หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ที่ดินประเภทต่างๆซึ่งทางราชการเป็นผู้ออกเอกสารให้ ที่ผู้ซื้อขายควรอ่าน  (อ่าน 32909 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 03:37:37 PM »

    ส.ท.ก.

                   กรมป่าไม้ได้เริ่มดำเนินการให้สิทธิทำกิน (สทก.) ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มานับตั้งแต่ปี 2525 ต่อมาปี พ.ศ. 2528 รัฐบาล ได้ตราพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 กำหนดให้มีมาตรา 16 ทวิ และมาตรา 16 ตรี ขึ้นเพื่อช่วยเหลือราษฎรที่มีความจำเป็นในการครองชีพ สามารถเข้าทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้โดยไม่เดือนร้อน และโดยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งซึ่งความตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการ รับรองว่าสิทธิทำกิน (สทก.) ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่กรมป่าไม้มอบให้กับราษฎรนั้นเป็นไปตามกฎหมาย

 การออกหนังสือ สทก.

1.   การที่จะให้ “สทก.” ในเขตป่าสงวนแห่ง ชาติใด ๆ กรมป่าไม้จะต้องส่งเจ้าหน้าที่ออกไปเดินสำรวจในเขตป่าสงวนแห่งชาตินั้น ๆ ว่ามีพื้นที่บริเวณใดที่ยังคงมีสภาพป่าดีอยู่ มีพื้นที่ใดที่ควรสงวนรักษาไว้มีพื้นที่ที่หมดสภาพป่าไปแล้วเป็นสภาพที่มี ลักษณะเสื่อมโทรมจำนวนเท่าใด จัดทำแผนที่รายงานต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนามประกาศกำหนดให้บริวเณพื้นที่ ที่สภาพเสื่อมโทรมดังกล่าวให้เป็น “เขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ” แล้วกรมป่าไม้ก็จะส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสำรวจสภาพพื้นที่เพื่อพิจารณาให้สิทธิ ทำกินต่อไป

2.      เมื่อกรมป่าไม้กำหนดที่จะทำการ สำรวจสภาพพื้นที่ในเขตป่าใด

2.1     ประชาสัมพันธ์นัดหมายราษฎรพื้นที่มาประชุมฟังคำชี้แจงถึงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ

2.2  ให้ราษฎรผู้ครอบครองที่ดินในเขต ปรับปรุงป่าสงวนแหงชาติ ยื่นคำขอมีสิทธิทำกิน ตามเวลากำหนด โดยต้องนำบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านไปเป็นหลักฐานด้วย

2.3   เจ้าหน้าที่นัดหมายรษารผู้ยื่นคำ ขอแต่ละรายมานำสำรวจการถือครอบและตรวจสอบสภาพพื้นที่ หากถูกต้องตามกลักเกณฑ์และข้อกำหนดก็จำทำการรังวัดขอบเขตแปลงที่ดิน พร้อมกับฝังหลักเขตแสงดแนวแปลงที่ดิน

3.   หนังสือ “สทก.” ที่มอบให้ราษฎรจะลงนามอนุญาตโดยผู้ว่าราชการจังหวัดท้องที่ที่ป่าสงวนแห่งชาตินั้นตั้งอยู่ มีลักษณะดังนี้

                              แบบที่ 1    เรียกว่า “หนังสืออนุญาต ให้ทำประโยชน์ และอยู่อาศัยภายในเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ” หรือแบบ สทก.1 ก. เป็นหนังสืออนุญาตให้ครั้งแรก มีอายุการอนุญาต 5 ปี ขนาดเนื้อที่อนุญาตให้ตามที่ครอบครองอยู่จริง แต่ไม่เกิน 20 ไร่ ต่อครอบครัว ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตเมื่อครบกำหนดการอนุญาตให้ครั้งแรก จะเปลี่ยนหนังสืออนุญาตตามแบบ สทก.2 ก

แบบที่ 2    แบบ สทก.2 ก ออกให้สำหรับผู้ที่ได้รับ สทก.1 ก มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไข กรมป่าไม้จะออกหนังสือฉบับนี้ให้เพื่อมีสิทธิทำกินในที่ดินเดิมต่อไปซึ่งไม่ เกิน 20 ไร่ ต่อครอบครัว (โดยจะ เรียกเก็บหนังสือ สทก.1 ก ด้วย) มี อายุการอนุญาต 5 ปี และต้องชำระค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตให้อัตราไร่ละ 20 บาท (ต่อหนึ่งคราวการอ นุญาต) เมื่อครบกำหนดก็จะมีการพิจารณาต่ออายุให้

แบบที่ 3    เรียกว่า “หนังสืออนุยษต ให้ทำการปลูกป่าหรือไม้ยืนต้นภายในเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ” หรือ แบบ สทก.1 ข เป็นหนังสืออนุญาตที่ออกให้แก่ราษฎรผู้ที่ได้รับ สทก.1 ก หรือ สทก.2 ก ที่ครอบครองพื้นที่เกิดกว่า 20 ไร่ และมีความประสงค์จะปลูกป่าหรือไม้ยืนต้นภายในเนื้อที่ไม่เกิน 35 ไร่ ต่อครอบครัว มีอายุการอนุญาตคราวละ 10 ปี และจะต้องชำระค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตในอัตราไร่ละ 20 บาท ทั้งนี้ราษฎรจะต้องปลูกป่าหรือไม้ยืนต้นไม่น้อยกว่าไร่ละ 25 ต้น เมื่อครบกำหนดเวลาการอนุญาตก็สามารถต่ออายุได้
หลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุญาตให้มี สิทธิทำกิน
                       1.   จะต้องเป็นป่าสงวนแห่งชาติที่มีลักษณะเป็นป่าสงวนแห่งชาติที่มีลักษณะเป็น ป่าเสื่อม โทรมที่กรมป่าไม้ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจพิสูจน์แล้ว

2.      เป็นพื้นที่ที่ได้ทำประโยชน์หรือ อยู่อาศัยอยู่แล้ว

3.      ไม่อยู่ในพื้นที่ป่าที่มีสภาพเป็น ต้นน้ำลำธาร ภูเขาสูงชัน หรือมีสภาพที่ควรรักษาไว้

4.      ไม่เป็นป่าชายเลน

5.      ไม่เป็นพื้นที่ป่าที่ในการศึกษาค้น คว้าทางวิชาการป่าไม้

6.      ไม่เป็นบริเวณที่มีทิวทัศน์สวยงาม อันควรรักษาไว้

7.      ไม่เป็นพื้นที่ซึ่งได้ทำการปลูก สร้างสวนป่า หรือได้รับอนุมัติโครงการสำหรับปลูกป่าระยะ 5 ปีไว้ แล้ว
คุณสมบัติของผู้ขออนุญาตมีสิทธิทำ กิน

-          เป็นบุคคลธรรมดา (ไม่ใช่นิติบุคคล)

-          บรรลุนิติภาวะแล้ว และเป็นหัวหน้าครอบครัว

-          เป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในพื้นที่ที่ขอมีสิทธิทำกินอยู่แล้วสิทธิ

1.      สามารถอยู่อาศัยและทำกินต่อไปในเขต ป่าสงวนแห่งชาติ โดยถูกต้องตามกำหมาย

2.      สิทธิทำกินตกทอดไปถึงทายาทได้

3.   สามารถขออนุญาตทำไม้ที่ได้ปลูกขึ้น ภายในที่ดินที่ได้รับอนุญาต (ตามแบบ สทก.1 ก หรือ สทก.2 ก หรือ สทก.1 ข) เพื่อนำไปใช้ ประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องชำระค่าภาคหลวงและค่าบำรุงป่า

4.   สามารถขอรับการสนับสนุนเงินทุน ในรูปของสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตร ได้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามโครงการที่กรมป่าไม้ และ ธ.ก.ส. จัดทำขึ้น
หน้าที่

                   ผู้ที่ได้รับ สทก. ต้องปฏิบัตินั้นคือ ข้อกำหนดเป็นเงื่อนไขของหนังสืออนุญาตแบบต่าง ๆ ซึ่งปรากฏหลังของหนังสืออนุญาตแบบต่าง ๆ สารสำคัญคือ

1.   จะต้องทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับ จาก สทก. ตามวัตถุ ประสงค์ที่ขอไว้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด และจะให้บุคคลอื่นนอกจากบุคคลในครอบครัว เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมิได้

2.      ห้ามซื้อ-ขายที่ดิน สทก.

3.      ห้ามละทิ้งไม่ทำประโยชน์ หรือไม่อยู่อาศัยในที่ดินที่ได้รับ สทก.

4.      ห้ามบุกรุกแผ้วถางป่าในบริเวณ ติดต่อใกล้เคียง

5.   ให้ความร่วมมือพนักงานเจ้าหน้าที่ มาขอตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขหนังสืออนุญาต สทก. หากไม่ปฏิบัติตาม “หน้าที่” หรือ ทำผิด “เงื่อนไข” จะถูกเพิกถอน “สิทธิทำกิน” โดยจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในกรณีใด ๆ มิได้

 

การตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไข สทก.

                   กรมป่าไม้จะส่งเจ้าหน้าที่ออกมาพบประชาชนผู้ได้รับ สทก. โดยสม่ำเสมอเพื่อตรวจสอบการใช้ที่ดิน ว่าเป็นไปตามเงื่อนไขหรือไม่หากถูกต้องก็จะมี “สิทธิทำกิน” ต่อไปเรื่อย ไ
 การดำเนินการในปัจจุบัน

                   ปัจจุบันกรมป่าไม้ไม่ได้มีการออก สทก. เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งเกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกินก็จะหันไปขอเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. แทน แต่สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ สทก. แต่เดิมอยู่แล้วก็ยังคงมีสิทธิอยู่ตามเดิม

 
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 06, 2010, 12:38:17 PM โดย vud » บันทึกการเข้า

vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 03:41:52 PM »

     การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.)

ความหมายของ “การปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม” กำหนดไว้ในกฎหมายปฏิรูปที่ดินมาตรา 4 ความว่า “การปรับปรุงเกี่ยวกับสิทธิและการ ถือครองในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมรวมตลอดจนถึงการจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น โดยรัฐนำที่ดินของรัฐหรือที่ดินที่รัฐจัดซื้อหรือเวนคืนเจ้าของที่ดิน ซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง หรือ มีที่ดินเกินสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็ก น้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ และสถาบันเกษตรกรได้เช่าซื้อ เช่าหรือเข้าทำประโยชน์โดยรัฐให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิตตลอดจนการผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผลดี ยิ่งขึ้น”

การปฏิรูปที่ดินเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเพื่อการ เกษตรเป็นของ
ตนเองอย่างถูกต้องตามกฎหมายตลอดไปตามขนาดและความจำเป็นของเกษตรกรรมนั้น ๆ พร้อมทั้งมีการพัฒนาพื้นที่ปรับปรุง ก่อสร้างถนน แหล่งน้ำ สาธารณูปโภคต่าง ๆ และส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรเพื่อให้มีรายได้และสภาพความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้น โดยมีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ภายใต้ พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับ ที่ 2) พ.ศ. 2519 และ(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2532 จึงเห็นได้ชัดว่าเป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นอกจากมุ่งหมายให้เกษตรกรมีความเท่าเทียมกันด้านสิทธิและการถือครองที่ดิน แล้วยังให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอาชีพและรายได้ของเกษตรกรเพื่อให้สามารถ ดำรงชีพในที่ดินที่ได้รับจากการปฏิรูปที่ดินได้งานหลักของ ส.ป.ก. จึงมีอยู่ 3 ลักษณะ คือ

1)     งานจัดที่ดิน โดยนำที่ดินของรัฐและที่ดินเอกชนมาให้เกษตรกรเช่า เช่าซื้อ

2)     งานพัฒนาขั้นพื้นฐาน เช่น ถนน แหล่งน้ำ เท่าที่จำเป็นในเขตปฏิรูปที่ดิน

3)     งานพัฒนาอาชีพและรายได้ของเกษตรกร

 “เกษตรกร” หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก และให้หมายความรวมถึงบุคคลผู้ยากจนหรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรมหรือเป็น บุตรของเกษตรกรบรรดาซึ่งไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเอง และประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ตามหลักเกณฑ์และ
เงื่อนไข ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาด้วย

คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับที่ดิน

ผู้ที่จะได้รับการจัดที่ดินเพื่อ เกษตรกรรม โดยวิธีการปฏิรูปที่ดินจะต้องเป็นเกษตรกรเท่านั้น กล่าวคือ

        1.   เป็นผู้ที่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรมเป็นหลัก มิใช่อาชีพอื่น และต้องไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองหรือมีเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ

        2.   เป็นผู้ซึ่งประสงค์จะประกอบ อาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ได้แก่ ผู้ที่ยังไม่เป็นเกษตรกร แต่ประสงค์จะเป็นเกษตรกรและมาขอรับการจัดที่ดินโดยจะต้องเป็นผู้ที่ยากจน หรือผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม หรือเป็นบุตรของเกษตรกร และต้องไม่มีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นของตนเองและไม่มีอาชีพอื่น อันมีรายได้ประจำเพียงพอแก่การยังอาชีพอยู่แล้ว

         

การดำเนินการปฏิรูปที่ดินในที่ดินของรัฐ

การปฏิรูปที่ดินในที่ดินของรัฐ หมายถึง การนำที่ดินของรัฐซึ่งถูกราษฎรบุกรุกถือครองโดยไม่ถูกต้อง ตามกฎหมาย หรือที่ดินที่รัฐไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิมที่ได้สงวนหรือหวง ห้ามไว้มาจัดให้เกษตรกรเข้าทำกินเป็นการถาวรและถูกต้องตามกฎหมาย หรือ การปฏิรูปที่ดินในที่ดินของรัฐ หมายถึง การที่ ส.ป.ก. นำที่ดินของรัฐ ได้แก่ ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตป่าไม้ถาวรที่เสื่อมโทรม ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน ที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนเลิกใช้ร่วมกัน ที่ราชพัสดุ ที่กระทรวงการคลังให้ความยินยอมแล้ว ที่ดินรกร้างว่างเปล่า หรือที่ดินที่จำแนกออกจากเขตป่าไม้ถาวร นำมาจัดให้เกษตรกรเช่า เช่าชื้อ เข้าทำประโยชน์ หรือจัดให้โดยมีค่าชดเชย
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 03:46:48 PM »

   น.ค. 3 

เป็นหนังสือแสดงการทำประโยชน์ ซึ่งออกให้ในนิคมสร้างตนเองตาม พ.ร.บ. จัดที่ดิน เพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511  การได้สิทธิในที่ดินของสมาชิกนิคมสร้างตนเอง เมื่อสมาชิกได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และ เงื่อนไข คือ

1)     ต้องเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองมา แล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

2)     ต้องไม่มีหนี้สินที่เกี่ยวกับ กิจการนิคม

3)     ชำระเงินค่าช่วยทุนรัฐบาลเรียบร้อย แล้ว

4)  ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดิน ตามมาตรา 8  ตาม พ.ร.บ จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 สมาชิกสงเคราะห์จะออกหนังสือการทำประโยชน์ให้แก่สมาชิกนิคมสร้างตนเอง
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 03:47:37 PM »

      ก.ส.น. 5

เป็นหนังสือแสดง การทำประโยชน์ ซึ่งออกให้นิคมสหกรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511การได้สิทธิในที่ดินของ สมาชิกนิคมสหกรณ์ การจัดการที่ดินลักษณะนี้ กฎหมายมุ่งที่จะให้สมาชิกนิคมสหกรณ์ผู้ได้รับการจัดสรรที่ดิน ที่ได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดิน (โฉนดที่ดินหรือตราจองที่ตราว่าได้ทำ ประโยชน์แล้ว) หรือสิทธิครอบครอง (น.ส.3) เมื่อ สมาชิกนิคมสหกรณ์นั้น ๆ ปฏิบัติตามกฎหมายไว้ คือ

1)     เมื่อสมาชิกนิคมสหกรณ์ได้ทำ ประโยชน์ที่ดินแล้ว

2)     เป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์มาแล้วไม่น้อย กว่า 5 ปี

3)     ชำระเงินค่าช่วยทุนรัฐบาลเรียบร้อย

4)     ชำระหนี้เกี่ยวกับกิจการของนิคมให้ แก่ทางราชการเรียบร้อยแล้ว

สมาชิกนิคมสหกรณ์ที่ปฏิบัติครบตาม หลักเกณฑ์ ทั้ง 4 ข้อ ดังกล่าว กรมส่งเสริมสหกรณ์จะออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ให้แก่สมาชิกนิคมสหกรณ์นั้น ๆ เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการที่ตนเป็นสมาชิกอยู่เมื่อได้รับ อนุญาตแล้วสมาชิกนิคมสหกรณ์ผู้นั้นก็สามารถนำหลักฐานดังกล่าวไปออกโฉนด ที่ดินหรือ น.ส. 3  ผู้ได้มาซึ่งที่ดินจะโอนที่ดินไปให้ผู้อื่นไม่ได้ นอกจากตกทอดทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่เป็นสมาชิกอยู่ และภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ที่ดินนั้นไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดีด้วย
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 03:48:53 PM »

      ภ.บ.ท. 5

เป็น แบบยื่นภาษีบำรุงท้องที่ ความหมายของที่ดิน ใน ภ.บ.ท. 5  หมายความว่า พื้นที่ดินและให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ำด้วย (มาตรา 6) ซึ่งมีข้อยกเว้น ตาม มาตรา 8 เจ้าของที่ดินไม่ต้องเสียภาษีบำรุง ท้องถิ่น สำหรับที่ดินต่อไปนี้

1)     ที่ดินที่เป็นที่ตั้งพระราชวังอันเป็นส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

2)  ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่น ดิน หรือที่ดินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐหรือสาธารณะ โดยมิให้หาผลประโยชน์

3)     ที่ดินของราชการส่วนท้องถิ่นที่ใช้ในกิจการของราชการส่วนท้องถิ่น หรือสาธารณะโดยมิได้หาประโยชน์

4)     ที่ดินที่ใช้เฉพาะการพยาบาลสาธารณะ การศึกษา หรือการกุศลสาธารณะ

5)  ที่ดินที่ใช้เฉพาะศาสนกิจศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดไม่ว่าจะใช้ประโยชน์ศาสนกิจ ศาสนาใดศาสนาหนึ่งหรือที่ศาลเจ้าโดยมิได้หาผลประโยชน์

6)     ที่ดินที่ใช้เป็นสุสานและฌาปนสถาน สาธารณะโดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน

7)     ที่ดินที่ใช้ในการรถไฟ การประปา การไฟฟ้า หรือการท่าเรือของรัฐ หรือที่ใช้เป็นสนามบินของรัฐ

8    ที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินอยู่แล้ว

9)  ที่ดินของเอกชนเฉพาะส่วนที่เจ้าของที่ดินยินยอมให้ทางราชการจัดใช้เพื่อ สาธารณะประโยชน์ โดยเจ้าของที่ดินมิได้ใช้ หรือหาประโยชน์ในที่ดินเฉพาะส่วนนั้น

10) ที่ดินที่เป็นที่ตั้งที่ทำการของ องค์การสหประชาชาติ หรือองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่มีข้อผูกพันยกเว้นตามอนุสัญญาหรือข้อตกลง

11) ที่ตั้งสถานทูต สถานกงสุล

12) ที่ดินตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 28, 2010, 04:15:46 PM โดย vud » บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 03:50:24 PM »

          สค. 1
เอกสาร สิทธิประเภทที่ราษฎรทำขึ้นเอง
แล้วนำไปแจ้งต่อทางราชการ

                    ซึ่งได้แก่ แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ซึ่งราชการประกาศให้ผู้ครอบครอง และทำประโยชน์อยู่ในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (1 ธ.ค.2497) ไปแจ้งการครอบครองต่อนาย อำเภอท้องที่ภายใน 180 วัน

        วิธีการแจ้งนั้น เจ้าของที่ดินจะไปขอแบบพิมพ์ ส.ค. 1 จากพนักงานเจ้าหน้าที่ แบบพิมพ์นั้นจะเป็นแผ่นมีรอยปรุตรงกลางมีข้อความเหมือนกันทั้งสองข้าง เมื่อได้แบบพิมพ์มาแล้วเจ้าของที่ดินจะกรอกข้อความเองเหมือนกันทั้งสองข้าง แล้วนำไปยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่จะลงเลขรับไว้ตามหมู่ที่ ตำบล อำเภอ ที่รับแจ้งลงในทะเบียนการครอบครองที่ดินแล้วตีตราประจำต่อใน ส.ค. 1 ตรงรอยปรุ แล้วฉีก ส.ค. 1 ตามรอยปรุ เป็น 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่อำเภอ อีกฉบับหนึ่งมอบให้เจ้าของที่ดินไป ส.ค. 1

          แต่หลังจากนั้น ก็มีการแจ้ง ส.ค. 1 เรื่อยมา โดยรับแจ้งเนื่องจากได้รับการผ่อนผันแจ้งการครอบครองจากผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นการเฉพาะราย การผ่อนผันแจ้งการครอบครองได้ดำเนินการมาถึงปี พ.ศ. 2515 จึงยกเลิกมาตรา 5 วรรค สอง แห่ง พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497  หลังจาก ปี พ.ศ. 2515 จึงไม่มี การผ่อนผันแจ้งการครอบครองที่ดิน เว้นแต่บางเรื่องที่ค้างพิจารณาอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้ผ่อนผันได้ภายหลังจากนั้น

           การแจ้ง ส.ค. 1 ไม่ก่อให้ เกิดสิทธิขึ้นใหม่แก่ผู้แจ้งแต่ประการใด เดิมใครมีสิทธิอยู่อย่างไร เมื่อแจ้ง ส.ค. 1 แล้วก็คงมีสิทธิอยู่อย่างนั้น กล่าวคือ ถ้าเดิมใครครอบครองทำประโยชน์อยู่ในทุ่งเลี้ยงสัตว์สาธารณะ ป่าช้าสาธารณะ หรือป่าสงวน เมื่อแจ้ง ส.ค. 1 แล้วก็ยังเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์อยู่ในทุ่งเลี้ยงสัตว์สาธารณะ ป่าช้าสาธารณะ หรือป่าสงวนอยู่เช่นเดิม หรือเดิมเป็นผู้เช่าที่ดินคนอื่นแม้จะนำที่ดินที่เช่าไปแจ้ง ส.ค. 1 ก็ยังคงเป็น ผู้เช่าอยู่เช่นเดิม ผู้แจ้งจะอ้างสิทธิใด ๆ ขึ้นใหม่ไม่ได้ และ ส.ค.1 นั้นไม่ใช้เอกสารสิทธิ อันเป็นเอกสารราชการ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำขึ้นจึงเป็นเพียงเอกสารธรรมดา ส.ค.1 มีเพียงสิทธิครอบครอง โอนไม่ได้ (เว้นแต่โอนโดยการส่งมอบการครอบครอง) แต่ ส.ค. 1 นำไปจดทะเบียนจำนองได้ หากแต่ผู้รับจำนองจะต้องเสี่ยงภัยเอาเองในเมื่อถึงกาลบังคับจำนองอาจจะ บังคับจำนองไม่ได้โดยเหตุที่กล่าวแล้ว
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 03:52:14 PM »

           หนังสือแสดงสิทธิ์ที่ดิน

    ออกตามประมวลกฎหมายที่ดิน  ได้แก่

 
1.   ใบจอง (น.ส.2)  หมายความถึง หนังสือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองที่ดินชั่วคราวเป็นหนังสือแสดงสิทธิ์ใน ที่ดินที่ทางราชการออกให้เนื่องจากการจับจองตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ยังไม่ให้สิทธิ์ครอบครองในที่ดินโดยสมบูรณ์ เพราะเป็นการอนุญาตให้ผู้จับจองที่ดินเข้าทำประโยชน์เป็นการชั่วคราว หากเห็นว่าผู้ที่เข้าครอบครองทำประโยชน์นั้นไม่ได้ทำประโยชน์ภายในเวลาที่ กำหนด หรือเข้าทำประโยชน์แล้วทำประโยชน์ไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ทางราชการก็จะให้ผู้นั้นหมดสิทธิ์ในที่ดินและจะนำไปจัดให้บุคคลอื่นต่อไป ผู้มีชื่อในใบจองจึงยังไม่ใช่เจ้าของ จะนำไปจดทะเบียนขายไม่ได้ จำนองไม่ได้ เว้นแต่การโอนทางมรดก เมื่อทำประโยชน์ในใบจองเสร็จนำไปออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ ประโยชน์ได้แล้วแต่กรณี สำหรับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกจากใบจองต้องห้ามโอน ภายใน 10 ปี (บางกรณีห้ามโอนภายใน 5 ปี หรือไม่ให้โอนเลย)

2.    หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หมายความถึง หนังสือคำรับรองจากพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้วมีเพียง สิทธิ์ครอบครอง (ไม่มีกรรมสิทธิ์) มีทั้ง หมด 3 แบบ คือ

    2.1       แบบ น.ส. 3  เป็นแบบธรรมดาออกได้ในพื้นที่ทั่วไป  รูปแผนที่ใน น.ส. 3 เป็นแผนที่รูปลอย มีการยึดโยงเหมือนกันแต่เป็นการยึดโยงกับถาวรวัตถุหรือสิ่งอื่นที่พอจะหาได้ ในบริเวณนั้น เช่น ต้นไม้ยืนต้นที่สภาพไม่แน่นอนการหาตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินจึงไม่แน่นอนยาก ต่อการตรวจสอบการจดทะเบียนนิติกรรมแต่ละครั้งจึงต้องทำการประกาศก่อน

    2.2       แบบ น.ส. 3 ก.  ออกได้เฉพาะในพื้นที่ที่ได้สร้างระวางรูปถ่ายทางอากาศแล้วเท่านั้น รูปแผนที่สามารถยึดโยงได้กับระวาง มีตำแหน่งแน่นอนไม่เหมือนกับแบบ น.ส. 3 ข้อจำกัดของแบบ น.ส. 3 ก. ก็คือ ออกไม่ได้ทุกพื้นที่ พื้นที่ใดที่ยังไม่มีระวางรูปถ่ายทางอากาศจะออก น.ส. 3 ก. ไม่ได้

    2.3       แบบหมายเลข 3 ออกได้ทุกพื้นที่   วิธีการออกเหมือนกับการออก น.ส. 3 แต่ปัจจุบันไม่มีการออกแล้ว เพราะกรมที่ดินไม่พิมพ์ไปให้ ถ้ามีการแบ่งแยกที่ดินแปลงแยกจะออกเป็นแบบ น.ส. 3

     

3.   ใบไต่สวน (น.ส.5)  หมายความถึง หนังสือแสดงการสอบสวนเพื่อออกโฉนดที่ดิน และให้หมายความรวมถึง ใบนำด้วย ก่อนที่จะออกโฉนดที่ดินทุกครั้งจะต้องทำใบไต่สวนขึ้นก่อนทุกครั้ง เพราะใบไต่สวนเป็นแบบการสอบสวน เหตุที่กฎหมายกำหนดให้ใบไต่สวนเป็นหนังสือแสดงสิทธิ์ที่ดินและให้จดทะเบียน สิทธิ์และนิติกรรมในใบไต่สวนได้เช่นเดียวกับโฉนดที่ดินก็เพราะ เมื่อสมัยก่อนนั้น การที่กรมที่ดินได้ดำเนินการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในท้องที่ใดแล้ว เจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินจะนำเรื่องการออกโฉนดที่ดินทั้งหมดกลับมาที่กรม ที่ดินเพื่อเขียนโฉนดแล้วนำไปแจกโฉนดที่ดินให้ราษฎรภายหลัง บางครั้งใช้เวลาเป็นปี ๆ ทำให้ราษฎรเดือดร้อนเพราะจะทำการโอนที่ดินหรือนำที่ดินไปจดทะเบียนสิทธิ์ อื่นไม่ได้ เช่น จำนองเพื่อประกันการกู้ยืมเงิน เป็นต้น กฎหมายจึงกำหนดให้ใบไต่สวนเป็นหนังสือแสดงสิทธิ์ในที่ดินที่จะจดทะเบียน สิทธิ์และนิติกรรมใด ๆ ได้เช่นเดียวกับโฉนดที่ดิน ดังนั้น เมื่อทางราชการได้ไปทำการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในท้องที่ใดทางราชการจะแจก ใบไต่สวนให้ราษฎรยึดถือไว้ก่อนจนกว่าจะได้ออกโฉนดที่ดินแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ใบไต่สวนมีบทบาทน้อยมาก เพราะเมื่อทางราชการไปทำการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในท้องที่ใดได้เตรียมการ ออกโฉนดที่ดินไว้พร้อมที่จะแจกโฉนดที่ดินให้ราษฎรได้ก่อนที่จะกลับ ทางปฏิบัติจึงแจกใบไต่สวนพร้อมทั้งแจกโฉนดที่ดินไปในคราวเดียวกัน

                      ส่วนใบนำก็ เช่นเดียวกับใบไต่สวน กล่าวคือ เมื่อเจ้าหน้าที่ไปเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินให้เจ้าของที่ดินไปนำทำการ เดินสำรวจ เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวนเสร็จแล้วก็ออกใบนำให้เจ้าของที่ดินไว้เป็น หลักฐาน ดังนั้น ก่อนออกโฉนดที่ดินบางสมัยก็ออกใบไต่สวน บางสมัยก็ออกใบนำจึงจดทะเบียนสิทธิ์และนิติกรรมต่าง ๆ ในใบนำได้ ปัจจุบันใบนำไม่มีออก ที่เหลืออยู่ก็ส่วนน้อยและค่อย ๆ หมดไป

 
4.     โฉนดที่ดิน  (น.ส.4, น.ส. 4 ก. ฯลฯ)  หมายความถึง  หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และให้หมายความรวมถึงโฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง และตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้ว

    4.1       โฉนดที่ดิน  ออกตามประมวลกฎหมายที่ดิน การที่จะออกโฉนดที่ดินได้จะต้องเป็นท้องที่ที่ได้สร้างระวางแผนที่หรือระวาง แผนที่รูปถ่ายทางอากาศแล้วเท่านั้น ถ้าไม่มีจะออกโฉนดที่ดินไม่ได้ ตำแหน่งของโฉนดที่ดินแต่ละแปลงที่ออกให้สามารถหาตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินได้ แน่นอน เพราะมีการยึดโยงกับระวางได้ ซึ่งระวางดังกล่าวสร้างจากศูนย์กำเนิด ปัจจุบันศูนย์กำเนิดของระวางที่ใช้อยู่มี 29 ศูนย์ เช่น ที่กรุงเทพมหานครใช้ศูนย์กำเนิดที่ภูเขาทอง ที่จังหวัดนครปฐม ใช้พระปฐมเจดีย์เป็นศูนย์กำเนิด ที่เชียงใหม่ใช้ยอดเจดีย์ของวัดกู่เต้า เป็นต้น แต่ปัจจุบันกรมที่ดินได้นำระวางแผนที่ระบบพิกัดจาก U.T.M. ซึ่งหาตำแหน่งโดยระบบสากลมาใช้ และระบบศูนย์กำเนิดก็จะค่อย ๆ หมดไป

    4.2       โฉนดแผนที่ ออกตามประกาศออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2445) ซึ่งโฉนดที่ดินฉบับแรกออกที่อำเภอบ้านแป้ง อำเภอพระราชวัง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันคืออำเภอบางปะอิน ต่อมาได้ออกเป็นพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2452) เหตุที่เรียกโฉนดแผนที่เพราะโฉนดที่ออกมี แผนที่ด้วย ซึ่งแตกต่างจากโฉนดที่แบบเดิมซึ่งไม่มีแผนที่ เช่น โฉนดสวน โฉนดป่า (เพื่อประโยชน์ในการเก็บภาษี) วิธีการออกโฉนดแผนที่เหมือนกับการออกโฉนดที่ดินทุกประการ หรือจะกล่าวว่าโฉนดแผนที่ก็คือโฉนดที่ดินก็ไม่ ผิด

     4.3       โฉนดตราจอง  ออกตามพระราชบัญญัติออกตราจองชั่วคราว ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2446) ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนนามเป็นพระราชบัญญัติออกโฉนดตราจอง ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2449) ออกในมณฑลพิษณุโลก คือ จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร อุดรดิตถ์ และสุโขทัย ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดทำให้โฉนดตราจองตกอยู่ในจังหวัด นครสวรรค์บางส่วน ปัจจุบันไม่มีออก (เพราะ พ.ร.บ. ออกโฉนดตราจอง ร.ศ. 124 ถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497) จะออกใหม่ก็เฉพาะออกเนื่องจากการแบ่งแยก โฉนดตราจองเดิม แต่ปัจจุบันกรมที่ดินไม่ได้พิมพ์แบบพิมพ์โฉนดตราจองแล้ว จึงให้นำแบบพิมพ์โฉนดที่ดินมาใช้แทนแล้วประทับตราว่า “โฉนดตราจอง” โฉนดตราจองเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับโฉนดที่ดิน จึงจดทะเบียนสิทธิ์และนิติกรรมต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับโฉนดที่ดิน

    4.4       ตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ออกตราพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 479 ออกได้ทั่ว ๆ ไปไม่จำกัดพื้นที่ เช่น โฉนดตราจอง เดิมได้มีการออกตราจองที่เป็นใบอนุญาต เจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้ออกเมื่อทำประโยชน์เสร็จแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินจะออกตราจอง “ได้ทำ ประโยชน์แล้ว” ให้ ปัจจุบันไม่มีออก (เพราะ พ.ร.บ. ออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2479 ถูกยกเลิก โดย พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497) จะออกใหม่ก็เฉพาะออกเนื่องจากการแบ่งแยก ตราจองฯ เดิม แต่ปัจจุบันกรมที่ดินไม่ได้พิมพ์แบบพิมพ์ตราจองฯ แล้ว จึงให้นำแบบพิมพ์โฉนดที่ดินมาใช้แทน แล้ว ประทับตราว่า “ตราจอง” เป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับโฉนดที่ดินจึงจดทะเบียนสิทธิ์ และนิติกรรมต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับโฉนดที่ดิน

บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 03:57:28 PM »

   ที่ดิน ส.ป.ก. ห้ามซื้อขาย !
 หากมีการฝ่าฝืนมีโทษถึงไล่ออก
 จากที่ดิน ใครพบเห็น หรือรู้ว่า
 มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น
 ให้แจ้ง ส.ป.ก.จังหวัดท้องที่นั้น
 หรือ ส.ป.ก.ส่วนกลาง
 โทร. 02-281-6002
 Call Center  1764 
 
     


   ถ้าพิจารณาจากพระราชบัญญัติการปฎิรูปที่ดินเพื่อการ เกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2519 พ.ศ. 2532 มาตรา ๓๙ นั้น จะ เห็นได้ว่า
 (มาตรา 39  ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฎิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรมจะ ทำการแบ่งแยก หรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้น แต่เป็นการตกทอด ทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส .ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ภายในเขตปฎิรูปที่ดิน) ไม่ พบข้อเท็จจริงตามที่คุณอ้าง


  ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๒๙ ทายาทโดยธรรมมี ๖ ลำดับคือ
(๑) ผูสืบสันดาน
ป.พ.พ. มาตรา ๑๖๓๕ (๑) ถ้ามีทายาทตามาตรา ๑๖๒๙(๑)ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิ ไ้ด้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร

จากข้อเท็จจริงตามปัญหาของคุณ จึงสรุปได้ว่า ถ้าคุณพ่อของคุณเสียชีวิต ลงโดยที่ไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ มรดกของท่านก็จะตกทอดมายังทายาทโดยธรรม ตาม กฎหมาย(พ.ร.บ.การปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติม พ .ศ. 2519 พ.ศ. 2532 ประกอบป.พ.พ.มาตรา ๑๖๒๙(๑) และป.พ.พ. มาตรา ๑๖๓๕(๑ ) ) ซึ่งหมายความว่า ตัวคุณ,น้องสาวของคุณ,น้องชายต่างมารดา และ แม่เลี้ยง ของคุณ ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับมรดกสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ในส่วนที่เท่ากันทุก คน ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้คือ

ขั้นตอนการขอรับมรดกสิทธิ ส.ป.ก.4-01

เมื่อผู้ได้รับ ส.ป.ก.4-01 ถึงแก่ความตายและทายาทประสงค์จะขอรับมรดก สิทธิต้องดำเนินการ ดังนี้
1. ยื่นคำขอพร้อมหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่
- สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมรดกสิทธิ และของคู่สมรส
- บัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมรดกสิทธิ
- ทะเบียนสมรส (ถ้ามี)
- เอกสาร ส.ป.ก.4-01
- หลักฐานการมีที่ดินอื่น เช่น น.ส.3 , โฉนด , ส.ป.ก.4-01 ของผู้รับ มรดกสิทธิ และคู่สมรส (ถ้ามี)
- มรณบัตร
- รายชื่อบุคคลในครอบครัวและคู่สมรสพร้อมอายุ (บัญชีเครือญาติ)
2. เจ้าหน้าที่รับคำขอพร้อมตรวจสอบหลักฐานและสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง
- ผู้ขอรับมรดกสิทธิ
- ผู้มีสิทธิรับมรดกก่อน หรือมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ขอรับมรดกสิทธิ
(ต้องมาพบเจ้าหน้าที่)
3. เจ้าหน้าที่สรุปพร้อมรวบรวมหลักฐานทำความเห็นเสนอ ปฏิรูปที่ดิน จังหวัด
- ผู้ใหญ่บ้านลงนามรับรองคุณสมบัติผู้รับมรดกสิทธิ
- สอบสวนบุคคล พยานเพิ่มเติม
- เสนอ ปฏิรูปที่ดินจังหวัด พิจารณา
4. ส.ป.ก. จังหวัดสรุปผลการสอบสวนข้อเท็จจริงนำเสนอ คปจ. พิจารณาอนุญาต
- จัดระเบียบวาระการประชุม
5. บันทึกรายการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ส.ป.ก.4-01
ระยะเวลาดำเนินการ
ขั้นตอนที่ 1 และ 2 ภายใน 1 วัน
ขั้นตอนที่ 3 ภายใน 30 วัน
ขั้นตอนที่ 4 ภายใน 45 วัน
ขั้นตอนที่ 5 ภายใน 30 วัน,
ขั้นตอนที่ 6 ภายใน 7 วัน (ทั้งนี้ นับจากขั้นตอนดังกล่าวแล้วเสร็จตาม ลำดับ)
อนึ่ง หากผู้ขอรับมรดกสิทธิขอรับมรดกบางส่วน ส.ป.ก. จะทำการรังวัดก่อน นำผลดังกล่าวเสนอ คปจ. พิจารณาอนุญาต
หมายเหตุ การดำเนินการข้างต้นต้องยื่นหลักฐาน ตามข้อ 1 และนำบุคคลตาม ข้อ 2 ไปพบเจ้าหน้าที่ ณ ส.ป.ก.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 05, 2010, 04:02:03 PM โดย vud » บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #8 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 04:04:39 PM »

                                    ที่ดิน ภบท 5
    ใบ ภ.บ.ท. 5 เป็นใบเสร็จรับเงินจากการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ผู้ที่ต้องเสียภาษีนี้คือ ผู้ที่ไปใช้ที่ดินของหลวงในการทำกิน
ใบ ภบท.5 เป็นเพียงหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ไม่ใช่หลักฐานที่จะอ้างสิทธิในที่ดิน
( แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ยอมรับ เอกสารสิทธิ์ใบภ.บ.ท. 5 มีรายชื่อเจ้าของที่ดิน ที่ทำกินในที่ดินผืนนั้น อาณาเขตจุดทิศไหน
อย่างไร ต้นขั้วที่ อ.บ.ต. ได้ระบุไว้ชัดเจน จะซื้อ จะขาย จะจำนำ ต้องไปทำเรื่องกันที่ ทำการของ อ.บ.ต. ท้องที่ โดยมี
กำนัน ผุ้ใหญ่บ้าน และ เจ้าของที่ข้างเคียงรับรองเขตที่ดิน ท้ายสุดในเอกสาร มีตาประทับและลงลายมือชื่อปลัด อ.บ.ต.
เป็นผู้รับรองเอกสาร และมีใบสำคัญ ให้ผู้ใช้ที่ดินถือครอบไว้หนึ่งใบ ผู้ใช้ประโยชน์ทีดินต้องเสียภาษีทุกปี)

ใบ ภ.บ.ท.ออกโฉนดได้ไหมครับ

ใบ ภบท.5 เป็นเพียงหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ไม่ใช่หลักฐานที่จะอ้างสิทธิในที่ดิน
แต่สามารถนำมาใช้การออกโฉนดที่ดิน โดยการเดินสำรวจตามมาตรา 58 58 ทวิ แห่งประมวลกฏหมายที่ดินได้
ซึ่งถ้า หากได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินจริงและไม่เป็นที่ดินที่ต้องห ้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน
เช่น ที่ดินสงวนห้าม ที่ดินในเขตป่า ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน(ส.ป.ก.)
ที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ ประโยชน์ร่วมกัน ที่เขา ที่ภูเขา หรือที่เกาะ เป็นต้น
ก็อยู่ในหลัก เกณฑ์ที่สามารถดำเนินการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินได้
แต่ไม่สามารถยื่นคำ ขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะราย สรุปง่ายๆ คือ ถ้าเป็น ภบท.5 ที่อยู่ในพื้นที่ของประชากรหรือชุมชน
สามารถดำเนินการสำรวจออกโฉนดได้
ตาม มาตรา 59 แห่งประมวลกฏหมายที่ดิน ณ สำนักงานที่ดินท้องที่ได้

ที่ดิน จะสามารถออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่นั้น สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่
ขอ ให้ติดต่อสอบถามโดยตรงจากสำนักงานที่ดินท้องที่ซึ่งที่ดินตั้งอยู่


Liked By: wijarn
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #9 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2010, 04:16:25 PM »

                                       การยกเลิกเก็บภาษีบำรุงท้องที่  ภบท 5


                            http://www.forestcp.com/protect/tax/tax04.pdf
บันทึกการเข้า
vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5471


« ตอบ #10 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2010, 06:37:22 PM »

    บุคคลสามารถใช้ ใบ ภบท 5  เป็นหลักฐานการออกโฉนดได้ก็ต่อเมื่อ    ท่านครอบครองพื้นที่นั้นก่อนมีประมวลกฎหมายบังคับใช้คือ ก่อนวันที่  1  ธันวาคม  2497  และที่ดินแปลงนั้นไม่อยู่ในเขต  ที่เป็นที่สาธารณะ  ที่ป่าไม้  ที่ภูเขา ที่ สปก  หรือพิ้นที่หวงห้ามอื่นๆ     แต่ถ้าท่านมีหลักฐานว่าพื้นที่เดิมก่อนจะประกาศบังคับใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน  เป็น  สค 1  นส3  นส3ก  และมีใบเสียภาษี  ภบท  5  ก็สามารถนำไปเป็นหลักฐานในการขอออกโฉนดกับกรมที่ดินได้ แม้จะเป็นที่ สปก  ที่สาธารณะ  ซึ่งประกาศหลังจากการใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน   
    ดังนั้นถ้าท่านมีข้อสงสัยใดๆ ขอให้ไปสอบถามสำนักงานที่ดินก่อนจะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจซื้อที่ดินอย่างมาก
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: