หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มะคาเดเมียนัท  (อ่าน 3636 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ยศ สวนอรุโณทัย
"คืนชีวิตให้เเผ่นดิน"
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4902

คืนชีวิตให้เเผ่นดิน 290


« เมื่อ: มิถุนายน 09, 2010, 05:18:46 PM »

มะคาเดเมีย
1. สถานการณ์
   มะคาเดเมียเป็นพืชยืนต้นประเภทนัทชนิดหนึ่ง แต่เดิมเป็นสินค้าที่ประเทศไทยสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจุบันไทยสามารถปลูกมะคาเดเมียได้แล้วในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น คาดว่าขณะนี้ มีพื้นที่ปลูกรวมทั่วประเทศประมาณ 8,000 ไร่ ในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะ 4-5 ปี
ที่ผ่านมา เมื่อเริ่มมีผลผลิตออกสู่ตลาดราคาผลผลิตในรูปเมล็ดทั้งกะลา ประมาณกิโลกรัมละ 50 บาท เมื่อนำไปกะเทาะและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แล้วมีราคาจำหน่าย ถึงกิโลกรัมละ 700-1,000 บาท ซึ่งผลผลิตยัง
ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้มะคาเดเมียยังมีประโยชน์ในแง่การปลูกเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า ฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมได้อย่างดี เนื่องจากเป็นพืชยืนต้นที่มีอายุยืนยาวนับร้อยปี แต่อย่างไรก็ดีควรมีการคัดเลือกพันธุ์ในการปลูก รวมทั้งการปฏิบัติดูแลรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานสากล
2. ประเด็นเทคโนโลยีที่ควรถ่ายทอด
ประเด็น   เรื่อง
1. การจัดการเพื่อผลิตมะคาเดเมียปลอดภัยจาก
    สารพิษ   1.1 การป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน เน้นที่ใช้สารเคมีน้อยที่สุดหรือไม่ใช้เลย
1.2 การใช้สารเคมีอย่างถูกต้องปลอดภัย
   - ห้ามใช้สารเคมีที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุอันตรายตามพรบ.วัตถุอันตรายปี 2535
   - ใช้สารเคมีในชนิด อัตรา และระยะเวลา ตามที่กำหนดในคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
   - หยุดใช้สารเคมีก่อนเก็บชาตามเวลาที่ระบุใน
คำแนะนำ
   - บันทึกรายละเอียดการใช้สารเคมีทุกครั้ง
   ฯลฯ
2. การใช้พันธุ์มะคาเดเมียเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มี
    คุณภาพ   2.1 ใช้พันธุ์มะคาเดเมียพันธุ์ดี ได้แก่
พันธุ์เชียงใหม่ 400,เชียงใหม่ 700 และเชียงใหม่ 1000
2.2 ต้องปลูกอย่างน้อย 2 พันธุ์ในแปลงเดียวกันเพื่อเพิ่มการติดผล
2.3 ต้องใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการทาบกิ่งหรือเสียบยอด ไม่ควรมาจากการเพาะเมล็ดเพราะจะกลายพันธุ์
3. การจัดการเพื่อเสริมความสมบูรณ์แข็งแรงของต้น
    และผลผลิต   3.1 เลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม
    - ควรอยู่ที่ความสูงตั้งแต่ 400 จากน้ำทะเลขึ้นไป
    - มีอากาศเย็น ช่วงฤดูออกดอกควรมีอุณหภูมิประมาณ 18-20 องศาเซลเซียสลงมา นาน 1 เดือน
    - ฯลฯ
3.2 ใช้ต้นพันธุ์ดีปลูก โดยใช้ระยะ 8x8 เมตร หรือ 8x10  เมตร และปลูกพืชแซม เช่น กาแฟ ผัก ฯลฯ ในช่วงเริ่มปลูก
3.3 ใส่ปุ๋ย ตามชนิด และอัตราที่เหมาะสมตามอายุต้นมะคาเดเมีย
3.4 ให้น้ำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง
3.5 ตัดแต่งกิ่งที่แคระแกร็น
3.6 หมั่นดูแลรักษาเรื่องโรคและแมลง
4. การจัดการเพื่อให้ได้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวมีคุณภาพดี
    ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล   4.1 การเก็บเกี่ยว
    -  เก็บเกี่ยวผลผลิตเฉพาะที่แก่แล้ว
    - เก็บเกี่ยวผลผลิตโดยการสอยหรือหากต้องให้ร่วงลงพื้นควรมีวัสดุรองรับที่โคนต้น
4.2 การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
    -  รีบกะเทาะเปลือกเขียวให้เร็วที่สุด
    - แยกเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์เสื่อมคุณภาพออก
    - นำเมล็ดที่คัดแล้วไปผึ่งเพื่อลดความชื้น
    - เข้าเครื่องอบจนเมล็ดมีความชื้นเหลือ 1-1.5% หรือเนื้อในคลอนไม่ติดกะลาจึงนำไปกะเทาะเอาเปลือกออก
4.3 การเก็บรักษาผลผลิตเพื่อรอจำหน่าย
    - หากเก็บทั้งกะลาลดความชื้นเหลือ 1-2% นำใส่ในถุงตาข่ายเก็บไว้ในห้องอุณหภูมิไม่เกิน 10 องศาเซลเซียส
    - หากเก็บเนื้อในที่กะเทาะแล้วควรบรรจุในถุงพลาสติกสุญญากาศเก็บในห้องอุณหภูมิ 5-10 องศาเซลเซียส


Liked By: imm sureerat
บันทึกการเข้า

ยศ สวนอรุโณทัย
"คืนชีวิตให้เเผ่นดิน"
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4902

คืนชีวิตให้เเผ่นดิน 290


« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2010, 05:25:33 PM »

ในอนาคต "มะคาเดเมีย" กำลังจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่คนไทยไม่อาจมองข้ามได้นะคะ มะคาเดเมียมีความสำคัญอย่างไร วันนี้รายการสาระความรู้ทางการเกษตรมีข้อมูลมานำเสนอต่อ "มะคาเดเมียนัท" เป็นถั่วที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งถั่ว เพราะมีรสชาติอร่อยที่สุดและมีราคาแพงที่สุดในโลก นอกจากนั้นมะคาเดเมียยังจัดเป็นถั่วที่อุดมไปด้วยวิตามินมากมาย และที่สำคัญเต็มไปด้วยน้ำมันพืชไม่อิ่มตัว ซึ่งน้ำมันพืชไม่อิ่มตัวมีคุณสมบัติที่ดี คือ ช่วยลดคอเลสเตอรอลให้แก่ร่างกายค่ะ
 
     ตามรายงานที่พบซึ่งเขียนโดย "ดำเกิง ชาลีจันทร์"สรุปได้ว่า "มะคาเดเมีย"เป็นพืชที่มีพื้นเพดั้งเดิมอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย แต่ได้ถูกนำเข้ามาประเทศสหรัฐอเมริกาในรัฐฮาวายเพื่อค้นคว้าและพัฒนาสู่ภาค อุตสาหกรรมจนกลายเป็นสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกที่มีความสำคัญของ โลกอยู่ในขณะนี้ ค่ะ
 
     หลังจากนั้นทาง ฮาวายทำการคัดพันธุ์เพื่อปลูกเป็นการค้าในเชิงอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478-2496 รวมประมาณ 18 ปี ต่อมาทางองค์การยูซอมประเทศสหรัฐอเมริกาได้ส่งเมล็ดพันธุ์มะคะเดเมียชนิดผล เปลือกเรียบ จำนวนหนึ่งมาให้แก่กรมกสิกรรม(กรมวิชาการเกษตรในปัจจุบัน)เมื่อ พ.ศ. 2496 เพื่อทดลองปลูก จุดนี้นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มแรกของการปลูกและศึกษาเกี่ยวกับมะคะเดเมียใน ประเทศไทยค่ะ
 
     คุณภูมิพันธุ์ คูสกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ของไร่ธนลาภ อยู่ที่บ้านเลขที่ 116 หมู่ที่ 6 กม. 36 ถนนห้วยสนามทราย-กกกระท้อน ต.น้ำหนาว อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ โทร. 01-4825329 เป็นภาคเอกชนรายหนึ่งที่เริ่มปลูกมะคาเดเมียเป็นอาชีพให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทางไร่ธนลาภได้รับการส่งเสริมการปลูกมะคะเดเมียจากสถานีทดลองที่สูงภูเรือ โดยทางสถานีนำพันธุ์มาให้ปลูกเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว ปลูกทั้งหมด 5,000 ต้น บนเนื้อที่ 200 ไร่ จากพื้นที่ที่มีทั้งหมด 400 ไร่ และในปัจจุบันมีภาคเอกชนรายใหญ่หลายรายที่หันมาปลูกมะคาเดเมีย เช่น เอกชนรายหนึ่งใน จ.เชียงราย ปลูกอยู่หมื่นต้น ไร่บุญรอดบริเวอรี่ 3,000 ต้น ที่ภูเรือ จ.เลย ของคุณหมอชัยยุทธปลูกหมื่นกว่าต้น เจพีแอลปลูก 2,000 กว่าต้น และโครงการแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงใหม่ ก็มีปลูกกันมากเช่นเดียวกัน ค่ะ
 
     สาเหตุสำคัญที่ทำให้ภาคเอกชนหลายรายหันมาสนใจปลูก "มะคาเดเมีย" ก็เพราะมะคาเดเมียเป็นพืชที่ตลาดทั่วโลกมีความต้องการสูง ไม่มีการล้นตลาด มีราคาเป็นมาตรฐานสากลไม่เหมือนพืชเศรษฐกิจตัวอื่นที่มีราคาขึ้น-ลงไม่แน่ นอน และที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ เป็นพืชชนิดเดียวที่ไม่ถูกกีดกันทางการค้าจากองค์การค้าโลกหรือ WTO
 
     ประเทศผู้ผลิตมะคาเดเมียรายใหญ่ที่มีการปลูกกันมาก ได้แก่ สหรัฐอเมริกาออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สำหรับตลาดรับซื้อมะคาเดเมียมีอยู่ทั่วโลก ที่ใกล้ไทยที่สุดและเป็นตลาดใหญ่ที่สุด คือ ประเทศญี่ปุ่น และจีน ทั้งนี้เพราะประเทศจีนมีปัญหาในเรื่องของสภาพดินฟ้าอากาศ จึงไม่สามารถปลูกมะคาเดเมียได้ แต่ความต้องการของจีนก็มีมาก ดังนั้น มะคาเดเมียที่มีในจีนจึงเป็นการสั่งนำเข้าทั้งหมด ซึ่งหากไทยสามารถผลิตมะคาเดเมียได้ในปริมาณที่มากพอส่งออกได้ประเทศจีนกับ ญี่ปุ่น คือ แหล่งตลาดรับซื้อแหล่งใหญ่ที่สุด และประเทศไทยสามารถแบ่งสัดส่วนทางการตลาดมาจากทางอเมริกาและออสเตรเลีย ได้อย่างแน่นอนเพราะประเทศไทยจะได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนที่ต่ำกว่าและ ระยะทาง ในการขนส่งที่ใกล้กว่า ค่ะ
 
     การปลูกมะคาเดเมีย มีรายงานว่า มะคาเดเมียเป็นพืชที่ชอบความเย็น ดังนั้นพื้นที่ในการปลูกมะคาเดเมียที่เหมาะสมควรอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 700 เมตรขึ้นไป และควรมีแหล่งน้ำเพียงพอ ทั้งนี้เนื่องจากมะคะเดเมียเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก คือ มีความต้องการน้ำเฉลี่ย 15 ลิตร ต่อต้นต่อวัน
 
     มะคาเดเมียจะให้ผลผลิตได้ดีเมื่อมีอายุต้นประมาณ 10 ปีขึ้นไป และสามารถเก็บต่อเนื่องได้จนถึงอายุ 100-125 ปี มะคาเดเมียให้ผลผลิตเฉลี่ย 10 กิโลกรัมต่อต้น ให้ผลผลิตสูงสุดประมาณ 30 กิโลกรัม/ต้น พื้นที่ 1 ไร่สามารถปลูกมะคาเดเมียได้ 30 ต้น
 
     สำหรับพันธุ์มะคะเดเมียที่นิยมปลูก และเป็นพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรรับรองพันธุ์ได้แก่ มะคาเดเมียพันธุ์ 660 และ 741 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ดีที่สุด นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ 800, 344 และ 508
 
     ในการเก็บ เกี่ยวผลผลิตมะคาเดเมียนั้นในต่างประเทศนิยมใช้รถหรือเครื่องมือทุ่นแรงไป เขย่าต้น เพื่อให้ผลร่วง แล้วจะใช้รถอีกคันเข้ามาดูดเก็บผลของมะคาเดเมียเข้าเครื่องเพื่อนำไปส่งโรง งาน แต่ในประเทศไทยการนำเทคโนโลยีอย่างต่างประเทศนั้นคงอีกนาน ทั้งนี้เพราะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก ประกอบกับค่าแรงงานในไทยยังถูกอยู่ ดังนั้นการจ้างแรงงานคนมาเขย่าต้นให้ผลร่วงแล้วเก็บผลมะคาเดเมียทำให้ง่าย และประหยัด กว่ากันมาก
 
     วิธีการแปรรูปมะคาเดเมีย เท่าที่สำรวจจากรายงานต่างๆ มีคำแนะนำดังนี้ค่ะ ประการแรก คือต้องเอาเปลือกที่หุ้มเมล็ดมะคาเดเมียอยู่ออกให้หมด วิธีการคือนำผลมะคาเดเมียไปอบด้วยความร้อน 40 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 วัน และอบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส อีก 2 วัน จะทำให้เปลือกผลมะคาเดเมียร่อน จากนั้นให้นำผลมะคาเดเมียที่อบแล้วไปผ่านเครื่องกะเทาะเปลือก จากนั้นจึงนำไปคัดคุณภาพ โดยวิธีการนี้จะได้เมล็ดมะคาเดเมียดิบที่มีคุณภาพ มะคาเดเมียที่คัดแล้วแต่ละเกรดสามารถส่งโรงงานแปรรูปได้เลย แต่ถ้าจะให้ได้เมล็ดมะคาเดเมียสุกก็จะต้องอบต่ออีก 3 วัน โดยใช้อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส
 
     สนราคาของผลผลิตมะคาเดเมียแปรรูปแล้วในปัจจุบัน เกรด 1 มีราคาประมาณ 450 บาท/กิโลกรัม เกรด 2 ราคา 400 บาท/กิโลกรัม เกรดต่ำสุดราคา 200 บาท /กิโลกรัม ซึ่งมะคาเดเมียเกรดต่ำสุดนิยมเอาไปทำคุกกี้

 
  วิธีการขยายพันธุ์มะคาเดเมียเพื่อให้ได้ผลผลิตตรงตามพันธุ์ ที่นิยมใช้ที่สุด คือ การ"เสียบยอด"
 
     คุณดำเกิง ชาลีจันทร์ นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องมะคาเดเมียสรุปไว้ว่า สภาพตลาดของมะคาเดเมียในบรรรดาพวกพืชเคี้ยวมันทั้งหมดยังมีค่าน้อยมาก คือ มีเพียง 3 % ของอัตราส่วนด้านมูลค่าและปริมาณ ในขณะที่ถั่วอัลมอนด์อยู่ในอันดับหนึ่งหรือประมาณ 45-48 % นอกจากนี้ยังมีประชากรของโลกอีกมากที่ยังไม่รู้จักรับประทานมะคาเดเมียอย่าง ทวีป ยุโรปทั้งทวีป ส่วนประเทศใหญ่ ๆ เช่น จีน และ แคนาดา ยังเป็นแหล่งที่จะระบายผลผลิตแปรรูปออกไปขายได้ โดยเชื่อว่าหากได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมกันจริงๆ โอกาสที่จะขยายปริมาณการผลิตยังมีอยู่อีกมากและมะคาเดเมียอาจจะเป็นพืชเกษตร อุตสาหกรรมตัว ใหม่ของประเทศไทยที่จะช่วยเพิ่มความหลากหลายและสร้างสรรค์ให้กับสินค้าทาง การเกษตรและทำรายได้ให้กับประเทศไทยได้อย่างงดงามในอนาคตอันใกล้นี้


Liked By: imm sureerat
บันทึกการเข้า
noon9999
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 762


« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2010, 05:47:01 AM »

ขอบคุณครับสำหรับข้อมูล เพิ่งไปซื้อมาลองปลูก2ต้นเมื่อวานจากสถานีเกษตรที่สูง

แต่ไม่รู้พันธ์อะไร จำได้แต่แบบใบหนามกับใบไม่ค่อยหนามครับ
บันทึกการเข้า
fin
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 74


« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 30, 2010, 09:24:52 PM »

บทความที่มาลงรวมทั้งราคารับซื้อเป็นบทความเก่า มาจาก บทความวิทยุรายการสาระความรู้ทางการเกษตรประจำวันจันทร์ที่ 3  กรกฎาคม 2543เรื่อง มะคาเดเมีย ดังนั้นราคาอาจจะไม่ใช่ตามที่แจ้งนะครับ http://natres.psu.ac.th/radio/radio_article/radio42-43/42-430040.htm
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: