ข่าว
หน้า: [1] 2 3   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เกษตรกรที่กำลังตายในโลกไร้พรมแดน  (อ่าน 7330 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ChakkritT
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 25


« เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2010, 09:30:59 PM »

ไม่เข้าใจว่า สถาบันวิจัยอย่างทีดีอาร์ไอเอาตัวเลขมาจากไหนถึงได้บอกว่า การเปิดเสรีทางการค้าในอาเซียนไม่มีผลกระทบต่อเกษตรกรไทย เพราะผักผลไม้ไทยที่ขายไม่ออกจนผู้ปลูกถอนทิ้งมีให้ได้อ่านเป็นข่าวอยู่บ่อยนัก ที่ไม่เป็นข่าวมีมากกว่ามาก น่าจะลงไปหมู่บ้านบ้างจะได้เห็นกับตา ไม่ใช่เอาแต่ตัวเลขและวิเคราะห์จากกระดาษอย่างเดียว         

ผักผลไม้มาจากไหน จากจีน จากออสเตรเลีย จากอินเดีย จากอาเซียน ประเทศเหล่านี้ไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี ปลอดภาษีเป็นพันรายการ รวมทั้งผัก ผลไม้ พืชผลทางการเกษตร รวมทั้งข้าว ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ค่อยคิดกัน คิดแต่ว่าไทยเราได้เปรียบเพราะมีข้าวคุณภาพดี         

แต่ลืมไปว่า คนปลูกข้าวคุณภาพต่ำก็ยังมีมาก การนำเข้าข้าวคุณภาพต่ำจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งแบบถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เอามาผสมกับข้าวไทยบ้าง เอามาใส่โจงกระเบนนุ่งผ้าถุงให้เป็นข้าวไทยบ้าง วันนี้ยังไม่เห็นผล แต่วันหน้าจะเกิดอะไรขึ้น
         
วันนี้ราคายางพาราขึ้นสูงอีกแล้ว เคยไปแตะ 100 บาทเมื่อไม่กี่วันมานี้อีกครั้ง หลังจากแตะไปไม่กี่ปีก่อนแล้วดิ่งลงไปจน ถึง 30-40 บาท วันนี้ค่อยๆ ขึ้นไปจนถึง 90 กว่าบาท และวนเวียนอยู่แถวๆ นี้ ทำให้ชาวสวนยิ้มได้และไปถอยรถป้ายแดง (อีกแล้ว)

ผู้รู้อธิบายว่า ที่ราคายางไม่ตกระยะนี้แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังย่ำแย่ก็เพราะว่าจีนไม่ได้ย่ำแย่กับเขาด้วย ยังโตไม่หยุด และราคาน้ำมันก็สูงขึ้น ทำให้ยางเทียมราคาสูงขึ้น และยางธรรมชาติก็พลอยสูงขึ้นตามไปด้วย แต่อีกไม่กี่ปีข้างหน้า อย่างช้า 2-3 ปีจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อยางใหม่เริ่มกรีดได้         

เมื่อสี่ห้าปีก่อนยางราคาสูง ประเทศต่างๆ เพิ่มปริมาณการปลูกยางพาราขนานใหญ่ อีกสองสามปีก็กรีดได้ แต่คงยังไม่มีผลกระทบ เพราะกรีดเป็นปีแรก แต่หลังจากนั้นก็จะเกิดปัญหาอย่างแน่นอน เพราะจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อยางรายใหญ่จะผลิตยางได้เองจำนวนมาก ไม่ว่าทางใต้ของจีนเอง หรือในประเทศอื่นๆ ที่จีนไปสัมปทานปลูก ทั้งที่ลาว กัมพูชา และอื่นๆ           

อินโดนีเซียเคยปลูกยางเป็นที่สองรองจากไทย วันนี้ปลูกไปถึง 30 ล้านไร่ ไทยเคยปลูก 11-12 ล้านไร่ วันนี้ปลูกถึง 15 ล้านไร่ เมื่อยางใหม่ออก ยางไทยจะไปขายใครในเมื่อจีนก็มีผลผลิตของตนเอง และคงจะซื้อที่ราคาถูกกว่าไทยจากตลาดอื่น เช่น อินโดนิเซีย

รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรปก็คงซื้อจากแหล่งที่ราคาถูกกว่า ผลผลิตยางของไทยไม่ถูกกว่าคนอื่นเพราะต้นทุนสูงกว่า พันธุ์ยางก็ไม่ได้ดีกว่าของคนอื่น เรามีสถาบันวิจัยยาง มีสถาบันอุดมศึกษามากมาย แต่วิจัยพันธุ์ยางใหม่ได้แค่ 1 พันธุ์ในระยะกว่า 40 ปีที่ผ่านมา

วันนี้เราจึงเป็นรองประเทศอื่นๆ อย่างมาเลเซียซึ่งมียางพันธุ์ดีมากมาย ทำสวนยางขนาดใหญ่ ผลผลิตมาก และต้นทุนต่ำกว่าไทยคนไทยขายยางดิบไปร้อยละ 90 เอามาแปรรูปร้อยละ 10 ปรากฏว่า มูลค่ายางดิบที่ส่งออกทั้งหมดกับยางแปรรูปเท่ากัน คือ อยู่ที่ประมาณ 140,000 ล้านบาท

เรามี “ปัญญา” ไม่มากพอที่จะแปรรูปยางดิบที่เราปลูกเอง จึงทำได้เพียงขายของ “ดิบๆ” เช่นนี้ ทั้งๆ ที่น่าจะได้ประโยชน์มากกว่านี้ ถ้ามีการวิจัยและพัฒนา ทำให้เกิด “มูลค่า” เพิ่ม เพราะผลผลิตนั้นมี “คุณค่า” มากกว่าขึ้นอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าหากยางพาราจากเพื่อนบ้าน (ที่ราคาถูกกว่าเพราะต้นทุนการผลิตต่ำกว่า) ไหลเข้ามาอย่างถูกและผิดกฎหมาย ขณะที่ยางของไทยเองก็ยังขายไม่ค่อยได้

ถ้ายางพาราลงไปถึงกก.ละ 20 บาท จะเกิดอะไรขึ้น คงได้ตัดต้นยางขายทำเฟอร์นิเจอร์กันหมด

วันนี้เกษตรกรไทยต้องทบทวนการผลิตของตนเองและหาทางพึ่งพาตนเองให้มากกว่าเดิม เพราะรัฐเองก็เพิ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการพัฒนายุทธศาสตร์เกษตร อะไรที่ควรทำตั้งหลายปี มาคิดได้วันนี้ กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้

หรือไม่เกษตรกรก็ยอมจำนน เลิกล้มการทำการเกษตร เข้าเมืองไปรับจ้าง ขายไร่ขายนาให้นายทุนใหญ่ๆ มาทำนาทำการเกษตรก้าวหน้า ทันสมัย ให้คนท้องถิ่นเป็นลูกจ้างแรงงาน

ถ้ายอมถึงขั้นนั้นก็อายลูกหลาน ที่ไม่มีปัญญารักษามรดกที่ปู่ย่าตายายถ่ายทอดมาให้ ไม่มีปัญญาส่งต่อให้ลูกให้หลาน
เขียนโดย ดร . เสรี พงศ์พิศ   
บันทึกการเข้า

vud
staff
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5518


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2010, 09:52:40 PM »

  ขอให้ผู้โพสกระทู้นี้ตั้งหัวข้อให้ชัดเจนว่า ต้องการโพสเพื่ออะไร หรือแค่เพียงต้องการถ่ายทอดข่าวสารจากคนๆหนึ่งมาให้พวกเราทราบ
บันทึกการเข้า
ไผ่หวาน
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5459

ยินดีให้ข้อมูลด้วยความจริงจังและจริงใจ


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2010, 10:59:58 PM »

ตายอย่างไรในโลกไร้พรมแดน  งงๆๆ ลังเล ลังเล ลังเล
บันทึกการเข้า

สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง
 อ.เด่นชัย จ. แพร่  โทร.083-266-3096
SanPaKai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 162


เอาข้าวเป็นหลัก เอาผักเป็นยา เอาปู ปลาเป็นอาหาร


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2010, 01:55:36 AM »

 ยิ้ม

พูดถึงเรื่องทำนองนี้  ยาวครับ.....

ปัญหาที่เกิด เราคงมองโลกอย่างแปลกแยกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว บางที่มันไปเกินกว่าที่จะเข้าใจ 

ทุกวันนี้มีความรู้อย่างเดียวอยู่ไม่ได้ครับ  ต้องมีปัญญาด้วย

ความรู้แล้ว ต้องมีปัญญาด้วยครับ  ถึงจะยืนหยัดได้อย่างมีศักดิ์ศรี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2010, 03:26:11 PM โดย SanPaKai » บันทึกการเข้า

เพราะแต่ละคนจะมีวิธีการทำความเข้าใจ รับรู้และตอบสนอง ต่อโลก แตกต่างกัน
puky
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 101



« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2010, 06:57:03 AM »

ความจริงที่น่ะกลัว และคนรับกรรมคือเกษตรกร  แค่ตอนนี้ราคาข้าวเหลือเพียงเกวียนละห้าพันกว่าบาทก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมข้าวถุง 5 กิโล ถึงราคา ร้อยกว่าบาท สงสารชาวนา
บันทึกการเข้า

ตนแปดริ้วคราบบบบ   ดีชั่วอยู่ที่ตัวทํา สูงต่ำอยู่ที่ทําตัว
ผู้เฒ่าเต่า...
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 958


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2010, 07:37:10 AM »

 ลังเล ลังเล ลังเล...........ผมก็งงๆกะหัวข้อ..........แต่จากที่อ่านเมื่อถึงเวลาที่ยางจีนที่เช่าที่ดินที่เมืองลาวปลูกปริมาณที่ค่อนข้างมากเมื่อถึงเวลาที่กรีดยางได้รวมทั้งที่เมืองจีนเองคงทำให้ราคายางกระเทือนแน่ๆเหมือนกัน............
บันทึกการเข้า
ChakkritT
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 25


« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2010, 09:26:47 AM »

เรียน ทุกท่านที่นับถือ
        ข้าฯ ไม่เจตนาทางด้านลบ พยายามคิดบวกอยู่เสมอ
จุดประสงค์
1.เพื่อถ่ายทอดความรู้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสังคม ชุมชนการเกษตรที่เข้มแข็งเท่านั้น
2.องค์ความรู้ดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ในการเตรียมพร้อมของปัจจัยต่าง ๆ เกี่ยวกับประชาคมโลก

 ส่วนหัวข้อนั้นยกมาจากผู้เขียน โดย ดร. เสรี พงศ์พิศ ท่านเป็นนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ
การศึกษา
          ปริญญา ตรี ,โท (ปรัชญา) กรุงโรม (อิตาลี) (Universita Urbaniana)
          ปริญญาเอก (ปรัชญา) มิวนิค (เยอรมัน)(Hochschule fuer Philosophie)
ภาษา
        (ใช้งานได้ดี) ไทย อังกฤษ อิตาเลียน เยอรมัน ฝรั่งเศส ลาว
ประสบการณ์
         เคยเป็นรองศาสตราจารย์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
                  ทำงานพัฒนาชนบทมาตั้งแต่ปี 2521และเคยเป็นที่ปรึกษางานพัฒนาให้รัฐบาลและเอกชนในหลายประเทศในเอเชียและแอฟริกา
ปัจจุบัน
        เป็นผู้อำนวยการวิสาหกิจชุมชน ผอ.โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต
        บรรยายพิเศษให้กับนักศึกษาปริญญาและเอกในมหาวิทยาลัยต่างๆ
        บรรยายพิเศษให้กับสถาบันต่าง เช่น สถาบันพัฒนาบุคคลากร, วปอ.,จปร., สถาบันพระปกเกล้า ,หลักสูตรอบรมอัยการ กระทรวงยุติธรรม
งานเขียน
       งานเขียนมากกว่า 40 รายการทั้งภาษาไทยและอังกฤษ บางเล่มแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน
       หนังสือเล่มหลัง ๆ เศรษฐกิจพอเพียง อินแปง วิถีชุมชนพอเพียง ชีวิตพอเพียง ยุทธศาสตรพัฒนาท้องถิ่น
      แผนแม่บทชุมชน สอนลูกให้คิดเป็น เป็นต้น

ที่มาข้อมูล www.phongphit.com

จึงเรียนมาเพื่อทราบและพิจารณา
                                ขอแสดงความนับถือ
                               

บันทึกการเข้า
คนทำนา.คอม
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 120


« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2010, 09:34:56 AM »

เท่าที่อ่านจับใจความได้ว่า จขกท และผู้เขียนเองอยากจะชี้ให้ผู้อ่านเห็นถึง
สิ่งที่กำลังใกล้เข้ามา คล้ายระเบิดเวลาที่ถูกตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว
หากภาครัฐ ยังไม่มีการตั้งนโยบายรับมือเรื่องพวกนี้ อาจจะส่งผล
เสียในภาพรวมระดับประเทศกันเลยทีเดียว

แจกแจ้ง.

การที่ผู้เขียนยกตัวอย่างราคาข้าว และข้าวปนเปื้อนนั้น เพื่อต้องการ
สะท้อนให้เห็นถึงสภาพวะปัจจุบัน ที่ภาครัฐ เองก็ยังไม่ได้เข้ามาจัดการ
ข้าวในระบบอย่างจริงจัง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะทำให้เกิดภาวะเช่นนี้
ในอุตสาหกรรมยางพารา ในอนาคตเช่นกัน

การยกจำนวนพื้นที่ขึ้นมากล่าวอ้างถึงนั้น เพื่อสะท้อนถึงจำนวนปริมาณ
น้ำยาง และวัตถุดิบต่างๆ ที่จะออกมาใน 2-3 ปีดังที่อ้างถึงนั้น จะเป็น
ปัจจัยหลักที่กดให้ราคายางบ้านเราลดต่ำลง ตามราคายางในตลาดโลก
ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น ปริมาณยางพาราของเราที่ออกสู่ตลาด อาจจะเป็น
เบอร์ 3 - 4 - 5 ไปแล้ว เพราะจำนวนที่ต่างประเทศปลูกและรอเก็บผลผลิต
อยู่นั้น มากมายกว่าเราหลายเท่าตัว จึงเป็นเหตุให้เราไม่สามารถเป็นเจ้า
ของตลาด และกำหนดราคาในภาพรวมได้ จึงต้องเป็นไปตามกลไกตลาด
เช่นเดียวกับน้ำมัน ที่เราหาเองได้ แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ
และการส่งออกนั่นเอง

และผู้เขียนยังได้สะท้อนไปถึงปัญหาอมตะสุด Classic อีกอันนึงคือ
การกว้านซื้อที่ดินของนายทุน และการขายที่ดินของชาวบ้าน ซึ่งไปเกี่ยว
พันธ์กับการอพยพย้ายถิ่นฐาน การเปลี่ยนอาชีพ ฯลฯ ซึ่งก็มีข่าวให้เรา
ได้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง สำหรับการกว้านซื้อของนายทุน และการเทขาย
ของชาวบ้าน

ซึ่งข้อกังวลใจอันนี้จะเกิดเป็นปัญหาใหญ่ในภายภาคหน้า หากต่างชาติ
สามารถเข้ามายึดพื้นที่ได้มากพอที่จะเป็นเงื่อนไขได้ หรือกำหนดตลาดได้

------

ปุ๊ก
บันทึกการเข้า
changbenz
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1409


« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2010, 09:48:37 AM »

อีกอย่างที่น่ากลัวไม่แพ้กันคือการจดสิทธิบัตรพันพืชเเละสัตว์  ร้องไห้ ร้องไห้ ถ้าปลูกพืชเชิงเดียวก็น่ากลัวครับแต่ทำไร่นาสวนผสมก็พอรับมือได้ครับถ้าไม่เน้นกำไรมากนัก
บันทึกการเข้า

ธนาทาวเวอร์(ห้อง207ชั้น20) 224 ถนนจรัญสนิวงศ์
์เขตบางพลัด กรุงเทพ 10700
ChakkritT
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 25


« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2010, 10:04:23 AM »

ขอบคุณคุณปุ๊ก มากครับที่ใช้วิจารณญาณ วิเคราะห์ จำแนกชัดเจนมากขึ้น  ยิ้มเท่ห์

ในวิกฤตยังมีโอกาสเสมอ เมื่อ "ข้าวเป็นยา คุณค่าและมูลค่าประเมิณค่ามิได้"

การแข่งขันการค้าวันนี้รุนแรงนัก ประเทศไทยส่งข้าวออกเป็นอันดับหนึ่ง แต่ถ้าดูเรื่องการผลิตแล้วกลายเป็นประเทศที่ผลิตข้าวต่อไร่ต่ำที่สุดในบรรดาประเทศส่งข้าวออก เราผลิตได้ไร่ละ 300-400 ก.ก. ขณะที่เวียดนาม จีน สหรัฐ ผลิตได้มากกว่า 1 ตันต่อไร่นานแล้ว   

โชคดีที่เรามีปริมาณนามากกว่า จึงได้ข้าวเกินความต้องการบริโภคภายในประเทศ แม้ว่าวันนี้ข้าวราคาสูงขึ้นมาก และมีทีท่าว่าจะสูงขึ้นไปอีก แต่ชาวนาก็ยังหน้าซีดหน้าเซียวเพราะหนี้สินมากเหมือนเดิม คนรวยคือคนที่ไม่ได้ทำนา คนค้าข้าว สีข้าว ส่งข้าวออก         

แต่ก็มีเครื่อข่ายเกษตรกรที่เริ่มเข้มแข็ง พัฒนาการปลูกข้าวอินทรีย์ชีวภาพจนผลิตข้าวได้มากกว่า 1 ตันต่อไร่ มีหลายคนที่ทำได้ถึงไร่ละ 1,800 ก.ก. เพราะได้เริ่มทำนาอินทรีย์มาหลายปีแล้ว ดินอุดมสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์ “แม่ธรณี” กลับมา ทำให้นาได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ         

นี่แสดงว่า เกษตรกรไทยมีศักยภาพที่จะอยู่รอดได้อย่างแน่นอนถ้าพัฒนาถูกทาง และไม่เพียงแต่ “รอด” เท่านั้น แต่จะอยู่ได้อย่าง “พอเพียง” และ “มั่นคงยั่งยืนอีกด้วย” ไม่ใช่เพียงเพราะจะมีรายได้มากพอที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องทำนามากกว่า 1 ครั้งต่อปี เพราะแค่ครั้งเดียว ถ้าทำได้ 1,800 ก.ก. ถ้าทำสัก 10 ไร่ก็ขายได้กำไรประมาณ 180,000 บาท (หักต้นทุนประมาณ 30,000 บาท) ถ้าทำสัก 20 ไร่ก็คงไม่น้อยกว่า 360,000 บาท         

นี่หมายถึงปลูกข้าวหอมมะลิและขายได้ตันละ 12,000 บาท ถ้าราคาข้าวสูงกว่านี้ก็คิดเอาเองว่าจะได้เท่าไร จึงไม่แปลกที่เกษตรกรจำนวนหนึ่งเริ่มกลับบ้านเพื่อทำนา และเจ้าของนาจำนวนมากขอนาคืนจากผู้เช่าเพื่อเอามาทำเอง
แต่ที่น่าสนใจกว่านี้อีก คือ การปลูกข้าวให้เป็นยา วันนี้โลกกำลังสนใจเรื่องสุขภาพ คนสนใจข้าวอินทรีย์ ปลอดสารเคมี สนใจข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง คนเริ่มคุ้นหูคุ้นปากคุ้นลิ้นกับข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ข้าวหอมนิล ข้าวก่ำข้าวเหนียวดำ

เพราะข้าวเหล่านี้มีวิตามินอี วิตามินเอ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มีสารอาหารโดยรวมสูงกว่าข้าวขาวทั่วไปไม่น้อยกว่า 8 เท่า อย่างข้าวเหนียวดำมีสารที่ชื่อว่า “ลูทีน” สูงกว่าข้าวกล้องทั่วไปถึง 25 เท่า สารตัวนี้ป้องกันไม่ให้เป็นต้อกระจก ซึ่งคนสูงอายุมักเป็นกันทางภาคใต้มีข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่ชื่อว่าหน่วยเขือ เมล็ดใหญ่กลมๆ กินอิ่มเร็ว มีวิตามินอีมากกว่าข้าวทั่วไปถึง 26 เท่า

วิตามินอีมีคุณค่าในการต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ขยายเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด สมอง หัวใจ บำรุงตับ ช่วยระบบสืบพันธุ์ เซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อให้ทำงานตามปกติ ผิวพรรณสดใส ไร้ริ้วรอย

เราโชคดีที่มีข้าวพื้นเมืองที่บรรพบุรุษได้สั่งสมเป็นมรดกตกทอดมานับพันปี จนมีเป็นพันๆ พันธุ์ แต่ก็สูญหายไปมาก วันนี้เริ่มกลับมา และมีคุณค่าอาหารสูงมาก คนวันนี้สนใจสุขภาพ ไม่อยากกินยาเป็นอาหาร แต่อยากกินอาหารให้เป็นยา

เราโชคดีที่มีข้าว ผัก ผลไม้ มีที่คุณค่ายิ่งกว่ายาการส่งเสริมการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองแบบอินทรีย์เท่ากับส่งเสริมสุขภาพ และถ้าคนกินข้าวดีๆ แล้วสุขภาพดี มีค่าประมาณมิได้ มีค่ามากกว่าเงินทองนัก

ทำไมเราไม่ช่วยกันพื้นฟูข้าวพันธุ์พื้นเมืองเพื่อให้คนไทยเราสุขภาพดี ชาวนาเองก็จะได้ทั้งสุขภาพดีและได้ “มูลค่าเพิ่ม” จากข้าวเหล่านี้ด้วยชาวนาคงไม่รู้ว่า วันนี้ข้าวพื้นเมืองหลายพันธุ์ทำเป็นข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ขึ้นห้างใหญ่ราคากิโลละ 120 บาทแล้ว

แพงขนาดนี้ก็มีคนกิน เพราะคนที่สำนึกในเรื่องสุขภาพมีมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขารู้ดีว่า ซื้อข้าวกิโลละ 120 บาท ดีกว่าไปจ่ายค่ายาค่าหมอหลายพันหลายหมื่นบาท

ใครที่ติดตามข่าวเรื่องตลาดข้าวจะพบว่า ข้าวไทยเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ได้เปรียบข้าวชาติอื่นเพราะมีคุณภาพ วันนี้เราไม่ได้มีแต่หอมมะลิ แต่มีอีกมากมายหลายพันธุ์ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่า มีสรรพคุณยอดเยี่ยม

วันนี้คนไทยต้องหันมาปลูกข้าวอินทรีย์ ข้าวคุณภาพอย่างข้าวพันธุ์พื้นเมืองให้มากขึ้นนอกจากจะได้สุขภาพดี ได้ราคาดีแล้ว ยังจะดีต่อสิ่งแวดล้อม ดินจะดี ไม่มีโรค ไม่มีแมลง

ปลูกปีละครั้งก็ได้ หลังหน้านาก็ปลูกผัก ปลูกถั่ว ปลูกงา และอาหารอย่างอื่นที่ดีต่อสุขภาพ ขายได้ราคาดีอีกด้วย
บันทึกการเข้า
แบงค์-
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 274


สวนผสม


« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2010, 10:07:22 AM »

เราจะเปลี่ยนประเทศได้อย่างไร??
บันทึกการเข้า
เมษา
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 33


« ตอบ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2010, 10:24:28 AM »

ทุกท่านครับ โลกไร้พรมแดน  ก็คือ การเปิดเขตการค้าเสรีที่ประเทศเราทำกับประเทศอื่นนั้นเอง พูดง่ายๆคือ แต่ก่อนผลผลิตจากต่างประเทศจะต้องเสียภาษีในปริมาณที่พอสมควร แต่เมื่อเปิดเขตการค้าเสรีที่รัฐบาลทำขึ้นกับประเทศคู่ค้า จึงมีการลดภาษี หรือไม่เก็บภาษี (ตามที่ผมเข้าใจนะครับ ถ้าผิดพลาดก็ขออภัยด้วย) ดังนั้นผลผลิตอื่นๆของประเทศเราก็ส่งออกแบบไม่เสียภาษีเช่นกัน
บันทึกการเข้า
tudtu
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 356


« ตอบ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2010, 10:30:00 AM »

เราจะเปลี่ยนประเทศได้อย่างไร??


แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนแล้วล่ะครับ
แต่เปลี่ยนความคิดคนเนี่ย  ยากส์ที่สุดในโลกแล้วครับ
บันทึกการเข้า
น๋หนึ่ง
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 91


« ตอบ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2010, 10:39:16 AM »

เฮ่อ.... แล้วเราจะช่วยกันยังงัยดี.... อ่านแล้วก็เห็นด้วยเรื่องยางพาราไม่ต้องไปมองที่ใหนเลยแถวบ้านก็เหมือนกันปลูกกันมากมายทั้งที่แต่ก่อนไม่มี...อีกประมาณไม่เกิน 2 ปีก็กรีดได้ เหนือก็มี อีสานก็เยอะ ใต้ไม่ต้องพูดถึง งานนี้บันเทิงแน่....  รัฐบาลก็เหมือนกันไม่ว่าจะชุดใหนที่เข้ามาไม่เคยใส่ใจเรื่องการเกษตรเลยมองข้ามกันหมดไปสนใจแต่เรื่องเทคโนโลยี... เหมือนมองแค่ระดับสายตาไม่เคยก้มมองยอดหญ้าที่ตัวเองเดินย่ำอยู่...หรือมองว่าชาวไร่ชาวนาไม่สำคัญเดือดร้อนเมื่อใหร่ก็ไปประท้วงเอาผลผลิตที่ขายไม่ออกไปเทให้ดู...หลายครั้งหลายหน....แต่ก็ยังไม่มีใครมาสนใจแบบจริงจัง...ราคาข้าวเหมือนกันช่วงราคาข้าวสูงเดือดร้อนกันจะเป็นจะตาย...แก้ปัญหากันวุ่นวาย...บางคนว่าเป็นโชคของชาวนา ชาวนารวย....รวยจริงสะที่ใหน...ไอ้ที่รวยน่าจะเป็นพวกนายทุนหรือไม่ก็พวกธนาคารที่ออกเงินกู้....ชาวนาจนกันมากี่ปีไม่มีใครพูดถึง...หันมามองกันบ้างก็คงดี....
บันทึกการเข้า
โจ้
seller
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 761


สมุทรสาคร


« ตอบ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2010, 10:40:34 AM »

ขอบคุณคุณปุ๊ก มากครับที่ใช้วิจารณญาณ วิเคราะห์ จำแนกชัดเจนมากขึ้น  ยิ้มเท่ห์

ในวิกฤตยังมีโอกาสเสมอ เมื่อ "ข้าวเป็นยา คุณค่าและมูลค่าประเมิณค่ามิได้"

การแข่งขันการค้าวันนี้รุนแรงนัก ประเทศไทยส่งข้าวออกเป็นอันดับหนึ่ง แต่ถ้าดูเรื่องการผลิตแล้วกลายเป็นประเทศที่ผลิตข้าวต่อไร่ต่ำที่สุดในบรรดาประเทศส่งข้าวออก เราผลิตได้ไร่ละ 300-400 ก.ก. ขณะที่เวียดนาม จีน สหรัฐ ผลิตได้มากกว่า 1 ตันต่อไร่นานแล้ว  

โชคดีที่เรามีปริมาณนามากกว่า จึงได้ข้าวเกินความต้องการบริโภคภายในประเทศ แม้ว่าวันนี้ข้าวราคาสูงขึ้นมาก และมีทีท่าว่าจะสูงขึ้นไปอีก แต่ชาวนาก็ยังหน้าซีดหน้าเซียวเพราะหนี้สินมากเหมือนเดิม คนรวยคือคนที่ไม่ได้ทำนา คนค้าข้าว สีข้าว ส่งข้าวออก         

แต่ก็มีเครื่อข่ายเกษตรกรที่เริ่มเข้มแข็ง พัฒนาการปลูกข้าวอินทรีย์ชีวภาพจนผลิตข้าวได้มากกว่า 1 ตันต่อไร่ มีหลายคนที่ทำได้ถึงไร่ละ 1,800 ก.ก. เพราะได้เริ่มทำนาอินทรีย์มาหลายปีแล้ว ดินอุดมสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์ “แม่ธรณี” กลับมา ทำให้นาได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ         

นี่แสดงว่า เกษตรกรไทยมีศักยภาพที่จะอยู่รอดได้อย่างแน่นอนถ้าพัฒนาถูกทาง และไม่เพียงแต่ “รอด” เท่านั้น แต่จะอยู่ได้อย่าง “พอเพียง” และ “มั่นคงยั่งยืนอีกด้วย” ไม่ใช่เพียงเพราะจะมีรายได้มากพอที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องทำนามากกว่า 1 ครั้งต่อปี เพราะแค่ครั้งเดียว ถ้าทำได้ 1,800 ก.ก. ถ้าทำสัก 10 ไร่ก็ขายได้กำไรประมาณ 180,000 บาท (หักต้นทุนประมาณ 30,000 บาท) ถ้าทำสัก 20 ไร่ก็คงไม่น้อยกว่า 360,000 บาท         

นี่หมายถึงปลูกข้าวหอมมะลิและขายได้ตันละ 12,000 บาท ถ้าราคาข้าวสูงกว่านี้ก็คิดเอาเองว่าจะได้เท่าไร จึงไม่แปลกที่เกษตรกรจำนวนหนึ่งเริ่มกลับบ้านเพื่อทำนา และเจ้าของนาจำนวนมากขอนาคืนจากผู้เช่าเพื่อเอามาทำเอง
แต่ที่น่าสนใจกว่านี้อีก คือ การปลูกข้าวให้เป็นยา วันนี้โลกกำลังสนใจเรื่องสุขภาพ คนสนใจข้าวอินทรีย์ ปลอดสารเคมี สนใจข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง คนเริ่มคุ้นหูคุ้นปากคุ้นลิ้นกับข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ข้าวหอมนิล ข้าวก่ำข้าวเหนียวดำ

เพราะข้าวเหล่านี้มีวิตามินอี วิตามินเอ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มีสารอาหารโดยรวมสูงกว่าข้าวขาวทั่วไปไม่น้อยกว่า 8 เท่า อย่างข้าวเหนียวดำมีสารที่ชื่อว่า “ลูทีน” สูงกว่าข้าวกล้องทั่วไปถึง 25 เท่า สารตัวนี้ป้องกันไม่ให้เป็นต้อกระจก ซึ่งคนสูงอายุมักเป็นกันทางภาคใต้มีข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่ชื่อว่าหน่วยเขือ เมล็ดใหญ่กลมๆ กินอิ่มเร็ว มีวิตามินอีมากกว่าข้าวทั่วไปถึง 26 เท่า

วิตามินอีมีคุณค่าในการต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ขยายเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด สมอง หัวใจ บำรุงตับ ช่วยระบบสืบพันธุ์ เซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อให้ทำงานตามปกติ ผิวพรรณสดใส ไร้ริ้วรอย

เราโชคดีที่มีข้าวพื้นเมืองที่บรรพบุรุษได้สั่งสมเป็นมรดกตกทอดมานับพันปี จนมีเป็นพันๆ พันธุ์ แต่ก็สูญหายไปมาก วันนี้เริ่มกลับมา และมีคุณค่าอาหารสูงมาก คนวันนี้สนใจสุขภาพ ไม่อยากกินยาเป็นอาหาร แต่อยากกินอาหารให้เป็นยา

เราโชคดีที่มีข้าว ผัก ผลไม้ มีที่คุณค่ายิ่งกว่ายาการส่งเสริมการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองแบบอินทรีย์เท่ากับส่งเสริมสุขภาพ และถ้าคนกินข้าวดีๆ แล้วสุขภาพดี มีค่าประมาณมิได้ มีค่ามากกว่าเงินทองนัก

ทำไมเราไม่ช่วยกันพื้นฟูข้าวพันธุ์พื้นเมืองเพื่อให้คนไทยเราสุขภาพดี ชาวนาเองก็จะได้ทั้งสุขภาพดีและได้ “มูลค่าเพิ่ม” จากข้าวเหล่านี้ด้วยชาวนาคงไม่รู้ว่า วันนี้ข้าวพื้นเมืองหลายพันธุ์ทำเป็นข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ขึ้นห้างใหญ่ราคากิโลละ 120 บาทแล้ว

แพงขนาดนี้ก็มีคนกิน เพราะคนที่สำนึกในเรื่องสุขภาพมีมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขารู้ดีว่า ซื้อข้าวกิโลละ 120 บาท ดีกว่าไปจ่ายค่ายาค่าหมอหลายพันหลายหมื่นบาท

ใครที่ติดตามข่าวเรื่องตลาดข้าวจะพบว่า ข้าวไทยเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ได้เปรียบข้าวชาติอื่นเพราะมีคุณภาพ วันนี้เราไม่ได้มีแต่หอมมะลิ แต่มีอีกมากมายหลายพันธุ์ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่า มีสรรพคุณยอดเยี่ยม

วันนี้คนไทยต้องหันมาปลูกข้าวอินทรีย์ ข้าวคุณภาพอย่างข้าวพันธุ์พื้นเมืองให้มากขึ้นนอกจากจะได้สุขภาพดี ได้ราคาดีแล้ว ยังจะดีต่อสิ่งแวดล้อม ดินจะดี ไม่มีโรค ไม่มีแมลง

ปลูกปีละครั้งก็ได้ หลังหน้านาก็ปลูกผัก ปลูกถั่ว ปลูกงา และอาหารอย่างอื่นที่ดีต่อสุขภาพ ขายได้ราคาดีอีกด้วย

ขอแทรกความเห็น..............
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาผลผลิตต่อไร่(กก.) เป็นหลัก ทั้งๆที่ไม่มีรายระเอียดของพันธุ์ข้าวที่นำมาเปรียบเทียบ ข้าวก็มีหลายชนิด หลายราคา ข้าวต่างคุณภาพกัน ย่อมปลูกยากง่ายและได้ผลผลิตไม่เหมือนกัน ควรเอารายได้เป็นจำนวนเงินต่อไร่ เป็นหลัก
พอจะบอกได้ไหมครับว่าเวียตนาม ขายข้าวได้ ไร่ละเท่าไร.....?

 
บันทึกการเข้า

นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี   ประดับไว้ในโลกา
121
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 179


« ตอบ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2010, 11:04:21 AM »

ขอบคุณที่นำบทความดีๆมาให้อ่าน
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: