ปลูกไผ่พันธุ์ไหนดี

(1/5) > >>

ael:
กำลังจะปลูกไผ่คะ ขอคำแนะนำหน่อย ว่า ไผ่บงหวาน ไผ่กิมซุง อันไหนดีกว่า หรือ ท่านใดจะแนะนำไผ่ชนิดอื่นเพิ่มเติมก็ยินดีคะ ขอบคุณคะ

ชาวนา™:
ไผ่ทุกชนิดมีข้อดีต่างกันครับ  กิมซุง หน่อขม หน่อดก หน่อใหญ่ ... บงหวาน หน่อเล็ก หน่อหวาน  สิ่งอยากให้ตัดสินใจและฝากคิดมากกว่าก็คือ  ตลาดที่จะรองรับผลผลิตของเราชอบบริโภคไผ่ชนิดไหนมากกว่ากันระหว่าง  ไผ่ขม กับ ไผ่หวาน  :)

ไผ่หวาน:


ไผ่บงหวานพันธุ์เพชรน้ำผึ้ง(ข้อมูลความรู้)

ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง
ประวัติและเป็นมา
            เดิมทีเมื่อ ปีพ.ศ. 2544 ทางสวนตั้งใจปลูกพืชผักและผลไม้ไว้หลายชนิดเพื่อขายเป็นรายได้ให้กับทางสวน    หนึ่งในชนิดพืชที่ปลูกคือไผ่บงหวานซึ่งซื้อสายพันธุ์มาจากจังหวัดเชียงใหม่ ปลูกได้หนึ่งไร่สองงาน   พอถึงตอนเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชที่ปลูก   ปรากฏว่าหน่อไผ่บงหวานที่ขุดไปทดลองขายในตลาดใกล้บ้านมีลูกค้าสนใจซื้อไปรับประทานจนไม่พอขาย   ก็เลยไปหาซื้อพันธุ์มาปลูกเพิ่มอีกในปีพ.ศ.  2549   โดยครั้งนี้ได้ทราบข้อมูลจากลูกค้าบางคนว่าที่จังหวัดเลยก็มีสายพันธุ์ลักษณะเช่นนี้   จึงเดินทางไปที่จังหวัดเลย   และได้ซื้อพันธุ์ไผ่บงหวานมาจากเขตอำเภอภูเรือมาส่วนหนึ่ง   เมื่อนำมาปลูกแล้วก็ยังมีพื้นที่เหลือ   จึงกลับไปหาซื้ออีกครั้ง   แต่เที่ยวนี้ไปได้เมล็ดไผ่บงหวานที่กำลังตายขุ๋ยจากบ้านชาวบ้านในเขตอำเภอด่านซ้ายกลับมาเพาะที่สวน   และนำลงไปปลูกจนเต็มพื้นที่ทั้งหมด  20  ไร่นอกจากนี้ยังมีญาติพี่น้องเริ่มปลูกตาม  รวมมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ  33  ไร่  ในสวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้งพบว่าต้นที่ปลูกจากเมล็ดมีหลายลักษณะ กระจายอยู่   พบต้นไผ่บงหวานที่มีลักษณะรสชาติขมประมาณ 0.5%  ทางสวนได้ทำการขุดทิ้งทั้งหมด   นอกจากนี้ยังพบต้นที่มีลักษณะทั้งหน่อเล็กและหน่อใหญ่ปะปนกันอยู่  ซึ่งยังคงต้องใช้เวลาในการคัดให้ได้สายพันธุ์ที่มีลักษณะดีไว้ต่อไป
ลักษณะเด่นของไผ่บงหวานเพชรผึ้ง
            หน่อที่เกิดจากต้นที่โตเต็มที่แล้วมีน้ำหนัก   500  กรัมขึ้นไป   หน่อมีลักษณะอวบอ้วน   ออกหน่อดกและออกได้เรื่อยๆทั้งปีถ้ามีระบบการจัดการน้ำที่ดี   ลำต้นโตเต็มที่สูงประมาณ  7-10  เมตร  เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นประมาณ  2-3  นิ้ว  หน่อไผ่มีรสชาติไม่ขม  เมื่อชิมตอนดิบๆสดๆจะออกรสหวานนิดๆ  นำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู  เช่น  หน่อบงหวานผัดน้ำมันหอย,  หน่อบงหวานผัดกุ้ง,  หน่อบงหวานต้มจืดกระดูกหมู,  ใส่แกงเผ็ด,  ใส่แกงเขียวหวาน,  ทำส้มตำหน่อบงหวาน,  ใส่ร่วมกับผักสลัด,  ผัดผักรวมมิตร,  ต้มจิ้มน้ำพริก  เมนูนี้เวลาต้มหน่อบงหวานเมื่อใกล้จะสุกจะได้กลิ่นหอมเหมือนข้าวโพดสวิทต้ม    หรือจะนำไปแกงเปรอะเหมือนหน่อไผ่พันธุ์อื่นๆก็ได้  แต่มีเทคนิคอยู่ที่ต้องเตรียมตั้งเครื่องปรุงให้น้ำเดือดไปก่อนแล้วจึงค่อยใส่หน่อไผ่บงหวานทีหลัง  ทิ้งให้น้ำเดือดต่อไปไม่เกิน 5-7  นาทีก็นำไปรับประทานได้เลยไม่ต้องต้มน้ำทิ้ง  หรือต้มนานๆเหมือนหน่อไผ่พันธุ์อื่นๆ  จากข้อมูลที่ลูกค้านำไปรับประทานปรากฏว่าคนที่เป็นโรคข้อทานหน่อไผ่ไม่ได้  พอรับประทานหน่อไผ่บงหวานแล้วไม่ปวดข้อเหมือนรับประทานหน่อไผ่พันธุ์อื่นๆ   นอกจากลูกค้าจะซื้อไปรับประทานเองแล้วยังเป็นของฝากที่ผู้รับพอใจและผู้ฝากภูมิใจ
ลักษณะด้อยของไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง
        เนื่องจากเป็นไผ่ที่ออกหน่อดกจึงทำให้แขนงก็ออกดกไปด้วย    จึงต้องหมั่นแต่งแขนงเดือนละครั้ง  แต่ต้นไหนที่ตัดแขนงไปแล้วก็ไม่ต้องตัดซ้ำ  นอกจากนี้ยังเป็นไผ่ที่มีใบมาก   ทำให้ลำต้นโน้มเอียงในฤดูที่ลมแรง  ต้องคอยนำเชือกมัดรอบลำต้นเพื่อไม่ให้โน้มเอนลง 
การขยายพันธุ์
            ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งขยายพันธุ์ด้วยการเพาะจากเมล็ดและขุดแยกเหง้า
การปลูก
            ปลูกในระยะระหว่างต้น  2  เมตร  ระยะระหว่างแถว  4  เมตร   โดยขุดหลุมกว้าง   30  เซนติเมตร  ยาว  30  เซนติเมตร   ลึก   30  เซนติเมตร 
การให้น้ำ
             ให้น้ำด้วยการขังให้ท่วมแปลงแล้วปล่อยให้แห้งภายใน หนึ่งวัน   หรือให้ด้วยระบบสปริงเกอร์ก็ได้  ซึ่งการให้ด้วยระบบสปริงเกอร์    จะช่วยทำให้ได้ไนโตรเจนในอากาศเพิ่ม   ทำให้ไผ่ออกหน่อดกมากขึ้น   ช่วงนอกฤดู  ควรให้น้ำ   3-4  วันต่อครั้ง   ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน  การให้น้ำควรดูตามสภาพอากาศ   ถ้าฝนตกเรื่อยๆ  ดินชื้นตลอดไม่ต้องให้น้ำ   ถ้าฝนขาดช่วง  สังเกตว่าดินแห้งก็ค่อยให้น้ำ   
การให้ปุ๋ย   
             ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเช่น  มูลวัว   มูลควาย  มูลไก่   มูลหมู   และวัสดุที่เหลือจากภาคเกษตรกรรมเช่นฟางข้าว   ซังข้าวโพด  แกลบ   ขี้เถ้า   กากถั่วเหลือง เป็นต้น  ใส่ที่โคนไผ่กอละ หนึ่งกระสอบปุ๋ย  หรือประมาณ   30  กิโลกรัม  ปีละ  2  ครั้ง  ใส่ช่วงเดือนธันวาคมก่อนให้น้ำและใส่เดือน  พฤษภาคม   ส่วนทางสวนใช้ปุ๋ยหมักจากกากยาสูบ  ที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานยาสูบและขี้เถ้าจากการเผากากอ้อยที่หีบแล้ว  ที่ทางโรงงานน้ำตาลใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาเตาต้มน้ำเพื่อทำอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายมาเป็นวัสดุใส่โคนไผ่    เพื่อช่วยในการอุ้มน้ำให้มีความชุ่มชื้น  และช่วยทำให้ดินร่วนซุย   สามารถแทงหน่อออกมาง่าย
การใช้ฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ออกหน่อดกในช่วงนอกฤดู
            ทางสวนใช้ไคโตซานผสมจิบเบอริลินฉีดพ่นที่ใบและราดรอบๆโคนทุกๆ  7-10  วัน
การดูแลจัดการ
            ใน  1  ปีต้องตัดแต่งต้นเก่าแก่ออกปีละ  1  ครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน   โดยนำไปใช้ทำไม้ค้ำยันผลไม้และผักในสวน    หรือจะนำไปใช้เผาถ่านไม้ไผ่ไว้ใช้ในครัวเรือน  เหลือก็ขายมีรายได้เพิ่มอีกทาง  ส่วนเศษใบเศษกิ่งไผ่ก็ทิ้งไว้ในแปลงปล่อยให้จุลินทรีย์ย่อยสลาย   กลายเป็นปุ๋ยให้ต้นไผ่ต่อไป  นอกจากตัดแต่งต้นเก่าออกปีละครั้งแล้ว    ช่วงเวลาฤดูฝนเป็นช่วงที่ต้องปล่อยให้หน่อไผ่ที่แทงออกห่างกอขึ้นลำ โดยกอหนึ่งจะปล่อยให้ขึ้นลำประมาณ 8-12 ลำ เพื่อเป็นลำแม่ที่จะให้หน่อในฤดูถัดไป  ลำที่ปล่อยขึ้นใหม่จะมีแขนงออกตามข้อ   ต้องคอยตัดแขนงทิ้ง   แขนงที่อ่อนสามารถนำไปรับประทานได้   ในช่วงนอกฤดู   แขนงจะไม่ออกเพราะหน่อไผ่ที่ออกมาจะถูกขุดขายตลอด  ยิ่งขุดยิ่งออกมาเรื่อยๆ    ซึ่งช่วงนี้ถือเป็นช่วงนาทีทอง   ของคนที่ฝากปากท้องไว้กับไผ่   ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกคบกับไผ่พันธุ์ไหน   ไผ่บงหวานจะเก็บผลผลิตได้   10-15  กิโลกรัมต่อไร่ต่อวัน   ช่วงนอกฤดูตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม    ทางสวนจะขายกิโลกรัมละ  50   บาท    ช่วงในฤดูตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม   ทางสวนขายอยู่ที่กิโลกรัมละ   35   บาท    รายได้เฉลี่ยของไผ่บงหวานอยู่ที่     75,000  บาท   ต่อไร่ต่อปี     จากการที่ทางสวนได้เก็บข้อมูลไผ่บงหวาน    เมื่อเปรียบเทียบกับไผ่สายพันธุ์อื่นๆ     จะพบว่าไผ่บงหวานจะออกหน่อง่าย   ออกได้เรื่อยๆทั้งปี  ระยะเวลาที่หน่อโตพอที่จะขุดได้ใช้เวลาเพียง 2-3 วัน  ในช่วงนอกฤดูจะออกหน่อดก   แต่ในช่วงฤดูฝนก็ต้องปล่อยให้ขึ้นลำไปบ้าง  จึงเก็บผลผลิตได้น้อยกว่าในช่วงนอกฤดู    ในช่วงฤดูฝนเมื่อหน่อไผ่ธรรมชาติออกมา   ทางสวนก็ยังขายหน่อได้    แม้จะได้ราคาไม่สูงมากเหมือนในช่วงนอกฤดู   แต่เมื่อเทียบกับการไม่ต้องมีต้นทุนเรื่องน้ำเพราะส่วนมากจะอาศัยน้ำฝน   ซึ่งก็ถือว่าพอใช้ได้   ถ้าเป็นไผ่สายพันธุ์อื่นๆจะมีปัญหาการขายในช่วงฤดูฝน
                                                                                                                                                                                                     นอกจากไผ่บงหวานแล้ว      ทางสวนยังได้ปลูกไผ่สายพันธุ์อื่นๆ  อาทิ   ไผ่ตงไต้หวัน   ไผ่เปาะช่อแฮ   ไผ่เลี้ยงสีทอง    ไผ่ซางหวานเมืองน่าน   ไผ่ตงต่างๆ    ไผ่หก    ไผ่ซางหม่น    ไผ่หม่าจู  เป็นต้น  เพื่อปลูกไว้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบในการปลูกไผ่ว่าแต่ละสายพันธุ์สามารถนำมาใช้ปลูกในเชิงพาณิชย์ได้ดีแค่ไหน   วิธีการบริหารจัดการแตกต่างกันอย่างไร    ซึ่งตอนนี้ทางสวนได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดแพร่    ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ครูเกษตรกร    เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกร   และผู้ที่สนใจการปลูกไผ่  เข้ามาศึกษาเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจ  เป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพได้อีกทางหนึ่ง 


     ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม  ศึกษาดูงานได้ที่  สวนเกษตรเพชรเมืองแพร่  เลขที่  91  หมู่  4  ต.แม่จั๊วะ  อ.เด่นชัย  จ.แพร่ โทร.  083-266-3096


   เมื่อตัดหน่อมาแล้วล้างทำความสะอาด  แต่งโคนก่อน  ตัวผู้เขียนขุด  ผู้จัดการ(ภรรยา)  แต่งหน่อ  ยังงี้เงินจะไปไหน  ไม่เน้นจ้างเลยนะ :-[ :-[ :-[



ปลูกหน่อไม้บงหวานต้องขยัน  อดทน  ยังไงก็ต้องสำเร็จมีหน่อจำหน่าย 

ไผ่หวาน:
 

    ไผ่กิมซุ่ง เป็นไผ่ที่ลำต้นสูงราวๆ  15  เมตรพอกับไผ่ซาง  ไผ่ตง  หน่อน้ำหนัก  ไม่ต่ำกว่า  500  กรัม  ระยะปลูก 3*5  เมตร  ไม่หนึ่งปลูกได้  80  ต้น  ให้ผลผลิตในเดือนที่  8  ไผ่กิมซุ่งต้องการน้ำมาก  อาหารมาก  ถ้าจะให้ผลผลิตหน่อสูงน้ำและปุ๋ยต้องถึง  พบการปลูกทั่วประเทศ  ไม่ต่ำกว่า  100,000  ไร่  ในฤดูที่หน่อไม้อื่นๆออกเช่นหน่อป่า  หน่อไผ่ตงศรีปราจีน  หน่อหม่าจู  หน่อไผ่เลี้ยงหวาน  จะทำให้มีหน่อคู่แข่งมาก  ทำให้ไม่สามารถกำหนดราคาได้
    การขยายพันธุ์ทำได้ง่ายคือการตอนกิ่ง  ปักชำกิ่ง  และขุดเหง้า   เมื่อไผ่กิมซุงเริ่มปลูกไปได้  3  ปีจะพบว่าหน่อจะออกยากในฤดูแล้งสาเหตุคือ  ไม่มีการแต่งกอ  กอยกสูงขึ้นมากทำให้ความชื้นไม่พอกับที่ต้นไผ่ต้องการ  อาหารในดินเริ่มหมดไป และ ไม่เข้าใจวิธีการดูแลรักษาที่ดี  ที่สวนได้ปลูกเปรียบเทียบเพื่อให้เกษตรกรที่สนใจได้เข้ามาศึกษาดูงานในการปลูก  การจัดการกอ  การดูแลรักษา  การให้น้ำ  การทำหน่อนอกฤดู





   หน่อกิมซุ่งมีรสขมเมื่อชิมดิบ  ต้องต้มน้ำทิ้ง  แล้วจึงนำมาแกง  แต่มีวิธีที่ทำให้ความขมฝาดลดลงคือการหมกหน่อหรือครอบหน่อเพื่อไม่ให้ได้อากาศ  การครอบหน่อหรือหมกหน่อใช้วัสดุง่ายๆเช่นฟางข้าวหรือใบของไผ่กิมซุ่งเองนำมาใส่ถุงดำหรือกระถางสีดำแล้วนำไปคลุมหน่อ  หน่อกิมซุ่งจะตัดได้หลังจากครอบหน่อได้  9-12  วัน


  ปลูกมากก็ต้องตัดหน่อมาก  เหนื่อยหน่อย  ช่วงที่ตัดนี้ส่งได้ราคา  16  บาทต่อกก. หลังจากได้ราคาดีตอนเดือนธันวาคมซึ่งได้ราคาถึงกก.ละ  50  บาทและราคาเริ่มลดลงเมื่อฝนเริ่มตกชุก ในภาพถ่ายเมื่อปี  2552  ปลูกอยู่ที่สุโขทัย  ตอนนี้แจกต้นไป  และขุดมาไว้ที่แพร่หมดแล้ว   ใจอ่อนตรงที่หน่ออื่นๆออกราคาตก  เดินทางจากแพร่ไปเก็บหน่อไปกลับ  200  กว่ากิโลเมตร  ค่าน้ำมันก็มากอยู่  ต้องเร่งรีบแข่งกับเวลาเพื่อนำหน่อไม้มาส่งให้ทันตลาด  ยอมรับว่าเหนื่อยมาก ปลูกสวนไกลบ้านแม้ที่ดินถูกก็ต้องคิดกลับมาปลูกที่ดินที่กินนอนอยู่คือที่แพร่   ที่ดินสุโขทัยเลยต้องให้คนอื่นเช่า
  ในพื้นที่  1  ไร่จะปลูกได้  80  กอ  ให้ผลผลิตกอละไม่ต่ำกว่า  30  กก.ต่อปีต่อกอ  1  ไร่ได้ผลผลิต  2,400  กก.  ราคาเฉลี่ยที่  20  บาทก็พอ  ได้เงินต่อไร่  48,000  ต่อไร่ต่อปีในเรื่องการขายหน่อ

Smallapple:
ไม่ทราบว่าเป้าหมายของ ๆ ไฝ่ที่จะปลูก ตั้งเป้าในการผลิต หน่อ ขายพันธุ์ ขายลำ หรือ อะไรครับ ถึงค่อยเลือกให้ตรงตามวัตถุประสงค์ครับ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป