-60% ในการผลิตเป็นการค้าเพื่อนำมาใช้ในการเกษตร สารประกอบนี้อยู่ในลักษณะของสารละลายเข้มข้มและนำมาเจือจางก่อนที่จะใส่ลงไป ในดิน หรือพ่นไปที่ต้นพืช

                   แหล่งของลิกไนท์ดังกล่าวพบมากใน สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐ North Dakota, Texas, New Mexico, Idaho และอื่นๆ แหล่งที่พบใน North Dakota เรียกว่า Leonardite สะสมอยู่ใต้ผิวดิน ลิกไนท์นี้ไม่เหมาะสมที่จะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเพราะติดไฟยาก จึงได้นำมาเป็นวัสดุปรับปรุงดิน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการผลิตและการขนส่งทำให้สารประกอบเหล่านี้มีราคาแพง

                    ฮิวมัส ที่ได้จากลิกไนท์นี้จะช่วยทำให้สมบัติทางชีวะเคมีของดินดีขึ้น คล้ายคลึงกับฮิวมัสในดิน แต่สารประกอบที่ได้จากถ่านหินนี้จะอยู่ในขั้นที่สลาย ตัวไปมากแล้ว การสูญเสียคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และสารประกอบอื่นๆ เกิดขึ้นมากและสารประกอบฮิวมัสก็อยู่ในสภาพที่ถูกออกซิไดส์ไปมาก ดังนั้นจะแตกต่างจากฮิวมัสในดิน คือมีสารประกอบอินทรีย์ เหล่านี้น้อย และมีคาร์บอนสูงกว่าเมื่อเทียบกับฮิวมัสในดิน
                    สมบัติทางกายภาพ
                    กรดฮิวมิกจะรักษาโครงสร้างของดินให้อุ้มนํ้าและ ระบายอากาศได้ดี ในอนุภาคของดินที่มีความ
เป็นดินเหนียวสูงจะมีประจุบวกและประจุลบอยู่อย่างหนาแน่น ทำ ให้มีแรงยึดเหนี่ยวสูง จึงส่งผลให้ดินมีความละเอียดและความหนาแน่นมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำ คัญต่อระบบรากของพืชที่จะดูดซึมแร่ธาตุอาหารและนํ้า กรดฮิวมิกสามารถปรับปรุงดินที่มีความเป็นดินเหนียวสูงเนื่องจากในโครงสร้าง โมเลกุลของกรดฮิวมิกมีหมู่คาร์บอกซิล ซึ่งจะไปสร้างพันธะกับอนุภาคประจุบวกในดินที่มีความเป็นดินเหนียวสูง และทำ ลายแรงยึดเหนี่ยวระหว่างประจุบวกและประจุลบออกจากกัน ซึ่งก็จะทำ ให้ชั้นดินมีความโปร่งขึ้น ส่งผลให้นํ้าและอากาศหมุนเวียนถ่ายเทได้ดีขึ้น
                    กรดฮิวมิกสามารถป้องกันไม่ให้นํ้าระเหยไปจากดิน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญยิ่งสำ หรับดินที่มีความเป็นดินเหนียวตํ่า ดินทราย และดินในพื้นที่แห้งแล้ง ที่ไม่สามารถจะดูดซับนํ้าไว้ได้เมื่อดินที่มีลักษณะดังกล่าวมีนํ้าผ่านเข้า มา ประจุบวกที่กรดฮิวมิกได้ดูดซับไว้จะสร้างพันธะกับประจุลบของนํ้าคือออกซิเจน ส่วนประจุบวกที่เหลืออยู่ในนํ้าคือไฮโดรเจนนั้นก็จะสามารถสร้างพันธะ ไฮโดรเจนกับอะตอมของออกซิเจนในนํ้าโมเลกุลอื่นๆต่อๆไป ทำ ให้นํ้าระเหยออกจากดินน้อยลงหรือสามารถอุ้มนํ้าได้มากขึ้นนั่นเอง
                    สมบัติทางเคมี
                    กรดฮิวมิกมีประสิทธิภาพในการดูดซับธาตุอาหารเพื่อ ที่จะปลดปล่อยธาตุอาหารเหล่านั้นให้แก่พืช
เพื่อที่จะได้นำ สารเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในด้านการเจริญเติบโต การออกดอกออกผล กล่าวคือกรดฮิวมิกสามารถยึดประจุบวกของธาตุอาหารเสริมภายใต้สภาวะหนึ่งและจะ ปลดปล่อยธาตุอาหารเหล่านั้นเมื่อสภาวะเปลี่ยนไป ด้วยคุณสมบัตินี้เมื่อกรดฮิวมิกเคลื่อนที่เข้าไปใกล้บริเวณรากของพืช ซึ่งระบบรากพืชจะมีประจุลบ พวกธาตุอาหารเสริมเหล่านั้นก็จะถูกปล่อยจากโมเลกุลของกรดฮิวมิกเข้าไปสู่ ระบบรากพืช ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ากรดฮิวมิกมีความสำ คัญอย่างมากในการเป็นสื่อกลางการลำ เลียงธาตุอาหารจากดินไปสู่รากพืช
                     แต่อย่างไรก็ตามราคาของฮิวมิคเอซิคค่อนข้างแพงมาก การนำมาใช้จึงต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าในการลงทุน และมีรายงานด้วยว่าบางครั้งการใช่ฮิวมิคเอซิค จะไม่ได้ผลดีในสภาวะแวดล้อมต่างๆกัน
บันทึกการเข้า
Banbe
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5


« ตอบ #28 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2011, 12:06:59 AM »

  ดินเป็นกรดจัดแก้ไขได้โดยการใส่ปูนมาร์ล ปูนขาว หรือหินโดโลไมค์ ค่อยๆใส่ไปเรื่อยๆจนเห็นว่าพืชเจริญเติบโตได้ดี ตามปกติปูนมาร์ลจะมีแจกของกรมพัฒนาที่ดิน ลองติดต่อดู ปูนมาร์ลแนะนำให้ใส่คลุกดินอัตราประมาณ ไร่ละ 1 ตัน

ขอบคุณมากครับ 

ในทางการค้า ฮิวมัส ไม่มีใครทำออกมาจำหน่ายเลยใช่ไหมครับ  แล้วอย่าง Peat Moss นับได้ว่าเป็น humus ไหมครับ
ส่วน Water Moss ที่เห็นทางเมืองนอกนิยมใช้กัน จริงๆแล้วมีตัวอื่นที่ทางเราหาใช้แทนกันได้ไหมครับ


Liked By: vichai sila
บันทึกการเข้า
JARERN
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 307


« ตอบ #29 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2011, 02:38:05 PM »

 สภาพอากาศในแต่ละปีมีผลกับการดูดแร่ธาตุอาหารของพืชไหม 


Liked By: vichai sila
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #30 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2011, 10:52:43 PM »

   ในทางการค้า ฮิวมัส ไม่มีใครทำออกมาจำหน่ายเลยใช่ไหมครับ  แล้วอย่าง Peat Moss นับได้ว่าเป็น humus ไหมครับ
ส่วน Water Moss ที่เห็นทางเมืองนอกนิยมใช้กัน จริงๆแล้วมีตัวอื่นที่ทางเราหาใช้แทนกันได้ไหมครับ
   ตอนนี้ที่ขายกันมากคือฮิวมิคเอซิค สำหรับ peat Moss  เป็น organic matter 
   ที่จริงบ้านเรามี organic  mater  ที่มี  C:N  ratio  ต่ำสลายตัวเป็นฮิวมัสได้ง่ายอยู่มากมายเข่นพวกพืชตระกูลถั่วต่างๆ  แม้กระทั่งใบก้ามปู ก็เป็นสลายตัวได้ง่าย


Liked By: vichai sila
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #31 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2011, 11:05:42 PM »

                 สภาพอากาศในแต่ละปีมีผลกับการดูดแร่ธาตุอาหารของพืชไหม
  โดยปกติรากพืชสามารถดูดกินธาตุอาหารที่ละลายออกมาอยู่ใน soil solution ในดินแล้ว แต่ธาตุอาหารพืชบางชนิดที่มีประจุไฟฟ้าบวก(cation) เช่น แคลเซี่ยม โปแตสเซี่ยม ซึ่งเกาะอยู่ตามผิวของอนุภาคดิน(adsorbed cation)ในบริเวณที่รากพืชผ่านไปสัมผัสเข้านั้น รากพืชก็สามารถดูดกินธาตุเหล่านั้นได้โดยตรง โดยไม่ต้องรอให้อยู่ในสภาพสารละลายก็ได้
   การที่รากพืชสามารถดูดธาตุอาหารได้ ปกติจะต้องอาศัยแกสออกซิเจนเพื่อสร้างพลังงานโดยระบบการหายใจของพืช ดังนั้น หากในดินมีอากาศไม่เพียงพอ เช่นในดินที่แน่นทึบหรือมีน้ำขัง รากพืชจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการดูดกินธาตุอาหารได้ตามปกติ นอกจากพืชบางชนิด เช่น ข้าว ซึ่งตามธรรมชาติจะมีเซลล์พิเศษอยู่ตามลำต้น ซึ่งสามารถดูดเอาอากาศจากข้างบนส่งลงไปช่วยในการหายใจของรากที่จมอยู่ใต้น้ำ ได้
   ดังนั้นสภาพอากาศมีผลต่อการดูดกินอาหารและน้ำของรากพืช เช่นเมื่ออากาศร้อนจัดมีการคายน้ำมากก็จะมีการดูดกินน้ำและแร่ธาตุขึ้นไปจำนวนมากเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำที่ระเหยจากใบพืช และการหายใจ ที่เห็นได้ชัดเจนคือเมื่อดินร้อนมากๆก็จะเกิดอาการตายนึ่งของพืชที่ปลูก เพราะน้ำที่ร้อนลวกทำลายรากพืชจนเสียหายไม่สามารถดูดน้ำและอาหารได้เพียงพอ จนในที่สุดพืชจะตายนึ่ง
   สภาพอากาศที่เย็นเกินไปไม่ค่อยเกิดขึ้นในบ้านเรา แต่ในเมืองนอกอากาศจะหนาวจนน้ำในดินเป็นน้ำแข็งซึ่งกระทบกระเทือนต่อการดูดน้ำและอาหารของพืช
 


Liked By: vichai sila
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: