หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มีใครปลูกอ้อย แล้วเคี่ยวน้ำตาลไว้กินเองบ้างครับ  (อ่าน 12821 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
121
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« เมื่อ: มิถุนายน 06, 2010, 02:32:13 PM »

เริ่มต้นก็อยากถามเรื่องพันธ์อ้อย ว่าใช้พันธ์อะไรดีที่สุด

แล้วก็...อื่นๆอีกมากมาย ที่ยังคิดไม่ออก

  หลังจากปลูกข้าวไว้กินเองเมื่อปีที่แล้ว
 
เรื่องต่อไปก็น้ำตาลที่ใช้ทำขนมในบ้าน

 ขอบคุณครับ



Liked By: lumtal2555
บันทึกการเข้า

saeree
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 98


« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 07, 2010, 08:11:16 PM »

อ้อยที่ตัดส่งโรงหีบอ้อยมักจะแข็งมาก ถ้าเอามาหีบเอง เอาน้ำอ้อยมาเคี่ยวน้ำตาล น่าจะยากเหมือนกัน ผมว่าเอาอ้อยที่ปลูกไว้คั้นน้ำ หรือทำอ้อยควั่น ให้คนกินเนื้อออ้ยนิ่มกว่า  น่ำจะเหมาะกับการคั้นแบบโฮมเมด และหอมหวาน ดี
ทำแล้วเอามาโชว์กันมั่ง  นะครับ


Liked By: lumtal2555
บันทึกการเข้า
121
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 178


« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 10:51:00 AM »

.................อ้อยคั้นน้ำ ...พืชทำเงินที่หลายคนมองข้าม............ 
อ้อย เมื่อพูดถึงอ้อย ทำให้นึกถึงอ้อยโรงงานที่ผลิตน้ำตาล แต่ก็มีอ้อยหลายสายพันธุ์ที่เป็นอ้อยเพื่อการคั้นน้ำหรืออ้อยเคี้ยว เช่น อ้อยพันธุ์สิงคโปร์
เมอริชาร์ท สุพรรณบุรี 50 สุพรรณบุรี 72 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เปลือกและเนื้อนิ่ม เคี้ยวง่าย ให้ปริมาณน้ำอ้อยต่อลำสูง รสชาติอร่อย หอมหวาน
เกษตรกรนิยมปลูกกันมากขึ้น ตลาดผู้บริโภคน้ำอ้อยสดก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน ...
............................

ผลตอบแทนต่อไร่สูง

      อ้อยที่ปลูกเพื่อคั้นเอาน้ำมาดื่มสด ๆ หากแช่เย็นหรือใส่น้ำแข็ง ก็จะได้รสชาติที่อร่อย หอม หวาน ดื่มในขณะอากาศร้อน ก็จะดับร้อนผ่อนกระหายได้ดี หรือที่เรียกอ้อยประเภทนี้ว่า "อ้อยคั้นน้ำ"

         ผู้ปลูกอ้อยคั้นน้ำ กล่าวว่า เกษตรกรปลูกอ้อยคั้นน้ำพันธุ์สิงคโปร์ และพันธุ์เมอริชาร์ท ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้
1,060 กอ โดยใช้ระยะปลูก 1.50 x 1 เมตร หลังปลูก 8 เดือน เริ่มเก็บเกี่ยวได้ เฉลี่ยกอละจำนวน 5 – 6 ลำ จะได้อ้อยอย่างน้อย 5,000 ลำต่อไร่
" ใน 1 ไร่ จะได้อ้อยขั้นต่ำ 5,000 ลำ ขายในพื้นที่ ราคาลำละ 10 บาท เกษตรกรจะมีรายได้เฉลี่ย 50,000 บาทต่อไร่ หรือคั้นน้ำอ้อยบรรจุขวดขาย
อ้อย 1 ลำ คั้นน้ำอ้อยได้ 3 – 4 ขวด (ขวด ขนาด 350 ซีซี) ขายขวดละ 10 บาท เท่ากับ 30 – 40 บาทต่อลำ ใน 1 ไร่ จะทำให้มีรายได้ประมาณ 150,000 –
200,000 บาท นอกจากนี้ ยังขายเป็นอ้อยควั่น อ้อย 1 ลำ ขายเป็นอ้อยควั่นได้ 5 – 6 ถุง ๆ ละ 10 บาท นับว่าเป็นรายได้เสริมจากการทำสวนยางพารา
สวนปาล์มน้ำมัน ได้ดีเลยทีเดียว"


นายพงษ์ศักดิ์ พาคำ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40/2 บ้านหนองแวง ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ที่อดีตปลูกอ้อยโรงงาน มีรายได้ไร่ละ 5,000 - 6,000 บาท แต่ต่อมาหันมาปลูกอ้อยคั้นน้ำขาย มีรายได้สูงถึงละ 80,000 บาท

นายพงษ์ศักดิ์ ได้ปลูกอ้อยคั้นน้ำตั้งแต่ปี 2541 เริ่มจาก 1 งาน และขยายพื้นที่ปลูกทุกปี ปัจจุบันปลูก 15 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 10 ตัน /ไร่ ขายผลผลิตได้ 2 ลักษณะ คือ "ขายลำ" ก.ก. ละ 2 บาท อ้อยลำหนึ่ง ได้น้ำหนัก 4 ก.ก. (ลำละ 4 บาท) มีรายได้ไร่ละ 20,000 บาท อีกลักษณะหนึ่งคือ "คั้นน้ำขาย" โดยใช้เครื่องคั้นน้ำติดรถมอเตอร์ไซด์พ่วงไปขายตามที่ต่าง ๆ ทำให้มีรายได้สูงถึงไร่ละ 80,000 บาท

ซึ่งอ้อยคั้นน้ำ นับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับเกษตรกร (ไม่ใช่ว่าจะแนะนำให้ปลูกอ้อยคั้นน้ำแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรทำการเกษตรหลาย ๆ อย่าง จะเป็นการลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และลดความเสี่ยงด้านการตลาดและราคาด้วย)

 
   
 ลักษณะทั่วไป

     อ้อยคั้นน้ำเป็นพืชที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรเป็นจำนวนมาก  เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำอ้อยพร้อมดื่มมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว  สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ของประเทศ  สภาพพื้นที่เป็นที่ดอนน้ำไม่ท่วมขัง  การคมนาคมสะดวก  ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ  ควรเป็นดินร่วนหรือดินร่วนเหนียว  ร่วนปนทรายหรือดินเหนียว  มีความอุดมสมบูรณ์ของดินปานกลางขึ้นไป  ระดับหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า  50  เซนติเมตร  ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง  5.5 – 7.0  และสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต  30 – 35  องศาเซลเซียส  ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ  1,000-1,200  มิลลิเมตรต่อปี  และมีแหล่งน้ำเพียงพอ

 
พันธุ์ที่นิยมปลูก  มี  2  พันธุ์

           -  สุพรรณบุรี  50  ใบสีเขียวเข้ม  ลำมีขนาดใหญ่สีเขียวอมเหลือง  ปล้องยาวเป็นรูปทรงกระบอก  แตกกอ  5-6  ลำต่อกอ  ไว้ตอได้  3-4  ครั้ง  ทนทานต่อโรคลำต้นเน่าแดง  อายุเก็บเกี่ยวประมาณ  8  เดือน  ผลผลิตน้ำอ้อย  4,600-5,200  ลิตรต่อไร่  ความหวาน  15-17  องศาบริกซ์  เหมาะสำหรับปลูกทั้งในสภาพ
ที่ดอนและที่ลุ่ม

           -  สิงคโปร์  เป็นพันธุ์ที่เกษตรกร  อำเภอลาดบัวหลวงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  นิยมปลูกในอดีต  ในสีเขียวอ่อน  ลำมีขนาดใหญ่สีเหลืองเข้ม  ปล้องสั้นเป็นรูปข้ามต้มหรือป่องกลาง  แตกกอ  3-4  ลำต่อกอ  ไว้ตอไม่ได้  อ่อนแอต่อโรคลำค้นเน่าแดง  อายุเก็บเกี่ยวประมาณ  8  เดือน  ผลผลิตน้ำอ้อย   2,100-2,800  ลิตรต่อไร่  ความหวาน  13-15  องศาบริกซ์  เหมาะสำหรับปลูกในสภาพที่ลุ่ม


การเตรียมดิน

           -  ในสภาพที่ลุ่ม  ต้องขุดเป็นรองหรือยกร่อง  โดยมีสันร่องกว้าง  5-6  เมตร  ความยาวร่องตามขนาดพื้นที่  และให้มีคูน้ำรอบแปลงลึกประมาณ  1  เมตร ในสภาพที่ดอน  เป็นการปลูกในพื้นที่ราบจึงควรมีการปรับระดับพื้นที่ให้มีความลาดเอียงประมาณ  1  เปอร์เซ็นต์

           -  ถ้าดินมีอินทรีย์วัตถุต่ำกว่า  1.5  เปอร์เซ็นต์   ควรหว่านปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้วอัตรา  1,000-2,000  กิโลกรัมต่อไร่  แล้วพรวนกลบ

           -  ไถด้วยผาลสาม  1  ครั้ง  ลึก  30-50  เซนติเมตร  ตากดิน  7-10  วัน  พรวนด้วยผาลเจ็ด  1-2  ครั้ง  แล้วคราดเก็บเศษซาก  ราก  เหง้า  หัว  และไหล  ของวัชพืชข้ามปี  ออกจากแปลง

           -  ในสภาพที่ลุ่ม  ให้ทำร่องปลูกตามแนวขวางบนสันร่อง  ระยะระหว่างร่อง  0.75-1.0  เมตร  ในสภาพที่ดอน  ระยะระหว่างร่อง  1.2-1.5  เมตร 

การเตรียมท่อนพันธุ์

           จำเป็นต้องเตรียมท่อนพันธุ์  สำหรับใช้ในแปลงพันธุ์และแปลงปลูก  โดยมีขั้นตอน  ดังนี้

           -  ใช้ท่อนพันธุ์อายุ  6-8  เดือน  จากแหล่งและแปลงที่ไม่มีโรคลำต้นเน่าแดงระบาด  หรือจัดทำแปลงพันธุ์ไว้ใช้เอง  เพื่อลดต้นทุนการผลิต  โดยเตรียมแปลงพันธุ์  1  ไร่  สำหรับแปลงปลูก  10  ไร่

           -  ใช้มีตัดลำอ้อยชิดโคน  และตัดยอดอ้อยต่ำกว่าคอใบสุดท้ายที่คลี่แล้วประมาณ  20  เซนติเมตร  ลอกกาบใบตัดอ้อยเป็นท่อน  จำนวน  3  ตาต่อท่อน  แล้วนำไปปลูกทันที  ไม่ควรทิ้งไว้เกิน  7  วัน

           -  ตรวจแปลงพันธุ์อย่างสม่ำเสมอ  ถ้าพบการระบาดของโรคลำต้นเน่าแดง  ต้องขุดกออ้อยออก  เผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที

   วิธีการปลูก

           -  ปลูกเป็นแถวเดี่ยวทั้งในแปลงพันธุ์และแปลงปลูก

           -  วางท่อนพันธุ์ในร่อง  ให้มีระยะระหว่างท่อน  50  เซนติเมตร

           -  กลบดินให้สม่ำเสมอ  หนา  3-5  เซนติเมตร  สำหรับพันธุ์สุพรรณบุรี  50  และหนา  1-2  เซนติเมตร  สำหรับพันธุ์สิงคโปร์

              การให้ปุ๋ย

           -  ให้ปุ๋ยเคมีหลังปลูก  หรือหลังแต่งตออ้อย  2  ครั้ง

                 ดินร่วน  ดินร่วนเหนียว  หรือ  ดินเหนียว  ให้ปุ๋ยสูตร  16-8-8  ครั้งแรกเมื่ออายุ  1  เดือน  อัตรา  35  กิโลกรัมต่อไร่  ครั้งที่สองเมื่ออายุ  3  เดือน  อัตรา  40  กิโลกรัมต่อไร่

                 ดินร่วนปนทราย  ให้ปุ๋ยสูตร  15-15-15  หรือ  13-13-21  ครั้งแรกพร้อมปลูก  อัตรา  30  กิโลกรัมต่อไร่  ครั้งที่สองเมื่ออายุ  3  เดือน  อัตรา  50  กิโลกรัมต่อไร่

           -  ในอ้อยปลูก  ให้ปุ๋ยแบบโรยเป็นแถวข้างกออ้อยแล้วพรวนกลบ  ในอ้อยตอ  ให้ฝังกลบปุ๋ยห่างจากกออ้อย  10-15  เซนติเมตร


       การให้น้ำ

           -  ให้น้ำทันทีหลังปลูก  เพื่อให้อ้อยงอกสม่ำเสมอ  หลังจากนั้นให้น้ำทุก  2-3  สัปดาห์

                 ในสภาพที่ลุ่ม  ให้น้ำโดยการตักน้ำสาดหรือใช้เครื่องสูบน้ำวางลงในเรือขนาดเล็ก  สูบน้ำจากร่อง

                 ในสภาพที่ดอน  ให้น้ำประมาณครึ่งร่อง  โดยไม่ต้องระบายน้ำออก

           -  งดให้น้ำ  2  สัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยว  ถ้าในช่วงเก็บเกี่ยวมีฝนตกหนัก  ต้องระบายน้ำออกจากร่องทันทีให้เหลือไม่เกินครึ่งร่อง

จากคุณ : คนดง คนเดิม   - [ 9 มี.ค. 51 10:14:25 ] 
   
 
 
 


 ความคิดเห็นที่ 8 

ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม

                 -  เก็บเกี่ยวอ้อยที่อายุประมาณ  8  เดือน

                 -  น้ำอ้อยมีความหวาน  13-17  องศาบริกซ์

                 -  ลำอ้อยมีความยาวไม่น้อยกว่า  2  เมตร

                 -  ควรเก็บเกี่ยวในช่วงเข้าหรือเย็น  ขณะที่อากาศไม่ร้อนจัด
                     
               วิธีการเก็บเกี่ยว

                 -  ตัดเฉพาะลำอ้อยที่มีอายุ  8  เดือน  สังเกตได้คือ  พันธุ์สุพรรณบุรี  50  จะมีลำสีเขียวอมเหลือง  สำหรับพันธุ์สิงคโปร์  จะมีสีเหลืองเข้ม

                 -  ใช้มีดถากใบและกาบออกทั้งสองด้าน  อย่าให้เปลือกหรือลำเสียหาย  ตัดลำอ้อยชิดดิน  แล้วตัดยอดอ้อยต่ำกว่าจุดคอใบประมาณ  25  เซนติเมตร  วางบนแคร่หรือพื้นที่สะอาด  ห้ามวางบนพื้นดิน

ใช้ยอดอ้อยหรือเชือกฟางมัดโคนและปลายลำอ้อย  มัดละ  10  ลำ  แล้วใส่รถบรรทุกนำส่ง
ให้ลูกค้าทันที  หรือนำไปไว้ในที่ร่มเพื่อเตรียมจัดส่ง 
 

การปฏิบัติหลังเก็บเกี่ยว

                 -  ลำอ้อยที่ตัดแล้วควรนำไปส่งขายทันที

                 -  ถ้ายังไม่นำไปคั้นน้ำ  สามารถเก็บลำอ้อยไว้ในที่ร่ม  ที่มีการถ่ายเทอากาศดี  ได้นาน  ประมาณ  7  วัน  โดยคุณภาพน้ำอ้อย  คือ  สีและความหวานไม่เปลี่ยนแปลง

                 -  สถานที่เก็บลำอ้อยต้องสะอาด  ห่างไกลจากสัตว์  มูลสัตว์  ปุ๋ยเคมี  และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
                     
                   -  รถบรรทุกอ้อยต้องสะอาด  และเหมาะสมกับปริมาณอ้อย  ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน  สัตว์  มูลสัตว์  ปุ๋ยเคมี  และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  เพราะอาจมีการปนเปื้อน  ยกเว้น  จะมีการทำความสะอาดอย่างเหมาะสม  ก่อนนำมาบรรทุกอ้อยคั้นน้ำ

                 -  การขนอ้อยขึ้นรถ  ควรมีคนรับอ้อยบนรถ  ห้ามโยน  เพราะจะทำลำอ้อยช้ำ  คุณภาพน้ำอ้อยเสีย

                 -  ควรจัดส่งอ้อยในช่วงเช้าหรือเย็น  เพราะถ้าอ้อยได้รับความร้อนสูงเกินไป  จะมีผลเสียต่อคุณภาพน้ำอ้อย

............................................



                      น้ำตาลอ้อย
น้ำตาลอ้อยผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมาช้านาน โดยเฉพาะขนมท้องถิ่นต่างๆล้วนใช้น้ำตาลจากอ้อย เช่น ขนมกระยาสารทที่ต้องใช้น้ำอ้อยกวนจึงจะหอมอร่อย ขนมวงทราราดนห้าด้วยน้ำตาลอ้อยเคี่ยวจนเหนียว เช่นเดียวกับขนมนางเล็ดหรือข้าวแต๋น และขนมเทียน ขนมเข่ง ขนมต้ม ข้าวเหนียวแดง ฯลฯ ก็ใช้น้ำตาลอ้อยเพิ่มรสชาติและความหอม

การทำน้ำตาลอ้อยเริ่มจากนำลำอ้อยมาหีบเอาน้ำอ้อยก่อน แล้วจึงเอามาเคี่ยวในกระทะใบบัวจนกว่าน้ำอ้อยจะเหนียวได้ที่และมีสีน้ำตาลเข้มจัด จากนั้นหยอดลงพิมพ์ที่เตรียมไว้ มีหลายรูปแบบ บ้างเป็นแผ่นกลมแบน เป็นท่อนทรงกระบอกคล้ายอ้อยควั่น ทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ หรือเป็นก้อนที่หารูปทรงไม่ได้เลยก็มี ชาวบ้านเรียกน้ำตาลอ้อยแบบนี้ว่า น้ำอ้อยหรือน้ำตาลงบ แต่ถ้าใส่กะทิลงไปในขั้นตอนการเคี่ยว หรือใส่ถั่วคั่ว งาคั่วและมะพร้าวขูดลงไปด้วย จะเรียกว่าน้ำอ้อยกะทิ เป็นขนมกินเล่นของเด็กๆและผู้ใหญ่สมัยก่อน

นอกจากจะใช้ทำขนมแล้ว ยังมีอาหารหลายอย่างที่ต้องใช้รสหวานและกลิ่นหอมจากน้ำตาลอ้อยเท่านั้นจึงจะอร่อยตามต้นตำรับ เช่น ปลาตะเพียงต้มเค็ม (ของแท้ต้องมีลำอ้อยผ่าซีกรองที่ก้นหม้อด้วย) น้ำปลาหวานสะเดา ต้มฟักหวาน พะโล้ กวยจั๊บ เป็นต้น เพราะกลิ่นหอมของน้ำตาลอ้อยที่หอมเหมือนน้ำตาลไหม้จะช่วยขับกลิ่นเครื่องเทศในอาหารให้หอมอร่อยยิ่งขึ้น แถมยังได้คุณค่าจากวิตามิน แร่ธาตุและกากใยอาหารจากอ้อย โดยไม่มีสารเคมีเจือปนด้วย

 
   
            ...น้ำตาลทรายแดง
ฝรั่งเขามีบราวน์ชูการ์ ไทยเราก็มีน้ำตาลทรายแดง ซึ่งจัดเป็นน้ำตาลเพื่อสุขภาพอีกชนิดหนึ่ง เพราะยังมีสารอาหารจาก้อยอยู่เกือบครบถ้วน

น้ำตาลชนิดนี้ได้จากการนำน้ำอ้อยมาเคี่ยว โดยหมั่นตักเอาสิ่งสกปรกออกจนน้ำเชื่อมใส ใส่ปูนขาวลงไปเล็กน้อย ไม่อย่างนั้นน้ำตาลจะไม่ตกทราย จากนั้นก็เคี่ยวน้ำเชื่อมต่อไปเรื่อยๆจนแห้ง จะออกมาเป็นเม็ดทรายบ้าง จับตัวเป็นก้อนเล็กก้อนใหญ่บ้าง สีออกน้ำตาลแดง จึงเรียกว่าน้ำตาลทรายแดงนั่นเอง

น้ำตาลทรายแดงจะหอมน้อยกว่าน้ำตาลอ้อย เพราะผ่านการกรองแยกเอากากน้ำตาล ซึ่งก็คือวิตามิน แร่ธาตุ และกากใยอาหารออกไปบางส่วน แต่ก็ยังเป็นน้ำตาลที่มีประโยชน์ ไม่มีสารเคมีเจือปน (หรือมีอยู่น้อย) หาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป สามารถนำมาทำอาหารและขนมได้แทบทุกชนิด ที่เห็นมากก็เช่น เต้าฮวย บัวลอยน้ำขิง เฉาก๊วย ถั่วเขียวต้มน้ำตาล เป็นต้น หรือใส่ในเครื่องดื่มต่างๆแทนน้ำตาลทรายขัดขาวก็ดีไม่น้อย เพียงแต่น้ำตาลชนิดนี้จะมีความหวานน้อยกว่าน้ำตาลทรายขัดขาวประมาณครึ่งหนึ่ง เมื่อใช้แทนกันจึงต้องเพิ่มปริมาณเป็นสองเท่า อีกทั้งยังมีกลิ่นของอ้อยติดมาด้วย จึงอาจทำให้กลิ่นและรสชาติเครื่องดื่มเปลี่ยนไปบ้างนิดหน่อย แต่ถ้าคนคชอบจะบอกว่าหอมและอร่อยขึ้นกว่าเดิม
 
 

              ภูมิปัญญาชาวบ้านในการทำน้ำอ้อย...

       
น้ำอ้อยเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่ทำจากอ้อยโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ไม่มากนักอำเภอพร้าวเป็นพื้นที่แห่งเดียวในจังหวัดเชียงใหม่ที่เกษตรกร ประกอบอาชีพ ทำน้ำอ้อยเป็นอาชีพ เสริมหลังการทำนาเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ครอบครัว เป็นอาชีพที่ทำกันมานานโดยสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ แต่เครื่องมือและอุปกรณ์การพัฒนาลี่แปลงไปตามสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ในสมัยก่อนใช้แรงงานสัตว์ช่วยในการหีบอ้อย เปลี่ยนเป็นใช้เครื่องยนต์แทน จากที่เคยปลูกอ้อยพันธุ์พื้นเมืองก็เปลี่ยนเป็นพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตมากกว่าเดิม และทำเป็นก้อน น้ำอ้อยสมัยก่อนจะใช้วิธีตักหยอดที่ละก้อน ปัจจุบันก็ใช้วิธีเทลงบนแบบพิมพ์ ซึ่งทำได้เร็วกว่า และทำเป็นน้ำอ้อยผงตามที่พ่อค้าต้องการ การทำน้ำอ้อยถือได้ว่าเป็นการแปรรูป ผลผลิต ทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าโดยเกษตรกรเอง การแปรรูปอ้อยจะเริ่มตั้งแต่การปลูกอ้อยครั้งแรกในช่วงปลายฤดูฝนประมาณเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน พอครบ 1 ปีก็สามารถตัดอ้อยมาแปรรูปได้ อ้อยที่ปลูกสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ นาน 3-4 ปี จึงจะรื้อปลูกใหม่ เกษตรกรจะตัดอ้อยให้พอหีบ หมดในแต่ละวันเท่านั้นการหีบอ้อยจะเริ่ม ตั่งแต่เช้ามืด เมื่อหีบเสร็จก็จะเริ่มเคี่ยวทันที โดยเคี่ยวในกะทะขนาดใหญ่ และใช้กากอ้อย ที่หีบเอาน้ำอ้อยออกแล้วไปตากให้แห้ง นำมาเป็นเชื้อเพลิงในการเคี่ยวน้ำอ้อย ฉะนั้นถ้าฝนตก เกษตรกรก็จะหยุดหีบอ้อยเพราะไม่มีเชื้อเพลิงในการเคี่ยวน้ำอ้อย การทำน้ำอ้อยในอำเภอพร้าวจะมีเฉพาะพื้นที่ 2 ตำบลซึ่งเป็นเขตพื้นที่ติดต่อกัน คือ บ้านห้วยกุ บ้านป่าตุ้ม ตำบลป่าตุ้ม และบ้านสหกรณ์ ตำบลเขื่อนผาก ในช่วงหลังการเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ ประมาณเดือน ธันวาคม ถึงเดือน มีนาคม ของทุกปี สามารถเข้าไปดูกระบวนการแปรรูปอ้อย ของเกษตรกรได้ ซึ่งมีเหลืออยู่ไม่มากในปัจจุบัน

                     
     วิธีการทำ ..
   
            หีบอ้อยแล้วนำน้ำอ้อยไปกรองให้สะอาด แล้วไปเคี้ยวควรเคี้ยวภายในวันนั้น ถ้าทิ้งไว้ข้ามคืน จะทำให้การเคี้ยวให้เป็นน้ำตาลได้ยาก ก่อไฟเตรียมไว้ แล้วตั้งกระทะเตรียมไว้เพื่อใส่น้ำอ้อยโดยการใส่น้ำเปล่าทิ้งไว้ก่อน ควบคุมไฟให้สม่ำเสมอ
นำน้ำอ้อยที่ผ่านการกรองด้วยผ้าขาวบางแล้ว ใส่ลงในกระทะ แล้วใส่น้ำปูนใสขาวประมาณ 1 ทับพีต่อน้ำอ้อย 1 ลิตร เพื่อให้น้ำอ้อยเกิดการแข็งตัวโดยเร็ว เมื่อน้ำอ้อยเริ่มเดือด ทำการซ้อนฟองและสิ่งเจือปนออกให้สะอาด
เมื่อน้ำอ้อยเดือดมากขึ้น นำกระโจมไม้ไผ่มาครอบเพื่อป้องกันน้ำอ้อยล้นกระทะ การใส่ไฟต้องให้สม่ำเสมอที่สุด เมื่อครอบกระโจมแล้ว ถ้ายังเกิดฟองสีคล้ำ ๆ เกิดขึ้นรอบกระโจมด้านนอก ให้ใช้มือซ้อนเล็ก ๆ ที่ทำจากไม้ไผ่ ซ้อนฟองสีคล้ำออก
เมื่อน้ำอ้อยเดือดมากจนกลายเป็นน้ำเชื่อม จะยุบตัวต่ำกว่ากระโจมครอบ แล้วยกกระโจมครอบออกได้ พร้อมกันนั้นให้ใช้มือซ้อน (ไม้ไผ่สาน) ต้องกวนน้ำเชื่อมให้ทั่ว ๆ กระทะถ้าไม่กวน จะทำให้เกิดน้ำเชื่อมไหม้ที่ขอบกระทะ และต้องสังเกตไฟตลอดเวลา เมื่อดูด้วยสายตาเห็นว่าน้ำเชื่อมยุบตัวแล้วจะใช้กวนเป็นน้ำตาลได้หรือยัง โดยให้ใช้ไม้แป้นตักน้ำเชื่อมไปทดสอบโดยการเขย่าในน้ำเย็น ให้น้ำเชื่อมหลุดจากแป้น ถ้าบีบดูแล้วน้ำเชื่อมยังอ่อนตัวอยู่ให้เคี้ยวต่อไปจนกว่าน้ำเชื่อมจะแข็งตัว ทดสอบโดยการปั้นน้ำเชื่อมให้เป็นก้อนแล้วโยนก้อนน้ำเชื่อมให้กระทบขอบอ้างดินเผา จะเกิดเสียงคล้ายของแข็งกระทบกันเป็นอันว่าได้
ระหว่างรอน้ำเชื่อมจะใช้กวนได้หรือไม่ได้นั้นให้เตรียมวงไว้เป็นแถว ๆ ที่วางบนผ้าขาวบาง โดยวงจะต้องแช่น้ำเย็นให้เปียกก่อนใช้เรียง เพื่อความคล้องตัวตอนแคะน้ำตาลออก เมื่อแคะน้ำตาลออกแล้วก่อนใช้วงอีกต้องล้างในน้ำเย็นให้น้ำตาลออกให้หมด จึงจะนำไปใช้หยอดไหม เมื่อน้ำเชื่อมใช้กวนได้แล้ว ให้ใช้มือตักใส่อ้างดินเผา ประมาณขอบอ้าง และใช้ไม้คนในอ้างจนกว่าน้ำเชื่อมจะเป็นน้ำตาล แล้วใช้ไม้แป้นหยอดใสวงที่เตรียมไว้
ยอดน้ำเชื่อมใส่วงแล้วทิ้งไว้ประมาณ 8-10 นาที หรือสังเกตด้วยสายตาหรือสัมผัส เมื่อน้ำตาลแข็งตัวแล้วแคะออกจากวง


          กรรมวิธีการทำน้ำตาลแบบชาวบ้าน

อุปกรณ์
1. เครื่องหีบอ้อย
2. กะทะใบบัว
3. ไม้พาย
4. แบบพิมพ์

วิธีทำ
1. นำอ้อยเข้าเครื่องหีบอ้อย บีบคั้นเอาน้ำอ้อยออกมา ส่วนชานอ้อยที่เหลือนำไปตากแห้งประมาณ 1 แดด จากนั้นนำมาทำเป็นเชื้อเพลิง
เคี่ยวน้ำอ้อย
2. กรองด้วยผ้าขาวบางเอาสิ่งเจือปนออก แล้วนำน้ำอ้อยมาต้ม เร่งไฟให้ร้อนจนน้ำอ้อยเดือด
3. เมื่อน้ำอ้อยเริ่มงวดให้ผ่อนไฟลง และใช้ไม้พายคนให้ทั่วและบ่อยๆ เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนน้ำอ้อยเริ่มเหนียว
4. เมื่อน้ำอ้อยเหนียวได้ที่ (สีน้ำตาลไหม้) นำไปใส่ในแม่พิมพ์ที่ทำจากไม้หนา 1 นิ้ว เจาะรูกว้าง 2.5 เซนติเมตร ทำเป็นกระบะขนาด
60 ´ 120 เซนติเมตร เกลี่ยให้ทั่วกระบะไม้
5. รอให้น้ำอ้อยแข็งตัวประมาณ 3 – 5 นาที นำออกจากแม่พิมพ์ก็จะได้น้ำตาลอ้อยแท้บริสุทธิ์

หมายเหตุ
1. ถ้าต้องการทำน้ำตาลทรายแดง ให้นำน้ำตาลอ้อยมาบดอีกครั้งหนึ่ง
2. ถ้าต้องการให้เป็นก้อนแข็งให้ใส่โซเดียมไบคาร์บอเนต 2 ช้อนชา ต่อน้ำตาลอ้อย 1 กะทะ ใส่ในขณะที่จะนำไปเทลงในแบบพิมพ์


Liked By: arsun, lumtal2555
บันทึกการเข้า
yehyeh
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6


« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 12:17:36 PM »

ขอบคุณ  คุณ 121 มากเลยที่มาให้ความรู้เรื่องอ้อย  กลับไปอยู่บ้านเมื่อไหร่จะทำน้ำตาลไว้ใช้เองครับ


Liked By: lumtal2555
บันทึกการเข้า
สายรุ้ง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 469


« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 04:43:43 PM »

 
   อยากได้พันธุ์อ้อยคั้นน้ำ จะหาได้ที่ไหนได้ครับ  ปลูกเอาไว้กินครับ อยากได้

     ซัก 10-20ลำก็คงพอครับ  ขอบคุณครับ
บันทึกการเข้า
kaset-ok
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4


« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2010, 11:04:53 AM »

ผมซื้อมาเป็นลำจากสวน แล้วก็สับใส่ถุงเพาะไว้ครับ ตอนนี้ปลูกแล้ว อีก9เดือนเจอกัน
เป็นพันธุ์สิงค์โปรครับ.. เนื่องจากลำสวย ใหญ่ ยาว น้ำเยอะ แต่หวานสู้พันธุ์สุพรรณบุรี50ไม่ได้
(หวานมากแต่ลำเล็กกว่า..) คนคั้นน้ำขายมักเอาสองพันธุ์นี้คั้นผสมกันส่งโรงงานทำน้ำน้อยวุ้นหรืออื่นๆ


Liked By: lumtal2555
บันทึกการเข้า

คิดดีๆ แล้วก็ทำให้ดีๆ ผลก็จะออกมาดี
thongkeerd
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 220


« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2010, 01:27:31 PM »

แถวบ้านผมมีการปลูกอ้อยชนิดหนึ่งไม่ทราบว่าพันธุ์อะไรแต่เขาเอาไว้ใช้ในงานแต่งงานขายได้ต้นละ 200 - 400 บาท ไม่ใช่คู่ละนะครับแถมยังหายากซะด้วย
บันทึกการเข้า
i_nam
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 93


« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2010, 08:01:12 PM »

อ้อย สุพรรณบุรี 50

หาได้จากที่ไหนบ้าง ครับ

บันทึกการเข้า
numdoi
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 315


« ตอบ #8 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2010, 01:36:09 PM »

ไม่รู้ว่าแบบนี้เราไปขอซื้อจากร้านที่เขาคั้นน้ำขายจะได้ใหม เอาเฉพาะส่วนยอด เพราะไปหาแหล่งปลุกไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าจะได้ใหมครับ 
บันทึกการเข้า
WANIDA19
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4


« ตอบ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2010, 12:40:17 AM »

ได้ครับ
บันทึกการเข้า
ลุงจิ๊
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 405



« ตอบ #10 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2010, 12:55:51 PM »

พอจะแบ่งปันกันได้บ้างไหมครับ


Liked By: lumtal2555
บันทึกการเข้า

ID Line jcwbuthai
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: