หน้า: [1] 2 3 4   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมพืชกินแมลง (หม้อข้าวหม้อแกงลิง, หยาดน้ำค้าง, กาบหอยแครง)  (อ่าน 68176 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 09:49:57 AM »

หม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthes)

หม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthes) เป็นพืชกินแมลงประเภทหนึ่ง ที่ได้รับความสนใจ ในการเพาะเลี้ยงอันดับต้น ๆ เนื่องจากเราสามารถพบเห็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงได้ไม่ยาก นัก ประกอบกับหม้อข้าวหม้อแกงลิงมีสายพันธุ์ (Species) อยู่ประมาณ 90 กว่าชนิด ทั่วโลก ตามเขตโซนร้อนทั่วไป โดยเฉพาะบนเกาะบอร์เนียวพบถึง 30 กว่าชนิด

หม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthes) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1. Lowland คือ กลุ่มที่กำเนิดในระดับความสูงต่ำกว่า 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลลงมา หรือมีอุณหภูมิตอนกลางวัน ตั้งแต่ 80-95  F หรือ 27-35  C และกลางคืน ตั้งแต่ 70-80  F หรือ 21-27ํ C
2. Highland คือ กลุ่มที่กำเนิดในระดับความสูงมากกว่า 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลขึ้นไป หรือมีอุณหภูมิตอนกลางวัน ตั้งแต่ 70-85  F หรือ 21-29  C และกลางคืน ตั้งแต่ 50-65  F หรือ 12-18  C


    หม้อ(Pitcher) ของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง คือ เครื่องมือหรือกับดักที่ใช้หลอกล่อ เหยื่อที่เป็นสัตว์ หรือแมลง สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ให้เดินเข้าหากับดัก โดยอาศัยกลิ่นเลียนแบบของเหยื่อ ที่อาจเป็น น้ำหวาน กลิ่นแมลงตัวเมีย หรือสีสันที่สะดุดตาบวกกับกลิ่นที่เหย้ายวนเร้าใจ ที่จะเป็น เครื่องเครื่องดึงดูดเหล่าสัตว์หรือแมลงทั้งเหล่ามาสู่กับดักมรณะนี้
    ด้านในและใต้ส่วนที่งุ้มโค้งของ ปากหม้อ (peristome หรือ lip) เป็นส่วนที่สร้างน้ำหวาน เมื่อเหยื่อหลงเข้ามาตอมน้ำหวานบริเวณปากหม้อที่ถูกเคลือบด้วยสารที่มี ลักษณะมันลื่น ประกอบกับผิวเป็นคลื่นตามแนวลงภายในหม้อ เหยื่อจึงมีโอกาสลื่นพลัดตกลงไป ในหม้อ ได้อย่างง่ายดาย และภายในหม้อจะมีน้ำย่อยอยู่
    เมื่อมองดูต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเผินๆ ก็เหมือนกับต้นไม้จำพวกเถาเลื้อย ทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อหันมาดูที่บริเวณปลายใบ โอ้!! พระเจ้าจอร์ช มันเป็นสิ่งที่แปลกมหัศจรรย์ อะไรอย่างนี้ เพราะมันมีหม้อครับ หม้อกลม ๆ ที่ด้านบนมีฝาปิด ซึ่งหลาย ๆ คนมองว่าหม้อ เหล่านี้มันคือลูกของไม้ต้นนั้น ๆ เมื่อมารู้ว่า มันคือ หม้อ (Pitcher) ที่ เป็นเครื่องมือหรือกับดักที่ใช้ล่อเหยื่อ แล้วก็สงสัยอีกว่ามันจะจับเหยื่อหรือแมลงกัน ยังไง หลาย ๆ คนต่างลงความเห็นว่า เมื่อแมลงหลงเข้าไปในหม้อนั้นแล้ว ฝาหม้อ ที่อยู่ด้านบนจะงับปิดลงมา เพื่อขังเหยื่อหรือ แมลงนั้นไว้ภายในหม้อ เพื่อกินเหยื่อหรือแมลงเหล่านั้นต่อไป
    แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถึงเหยื่อหรือแมลงจะ ตกลงไปภายในหม้อสักเท่าไร ฝาหม้อ(lid) นั้นก็จะ ไม่หุบปิดลงมาแต่อย่างใด และที่เราเห็นเป็น หม้อลูกใหญ่นั้น ก็ไม่ใช่ลูกหรือผลแต่อย่างใด มันคือแผ่นใบแท้ที่แปลงสภาพห่อตัวเป็นรูปหม้อ ส่วนปลายใบก็กลายเป็นฝาปิด กันน้ำฝนไม่ให้ ตกลงในหม้อมากเกินไปจนปริมาณน้ำย่อยที่ ผลิตได้เจือจางลง หรือมากจนกระทั่งน้ำเต็ม หม้อไม่สามารถกักเหยื่อหรือแมลงไว้ได้    


Liked By:
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2009, 04:24:26 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า

ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 09:54:22 AM »

หม้อของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงมี 2 ลักษณะคือ
1.หม้อล่าง (Lower Pitcher) หรือเขียนย่อๆ ว่า L/P
       2.หม้อบน (Upper Pictcher) หรือเขียนย่อๆ ว่า U/P


หม้อข้าวหม้อแกงลิงจะผลิตหม้อแรก ๆ เป็นหม้อล่าง(Lower Pitcher) ซึ่งมักจะมีสีสันสดใส เพื่อ ทำหน้าที่ล่อเหยื่อหรือแมลงให้มาติดกับ เมื่อต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเติบโตสูงขึ้น เนื่องจากเป็นประเภทไม้เถาเลื้อย จึงจำเป็นต้องมีที่ยึดเกาะเพื่อพยุงลำต้นให้ตั้ง ตรงขึ้นไปกับต้นไม้อื่น ๆ หรือสิ่งอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง ให้สามารถส่งยอดขึ้นไปรับ แสงแดดได้มากขึ้น มันจึงพัฒนาก้านใบเป็นให้ม้วนเป็นวงเกาะเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบข้าง และรูปทรงของหม้อจะเปลี่ยนไป เพราะลดบทบาท ในการหาอาหารลง โดยปีก (Wing) จะหดสั้นหรือหายไป เพื่อไม่ขัดกับการยึดเกาะของก้านใบ สีสันของหม้อ ก็จะลดหายลงไป ก้นหม้อจะเรียวเล็กลงด้วย เพราะไม่ต้องใช้เป็นเครื่องล่อเหยื่อหรือแมลง และทำหน้าที่ย่อยอาหารอีกต่อไป เราเรียกหม้อแบบนี้ว่า หม้อบน(Upper Pictcher)

ลักษณะของหม้อล่าง (Lower Pitcher)
1. มีสีสันจัดสดใส
2. ก้านใบ /สายดิ่ง หรือสายหม้อ (Tendril) อยู่ฝั่งเดียว กับปีก (Wing)
3. ปีก (Wing) มีลักษณะกว้างใหญ่


ลักษณะของหม้อบน (Upper Pitcher)
1. มีสีสันซีดจาง หรือน้อยลง
2. ก้านใบ /สายดิ่ง หรือสายหม้อ (Tendril) อยู่คนละฝั่ง กับปีก (Wing)
3. ปีก (Wing) มีลักษณะลดสั้นลง หรือหายไป


ผ่าดูภายในหม้อกันหน่อย
ที่บริเวณปากหม้อด้านนอกและด้านใน ร่วมทั้งส่วนใต้ฝาหม้อจะเป็นส่วนที่ ผลิตน้ำหวาน เพื่อใช้เป็นเครื่องล่อเหยื่อที่ชื่นชอบน้ำหวาน เช่น พวกมดต่าง ๆ

โครงสร้างภายในหม้อจะแบ่งเป็น 2 ส่วน
   หม้อส่วนบน จะมีผิวเป็นมัน หรือมีขนแหลมเล็กๆ คอยขัดขวางไม่ให้เหยื่อปีนกลับขึ้นมาได้

   หม้อส่วนล่าง จะเป็นส่วนที่ผลิตน้ำย่อยออกมาผสม กับน้ำตามธรรมชาติที่ขังอยู่ภายในหม้อ เมื่อเหยื่อพลัดตกลงไปภายในหม้อ เหยื่อจะพยายามหาทางปีนหนีขึ้นมาข้างบน ซึ่งจะพบกับผิวหม้อส่วนบนที่ลื่นหรือมีขนแหลม ที่ขัดขวางอยู่เหยื่อจะหนีขึ้นไปข้างบนไม่ได้แล้ว เหยื่อที่ลงไปจะค่อยๆ จมน้ำตาย และจะถูกน้ำย่อย ย่อยดูดซึมสารอาหารจนหมด ทิ้งไว้แต่กากที่ไม่สามารถย่อยได้ไว้ก้น หม้อนั่นเอง ดูน่าสยดสยองไหมล่ะครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2009, 04:25:25 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 10:06:03 AM »

ซาราซีเนีย (sarracenia)

สถานที่ปลูก : เลือกที่มีแสงแดดจัดๆๆเข้าไว้ถ้าอยากให้ต้นนั้นแดง เอาไปเลยแดดร้อยทั้งวันทั้งคืน ยิ่งจะแดงสมใจอยาก
การแยกหน่อ : การแยกหน่อซาร่าก็ง่ายแสนง่าย ง่ายมักๆๆเลยเคอะเห็นว่าต้นไหนกอมันแน่นแล้วก็ ..... จัดการเลย เราจะใช้มือแบ่งหรือใช้คัตเตอร์ตัดเอาก็ได้ค่ะตามสะดวกเลย แล้วก็จัดการเอาไปใ่่ส่กระถางเครื่องปลูกเวลาชำใช้แต่ พีท+เพอร์ไลท์ หลังจากใส่กระถางเรียบร้อยก็นำไปวางในที่แสงไม่จัด สักเดือนนึงแล้วหลังจากนั้นก็ นำมาตากแดดตามสะดวกได้เลย ทำเหมือนในภาพข้างล่างนี้เลย

การปลูก
แบบที่ 1. แบบช่วงระดับตกอับไม่มีเงินซื้อเครื่องปลูก เครื่องปลูกมีดังนี้
1. กาบสับเล็ก
2.ขุยมะพร้าว
3.แกลบสด
4.ทรายหยาบ

แบบที่ 2. อีกช่วงที่ไม่มีเงินเช่นกัน
1.ขุยมะพร้าว
2.ทรายหยาบ

แบบที่ 3.แบบช่วงร่ำรวยกับเขานิดนึง เครื่องปลูกมีดังนี้
1.เพอร์ไลท์
2.พีทมอส

แบบที่4. แบบช่วงร่ำรวยและยากจน คือใช้ตอนเครื่องปลูกใกล้หมดทั้งสองอย่าง
1.เพอร์ไลท์
2.ทรายหยาบ
3.พีทมอส
4.ขุยสับ
5.กาบสับ
6.แกลบสด ง่ายๆๆก็คืออเอาแบบที่ 1 และ 2 มารวมกันเท่านั้นเอง


ภาพด้านล่างถ่ายมาจากสวนจตุจักรนะครับ
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 10:07:25 AM »

ซาราซีเนีย (sarracenia)  ต่ออีกภาพ เพราะมีหลากหลายสายพันธุ์ครับ
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 10:09:07 AM »

หม้อข้าวหม้อแกงลิง  ที่จตุจักรบางเจ้าก็ใส่ถาดวางขายกันแบบนี้ครับ  คนซื้อก็เลือกไปปลูกเอง  หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าฝีมือแล้วล่ะ
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #5 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 10:11:30 AM »

อ่านเนื้อหาเสร็จ  ก็มาชมภาพ  ทั้งหมดนี้ถ่ายมาจากสวนจตุจักร  เจ้าที่ขายหม้อข้าวหม้อแกงลิง  เขาก็ขายเฉพาะไม้นี้แหละครับ


Liked By: tom_freed
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 10:12:36 AM »

จะเห็นว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิง  มีหลากหลายสายพันธุ์  ดูระรานตาไปหมดครับ


Liked By: tom_freed
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #7 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 10:14:26 AM »

แต่ละชนิด  แต่ละสายพันธุ์ก็ให้ผลหม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่สวยงามแตกต่างกันออกไป


Liked By: tom_freed
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #8 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 10:16:00 AM »

การปลูกหม้อข้าวหม้อแกงลิงในกระถาง   เป็นเทคนิคเฉพาะตัวไม่น่าจะ่ง่ายสักเท่าใด  หากใครพอรู้วิธีก็มาแบ่งปันกันนะครับ  สำหรับผมหาภาพมาให้ชมได้อย่างเดียว


Liked By: tom_freed
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #9 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 10:17:16 AM »

หม้อข้าวหม้อแกงลิงในกระถางอีกภาพ


Liked By: tom_freed
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #10 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 10:19:20 AM »

สำหรับภาพหม้อข้าวหม้อแกงลิงต่อไปนี้  ถ่ายมาจากที่นาของปู่กับย่า  จังหวัดอุดรครับ  ซึ่งยังคงพอมีเหลืออยู่ให้เห็น  แต่ก็ไม่เยอะเหมือนแต่ก่อน  สาเหตุเพราะมีการขุดไปขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อของป่า  ไม่ได้ขุดกันต้นสองต้น  แต่ขุดกันไปหลายๆ กระสอบ  จนปัจจุบันเหลือน้อยเต็มทีแล้วครับ  และน่าจะเหลือแห่งเดียวในพื้นที่ที่ผมรู้จัก


Liked By: tom_freed
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #11 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 10:20:28 AM »

หม้อข้าวหม้อแกงลิง  ในธรรมชาติที่ยังคงเหลือไว้ให้ผมเห็น


Liked By: tom_freed
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #12 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 10:21:29 AM »

ภาพสุดท้าย  สำหรับหม้อข้าวหม้อแกงลิง  ที่พบในป่าจังหวัดอุดรครับ  สังเกตว่ามีต้นหยาดน้ำค้างเล็กๆ อยู่ใต้ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง  เขาอยู่แบบพึ่งพาอาศัยกันจริงๆ


Liked By: tom_freed
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #13 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 10:27:40 AM »

หยาดน้ำค้าง

ชื่อสามัญ : หยาดน้ำค้าง
ชื่อท้องถิ่น : จอกบ่วาย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Drosera Burmanii
วงศ์ :    CROSERACEAE
ลักษณะลำต้น : จัดอยู่ในกลุ่มพืชกินแมลง ลำต้นจะแนบอยู่กับพื้นดิน ที่เห็นในภาพไม่ใช่ลำต้นแต่เป็นใบ เจริญเติบโตในช่วงฤดูฝน
ลักษณะใบ : ใบเป็นแผ่นมนรี ค่อนข้างหนา ลักษณะคล้ายช้อน เรียงกันเป็นรูปวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ตั้งแต่ ๑.๕ - ๓ เซนติเมตร ช่วงต้นฤดูฝนใบจะเป็นสีเขียวพอถึงปลายฤดูฝนใบจะมีสีแดงเรื่อตามขอบใบ ใบจะมีขนเล็กๆเป็นจำนวนมาก ปลายขนจะมีน้ำหวานเหนียวๆเกาะอยู่ คล้ายกับหยาดน้ำค้าง มีไว้เพื่อดักจับมดแมลงไว้ย่อยสลายเป็นอาหาร
ลักษณะดอก : จะออกดอกระหว่างเดือนกันยายน - ตุลาคม ออกเป็นช่อจากใจกลางต้น ช่อดอกสูง ๕ - ๑๕ เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของต้น
แหล่งที่พบในไทย : โดยส่วนใหญ่สามารถพบตามภูเขาที่หินทราย บริเวณริมลำธารหรือที่ชื้นแฉะ ในประเทศไทยพบที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง


สำหรับภาพหยาดน้ำค้างด้านล่าง  ถ่ายจากบ้านผมครับ  (จังหวัดอุดรธานี)  แหล่งที่พบมักเป็นพื้นที่ค่อนข้างชื้นแฉะ


Liked By: tom_freed
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9985


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #14 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 10:35:23 AM »

กาบหอยแครง

ชื่อสามัญ: กาบหอยแครง, Venus Flytraps

ชื่อวิทยาศาสตร์:
Dionaea muscipula

         ชื่อวิทยาศาสตร์ “Dionaea” ได้รับการตั้งชื่อจากศัพท์ภาษากรีก “Dione” ซึ่งเป็นมารดาของเทพเจ้ากรีกแห่งความงาม และความรัก (Aphrodite) ชื่อ “muscipula” แปลว่า “กับดักหนู”
         เป็นเพราะความผิดพลาดของผู้ตั้งชื่อเอง “กับดักแมลง” สะกดว่า “miscicipula” ไมใช่ “muscipula” เราจัดกาบหอยแครงให้เป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับพืชกลุ่มหยาดน้ำค้าง (Droseraceae)


ประวัติ:

         ค.ศ.1759: A. Dobbs บันทึกว่าต้นกาบหอยแครงสามารถจับแมลงวันได้ แต่เขาไม่รู้ว่าต้นกาบหอยแครงจับแมลงวันนั้นเพื่อเป็นอาหาร
         ค.ศ.1768: J. Ellis เรียกเจ้าพืชชนิดนี้ว่า “Venus Flytraps” เป็นคนแรก นอกจากนี้ ยังบรรยายลักษณะเฉพาะสำคัญๆของพืชชนิดนี้ไว้
         ค.ศ.1834: M. A. Curtis อธิบายรายละเอียดการทำงานของกับดักแมลง

ลักษณะทั่วไป:
         พืชกินแมลงชนิดนี้เป็นพืชกินแมลงที่คนรู้จักมากที่สุดเพราะมีกับดักที่สามารถงับแมลงได้อย่างว่องไว ทุกๆ ปี จะมีคนซื้อต้นกาบหอยแครงเป็นจำนวนมาก หลายๆ คนซื้อต้นไม้ชนิดนี้เพราะเป็นกับดักแมลงที่มีชีวิต

ถิ่นกำเนิด:
         ต้นกาบหอยแครงมีถิ่นกำเนิด บริเวณระยะ 60 ไมล์รอบๆ Wilmington (ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐนอร์ทแคโรไลน่า และบางส่วนของเซาท์แคโรไลน่า) ต้นกาบหอยแครงจะขึ้นอยู่บริเวณป่าพรุและหนองน้ำที่มีอากาศอบอุ่น ซึ่งฤดูหนาวไม่หนาวมากนักและไม่ค่อยมีหิมะตก
   

การคุ้มครอง:
         ต้นกาบหอยแครงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย (สนธิสัญญาว่าด้วยการค้าสัตว์และพืชหายากซึ่งใกล้สูญพันธุ์: CITES) ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2535 และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายยุโรป (EC Reg. 338/97) ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 การเก็บ เด็ด พืชจากธรรมชาติ มีโทษปรับมากกว่า 1,000 ดอลล่าต่อพืชแต่ละต้น ดังนั้นจึงแทบไม่มีการเก็บพันธุ์พืชจากป่าอีกเลย แต่หากย้อนไปมองปัญหาที่แท้จริงแล้ว กลับพบว่าเกิดจากปัญหามลภาวะเป็นพิษมากกว่า

พัฒนาการของต้นกาบหอยแครง:
         เมื่อโตเต็มที่ลักษณะคล้ายดอกไม้บาน โดยซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6-11 นิ้ว (ประมาณ 15-30 เซนติเมตร)

กาบ:
         ตามปกติกาบจะมีขนาด 1 ¼ นิ้ว (3.2 ซม.) บางต้นที่มีอายุมากและอยู่ในสภาพที่เหมาะสม สามารถมีกาบขนาดเกือบ 2 นิ้ว (5 ซม.) ใบแบ่งเป็นสองส่วนโดยกับดัก (พร้อมซี่ฟันปลาประมาณ 15-20 อัน)
เนื่องจากผลของความแตกต่างทางพันธุกรรม และปริมาณแสงที่ได้รับ ต้นกาบหอยแครงจึงมีสีสันแตกต่างกันไป คุณอาจจะเห็นต้นที่สีเหลืองเขียว (พันธุ์ Yellow) ไปจนถึงสีแดงเข้มเกือบจะสีน้ำตาล (พันธุ์ Dark Red หรือ Red Dragon) คุณก็อาจจะพบพืชที่สีเขียวล้วนโดยไม่มีสีอะไรเลย (Dionaea muscipula “hetradoxa”) โดยทั่วไปกาบจะสีเขียวและจะต้องได้แสงที่เพียงพอจึงจะพบสีแดง (ด้านในกาบ)


บางพันธุ์อาจมีลักษณะซี่ฟันที่แตกต่างกันไป: พันธุ์ที่มีฟันสั้นมากๆ ถูกตั้งชื่อว่า Dentata และบางพันธุ์ที่ซี่ฟันโตรวมกันขึ้นมาเรียกชื่อว่า Sawtooth
            ขอบใกล้กับฟันจะมีแถบเล็ก ๆ ซึ่งเป็นส่วนผลิตน้ำหวานเพื่อดึงดูดแมลงให้เข้ามากิน ใต้ขอบลงไปจะพบขน 3-4 เส้นกระจายอยู่ภายในกาบแต่ละข้าง ขนพวกนี้จะตอบสนองต่อความรู้สึกเพื่อให้กาบงับแมลง เพื่อการจับเหยื่อ จะต้องมีการสัมผัสขนเหล่านี้ตั้งแต่ 2 เส้นขึ้นไป (อาจจะด้านละเส้นหรือด้านละ 2 เส้นก็ได้) ภายใน 20 วินาที เพราะเมื่อขนเหล่านี้โก่งงอ สนามไฟฟ้า (การเปลี่ยนแปลงประจุไฟฟ้าของผนังเซลล์จาก -160mV เป็น -50mV) เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของประจุไอออนแคลเซียม กระบวนการงับจะเสร็จภายในเวลา 1/20 วินาทีในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม หากสภาพแวดล้อม (อุณหภูมิและความชื้น) ไม่เหมาะสมจะส่งผลให้การงับช้าลงมาก หากเหยื่อมีโปรตีนอยู่จะไปกระตุ้นตัวรับโปรตีน ตอนนี้จะมีการสร้างน้ำย่อยซึ่งมีเอ็นไซม์พิเศษออกมา กาบจะแคบลง และปิดลงในที่สุด (แมลงที่ตัวอ่อนจะถูกรีดจนแบน) ส่วนที่มีประโยชน์จะถูกย่อยและดูดซึมกลับโดยต่อมในกาบ หลังจากย่อยแล้วกาบจะเปิดออกอีกครั้ง การย่อยจะใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงจนถึง 2 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับขนาดของเหยื่อ (โดยปกติใช้เวลา 3-5 วัน) เนื่องจากการจับเหยื่อและการย่อยสลายเป็นเรื่องยากลำบาก หลังจากการพยายามจับเหยื่อ 7-10 ครั้งหรือการย่อยอาหาร 2-3 ครั้งตัวกาบก็จะตายไป
         หากเหยื่อมีขนาดเล็กเกินไปจนสามารถหนีรอดออกจากฟันของกาบได้ เมื่อขนซึ่งอยู่ภายในไม่ได้สัมผัสอีก กาบก็จะเปิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง (โดยปกติประมาณ 24 ชั่วโมง)
         และหากเหยื่อมีขนาดใหญ่เกินไป (ประมาณ ¾ ของกาบหรือใหญ่กว่าขนาดกาบ) เชื่อราจะเข้ามาเล่นงานทั้งเหยื่อและกาบ ท้ายที่สุดกาบก็จะตายไป


ใบ:
         โครงสร้างของใบจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล
         ปลายฤดูใบไม้ผลิ/เริ่มฤดูร้อน: ต้นจะผอม ก้านจะยาวและชูขึ้นไปบนอากาศ จากโคนใบถึงปลายกาบอาจยาวถึง 7 นิ้ว (18 ซม.) บางครั้งต้นที่เพาะเลี้ยงอาจไม่สร้างใบแบบฤดูร้อน (แม้จะมีแสงแดดมากก็ตาม)

        ในฤดูกาลอื่นๆ: ใบ (รวมถึงกาบ) จะยาวประมาณ 4 นิ้ว (10 ซม.) ช่วงใบจะมีลักษณะเป็นรูปหัวใจและกว้างประมาณ 1 นิ้ว

   
ดอก:
         ดอกของกาบหอยแครงจะออกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม ก้านดอกสูงขึ้นไปประมาณ 12 นิ้ว (5-16 นิ้ว; 13-40 ซม.) ดอกของมัน (เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว) มีสีขาวและมี 5 กลีบ น้อยมากที่ดอกจะบานมากกว่า 2 ดอกพร้อมๆ กันในก้านเดียว (จากทั้งหมด 3-10 ดอก) หากจะผสมเกสรเพื่อเก็บเมล็ดคุณจะต้องมีต้น 2 ต้นที่มีพันธุกรรมที่แตกต่างกัน มีเพียงบางโคลน (Clones) เท่านั้นที่จะสามารถผสมในดอกเดียวกันได้ ฝักของมันจะบรรจุเมล็ดจำนวนมากไว้ภายใน

         ข้อสังเกต: การออกดอกจะทำให้ต้นโทรมมาก (ผลผลิตของต้น เช่นสร้างกาบที่เล็กลง) ดังนั้นควรตัดก้านดอกออก เพราะการขยายพันธ์ด้วยการชำใบทำได้ง่ายกว่ามาก

ระบบราก:
ต้นกาบหอยแครงมีเหง้าที่อยู่ใต้พื้นดิน ซึ่งจะอยู่ที่ความลึกประมาณ 4-6 นิ้ว (10-15 ซม.)


ภาพด้านล่างถ่ายมาจากส่วนจตุจักร  เขาปลูกใส่กระถางไว้อย่างสวยงาม  ส่วนราคาไม่ได้สอบถามครับ  ยิงฟันยิ้ม


Liked By: tom_freed
บันทึกการเข้า
tomy
@Kasetporpeang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2821

สังคมแห่งการแบ่งปัน


« ตอบ #15 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2008, 11:53:15 AM »

ชอบบต้นหม้อข้าวมาก เลยได้ซื้อต้น  จาก JJ แบบที่ขายแบกะดิน มาปลูกหลายรอบแล้ว ตอนนี้ เหลืออยู่ต้นเดียวสูงโด่ดเลย เมื่อก่อนชอบปลูกหม้อข้าวมากม๊าก ตอนนี้ไม่ได้ดูมันเลย

รูปข้างล่างหาเจอกันไหมว่าต้นไหนต้นหม้อข้าว อายุมันน่าจะเกิด 5 ปีแล้วน๊า ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม


Liked By: tom_freed
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 07, 2008, 11:56:16 AM โดย tomy » บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 4   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: