ข่าว
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 ... 23   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลูกข้าวกินเอง  (อ่าน 152468 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
auuuun
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 570


« เมื่อ: มีนาคม 23, 2009, 04:10:42 PM »

ตั้งแต่เกิดมา ก็อยู่แต่ในเมืองหลวง
พ่อแม่ก็คนเมืองหลวง ญาติพี่น้องก็อยู่เมืองหลวง ไปเที่ยวต่างจังหวัดก็เพื่อการพักผ่อน
เปลี่ยนสถานที่ เห็นต้นไม้ใบหญ้า เห็นทุ่งนาเขียวขจี แต่ก็ไม่เคยเข้าไปดูท้องนาอย่างใกล้ๆ
จึงไม่รู้จักต้นข้าว ดูไม่ออกว่าต้นไหนหญ้า ต้นไหนข้าว

พอโตมาทำงานได้ ข้าวที่เคยกิน ก็เริ่มเลือกมากขึ้น ว่าจะกินข้าวอะไรดี ข้าวขาว หรือ
ข้าวกล้อง แต่วิถีชีวิตของคนเมืองหลวง ไม่ว่าจะกี่สิบปี ก็เลือกไม่ได้มากไปกว่า ข้าวกล่อง
และ อาหารจานเดียวจากร้านอาหารทั่วไป

มาวันนี้ถึงได้รู้ว่าข้าวกล้อง น่าจะเป็นตัวเลือกสุดท้าย อาศัยที่เป็นคนกินง่าย ข้าวกล้องที่
บางคนกินไม่ลง เพราะแข็งหรือไม่อร่อย จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม กินข้้าวกล้องมาร่วมปี
จึงได้เห็นคุณค่าว่ามีประโยชน์มากมาย น่าอิจฉาเกษตรกรที่ปลูกข้าว ที่มีทางเลือกมากกว่า
คนในเมืองหลวง

ผมจึงสนใจเรื่องข้าวมากขึ้น มากขึ้น จนเกิดความรู้สึกที่อยากจะปลูกข้าวไว้กินเอง

เท่านั้นแหละครับ ..งานเข้า..  แล้วความจริงเกี่ยวกับข้าว ก็เปิดเผยออกมาอย่างมากมาย
บันทึกการเข้า

auuuun
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 570


« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 24, 2009, 08:39:46 AM »

เรื่องที่ดินทำกินสำหรับคนเมืองหลวง ดูจะเป็นเรื่องใหญ่โตไม่ใช่เล่น
เมื่อคิดจะปลูกข้าว สิ่งแรกสำหรับผมก็คือหาที่ดิน แล้วจะเริ่มอย่างไรดีละครับ

คิดได้แต่เพียงไปถามจากเพื่อนหรือญาติพี่น้องที่อยู่ต่างจังหวัด ในการจะไปบอกว่า
ต้องการหาที่ เพื่อมาปลูกข้าวกินเอง เขาคงขำกันกลิ้ง จึงบอกไปเพียงว่าอยากจะได้
ที่ดินในต่างจังหวัดเก็บไว้เป็นทรัพย์สิน  ทีแรกคิดว่าจะมีข้อมูลเข้ามามากมาย แต่กลับ
ตรงกันข้าม ไม่มีข่าวเลยว่ามีที่ที่เขาจะขาย ถามไปสองสามครั้งก็มักได้คำตอบว่า ต้องใจเย็นๆ

มีบางคนแนะนำให้ไปหาจาก บสท. หรือ ธนาคาร ที่เขายึดที่ดินของชาวบ้านมาขายทอดตลาด
ทีนี้ก็เริ่มเลยครับ อ่านจากหนังสือพิมพ์ ดูจาก internet เข้าเวปโนน่ ออกเวปนี้ โทรถามธนาคาร ฯลฯ

แล้วก็มามีเสนอมาเป็นครั้งแรก ขับรถไปดู พื้นที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ ติดธนาคารอยู่ แต่มีบ่อเลี้ยงปลาเก่า
ใหญ่ขนาดน้องๆ สนามบาส  ดูแล้วไม่สบายใจ ที่ต้องปลูกข้าว แล้วยังต้องมาเลี้ยงปลา ขอบายดีกว่า

ครั้งที่สองห่างกันกว่า 2-3 เดือน ที่ดินสวยถูกใจ บรรยากาศร่มรื่น มีคลองเล็กๆ ไหลผ่าน ติดธนาคารเช่นกัน
ราคาไม่แพง ดูเสร็จกลับมารีบรวบรวมเงิน ขับรถไปอีกครั้งในอาทิตย์ถัดไป ปรากฎว่า เจ้าของหาเงินมาไถ่คืน
ไปเสียแล้ว หลังจากเห็นเราเวียนเข้าเวียนออก ไปดูที่ 3-4 ครั้ง (เสียดายครับ)

ครั้งถัดมา มีคนให้ไปคุยกับชาวบ้านคนหนึ่ง มีข่าวว่าจะขายแบ่งที่ดินเก่าให้ เนื่องจากอายุมาก แบ่งที่ดินให้ลูก
ไปบ้างแล้ว ขับรถไปดูอีก พอใจครับ ไม่เล็กไม่ใหญ่ เป็นที่นาที่ทำอยู่เสียด้วย ไปดู 3-4 อาทิตย์ เริ่มแปลกใจ
เพราะว่ามีข่าวว่า ยายเขาจะยกให้หลานบ้างละ หลานชายขอเช่าที่ดินยายทำนาต่อบ้างละ ยายบอกว่าถ้าเอาไปทำ
อย่างอื่นจะไม่ขายบ้างละ ชาวบ้านแถวนั้นก็บอกว่าให้ใจเย็นๆ ให้เวลายายเขาคิดเสียก่อน เขาก็ไม่ได้ให้ไปคุยกับยายเอง
แล้วคนเมืองหลวงอย่างผม ก็เริ่มระแวงเสียแล้ว ว่านี่เป็นวิธีขอขึ้นราคาหรือเปล่า หรือ เขามีเทคนิคอะไรที่เราไม่รู้
นานเข้าก็เร่ิมไม่มีข่าวคราว คิดไปเองว่ายายเขาคงไม่ขายเสียแล้ว

วนไปเวียนมา จนครบปี ยังหาที่ไม่ได้ จนมาดูที่ของ บสท. อีกที่หนึ่ง ไม่ถูกใจนัก แต่ก็คงต้องเอาไว้
กลับไปติดต่ออีกที ได้ข้อมูลมาว่า ที่นาที่ยึดมาแล้วนั้น มีคนทำนาอยู่เดิม ซึ่งบริษัทไม่ได้ทำสัญญาเช่านาอะไรไว้
หากผู้ซื้อๆไปแล้วต้องไปดำเนินการเอง หากผู้เช่าเดิมไม่ยอมออก คงต้องให้ผู้ซื้อดำเนินการฟ้องขับไล่กันเอง
เอาละสิครับ อยู่ดีไม่ว่าดี จะต้องไปไล่ที่ชาวบ้านเสียแล้ว ถ้าเอาจริงจะถูกเขายิงหัวเอามั้ยครับ อย่าดีกว่า

จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ที่ครับ นายหน้าที่แต่แรกเราคิดว่าเป็นชาวบ้านคนหนึ่งก็เวียนมาให้ข้อมูลที่โนน่ที่นี่เรื่อยๆ
ด้วยเวลาที่ยาวนานมากขึ้นเป็น 2 ปี ผมจึงสรุปซื้อที่นาแปลงหนึ่งจากนายหน้า ซึ่งผมไม่ค่อยชอบการซื้อที่ดินแบบนี้เลย
เป็นแปลงเล็กๆ ประมาณ 2 ไร่ ทำใจจ่ายไปเป็นแสนต่อไร่

ราคาร่วมสองแสน นึกแล้วจะบ้าตาย  โกรธ คนเมืองหลวงจะปลูกข้าวกินเองนี่ต้องลงทุนเป็นแสนเลยหรือครับเนี่ย
รู้อย่างนี้ไปเกิดเป็นลูกชาวนาเสียเลยจะดีกว่า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 25, 2009, 09:21:12 AM โดย auuuun » บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9920


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 24, 2009, 09:22:08 AM »

เป็นกำลังใจให้ครับ  ทำนาไม่ยากอย่างที่คิด  แต่หาที่ดินดีๆ สักแปลงนั้นยากยิ่งกว่า  ไหนจะระแวงว่าจะโดนหลอก  สาระพันปัญหาที่ต้องพึงระวัง  แต่เมื่อได้ที่ดินมาแล้วก็นับว่าเป็นเรื่องดี  อย่างน้อยๆ เราก็ได้ชื่อว่ามีที่ดินทำกินครับ  ถ้าที่ดินถูกใจเรา ราคาจะแพงแค่ไหนก็คงไม่ใช่ปัญหาจริงไหมครับ  ส่วนการทำนาปลูกข้าวกินเองอยากแนะนำให้ปลูกข้าวแบบอินทรีย์ หรือ ชีวภาพ  นอกจากจะได้กินข้าวฝีมือตัวเองแล้ว  เรายังจะได้สุขภาพที่ดีจากอาหารที่ปลอดสารเคมีด้วยครับ

บันทึกการเข้า
chaiwat_k
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 287



« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 24, 2009, 10:21:22 AM »

ผมก็เป็นเหมือนคุณauuuun อยากทำนา กำลังหาที่ดินอยู่เลย ตอนนี้พึ่งซื้อที่ไปครับ ไม่ถึง 2 งาน(เป็นสวนครับ) ราคาร่วม เจ็ดหมื่นกว่า แสดงว่าที่ของคุณauuuunราคาใช่ได้แล้วครับ ตอนนี้ผ่อนแทบตายแล้วครับ ส่งเดือนตั้ง 4000 เงินเดือนหมื่นกว่า เช่าห้องค่ากินอยู่ค่ารถลาอีกเดือนๆนี้โรคซับจางถามหาเลยครับ ขอเป็นกำลังใจให้ครับเวลาท้อให้ก้มหน้าลงมองคนที่ยากลำบากกว่าเราจะมีกำลังใจขี้น เมื่อสุขสบายก็อย่าไปแงนหน้าขี้นมองคนที่สบายกว่าเรา เดียวจะเหนื่อยใจดิ้นล้นขนขวายกันไปอีก สู้ๆครับ
บันทึกการเข้า
คนดง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 675



« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 24, 2009, 04:25:01 PM »

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง อายจัง  สู้ๆ..คร้าบบบบบ...
บันทึกการเข้า

รักที่จะอยู่ป่า
auuuun
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 570


« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 25, 2009, 09:23:38 AM »

หลังจากรู้สึกผิดน้อยลงแล้ว เรื่องแย่งที่ดินทำกินของชาวบ้าน ก็ตั้งหน้าตั้งตาหาข้อมูลการทำนา
อ่านทั้งหนังสือ ดูทั้งอินเตอร์เนท ไปทุกๆนิทรรศการเกี่ยวกับการเกษตร แล้วก็มาเจอ www.kasetporpeang.com
ว้าว! ถูกใจจริงๆ เลยครับ มีเวปแบบนี้ในเมืองไทยเสียด้วย ก็เลยเป็นสมาชิกตั้งแต่นั้นมา

ภาพการทำนาในสายตาคนเมืองหลวงอย่างผม ที่ได้จากการดูข่าวโทรทัศน์ อ่านจากหนังสือพิมพ์ ก็คือ
ชาวนาก้มหน้าก้มตาดำนา เข้าแถวเอาเคียวเกี่ยวข้าว เก็บข้าวใส่ยุ้งฉาง แต่ก็พอรู้มาว่าไม่มีใครใช้ควายไถนากันแล้ว
นั้นก็เป็นภาพจากคนที่ไม่เคยสนใจการทำนา ปลูกข้าวมาก่อน

แล้วภาพความจริงของการทำนาก็เริ่มปรากฎให้เห็นทีละเล็กทีละน้อย

นาหว่านน้ำตม :

มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนที่ทำนาอยู่ได้ชวนไปดูที่นาของเขา เพราะเห็นว่าเราเริ่มสนใจ เป็นช่วงที่ข้าวเริ่มงอก เป็นต้นเขียวๆเล็กๆ
บนที่นาที่ชื้นๆ แต่ไม่มีน้ำขัง ถามจากเขาได้ความว่าเป็นต้นข้าวอายุประมาณ 10 วัน วันนี้เป็นวันฉีดยาคุมหญ้า ซึ่งเรื่องนี้
พอจะเคยได้ยินมาบ้าง ว่าชาวนาเขาไม่ถอนหญ้ากันแล้ว แต่จะใช้สารเคมีฉีดคุมหญ้า แล้วเขาก็คุยกับลูกน้องให้ได้ยินว่า
ปีนี้จะเอาอย่างไรดี ลูกน้องก็บอกว่าอยากทดลองผสมยาให้เข้มขึ้นเพราะปีที่แล้วเอาหญ้าไม่ค่อยอยู่ เพื่อนผมเขาก็ว่าตามใจ

ฟังแล้วก็อึ้ง..... เขาทำกันอย่างนี้เลยหรือ

หลังจากดูเขาผสมน้ำยาเคมีกับน้ำเปล่าแบบไม่ต้องตักต้องตวง ประมาณ เทพรวดๆ แล้วนำไปใส่ถังฉีด เดินลงไปในทุ่งนา
แบบคล่องแคล่ว พร้อมฉีดยาไปเรื่อยๆ เขาก็เดินย่ำไปบนต้นข้าวได้หน้าตาเฉย เพื่อนเขาเห็นเราทำท่างง เขาก็ว่า ไม่เป็นไร
เดียวข้าวก็ฟื้นตัวตั้งขึ้นมาได้เอง เออ.. เพิ่งเห็นครับ เขาฉีดไปราว 2 รอบ ร่วม 10 ไร่ ใช้เวลาไม่นานนัก

ต่อมาถึงได้รู้ว่า นานั้นเป็นนาหว่านน้ำตม เป็นช่วงฉีดยาคุมหญ้า เหมือนเป็นขั้นตอนที่ต้องทำของการทำนาหว่านน้ำตม

นาดำ : หรือเป็นเพียงความฝัน

วันที่คุยกับชาวบ้านคนหนึ่ง ที่เราผูกมิตรไว้เพื่อให้เขามาช่วยทำนา โดยเราบอกว่าเราจะทำนาดำ เขาก็พยายามกั้นยิ้ม
แล้วถามว่ามีเหตุผลอะไรที่จะทำนาดำ เราก็บอกเพียงว่า สนใจ เพราะดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดี เขาก็ว่าทำไม่ได้ อะ..(เจอดีซะแล้ว)
ถึงมารู้หลังจากคุยกันพักหนึ่งว่า เขาดำนาไม่เป็น เพราะตั้งแต่ทำนามาก็ทำนาหว่านน้ำตมอย่างเดียว ชาวบ้านที่เคยดำและยัง
มีอยู่พอจะหาจ้างได้บ้าง ก็อายุอานามมากแล้ว ไม่รู้จะยังพอทำไหวหรือเปล่า น่าจะยังมีอยู่ สองสามคน

ผมจึงต้องถามตัวเองว่า ยังจะยืนยันทำนาด้วยการดำนาอยู่เหมือนเดิม แต่ต้องทรมานคนแก่ หรือจะต้องไปทำนาหว่านเหมือนชาวบ้านเขา
แต่ก็ยังพอมีทางออก เพราะชาวบ้านเขาบอกว่ามีการดำนาด้วยเครื่องอยู่เหมือนกัน พอหาได้บ้างเพราะบางคนก็เคยจ้างมาดำ

ขณะที่เพื่อนฝูงทางกรุงเทพ พอรู้ว่าเราจะทำนา ต่างก็กระตือรือร้นเตรียมตัวจะไปดำนากับเราเสียแล้ว จองวันลา กันล่วงหน้า
โธ่.. ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย

นี่ผมยังไม่เห็นจะจะ นะครับ เรื่องที่ชาวบ้านเขาบอกว่าการหว่านข้าวของเขานั้น เขาใช้เครื่องหว่านครับ ไม่มีใครใช้มือหว่านกันแล้ว

แล้วจะเอาอย่างไรดีละเนี่ย :

ในเมื่อไม่ได้เกิดเป็นลูกชาวนา ผมก็ต้องเรียนรู้และคิดเองให้มากเสียหน่อย ว่าเจตนาจะปลูกข้าวกินเองนั้น เขาจะปลูกแบบไหนดี
คุณชาวนา แนะนำให้ปลูกข้าวอินทรย์ หรือ ชีวภาพ ก็ตรงกับที่เราอยากปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ภาพการทำนาแบบทางเลือกหรือ
ที่บางกลุ่มนิยมทำกันก็ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ

ทำนาอินทรีย์ เตรียมดินโดยการหมักฟาง ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ใช้น้ำหมักชีวภาพ แล้วสีเป็นข้าวกล้อง แต่จะทำแต่ละขั้นแต่ละตอนอย่างไร
นี่สิครับ ที่ยาก มาก เพราะนึกไม่ค่อยออก ...... แล้วตอนเรียนหนังสือทำไมไม่เรียนเกษตรซะจะได้รู้เรื่องกับเขาบ้าง ลังเล


Liked By: chumpla, na_nin
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 25, 2009, 09:24:09 AM โดย auuuun » บันทึกการเข้า
tomy
@Kasetporpeang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2821

สังคมแห่งการแบ่งปัน


« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 25, 2009, 12:43:05 PM »

สู้ๆ ครับ

... เรียวริตี้ การทำนา กำลังจะ เกิดขึ้น แล้วววววววว

                   ร่วมลุ้น แล้ว ก็ ร่วมให้กำลังจัย ครับ
 
                                  ร่วมติดตามความคืบหน้า ทางหน้าจอ ด้วยคนนะครับ
                               


Liked By: woratham
บันทึกการเข้า
phetchanok
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 25, 2009, 02:28:39 PM »

ที่บ้านก็ทำนาแบบที่คุณเห็นมาแหละ..มันจำเป็นสำหรับเขา..เพราะว่ามันเป็นวงจรที่อธิบายยาก..บางทีเขาก็รู้แหละแต่ว่าจำเป็น...อย่างที่บ้านก็เกี่ยวปุ๊บไถใหม่ปั๊บ..ตอนนี้ก็มีแปลงหนึ่งที่เก็บไว้ปลูกกินเอง..ซื้อโรงสีเล็กมาสีเอง..แกลบไปทำปุ๋ย..รำเอาไปเป็นส่วนผสมทำเห็ดฟาง..เลี้ยงปลาบ้าง..ข้าวหักๆก็ไว้ให้ลูกน้อง(น้องหมาอิอิ)ทุกวันนี้ก็กินข้าวกล้องที่ทำเอง..ที่บ้านจะไม่มีใครกินข้าวเหลือเลยเพราะผ่านขั้นตอนมาจะรู้ว่ากว่าจะได้ข้าวมามันยากเพียงแต่เมล็ดข้าวมันไม่สวยเหมือนข้าวที่บรรจุถุง..แต่มันดีเดี๋ยวนี้แม่ยังบอกว่า"เออ..เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยปวดขาเลย"ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสารกาบ้าที่เขาฮิตกันหรือเปล่าหรือว่าจะเป็นเพราะเรากินข้าวสีชมพูกันทุกวัน...เราเลยไม่มีใครท้องผูกเลย..อืม...ยังไงก็พยายามเข้านะคะ.. ยิ้ม


Liked By: woratham
บันทึกการเข้า
auuuun
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 570


« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 26, 2009, 09:10:45 AM »

เรื่องที่ไม่รู้มาก่อนเลยก็คือ ข้าวมีหลากหลายสายพันธุ์มาก
ในช่วงที่คิดจะปลูกข้าวกินเองนั้น ก็คิดเพียงว่าจะปลูกข้าวหอมมะลิ เพราะได้ยินชื่อเสียงมานาน
ต่อมาถึงได้รู้ว่า ข้าวหอมมะลิเขาปลูกกันปีละครั้งเท่านั้น เป็นข้าวนาปี จะเริ่มปลูกันก็เดือนมิถุนายน
เป็นต้นไป แล้วก็มารู้ว่ามีคำขวัญปลูกวันแม่เกี่ยววันพ่อ ซึ่งก็ยัง งงๆ และยังไม่เข้าใจมาจนทุกวันนี้
รวมทั้งเรื่องข้าวไวแสง และ ไม่ไวแสง แต่ก็คงไม่เป็นไร ค่อยเรียนรู้กันไป

ระหว่างตัดสินใจ ว่าจะเลือกปลูกข้าวนาปีไว้กิน เพราะจะลองปลูกข้าวหอมมะลิ
ก็เข้าไปปรึกษาชาวบ้านที่จะช่วยเราปลูกอีกครั้ง ถามว่าเขาปลูกข้าวพันธุ์อะไร เพราะเห็นปลูกปีละตั้ง 2-3 ครั้ง
เขาว่าเป็นข้าวพิษณุโลก เป็นข้าวนาปรัง แต่เขาไม่แนะนำว่าให้ปลูกกินเอง เพราะว่าข้าวมันแข็ง เป็นข้าวแป้ง
ทำเพื่อส่งขายให้โรงสี เพื่อการส่งออกอย่างเดียวเท่านั้น เป็นเรื่องใหม่ของผมเลยละครับ

ยิ่งทำให้สงสัยมากขึ้นอีก แต่ก็ไม่กล้าถามว่าแล้วเขากินข้าวอะไร ในเมื่อปลูกข้าวไว้ขายแต่เพียงอย่างเดียว
แต่เดาว่าเขาคงซื้อกินแน่ๆ เพื่อนบางคนก็บอกว่าข้าวที่คนกรุงเทพกินนั้น ส่วนใหญ่มาจากทางอีสาน
ส่วนข้าวทางภาคกลางนั้นเขาส่งขายทำเป็นแป้งเกือบทั้งหมด ไม่ก็ส่งไปประเทศอื่นที่มีความต้องการ แล้วยังบอก
ด้วยว่าบางบ้านทางอีสานแม้จะปลูกไว้กินเอง แต่ก็มักกินข้าวขาวกัน ไม่ได้กินข้าวกล้องอย่างคนกรุงเทพ อันนี้
ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ เพราะไม่ได้เห็นด้วยตัวเอง

ต่อมาได้ยินชื่อข้าวปทุมเทพ พอได้ยินที่มาที่ไป จึงเลือกเอาข้าวพันธุ์นี้แหละในการเริ่มต้น เป็นข้าวนาปรัง
แล้วพันธุ์ข้าวจะไปเอาจากที่ไหนละเนี่ย ทั้งหอมปทุมหรือข้าวหอมมะลิ ในเมื่อแถวนี้เขาไม่นิยมปลูกกัน ชาวบ้านที่รู้
เขาก็ว่าให้ไปเอาที่สุรินทร์โนน่  โห....ถ้าใกล้ๆ ก็คงจะไปหรอกนะครับ

กองเชียร์ก็ทำหน้าที่ทันที เพื่อนเขาจัดการให้เสร็จ ได้ข้าวหอมมะลิ มา 1 กระสอบ เขาจัดการโดยเพียงได้ยิน
ว่าเราจะปลูกข้าวหอมมะลิ โดยไม่ทันรู้ว่าเราเปลี่ยนใจปลูกข้าวปทุมเทพเสียแล้ว ส่วนข้าวปทุมเทพก็อาศัยเพื่อนอีกเหมือนกัน
ขับรถไปเอาที่บ้านเพื่อนที่มีข้าวปทุมเทพ ขอแบ่งมา 1 กระสอบ 625 บาท กก.ละ 25 กระสอบหนึ่งก็ 25 กก.

แล้วก็ตัดสินใจเลือกทำนาดำ ตามที่ใฝ่ฝัน แต่ต้องเลือกเป็นจ้างรถดำนา ไร่ละ 1,000 บาท 2 ไร่ก็ 2,000 บาท
คิวยาวมาก นัดได้วันที่ 15 เมษายน โนน่เลยครับ ฝ่ากพันธุ์ข้าวไปให้เขาเตรียมกล้า 20 กก. ไร่ละ 10 กก.คงพอ
เก็บไว้ 5 กก. ก็ยังไม่รู้ว่าจะเก็บไว้ทำไม ถ้าปลูกไว้ในกระถางหลังบ้านที่กรุงเทพคงจะดีเหมือนกันนะครับ
ตั้งใจให้เขาดำห่างๆ สัก 25 ซม. ฟังมาทั้งนั้นครับ แล้วกะเอามั่วๆไปยังงั้น ชาวบ้านเขาฟังแผนการของเราก็ขำๆ
แต่ก็ปล่อยให้เราทำตามใจเราครับ

พยายามทำในส่วนที่เราทำเองได้ เช่น น้ำหมักชีวภาพ ก็ได้เรียนรู้มาจากที่นี่แหละครับ ชอบมากที่คุณ tomy แนะนำ
ให้ใส่อะไรก็ได้ สัดส่วนเท่าไรก็ได้ เหม็นก็เติมน้ำตาล ง่ายดีครับ ทำล่วงหน้าเตรียมไว้สำหรับหมักฟาง ส่งไปให้ชาวบ้าน
2 แกลลอน ๆ ละ 5 ลิตร กะว่าใช้ไร่ละ 5 ลิตร เขายังถามผมเลยว่าซื้อมาจากที่ไหน เราก็ยังไม่กล้าบอกว่าทำเอง
แต่ให้เขานำไปใส่ในไร่ตอนเกี่ยวข้าวแล้ว

ทุกอย่างพร้อม วันที่ชาวบ้านเกี่ยวข้าวในแปลงที่ปลูกไว้ก่อน จำได้ว่าเป็นวันที่ 18 มีนาคม 2552 เกี่ยวด้วยรถเกี่ยวข้าวครับ
พอวันเสาร์เขาก็เรียกเราไปดูให้เห็นกับตา ไม่ใช่เรื่องอะไรหรอกครับ ก็เรื่องหมักฟางนั่นแหละ  พอไปถึงก็ถึงได้รู้ว่า
นาที่เขาเกี่ยวเสร็จแล้วมันเป็นอย่างนี้นี่เอง น้ำท่วมเต็มไปหมดเลยครับ เพราะช่วงนั้นมีฝนตกพอดี ก็คงจะทำให้เราพร้อม
สำหรับการหมักฟางนะครับ นับวันแล้วก็ร่วม 1 เดือนสำหรับการหมักฟาง นานพอแน่ๆ แล้วยังมีน้ำหมักชีวภาพอีกด้วย

ที่เหลือสำหรับผมก็เพียงตั้งตารอครับ ส่วนชาวบ้านก็คงต้องนำไอ้ขลุบมาทำงานส่วนที่เหลือ ตรงนี้ก็ต้องบอกตามตรงครับ
ผมไม่รู้เรื่องเลยว่าต้องทำอย่างไร ระหว่าง ตีดิน ย่ำฟาง ทำเทือก  รอวันที่ 15 เมษายน เพียงอย่างเดียวด้วยใจระทึก  ยิ้ม


Liked By: na_nin
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 25, 2009, 09:26:37 AM โดย auuuun » บันทึกการเข้า
phetchanok
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 26, 2009, 10:11:03 AM »

คุณ(ชื่ออะไรเนี่ย)เป็นเหมือนดิฉันไหม..เวลาที่รถเกี่ยวข้าวลงไปเกี่ยวข้าว..เขามีหน้าที่เกี่ยวอย่างเดียว...แต่เรายืนมองอยู่บนคันนา..ข้าวบางรวงที่ไปอยู่มุมๆขอบๆที่รถเข้าไม่ถึง..หรือข้าวที่สมบูรณ์แล้วรวงห้อยลงมากๆรถเกี่ยวเขาเกี่ยวไม่ถึงเขาก็ปล่อยเพราะเขาต้องรีบไปที่อื่นต่อพอเกี่ยวมาแล้วมีรถบรรทุกมารอเอาเมล็ดข้าวไปเข้าโรงสีเลยทำกันเสร็จในวันเดียว..พอรถเกี่ยวรถบรรทุกกลับไปกันแล้วเราไปดูที่เกิดเหตุ..แล้วความรูสึกปวดใจมันเกิดขึ้นเลยเพราะยังมีเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นเหมือนของไร้ค่าอยู่ตามพื้นดินเยอะแยะ..แม่เขาก็เอาเคียวไปค่อยๆเกี่ยวขึ้นมาไม่ต้องคิดอะไรมากเพราะเราไม่มีทางเลือกแล้วเราก็ไม่มีเวลามาเศร้าอยู่เพราะพอรถเกี่ยวกลับไปรถไถก็มาบีบแตรรออยู่............ต้องไปซื้อน้ำมันมาสูบน้ำเข้านา...ต้อง......ต้อง...ต้...อ.....งงงงงงฯลฯ


Liked By: benji_benja, momnong
บันทึกการเข้า
Pom
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 34

พออยู่พอกิน..พอเพียงที่ใจ..ถึงใจแล้วถึงทุกอย่าง


« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 26, 2009, 12:34:18 PM »

ข้าวหอมปทุมเทพเกิดจากสมเด็จพระเทพทำการคัดสายพันธุ์จากข้าวหอมประทุม.โดยนักเรียนชาวนาของอ.เดชาที่สุพรรณเป็นพี่เลี้ยงทรงแนะนำและสมเด็จท่านก็ลงมือคัดสายพันธุ์เองเหมือนที่ลุงเหมาะแกะเป็นข้าวกล้องนั่นแหละครับ..และทรงบ่มเพาะจนเป็นพันธุ์ขึ้นมาและประทานชื่อให้กับสายพันธุ์นี้ว่า..ข้าวหอมประทุมเทพ...และแจกจ่ายให้กับเกษตรชาวนาได้นำไปต่อยอดจนทุกวันนี้..พันธุ์ข้าวนี้ทีสุพรรณมีเยอะครับแถวอ.สองพี่น้อง,อ.ดอนเจดีย์,อู่ทอง,บางประม้า,เป็นต้นครับ...
      เป็นกำลังใจให้ครับสำหรับท่านที่ทำนาแถบภาคกลางที่ชลประทานสมบูรณ์ทำนาได้ตั้งสามฤดูมีเครื่องจักรที่ทันสมัยรวดเร็วทันใจ..ไม่มีเงินลงทุนก็มีให้ยืมกันก่อนจากพ่อค้าที่น่ารักทุกท่าน..เมื่อวานที่บ้านไปเอาปุ๋ยมารถกระบะหนึ่งเห็นราคาแล้วเจ็บจริงๆ....ไม่เป็นไรปีหน้าเราจะทำนาแบบคนจนทำ...ไม่ต้องไปใช้มันปุ๋ย..ยา...ไม่ต้องไปบำรุงมันมากมาย..ไม่ต้องทำขายแบบบ้าเลือดต่อไป...กะว่าจะหยุดพักดินสักปีหักดิบกันไป...(แต่ไม่รู้จะผ่านด่านที่บ้านได้ป่าวเพราะชินกับระบบเก่าแล้ว...เฮ้อ...)


Liked By: woratham
บันทึกการเข้า
tomy
@Kasetporpeang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2821

สังคมแห่งการแบ่งปัน


« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 26, 2009, 12:41:23 PM »

พี่ auuuun  ครับ

         ข้าว เหลือ ไม่รู้จะ ไปปลูก ไหน ขอ ซื้อ ต่อ ครับ  ยิ้มเท่ห์

                ขอลองเอามา ปลูกเป็นข้าวไร่ หน่อยครับ

                  ........ถึงไม่ได้ ข้าว ก็ ได้ ฟาง ง่ะ


บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 9920


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 26, 2009, 12:54:41 PM »

ถ้าทำนาหว่าน  ต้องใช้รถเกี่ยว  ทุ่นแรงงานคน  เราสบายครับ  แต่รวงข้าว  เมล็ดข้าวที่อยู่ต่ำกว่าช่วงที่เครื่องจักรเกี่ยว  มันก็จะโดนตัด  โดนตีเม็ดข้าวกระเด็นกระดอน  ส่วนได้อาจจะเป็น 97%  ส่วนเสีย 3% เพื่อแลกกับความสะดวกสบายครับ

แต่การทำนาดำ  ต้องทำด้วยแรงงานคน  คนเรามีชีวิตจิตใจ  เวลาจะเก็บเกี่ยวข้าวพอเห็นรวงข้าวร่วง  เราก็สามารถเก็บขึ้นมาวางไว้เหมือนเดิมได้  ทำอย่างระมัดระวังได้  แต่ข้อเสียคือ  มันเหนื่อย  และช้ามากๆ ครับ

การทำนาดำ  มีข้อดีมากกว่าที่คิด.... ผมทำนาดำมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะอยู่ภาคอีสาน  ทำนาปีละ 1 หน  ต้องอาศัยฟ้าฝนเป็นหลัก จึงไม่รู้ว่าข้าวนาหว่าน  มีข้อดีอย่างไร  ใครรู้มากกว่าที่ผมคิด  ก็ช่วยๆ กันแชร์ประสบการณ์นะครับ
รูดซิบปาก



Liked By: na_nin
บันทึกการเข้า
auuuun
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 570


« ตอบ #13 เมื่อ: มีนาคม 26, 2009, 02:44:18 PM »

         ข้าว เหลือ ไม่รู้จะ ไปปลูก ไหน ขอ ซื้อ ต่อ ครับ  ยิ้มเท่ห์

                ขอลองเอามา ปลูกเป็นข้าวไร่ หน่อยครับ

                  ........ถึงไม่ได้ ข้าว ก็ ได้ ฟาง ง่ะ

ผมขายให้ไม่ได้หรอกครับ แต่ยินดีส่งให้ครับ ยิ่งจะนำไปปลูกเป็นข้าวไร่แล้ว ยิ่งน่าสนใจครับ

เนื่องจากมีหลายคนพยายามอธิบายเรื่องข้อดี ข้อเสีย ของการทำนาดำ นาหว่าน นาหยอด
ซึ่งผมกำลังหาคำตอบ โดยเฉพาะในส่วนของการเติบโตของต้นอ่อนครับ  บ้างก็ว่า

นาดำ : ต้องเพาะกล้าก่อน ต้องถอนกล้า ต้องสะบัดกล้า ตัดยอดกล้า และนำไปดำ ก็ต้องกดรากข้าวอีก
เขาก็ว่าต้นกล้าจะถูกกระทบกระเทือนหลายครั้ง ส่งผลให้ต้นกล้าต้องมีระยะเวลาชะงัก อาจจะ 3-5 วัน
อันนี้ผมก็ไม่รู้ละครับ ว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร และต้องซีเรียสแค่ไหน แต่ชาวบ้านและคุณชาวนาทำอยู่
คงตอบได้ชัดเจนกว่า  การปลูกข้าวแบบประณีต sri ก็อธิบายและนำเสนอวิธีที่แก้ข้ออ่อนของการดำนา

ในกรณีของการใช้เครื่องดำก็มีผลกระทบต่อต้นกล้าด้วยเช่นเดียวกันครับ

นาหว่าน : ข้อดี คือ เมล็ดสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องมีการหยุดชะงัก

นาหยอด : ข้อดีก็เช่นเดียวกันกับนาหว่าน คือ เมล็ดข้าวไม่ถูกกระทบกระเทือน ไม่ต้องมีการชะงัก

ทำนองนี้ครับ จึงสนใจการปลูกแบบข้าวไร่ของคุณ tomy และแสดงความเห็นบางอย่างในคำถามของคุณชาวนา
บันทึกการเข้า
tomy
@Kasetporpeang
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2821

สังคมแห่งการแบ่งปัน


« ตอบ #14 เมื่อ: มีนาคม 26, 2009, 03:16:33 PM »

งั้น ขอ รับ เมล็ดพันธ์ แค่เล็กน้อยพอครับ

     ไว้ ทอมมี่ จะส่ง สแตม และ กล่องไป นะครับ

        ขอบคุณ ล่วงหน้าครับ

          ปล. ทอมมี่ ไม่รีบครับ เวลาลงต้นข้าวยังอีกนานครับ
                  ต้องรอ หน้าฝน ก่อนถึงจะได้เริ่มได้ครับคับ 
                      เดี๋ยวจะได้น้ำไม่พอต้นข้าว

บันทึกการเข้า
auuuun
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 570


« ตอบ #15 เมื่อ: มีนาคม 30, 2009, 08:49:00 AM »

การเตรียมดิน :

ฟังมาจากหลายๆคน แล้ว  แทบทุกคนบอกว่าจะปลูกพืชต้องเตรียมดินให้ดี
ในเรื่องปลูกข้าว ก็ฟังมาว่าการเตรียมดินมีอยู่หลายวิธี ตั้งแต่ หมักฟาง ใส่ปุ๋ยคอก ใส่ขี้เค็ก
ปลูกพืชตระกูลถั่ว แต่ละวิธีก็ล้วนแต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน สำหรับมือใหม่อย่างผมนั้น
ขอเลือกวิธีที่ง่ายที่สุดก่อนครับ คือการหมักฟาง

หลังจากชาวบ้านเขาเกี่ยวข้าวไปตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมา ผมไปดูฟางที่เหลือจากการเกี่ยว
ในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม เพียง 3 วันพร้อมทั้งเจอฝนไป ทำให้ฟางส่วนที่หล่นลงในดิน เริ่มส่งกลิ่น
เหมือนกับการหมักเริ่มต้นแล้ว แต่ฟางที่หล่นอยู่บนตอซัง ซึ่งไม่ถูกน้ำนั้น อยู่ในอาการปกติครับ

ถัดมาวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคมที่ผ่่านมา ไปดูแล้วผลที่ออกมาเหมือนเดิมดรับ ทั้งที่ผ่านมาแล้วร่วม
10 วัน โดยมีการฉีดพ่นน้ำหมักจุลินทรีย์ ที่ผมนำไปให้ 2 แกลลอน ๆ ละ 5 ลิตร ฟางที่อยู่ในน้ำก็ดู
เหมือนเริ่มเน่าเปื่อย แต่ฟางที่อยู่บนตอซังยังอยู่ในสภาพเดิม ส่วนเรื่องเป็ดไล่ทุ่งที่ชาวบ้านขอให้เป็ด
ลงไปกินอาหารในแปลงนานั้น ผมได้อนุญาตแล้ว แต่วันที่ไปดูเขาอธิบายว่าไม่ได้นำเป็ดไล่ทุ่งลงแปลง
เพราะเหตุผล 2 ประการ

1. เจ้าของเป็ดไล่ทุ่งเห็นนาเราไม่ได้เผาฟาง จึงไม่กล้านำเป็ดมาลง
2. เป็ดแถวนั้นตายไม่ทราบสาเหตุหลายตัว เขาจึงไม่ยอมให้ลงแปลง เพราะกลัวคนทำนาจะติดโรคได้

จึงได้ฝากน้ำหมักจุลทรีย์ไปให้อีก 2 แกลลอน โดยชาวบ้านจะนำรถแทรค เข้ามาตีดิน ซึ่งตรงนี้ไม่เข้าใจ
ว่าหมายถึงรถแทรคเตอร์หรืออย่างไร เขาเพียงแต่บอกว่าเป็นรถตีนตะขาบ ซึ่งจะทำงานได้สะดวกกว่า
รถไถเดินตามของเขา ต่อมาจึงทราบรายละเอียดว่า

ที่นาของเรานั้น เป็นที่ดินที่มีการตักหน้าดินไปขายก่อนจะขายให้เรา มิน่าที่ดินจึงดูต่ำกว่าที่นาข้างเคียง
อันนี้ก็ไม่รู้จะโทษใครดี ตอนซื้อก็ดูไม่เป็น คนขายก็ย่อมไม่บอกอยู่แล้ว ซ้ำร้ายนายังมีหล่มอยู่จุด 2 จุด
รถไถเดินตามอาจจะมีปัญหาได้ คงหมายถึงอาจตกหล่ม

ค่าใช้จ่ายสำหรับรถแทรคตีดินก็ไร่ละ 300 บาท 2ไร่ก็ 600 บาท จ่ายอย่างเดียวเลยครับ ชาวนาไทย

ผมเองคิดว่า การหมักฟางอย่างเดียวในระยะเวลาร่วม 1 เดือน น่าจะทำให้ฟางย่อยสลายเองได้
ประกอบกับเราใส่น้ำหมักจุลินทรีย์เพิ่มเติมไปด้วย ถึง 2 ครัั้ง น่าจะทำให้ดินที่เราเตรียมดีพอสำหรับ
การทำนาได้ ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับชาวบ้านเขาก็ว่าคงพอช่วยได้บ้าง แต่น่าจะไม่มาก เพราะฟาง
ยังไม่ได้กลายเป็นปุ๋ยเร็วพอสำหรับการทำนาครั้งนี้ ยิ่งเป็นการทำนาปรังด้วยแล้ว ต้นข้าวอาจจะยังไม่
สามารถกินปุ๋ยในฟางรุ่นนี้ได้  แต่ถ้าทำแบบนี้ในรอบการปลูกครั้งต่อไป ก็น่าจะมีผลมากกว่านี้

ก็คงต้องคอยดูกันต่อไปครับ


Liked By: tom_freed
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 ... 23   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: