ข่าว
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จะล้อมรั้วลวดหนาม ที่่ 4 ไร่ 90 ตรว. ใช้งบเท่าประมาณเท่าไหร่ครับ  (อ่าน 1332 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
PRAGASIT
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


« เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2016, 10:00:10 PM »

หน้ากว้างติดถนน 25 เมตร ยาว 270 เมตร ควรใช้เสาแบบไหน ความถี่ของช่อง ระยะห่างต่อเสา ครับ


Liked By: กัญจน์
บันทึกการเข้า

PRAGASIT
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2016, 10:03:28 PM »

หน้ากว้างติดถนน 25 เมตร



Liked By: กัญจน์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 07, 2016, 10:05:00 PM โดย PRAGASIT » บันทึกการเข้า
PRAGASIT
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 07, 2016, 10:08:20 PM »

ความยาว 270 เมตร


Liked By: กัญจน์
บันทึกการเข้า
leknoppadon.p
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 349


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 09, 2016, 12:40:54 PM »

ต้องดูวัตถุประสงค์ในการกั้นรั้วก่อนครับ ว่า
1. กั้นเพื่อป้องกันสัตว์ใหญ่ ภายนอก จำพวกวัวควาย ไม่ให้เข้ามาในพื้นที่เรา
หรือ
2. กั้นไม่ให้สัตว์จำพวก สุนัข จากภายนอกไม่ให้เข้ามาในแปลงเรา

และในแปลงพื้นที่ เราต้องการทำอะไรบ้าง เช่นหากเพียงแค่ปลูกพืช  ก็กั้นลวดหนามกันวัวควายก็เพียงพอ
แต่หากในแปลงพื้นที่ เราจะเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด การกั้นรั้วลวดหนามก็ไม่เพียงพอ อาจต้องกั้นด้วยลวดตาข่าย ที่ป้องกันสุนัขจากภายนอก เข้ามากัดกินสัตว์ที่เราเลี้ยงได้

ทั้งสองเป้าหมาย หลักการคือ
1. หากเป็นรั้วลวดหนาม
แนะนำให้ใช้เสาปูนขนาดหน้ากว้าง 4 นิ้ว มีช่วงรูยึดลวดหนาม ให้ได้อย่างน้อย 5-7 แถว ความสูงมาตรฐานที่เค้ามีผลิตทั่วไป
ขุดหลุมลึกอย่างน้อย 50 เซ้นติเมตร เพื่อฝังเสาปูน  และขุดหลุมให้มีระยะห่าง 1.8-2.0 เมตรต่อเสา
ใช้ลวดหนามเบอร์กลางๆ อย่าให้เล็กหรือใหญ่เกินไป

2. หากเป็นรั้วตาข่าย แนะนำ เป็นตาข่ายข้าวหลามตัด ที่มีขนาดช่องตาข่าย ไม่เกิน 2 นิ้ว และขนาดลวดตาข่ายอย่างน้อยโตสัก 2มิล

ราคาลวดหนาม ให้เช็คตามร้านทั่วไปได้ครับ ส่วนราคาเสาปูนให้ดูร้านใกล้บ้าน ที่เค้าไปส่งให้เราด้วย
ส่วนค่าขุดหลุม ดึงสาย เราจ้างคนงานแถวบ้านเป็นรายวันเอาก็ได้ครับ

ลองดูครับ
บันทึกการเข้า
PRAGASIT
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2016, 01:40:15 PM »

ขอบคุณ ครับพี่ ล้อมรั้วจะปลูกต้นผักหวานป่า ป้องกันวัวควาย เข้าพื่นที่ครับ ถามเพิ่มครับถ้าปลูกผักหวานป่า ในพื้นนา ต้องยกร่องมั้ยครับ กลัวฤดูฝน น้ำขัง
ต้องดูวัตถุประสงค์ในการกั้นรั้วก่อนครับ ว่า
1. กั้นเพื่อป้องกันสัตว์ใหญ่ ภายนอก จำพวกวัวควาย ไม่ให้เข้ามาในพื้นที่เรา
หรือ
2. กั้นไม่ให้สัตว์จำพวก สุนัข จากภายนอกไม่ให้เข้ามาในแปลงเรา

และในแปลงพื้นที่ เราต้องการทำอะไรบ้าง เช่นหากเพียงแค่ปลูกพืช  ก็กั้นลวดหนามกันวัวควายก็เพียงพอ
แต่หากในแปลงพื้นที่ เราจะเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด การกั้นรั้วลวดหนามก็ไม่เพียงพอ อาจต้องกั้นด้วยลวดตาข่าย ที่ป้องกันสุนัขจากภายนอก เข้ามากัดกินสัตว์ที่เราเลี้ยงได้

ทั้งสองเป้าหมาย หลักการคือ
1. หากเป็นรั้วลวดหนาม
แนะนำให้ใช้เสาปูนขนาดหน้ากว้าง 4 นิ้ว มีช่วงรูยึดลวดหนาม ให้ได้อย่างน้อย 5-7 แถว ความสูงมาตรฐานที่เค้ามีผลิตทั่วไป
ขุดหลุมลึกอย่างน้อย 50 เซ้นติเมตร เพื่อฝังเสาปูน  และขุดหลุมให้มีระยะห่าง 1.8-2.0 เมตรต่อเสา
ใช้ลวดหนามเบอร์กลางๆ อย่าให้เล็กหรือใหญ่เกินไป

2. หากเป็นรั้วตาข่าย แนะนำ เป็นตาข่ายข้าวหลามตัด ที่มีขนาดช่องตาข่าย ไม่เกิน 2 นิ้ว และขนาดลวดตาข่ายอย่างน้อยโตสัก 2มิล

ราคาลวดหนาม ให้เช็คตามร้านทั่วไปได้ครับ ส่วนราคาเสาปูนให้ดูร้านใกล้บ้าน ที่เค้าไปส่งให้เราด้วย
ส่วนค่าขุดหลุม ดึงสาย เราจ้างคนงานแถวบ้านเป็นรายวันเอาก็ได้ครับ

ลองดูครับ
บันทึกการเข้า
leknoppadon.p
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 349


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2016, 08:41:06 PM »

ขอให้หลักคิดก่อนดังนี้ครับ

ธรรมชาติผักหวานป่า มีดังนี้ครับ
1. ชอบพื้นที่ดอน น้ำไม่ท่วมขัง
2. ดินที่ชอบคือ ลูกรัง
3. ชอบขึ้นตามป่า ที่มีไม้พี่เลี้ยงเช่น ต้นสัก มะขามเทศ แค ไม้เต็ง รัง ต่างๆ
4. ไม่ชอบน้ำสักเท่าไหร่
5. ตอนเล็กๆต้องมีร่มเงาไม้พี่เลี้ยง  แต่โตขึ้นจะทนแล้ง และสู้แดด
6. โตช้ามากๆ

การปลูก การดูแล
1. มักนิยมซื้อกล้าที่เพาะจากเมล็ดมาปลูก
2. แต่อัตราการเจริญเติบโต ช้ามากๆ
3. มักจะไม่รอด หรืออ้ัตราการรอดน้อย  ขนาดปลูกดูแลมา 2 ปี ยังตาย (สวนผมก็ลองปลูก ผมอยู่ลำปาง ขนาดพื้นที่ในป่า มีผักหวานเพียบ ยังไม่รอดครับ)
4. ผักหวานป่า เป็นพืชที่ใส่ปุ่ยมากก็ไม่ได้ รดน้ำมากก็ไม่ได้ มันชอบแบบแนวเลียนแบบธรรมชาติมากกว่า   

ตลาด
1. ออกผลผลิตปีละครั้ง
2. ราคาในตลาดสูงพอสมควร แต่ต้องมีแหล่งส่งที่ชัดเจน
3. จำนวนผลผลิตต้องได้มากเพียงพอ อย่างน้อยต้องปลูก 30 ต้นขึ้นไป ถึงจะพอขายแม่ค้า
4. มีรายได้ปีละครั้ง


จากข้อมูลเบื้องต้น ผมขอแนะนำดังนี้
1. ในพื้นที่ให้ปลูกพืชอย่างอื่นๆในลักษณะเลียนแบบธรรมชาติก่อน เช่นปลูกแคบ้าน  มะขามเทศ หรือไม้ผลอื่นๆ
2. ในพื้นที่ต้องมีร่มเงา เพราะผักหวานป่า ตอนมันเล็กๆ มันต้องการแสงรำไร คือต้องมีพิชพี่เลี้ยงก่อน
3. ให้ปลูกพืชอย่างอื่นๆท่ี่สามารถสร้างรายได้ให้เราได้ก่อน เช่น กล้วย มะม่วง มะนาว มะละกอ ขนุน ผักสวนครัวต่างๆ ฯลฯ ตามแต่ที่เราชอบและพอมีตลาดรองรับบ้าง
4. เมื่อพื้นที่เริ่มมีต้นไม้ใหญ่โตให้ร่มเงา ค่อยนำผักหวานป่าไปปลูกใต้โคนต้นแค ใต้โคนต้นมะขามเทศ ให้ลองปลูกแต่น้อยๆก่อน เพราะดูและยากและกล้าค่อนข้างแพง  เพื่อหาประสบการณ์ไปก่อน


ส่วนหลักในการทำเกษตรทั่วๆไป เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องมีหลักคร่าวๆดังนี้
หลักในการเป็นเกษตรกรยุคใหม่
   คนที่ต้องการเป็นเกษตรกร จำเป็นต้องทราบหลักการในการทำการเกษตรยุคใหม่ดังนี้
1. ทฤษฏีและปรัชญา

“เกษตรผสมผสาน ตามแนวทางเกษตรทฤษฏีใหม่
ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
โดยยึดหลักปฏิบัติตามปรัชญา พอเพียง พอดี พอประมาณ
เพื่อให้ครอบครัวสามารถพึ่งตนเองและมีความสุข
 ความมั่นคงในชีวิต ได้อย่างยั่งยืน”

   จากทฤษฏีและปรัชญาข้างต้น สามารถให้คำนิยามของคำต่างๆดังนี้
1.   เกษตรผสมผสาน
   คือ การทำเกษตรหลายๆอย่างในพื้นที่เดียวกัน มีทั้งการปลูกพืช ประมงและเลี้ยงสัตว์  เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคาขายและให้มีรายได้หลายๆทาง
2.   เกษตรทฤษฏีใหม่
   คือ เป็นทฤษฏีในการจัดการดินและน้ำ เนื่องจากดินและน้ำ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำเกษตรทุกชนิด ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วน 30:30:30:10
   30% : เป็นการขุดสระน้ำไว้ใช้ในการทำเกษตรและประมง
   30% : เป็นการทำนาข้าวไว้กินในครอบครัว
   30% : เป็นการปลูกพืชและทำสวน
   10% : เป็นการสร้างบ้านและเลี้ยงสัตว์
3.   พอเพียง พอดี พอประมาณ
   คือ เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิต
      พอเพียง ในสิ่งที่มีอยู่ ไม่ทะเยอทะยาน ไม่อยากมี ไม่อยากได้ ตามกระแสนิยมต่างๆมากเกินไป
      พอดี ในการใช้จ่าย รู้จักกิน รู้จักใช้ ไม่ฟุ่มเฟือยจนเป็นหนี้สิน ไม่ประหยัดจนอดอยาก ทำอะไรแต่พอดี ไม่ตึง ไม่หย่อน
      พอประมาณ รู้จักประมาณตน นกน้อยทำรังแต่พอตัว ไม่ทำอะไรเกินกำลังทุน กำลังทรัพย์จนเกินไป
4.   พึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน
   คือการวางแผนที่ดีและรู้จักจัดการองค์ความรู้อย่างบูรณาการ เพื่อให้ครอบครัวสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ต้องรู้จักช่วยตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก อย่างงอมืองอเท้า รอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือจากคนอื่นที่มีฐานะดีกว่า
5.   มีความสุข ความมั่นคงในชีวิตได้อย่างยั่งยืน
   คือ เป้าหมายในการดำรงชีพ ที่ต้องการความสุข ความมั่นคงในชีวิตและครอบครัวอย่างยั่งยืน เป็นความสุขที่แท้จริง มีกิน มีใช้ มีเงินเก็บ ไม่เป็นหนี้สิน มีรายได้อย่างยั่งยืน

2. รูปแบบและพัฒนาการของอาชีพเกษตรกรไทย
1. การเกษตรแบบดั้งเดิม หรือแบบโบราณ
   คือการปลูกพืช ทำนา ทำไร่ ทำสวน ประมง เลี้ยงสัตว์ ตามอย่างบรรพบุรุษ เป็นการทำตามอย่างกันมาตั้งแต่รุ่นทวด รุ่นปู่ ย่า ตายาย รุ่นพ่อแม่
   เน้นการทำเกษตรเพื่อยังชีพเป็นหลัก
   เน้นทำตามความถนัดและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของแต่ละครอบครัว
   เน้นการปลูกพืชตามฤดูกาล ตามสภาพดินฟ้าอากาศแบบธรรมชาติ
   เน้นเก็บเมล็ดพันธุ์พืชและสัตว์ ไว้ใช้ในรุ่นต่อไป
   เน้นเกษตรอินทรีย์
   ใช้ทุนน้อย
   ไม่ต้องการพื้นที่ในการทำเกษตรมากนัก ทำแต่พอเพียงกับกำลังทุน กำลังแรงงานในครอบครัว
   ซื้อภายนอกน้อยที่สุด จะเน้นผลิตไว้กิน ไว้ใช้เอง

2. การเกษตรแบบเชิงเดี่ยว หรือการเกษตรเชิงการค้า
   คือ การเกษตรยุคปัจจุบัน ที่เน้นทำเกษตรเชิงเดี่ยว เพื่อการค้าเป็นหลัก
   เน้นทำเพื่อการค้า ปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ที่เป็นเชิงการค้าเพียงอย่างเดียว
   เน้นเร่งผลผลิต โดยใช้สารเคมีและเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ทันสมัย
   เน้นซื้อเมล็ดพันธุ์พืชและสัตว์ จากแหล่งจำหน่ายที่เป็นนายทุนรายใหญ่
   ใช้เงินลงทุนต่อครั้งสูง
   ใช้แรงงานมาก เน้นการจ้างแรงงานเป็นหลัก
   ต้องการพื้นที่มาก เพื่อให้ผลิตได้มากๆ
   มีรายได้ทางเดียว


3. การเกษตรแบบผสมผสาน
   คือเป็นการเกษตรแบบผสมทั้งแบบดั้งเดิมและแบบเชิงการค้า
   เน้นผลิตเชิงการค้า สำหรับพืชหรือสัตว์หลายๆชนิดในพื้นที่เดียวกัน
   สำหรับพืชผักสวนครัว สัตว์และไข่ต่างๆ จะเน้นผลิตเพื่อยังชีพในครอบครัว เพื่อลดรายจ่าย
   เน้นเก็บเมล็ดพันธุ์ให้มากที่สุด ซื้อจากภายนอกเท่าที่จำเป็น
   ใช้ทุนปานกลาง
   มีทั้งแนวอินทรีย์และเคมี
4. การเกษตรทางเลือกตามแนวทางเกษตรทฤษฏีใหม่
   คือ เป็นการเกษตรแบบผสมผสานที่ยึดหลักการบริหารจัดการที่ดินและน้ำตามแนวทางเกษตรทฤษฏีใหม่ และยึดหลักในการดำรงชีพตามหลักปรัชญาพอเพียง พอดี พอประมาณ เพื่อเป้าหมายให้ครอบครัว สามารถพึ่งตนเองได้ และมีความสุข ความมั่นคงในชีวิตอย่างยั่งยืน
   เน้นการจัดสรรที่ดินและน้ำ เป็น 30:30:30:10
   เน้นการเกษตรผสมผสาน ไร่นาสวนผสม เพื่อให้มีรายได้หลายทาง และลดความเสี่ยงด้านราคา ด้านตลาด โดยยึดหลักความพอเพียงเป็นสำคัญ
   เน้นประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยี่สมัยใหม่ เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
   เน้นทั้งยังชีพและเชิงการค้า แต่อยู่บนพื้นฐาน ความพอเพียง พอดี พอประมาณ และต้องรู้จักวางแผนว่า จะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์อะไร หรือจะทำอะไร ที่ไว้เป็นรายได้หลัก อะไรไว้เป็นรายได้รอง และอะไรไว้เป็นรายได้เสริม
   เน้นให้สามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน
   เน้นลดต้นทุนปัจจัยการผลิตเช่นปุ๋ย อาหารสัตว์ สารฆ่าแมลง ฯลฯ โดยพึ่งตนเอง ทำเองให้มากที่สุด และซื้อจากภายนอกให้น้อยที่สุด
   เน้นเก็บเมล็ดพันธุ์พืชและสัตว์ ไว้ใช้ในรุ่นต่อไป
   เน้นแนวอินทรีย์เป็นหลัก และสร้างระบบนิเวศน์ให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติ  ทำดินให้มีชีวิต
   ใช้ทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยต้องรู้จักประมาณตน
   ต้องการพื้นที่ไม่มากนัก และเน้นแรงงานในครัวเรือนก่อนเป็นอันดับแรก หากไม่เพียงพอต่อพื้นที่ ก็จะจ้างภายนอก แต่ไม่เน้นจ้างเป็นหลัก
   ยึดหลักเกษตรทฤษฏีใหม่ตามแนวทางของพระเจ้าอยู่หัวเป็นสำคัญ
   

3.  หัวใจ ของอาชีพเกษตรกร 5 ข้อ
   ที่เกษตรกรมือใหม่ ต้องรู้ก่อนเริ่มทำการเกษตร
1. มีแรงบันบาลใจอยากเป็นเกษตรกร
   เป็นแรงขับเคลื่อนภายในของตัวเรา ที่ต้องการเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว ซึ่งแรงบันดาลใจของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน โดยมีสาเหตุมาจากสิ่งต่อไปนี้
   เบื่อหน่ายอาชีพเดิมที่ทำอยู่
   มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ รายได้ไม่พอกับรายจ่าย มีภาระหนี้สิน
   เห็น Idol ทางด้านการเกษตรที่ประสบความสำเร็จ
   มีความชอบทางด้านเกษตรอยู่ในตัว หรือพื้นฐานครอบครัวแต่วัยเด็ก ทำเกษตรมาก่อน
   ไม่อยากอยู่ห่างไกลบ้านเกิด อยากอยู่กับพ่อแม่ ครอบครัว
   ฯลฯ

2. ต้องรู้จักวางแผน
   การวางแผนและการจัดการความคิดที่ดี อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้เกษตรกรประสบผลสำเร็จได้เร็วขึ้น
   การทำการเกษตร จะคาดหวังรายได้และผลรับอย่างทันทีทันใดไม่ได้ ซึ่งเปรียบเหมือนการเลี้ยงลูก กว่าจะโตไปประกอบอาชีพได้ ต้องใช้เวลาและต้องทุ่มเททั้งแรงกาย เวลา ทุน ความคิด ความขยัน อดทน   “ไม่เหมือนกับการเพาะถั่วงอก ที่จะรอรับผลเพียงข้ามคืน”  การเป็นเกษตรกรมันไม่ง่ายขนาดนั้น 
   ดังนั้นเกษตรที่ดี จะต้องรู้จักการวางแผน ซึ่งประกอบด้วย
   วางแผนด้านการจัดการดินและน้ำ ตามแนวทางเกษตรทฤษฏีใหม่ของพระเจ้าอยู่หัว โดยรู้จักแบ่งสรรพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ ให้เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ของที่ดินที่เรามีอยู่
   วางแผนด้านการเลือกชนิดพืชและสัตว์ที่จะปลูกหรือเลี้ยง โดยยึดหลักว่า อะไรที่จะเป็นรายได้หลัก อะไรที่จะเป็นรายได้รอง อะไรที่จะเป็นรายได้เสริม และอะไร ปลูกหรือเลี้ยงไว้สำหรับกินและใช้ในครัวเรือน
   วางแผนด้านปุ๋ยและอาหารสัตว์ โดยเน้นผลิตเองจากวัตถุดิบในท้องถิ่นให้มากที่สุด ซื้อปุ๋ยหรืออาหารสำเร็จรูปให้น้อยที่สุด  วางแผนการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพไว้ใช้เอง วางแผนการปลูกพืชอาหารสัตว์ และผลิตอาหารสัตว์ไว้ใช้เอง
   วางแผนการปลูกพืช 5 ระดับ คือ 1. ระดับใต้ดินหรือพืชหัวต่างๆ 2. ระดับผิวดิน พืชผักสวนครัว 3.ระดับกลางอายุสั้น 1-5 ปี ที่ใช้เป็นพืชเศรษฐกิจเช่นมะนาว ไผ่  4. ระดับกลางถึงสูง ที่ใช้เป็นพืชเศรษฐกิจระยะยาว เช่น ยางพารา ไม้ผลต่างๆ 5. พืชบำนาญ หรือพืชระดับสูง ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวนาน เช่นไม้เศรษฐกิจต่างๆ ไม้สัก ไม้ยางนา ไม้พะยูง ฯลฯ
   วางแผนด้านการปรับปรุงดิน ให้ดินมีชีวิต ดินมีสารอาหาร ดินชุ่มชื้น โดยรู้จักปลูกพืชปรับปรุงดิน เช่น พืชตระกูลถั่ว กล้วยน้ำว้า พืชพี่เลี้ยงต่างๆ และรู้จักการห่มดินด้วยฟาง ด้วยหญ้าแฝก ด้วยวัสดุเหลือใช้ที่ย่อยสลายได้ บำรุงดินด้วยปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์
   วางแผนด้านการตลาด ต้องค้นหาตลาดให้เจอ ว่าจะนำไปขายใคร ที่ไหน ค่าใช้จ่ายในการขนส่งเป็นอย่างไร ต้องปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ที่ตลาดท้องถิ่นต้องการก่อนเป็นอันดับแรก
   วางแผนด้านทุนและแรงงาน อย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆลงทุน ค่อยๆทำ  โดยยึดหลัก “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง”
   วางแผนด้านแหล่งเมล็ดพันธุ์พืชและสัตว์ ที่จะเริ่มดำเนินการครั้งแรก  ว่าจะหาจากแหล่งไหน พันธุ์ดีแค่ไหน ตรงกับที่เราต้องการหรือไม่

3. ต้องรู้จักจัดการ ทุน,องค์ความรู้และภูมิปัญญา
   การที่จะทำการเกษตรให้ประสบผลสำเร็จนอกจากต้องรู้จักวางแผนที่ดีแล้ว การจัดการทุน การจัดการความรู้และภูมิปัญญา เป็นเรื่องที่จำเป็นไม่แพ้กัน
   การที่เรายังเป็นมือใหม่ในด้านเกษตร เปรียบเหมือนเรา “ ปิดตาคลำช้าง” ซึ่งอาจมีความรู้เพียงนิดหน่อย หรือไม่มีความรู้ในเรื่องที่เราจะทำเลย  ดังนั้นเราจึงต้องหาความรู้ให้เพียงพอ เปรีบยเหมือนการ “ เปิดตาคลำช้าง”  ต้องศึกษาให้รู้อย่างถ่องแท้
    ขั้นตอนในการจัดการทุน และองค์ความรู้ต่างๆที่ใช้ในการทำเกษตรประกอบด้วย
   การทำเกษตรพึ่งตนเอง เป็นปรัชญาในการจัดการทุนของเราเอง
   ทุนของเราในที่นี้คือ เงินทุน ทุนที่ดิน ทุนทรัพยากร ทุนแรงงาน ทุนความคิด ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่น
   ต้องสร้างภูมิคุ้มกัน ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีรายได้มาก แต่หลักคิดคือ รายได้ต้องมากกว่ารายจ่าย นั่นคือ ต้องลดรายจ่ายลงให้มากที่สุด ก็จะสามารถพึ่งตนเองได้
   ต้องรู้จักค้นหาแหล่งความรู้ ในเรื่องที่เราสนใจจะทำ
   ต้องค้นหาให้รู้จริงให้ได้ว่า พืชหรือสัตว์ที่เราจะปลูกหรือเลี้ยง มีวงจรชีวิตเป็นอย่างไร พฤติกรรมการดำรงชีวิตเป็นอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
   ต้องศึกษาจนมีประสบการณ์และความชำนาญในเรื่องที่เราจะทำ เหมือนคำพังเพยที่ว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็น ไม่เท่ามือคลำ สิบมือคลำไม่เท่าทำเอง”
   ต้องเป็นคนที่รู้จักฟังคนอื่นให้มากๆ ต้องรู้จักคิดตามในเรื่องที่ฟัง ต้องรู้จักบูรณาการองค์ความรู้ที่ศึกษา เพื่อประยุกต์นำมาใช้กับตัวเราให้มากที่สุด

4. ต้องรู้จักตัวเอง
   ค้นหาตัวเองให้เจอ ว่าชอบอาชีพนี้จริงหรือไม่ ต้องการเป็นเกษตรกรจริงหรือไม่
   ต้องสามารถทนความลำบากได้ ทนความร้อน ทนฝน ทนความสกปรก ทนความเหนื่อยล้า ฯลฯได้
   ต้องมีความขยัน อดทน
   ต้องทำเองได้เกือยทุกเรื่อง รู้จริงทุกเรื่องที่ต้องการทำ
   ต้องมีพื้นฐานองค์ความรู้ที่จะทำอย่างเพียงพอ
   ต้องรู้จักพอเพียงในทุกๆด้าน โดยเฉพาะด้านรายรับและรายจ่าย
   ต้องลดความอยากมี อยากได้ หรือลดกิเลสลงให้มากๆ ยืนอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียงและพึ่งตนเองเป็นหลัก
 
5. ต้องรู้จัก หลักการบริหารจัดการและการบูรณาการ รวมทั้งต้องรู้จักปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน
   ด้านการจัดการดิน การปรับปรุงดิน ทำดินให้มีชีวิต
   ด้านการจัดการปุ๋ย  ทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวิภาพให้เป็น
   ด้านการจัดการอาหารสัตว์  ต้องทำอาหารสัตว์เองเป็น ซื้อให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
   ด้านการจัดการน้ำ  ต้องมีแหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตรอย่างเพียงพอ
   ด้านการจัดการพันธุ์พืชและสัตว์
   ด้านการจัดการทุนและแรงงาน
   ด้านการจัดการตลาด
   ด้านการจัดการเทคโนโลยี่และการประยุกต์ใช้ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง
   ด้านการจัดการระบบนิเวศน์และความเข้าใจธรรมชาติ โดยยึดหลักอย่าฝืนกฎธรรมชาติ เช่นพืชชนิดไหนเหมาะกับดินแห้งแล้ง พืชชนิดไหนเหมาะกับดินทราย พืชชนิดไหนทนน้ำท่วมได้ พืชชนิดไหนเป็นพืชพี่เลี้ยงได้ พืชชนิดไหนทนต่อแมลงรบกวน ฯลฯ  ถ้าคิดอะไรไม่ออก ให้ยึดหลักดังนี้  มะขามเป็นพืชทนแล้ง และปลูกได้ทุกสภาพดิน, กล้วยน้ำว้า เป็นไม้พี่เลี้ยงและสร้างความชุ่มชื้นให้ดิน รวมทั้งเป็นพืชอรรถประโยชน์มากมาย, หญ้าแฝก เป็นพืชป้องกันและชะลอการพังทลายหน้าดินได้อย่างดีเยี่ยม ทนแล้งและใช้เป็นพืชห่มดินและไว้ทำเป็นปุ๋ยหมัก, ฟางข้าวไว้ห่มดินและทำปุ๋ยหมักได้อย่างดีเยี่ยม, ขี้สัตว์ทุกชนิด ไว้เป็นปุ๋ยคอกและทำปุ๋ยหมักได้ดีเยี่ยม, ใบไม้ทุกชนิดใช้ทำปุ๋ยหมักได้ อย่าเผา อย่าทิ้งโดยเสียคุณค่าไปเปล่าๆ
   ด้านการจัดการชุมชนและสังคม รวมทั้งเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความเป็นมิตรและลดการลักโขมยในทรัพย์สินและผลผลิตทางการเกษตรที่เราทำไว้

………………………………………………………………………….


โดย
ลุงจ๊าบ หรือ ลุงเล็ก
(นพดล พริกประสงค์)


ลองไปประยุกต์ใช้ดูนะครับ ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา ไม่มีสูตรตายตัว พลิกแพลงให้เป็น  หลักการเป็นเพียงหลัก  แต่จะนำไปใช้ต้องรู้จักประยุกต์และปรับเปลี่ยนให้เข้ากับพื้นที่และตัวเรา

สู้ๆนะครับ เป็นกำลังใจครับ


Liked By: PRAGASIT, ืnopsee
บันทึกการเข้า
PRAGASIT
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 188


« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2016, 08:46:25 PM »


ขอบพระคุณอย่างสูงครับ ผมคงจะต้องไปเรียนรู้ และเริ่มทำทีละน้อย ตามท่านอาจารย์ แนะนำครับ
ขอให้หลักคิดก่อนดังนี้ครับ

ธรรมชาติผักหวานป่า มีดังนี้ครับ
1. ชอบพื้นที่ดอน น้ำไม่ท่วมขัง
2. ดินที่ชอบคือ ลูกรัง
3. ชอบขึ้นตามป่า ที่มีไม้พี่เลี้ยงเช่น ต้นสัก มะขามเทศ แค ไม้เต็ง รัง ต่างๆ
4. ไม่ชอบน้ำสักเท่าไหร่
5. ตอนเล็กๆต้องมีร่มเงาไม้พี่เลี้ยง  แต่โตขึ้นจะทนแล้ง และสู้แดด
6. โตช้ามากๆ

การปลูก การดูแล
1. มักนิยมซื้อกล้าที่เพาะจากเมล็ดมาปลูก
2. แต่อัตราการเจริญเติบโต ช้ามากๆ
3. มักจะไม่รอด หรืออ้ัตราการรอดน้อย  ขนาดปลูกดูแลมา 2 ปี ยังตาย (สวนผมก็ลองปลูก ผมอยู่ลำปาง ขนาดพื้นที่ในป่า มีผักหวานเพียบ ยังไม่รอดครับ)
4. ผักหวานป่า เป็นพืชที่ใส่ปุ่ยมากก็ไม่ได้ รดน้ำมากก็ไม่ได้ มันชอบแบบแนวเลียนแบบธรรมชาติมากกว่า   

ตลาด
1. ออกผลผลิตปีละครั้ง
2. ราคาในตลาดสูงพอสมควร แต่ต้องมีแหล่งส่งที่ชัดเจน
3. จำนวนผลผลิตต้องได้มากเพียงพอ อย่างน้อยต้องปลูก 30 ต้นขึ้นไป ถึงจะพอขายแม่ค้า
4. มีรายได้ปีละครั้ง


จากข้อมูลเบื้องต้น ผมขอแนะนำดังนี้
1. ในพื้นที่ให้ปลูกพืชอย่างอื่นๆในลักษณะเลียนแบบธรรมชาติก่อน เช่นปลูกแคบ้าน  มะขามเทศ หรือไม้ผลอื่นๆ
2. ในพื้นที่ต้องมีร่มเงา เพราะผักหวานป่า ตอนมันเล็กๆ มันต้องการแสงรำไร คือต้องมีพิชพี่เลี้ยงก่อน
3. ให้ปลูกพืชอย่างอื่นๆท่ี่สามารถสร้างรายได้ให้เราได้ก่อน เช่น กล้วย มะม่วง มะนาว มะละกอ ขนุน ผักสวนครัวต่างๆ ฯลฯ ตามแต่ที่เราชอบและพอมีตลาดรองรับบ้าง
4. เมื่อพื้นที่เริ่มมีต้นไม้ใหญ่โตให้ร่มเงา ค่อยนำผักหวานป่าไปปลูกใต้โคนต้นแค ใต้โคนต้นมะขามเทศ ให้ลองปลูกแต่น้อยๆก่อน เพราะดูและยากและกล้าค่อนข้างแพง  เพื่อหาประสบการณ์ไปก่อน


ส่วนหลักในการทำเกษตรทั่วๆไป เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องมีหลักคร่าวๆดังนี้
หลักในการเป็นเกษตรกรยุคใหม่
   คนที่ต้องการเป็นเกษตรกร จำเป็นต้องทราบหลักการในการทำการเกษตรยุคใหม่ดังนี้
1. ทฤษฏีและปรัชญา

“เกษตรผสมผสาน ตามแนวทางเกษตรทฤษฏีใหม่
ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
โดยยึดหลักปฏิบัติตามปรัชญา พอเพียง พอดี พอประมาณ
เพื่อให้ครอบครัวสามารถพึ่งตนเองและมีความสุข
 ความมั่นคงในชีวิต ได้อย่างยั่งยืน”

   จากทฤษฏีและปรัชญาข้างต้น สามารถให้คำนิยามของคำต่างๆดังนี้
1.   เกษตรผสมผสาน
   คือ การทำเกษตรหลายๆอย่างในพื้นที่เดียวกัน มีทั้งการปลูกพืช ประมงและเลี้ยงสัตว์  เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคาขายและให้มีรายได้หลายๆทาง
2.   เกษตรทฤษฏีใหม่
   คือ เป็นทฤษฏีในการจัดการดินและน้ำ เนื่องจากดินและน้ำ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำเกษตรทุกชนิด ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วน 30:30:30:10
   30% : เป็นการขุดสระน้ำไว้ใช้ในการทำเกษตรและประมง
   30% : เป็นการทำนาข้าวไว้กินในครอบครัว
   30% : เป็นการปลูกพืชและทำสวน
   10% : เป็นการสร้างบ้านและเลี้ยงสัตว์
3.   พอเพียง พอดี พอประมาณ
   คือ เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิต
      พอเพียง ในสิ่งที่มีอยู่ ไม่ทะเยอทะยาน ไม่อยากมี ไม่อยากได้ ตามกระแสนิยมต่างๆมากเกินไป
      พอดี ในการใช้จ่าย รู้จักกิน รู้จักใช้ ไม่ฟุ่มเฟือยจนเป็นหนี้สิน ไม่ประหยัดจนอดอยาก ทำอะไรแต่พอดี ไม่ตึง ไม่หย่อน
      พอประมาณ รู้จักประมาณตน นกน้อยทำรังแต่พอตัว ไม่ทำอะไรเกินกำลังทุน กำลังทรัพย์จนเกินไป
4.   พึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน
   คือการวางแผนที่ดีและรู้จักจัดการองค์ความรู้อย่างบูรณาการ เพื่อให้ครอบครัวสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ต้องรู้จักช่วยตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก อย่างงอมืองอเท้า รอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือจากคนอื่นที่มีฐานะดีกว่า
5.   มีความสุข ความมั่นคงในชีวิตได้อย่างยั่งยืน
   คือ เป้าหมายในการดำรงชีพ ที่ต้องการความสุข ความมั่นคงในชีวิตและครอบครัวอย่างยั่งยืน เป็นความสุขที่แท้จริง มีกิน มีใช้ มีเงินเก็บ ไม่เป็นหนี้สิน มีรายได้อย่างยั่งยืน

2. รูปแบบและพัฒนาการของอาชีพเกษตรกรไทย
1. การเกษตรแบบดั้งเดิม หรือแบบโบราณ
   คือการปลูกพืช ทำนา ทำไร่ ทำสวน ประมง เลี้ยงสัตว์ ตามอย่างบรรพบุรุษ เป็นการทำตามอย่างกันมาตั้งแต่รุ่นทวด รุ่นปู่ ย่า ตายาย รุ่นพ่อแม่
   เน้นการทำเกษตรเพื่อยังชีพเป็นหลัก
   เน้นทำตามความถนัดและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของแต่ละครอบครัว
   เน้นการปลูกพืชตามฤดูกาล ตามสภาพดินฟ้าอากาศแบบธรรมชาติ
   เน้นเก็บเมล็ดพันธุ์พืชและสัตว์ ไว้ใช้ในรุ่นต่อไป
   เน้นเกษตรอินทรีย์
   ใช้ทุนน้อย
   ไม่ต้องการพื้นที่ในการทำเกษตรมากนัก ทำแต่พอเพียงกับกำลังทุน กำลังแรงงานในครอบครัว
   ซื้อภายนอกน้อยที่สุด จะเน้นผลิตไว้กิน ไว้ใช้เอง

2. การเกษตรแบบเชิงเดี่ยว หรือการเกษตรเชิงการค้า
   คือ การเกษตรยุคปัจจุบัน ที่เน้นทำเกษตรเชิงเดี่ยว เพื่อการค้าเป็นหลัก
   เน้นทำเพื่อการค้า ปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ที่เป็นเชิงการค้าเพียงอย่างเดียว
   เน้นเร่งผลผลิต โดยใช้สารเคมีและเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ทันสมัย
   เน้นซื้อเมล็ดพันธุ์พืชและสัตว์ จากแหล่งจำหน่ายที่เป็นนายทุนรายใหญ่
   ใช้เงินลงทุนต่อครั้งสูง
   ใช้แรงงานมาก เน้นการจ้างแรงงานเป็นหลัก
   ต้องการพื้นที่มาก เพื่อให้ผลิตได้มากๆ
   มีรายได้ทางเดียว


3. การเกษตรแบบผสมผสาน
   คือเป็นการเกษตรแบบผสมทั้งแบบดั้งเดิมและแบบเชิงการค้า
   เน้นผลิตเชิงการค้า สำหรับพืชหรือสัตว์หลายๆชนิดในพื้นที่เดียวกัน
   สำหรับพืชผักสวนครัว สัตว์และไข่ต่างๆ จะเน้นผลิตเพื่อยังชีพในครอบครัว เพื่อลดรายจ่าย
   เน้นเก็บเมล็ดพันธุ์ให้มากที่สุด ซื้อจากภายนอกเท่าที่จำเป็น
   ใช้ทุนปานกลาง
   มีทั้งแนวอินทรีย์และเคมี
4. การเกษตรทางเลือกตามแนวทางเกษตรทฤษฏีใหม่
   คือ เป็นการเกษตรแบบผสมผสานที่ยึดหลักการบริหารจัดการที่ดินและน้ำตามแนวทางเกษตรทฤษฏีใหม่ และยึดหลักในการดำรงชีพตามหลักปรัชญาพอเพียง พอดี พอประมาณ เพื่อเป้าหมายให้ครอบครัว สามารถพึ่งตนเองได้ และมีความสุข ความมั่นคงในชีวิตอย่างยั่งยืน
   เน้นการจัดสรรที่ดินและน้ำ เป็น 30:30:30:10
   เน้นการเกษตรผสมผสาน ไร่นาสวนผสม เพื่อให้มีรายได้หลายทาง และลดความเสี่ยงด้านราคา ด้านตลาด โดยยึดหลักความพอเพียงเป็นสำคัญ
   เน้นประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยี่สมัยใหม่ เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
   เน้นทั้งยังชีพและเชิงการค้า แต่อยู่บนพื้นฐาน ความพอเพียง พอดี พอประมาณ และต้องรู้จักวางแผนว่า จะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์อะไร หรือจะทำอะไร ที่ไว้เป็นรายได้หลัก อะไรไว้เป็นรายได้รอง และอะไรไว้เป็นรายได้เสริม
   เน้นให้สามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน
   เน้นลดต้นทุนปัจจัยการผลิตเช่นปุ๋ย อาหารสัตว์ สารฆ่าแมลง ฯลฯ โดยพึ่งตนเอง ทำเองให้มากที่สุด และซื้อจากภายนอกให้น้อยที่สุด
   เน้นเก็บเมล็ดพันธุ์พืชและสัตว์ ไว้ใช้ในรุ่นต่อไป
   เน้นแนวอินทรีย์เป็นหลัก และสร้างระบบนิเวศน์ให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติ  ทำดินให้มีชีวิต
   ใช้ทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยต้องรู้จักประมาณตน
   ต้องการพื้นที่ไม่มากนัก และเน้นแรงงานในครัวเรือนก่อนเป็นอันดับแรก หากไม่เพียงพอต่อพื้นที่ ก็จะจ้างภายนอก แต่ไม่เน้นจ้างเป็นหลัก
   ยึดหลักเกษตรทฤษฏีใหม่ตามแนวทางของพระเจ้าอยู่หัวเป็นสำคัญ
   

3.  หัวใจ ของอาชีพเกษตรกร 5 ข้อ
   ที่เกษตรกรมือใหม่ ต้องรู้ก่อนเริ่มทำการเกษตร
1. มีแรงบันบาลใจอยากเป็นเกษตรกร
   เป็นแรงขับเคลื่อนภายในของตัวเรา ที่ต้องการเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว ซึ่งแรงบันดาลใจของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน โดยมีสาเหตุมาจากสิ่งต่อไปนี้
   เบื่อหน่ายอาชีพเดิมที่ทำอยู่
   มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ รายได้ไม่พอกับรายจ่าย มีภาระหนี้สิน
   เห็น Idol ทางด้านการเกษตรที่ประสบความสำเร็จ
   มีความชอบทางด้านเกษตรอยู่ในตัว หรือพื้นฐานครอบครัวแต่วัยเด็ก ทำเกษตรมาก่อน
   ไม่อยากอยู่ห่างไกลบ้านเกิด อยากอยู่กับพ่อแม่ ครอบครัว
   ฯลฯ

2. ต้องรู้จักวางแผน
   การวางแผนและการจัดการความคิดที่ดี อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้เกษตรกรประสบผลสำเร็จได้เร็วขึ้น
   การทำการเกษตร จะคาดหวังรายได้และผลรับอย่างทันทีทันใดไม่ได้ ซึ่งเปรียบเหมือนการเลี้ยงลูก กว่าจะโตไปประกอบอาชีพได้ ต้องใช้เวลาและต้องทุ่มเททั้งแรงกาย เวลา ทุน ความคิด ความขยัน อดทน   “ไม่เหมือนกับการเพาะถั่วงอก ที่จะรอรับผลเพียงข้ามคืน”  การเป็นเกษตรกรมันไม่ง่ายขนาดนั้น 
   ดังนั้นเกษตรที่ดี จะต้องรู้จักการวางแผน ซึ่งประกอบด้วย
   วางแผนด้านการจัดการดินและน้ำ ตามแนวทางเกษตรทฤษฏีใหม่ของพระเจ้าอยู่หัว โดยรู้จักแบ่งสรรพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ ให้เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ของที่ดินที่เรามีอยู่
   วางแผนด้านการเลือกชนิดพืชและสัตว์ที่จะปลูกหรือเลี้ยง โดยยึดหลักว่า อะไรที่จะเป็นรายได้หลัก อะไรที่จะเป็นรายได้รอง อะไรที่จะเป็นรายได้เสริม และอะไร ปลูกหรือเลี้ยงไว้สำหรับกินและใช้ในครัวเรือน
   วางแผนด้านปุ๋ยและอาหารสัตว์ โดยเน้นผลิตเองจากวัตถุดิบในท้องถิ่นให้มากที่สุด ซื้อปุ๋ยหรืออาหารสำเร็จรูปให้น้อยที่สุด  วางแผนการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพไว้ใช้เอง วางแผนการปลูกพืชอาหารสัตว์ และผลิตอาหารสัตว์ไว้ใช้เอง
   วางแผนการปลูกพืช 5 ระดับ คือ 1. ระดับใต้ดินหรือพืชหัวต่างๆ 2. ระดับผิวดิน พืชผักสวนครัว 3.ระดับกลางอายุสั้น 1-5 ปี ที่ใช้เป็นพืชเศรษฐกิจเช่นมะนาว ไผ่  4. ระดับกลางถึงสูง ที่ใช้เป็นพืชเศรษฐกิจระยะยาว เช่น ยางพารา ไม้ผลต่างๆ 5. พืชบำนาญ หรือพืชระดับสูง ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวนาน เช่นไม้เศรษฐกิจต่างๆ ไม้สัก ไม้ยางนา ไม้พะยูง ฯลฯ
   วางแผนด้านการปรับปรุงดิน ให้ดินมีชีวิต ดินมีสารอาหาร ดินชุ่มชื้น โดยรู้จักปลูกพืชปรับปรุงดิน เช่น พืชตระกูลถั่ว กล้วยน้ำว้า พืชพี่เลี้ยงต่างๆ และรู้จักการห่มดินด้วยฟาง ด้วยหญ้าแฝก ด้วยวัสดุเหลือใช้ที่ย่อยสลายได้ บำรุงดินด้วยปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์
   วางแผนด้านการตลาด ต้องค้นหาตลาดให้เจอ ว่าจะนำไปขายใคร ที่ไหน ค่าใช้จ่ายในการขนส่งเป็นอย่างไร ต้องปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ที่ตลาดท้องถิ่นต้องการก่อนเป็นอันดับแรก
   วางแผนด้านทุนและแรงงาน อย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆลงทุน ค่อยๆทำ  โดยยึดหลัก “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง”
   วางแผนด้านแหล่งเมล็ดพันธุ์พืชและสัตว์ ที่จะเริ่มดำเนินการครั้งแรก  ว่าจะหาจากแหล่งไหน พันธุ์ดีแค่ไหน ตรงกับที่เราต้องการหรือไม่

3. ต้องรู้จักจัดการ ทุน,องค์ความรู้และภูมิปัญญา
   การที่จะทำการเกษตรให้ประสบผลสำเร็จนอกจากต้องรู้จักวางแผนที่ดีแล้ว การจัดการทุน การจัดการความรู้และภูมิปัญญา เป็นเรื่องที่จำเป็นไม่แพ้กัน
   การที่เรายังเป็นมือใหม่ในด้านเกษตร เปรียบเหมือนเรา “ ปิดตาคลำช้าง” ซึ่งอาจมีความรู้เพียงนิดหน่อย หรือไม่มีความรู้ในเรื่องที่เราจะทำเลย  ดังนั้นเราจึงต้องหาความรู้ให้เพียงพอ เปรีบยเหมือนการ “ เปิดตาคลำช้าง”  ต้องศึกษาให้รู้อย่างถ่องแท้
    ขั้นตอนในการจัดการทุน และองค์ความรู้ต่างๆที่ใช้ในการทำเกษตรประกอบด้วย
   การทำเกษตรพึ่งตนเอง เป็นปรัชญาในการจัดการทุนของเราเอง
   ทุนของเราในที่นี้คือ เงินทุน ทุนที่ดิน ทุนทรัพยากร ทุนแรงงาน ทุนความคิด ทุนภูมิปัญญาท้องถิ่น
   ต้องสร้างภูมิคุ้มกัน ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีรายได้มาก แต่หลักคิดคือ รายได้ต้องมากกว่ารายจ่าย นั่นคือ ต้องลดรายจ่ายลงให้มากที่สุด ก็จะสามารถพึ่งตนเองได้
   ต้องรู้จักค้นหาแหล่งความรู้ ในเรื่องที่เราสนใจจะทำ
   ต้องค้นหาให้รู้จริงให้ได้ว่า พืชหรือสัตว์ที่เราจะปลูกหรือเลี้ยง มีวงจรชีวิตเป็นอย่างไร พฤติกรรมการดำรงชีวิตเป็นอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
   ต้องศึกษาจนมีประสบการณ์และความชำนาญในเรื่องที่เราจะทำ เหมือนคำพังเพยที่ว่า “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็น ไม่เท่ามือคลำ สิบมือคลำไม่เท่าทำเอง”
   ต้องเป็นคนที่รู้จักฟังคนอื่นให้มากๆ ต้องรู้จักคิดตามในเรื่องที่ฟัง ต้องรู้จักบูรณาการองค์ความรู้ที่ศึกษา เพื่อประยุกต์นำมาใช้กับตัวเราให้มากที่สุด

4. ต้องรู้จักตัวเอง
   ค้นหาตัวเองให้เจอ ว่าชอบอาชีพนี้จริงหรือไม่ ต้องการเป็นเกษตรกรจริงหรือไม่
   ต้องสามารถทนความลำบากได้ ทนความร้อน ทนฝน ทนความสกปรก ทนความเหนื่อยล้า ฯลฯได้
   ต้องมีความขยัน อดทน
   ต้องทำเองได้เกือยทุกเรื่อง รู้จริงทุกเรื่องที่ต้องการทำ
   ต้องมีพื้นฐานองค์ความรู้ที่จะทำอย่างเพียงพอ
   ต้องรู้จักพอเพียงในทุกๆด้าน โดยเฉพาะด้านรายรับและรายจ่าย
   ต้องลดความอยากมี อยากได้ หรือลดกิเลสลงให้มากๆ ยืนอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียงและพึ่งตนเองเป็นหลัก
 
5. ต้องรู้จัก หลักการบริหารจัดการและการบูรณาการ รวมทั้งต้องรู้จักปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน
   ด้านการจัดการดิน การปรับปรุงดิน ทำดินให้มีชีวิต
   ด้านการจัดการปุ๋ย  ทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวิภาพให้เป็น
   ด้านการจัดการอาหารสัตว์  ต้องทำอาหารสัตว์เองเป็น ซื้อให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
   ด้านการจัดการน้ำ  ต้องมีแหล่งน้ำสำหรับทำการเกษตรอย่างเพียงพอ
   ด้านการจัดการพันธุ์พืชและสัตว์
   ด้านการจัดการทุนและแรงงาน
   ด้านการจัดการตลาด
   ด้านการจัดการเทคโนโลยี่และการประยุกต์ใช้ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง
   ด้านการจัดการระบบนิเวศน์และความเข้าใจธรรมชาติ โดยยึดหลักอย่าฝืนกฎธรรมชาติ เช่นพืชชนิดไหนเหมาะกับดินแห้งแล้ง พืชชนิดไหนเหมาะกับดินทราย พืชชนิดไหนทนน้ำท่วมได้ พืชชนิดไหนเป็นพืชพี่เลี้ยงได้ พืชชนิดไหนทนต่อแมลงรบกวน ฯลฯ  ถ้าคิดอะไรไม่ออก ให้ยึดหลักดังนี้  มะขามเป็นพืชทนแล้ง และปลูกได้ทุกสภาพดิน, กล้วยน้ำว้า เป็นไม้พี่เลี้ยงและสร้างความชุ่มชื้นให้ดิน รวมทั้งเป็นพืชอรรถประโยชน์มากมาย, หญ้าแฝก เป็นพืชป้องกันและชะลอการพังทลายหน้าดินได้อย่างดีเยี่ยม ทนแล้งและใช้เป็นพืชห่มดินและไว้ทำเป็นปุ๋ยหมัก, ฟางข้าวไว้ห่มดินและทำปุ๋ยหมักได้อย่างดีเยี่ยม, ขี้สัตว์ทุกชนิด ไว้เป็นปุ๋ยคอกและทำปุ๋ยหมักได้ดีเยี่ยม, ใบไม้ทุกชนิดใช้ทำปุ๋ยหมักได้ อย่าเผา อย่าทิ้งโดยเสียคุณค่าไปเปล่าๆ
   ด้านการจัดการชุมชนและสังคม รวมทั้งเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความเป็นมิตรและลดการลักโขมยในทรัพย์สินและผลผลิตทางการเกษตรที่เราทำไว้

………………………………………………………………………….


โดย
ลุงจ๊าบ หรือ ลุงเล็ก
(นพดล พริกประสงค์)


ลองไปประยุกต์ใช้ดูนะครับ ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา ไม่มีสูตรตายตัว พลิกแพลงให้เป็น  หลักการเป็นเพียงหลัก  แต่จะนำไปใช้ต้องรู้จักประยุกต์และปรับเปลี่ยนให้เข้ากับพื้นที่และตัวเรา

สู้ๆนะครับ เป็นกำลังใจครับ
บันทึกการเข้า
leknoppadon.p
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 349


« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2016, 01:56:33 AM »

สู้ๆครับ เป็นกำลังใจให้นะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: