หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คาดการณ์ ไทม์ไลน์ การเคลื่อนเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์  (อ่าน 318 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
chanchawassociation
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2


« เมื่อ: สิงหาคม 03, 2019, 07:31:02 PM »

        โมเดล พื้นฐานชีวิต เศรษฐกิจชุมชน


        น้ำคือชีวิต ชีวิตมีชีวาได้ ก็เพราะน้ำ
        การจัดการบริหารน้ำที่ต้นทุนคุ้มค่าที่สุด เห็นที่จะหนีไม่พ้น
        ระบบธนาคารน้ำใต้ดิน


        เมื่อได้น้ำแล้วก็จะนำพาให้การเกษตร
        อันเป็นที่มาของปัจจัย 4 นั้น อุดมสมบูรณ์ตามไปด้วย
        รูปแบบการจัดการบริหารการเกษตรที่คุ้มค่าและปลอดภัยที่สุดมีดังนี้
        1. เกษตรผสมผสาน
        2. โคก หนอง นา โมเดล
        3. ปลูก 3 อย่าง ได้ 4 อย่าง
        4. ปลูกป่ากินได้ 5 ชั้น
        ทั้ง 4 ข้อนี้คือการดำเนินรอยตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
        (ตัวอย่าง: ในเบื้องต้นอาจจะมีการให้สินเชื่อ ดอกเบี้ย 0%
        ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นแรงจูงใจในการ
        ปรับปรุงพื้นที่เดิม และดำเนินการตามโครงการ)


        ในการดำเนินการเกษตรตั้งแต่ผลิต เก็บเกี่ยว
        จัดเก็บ แปรรูป และจัดจำหน่าย
        สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการดำเนินการในทุกขั้นตอน
        เพื่อเป็นการลดต้นทุนในด้านต่างๆ ตั้งแต่ผลิตจนถึงจัดจำหน่ายด้วย
        ทั้งนี้เทคโนโลยีที่สำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนได้มีดังนี้
        1. เครื่องจักรกลการเกษตร
        2. เทคโนโลยี GIS
        3. บล็อกเชน
        4. เทคโนโลยี Sharing Economy
        ทั้งนี้ราคาของเทคโนโลยีก็ต้องสมดุลกับคุณค่าของการใช้งานด้วย


        ผลที่คาดหวัง
        ผู้เข้าร่วมโครงการมีพื้นฐานความเป็นอยู่ที่อุดมไปด้วยปัจจัย 4 มีจิตใจที่ไม่กังวลกับการใช้ชีวิต มีข้าวกินอิ่มทุกมื้อ มีอารมณ์ดี อันจะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ และมีเวลาในการสรรค์สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ในอนาคต


        ********************************************************


        โมเดล นวัตกรรมสร้างสรรค์ (ระบบเปิด Open Source)


        เนื่องจากนวัตกรรมใดๆ ก็ตาม เมื่อมีการผูกขาดแล้ว จะทำให้มีการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์แบบเปิด ซึ่งจะทำให้นวัตกรรมพัฒนาได้ช้า และเข้าถึงคนได้น้อยเพราะอุปสรรคทางด้านราคา ดังนั้นเพื่อเร่งให้การพัฒนานวัตกรรมใดๆ นั้น การเปิด Open Source จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์จากผู้คนทั่วโลก ได้มีสิทธิเข้าร่วมพัฒนาด้วย ทำให้เกิดการแข่งขันกันพัฒนาอย่างคึกคัก และเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นอีกหน้าที่หนึ่ง ของกลุ่มอุดมการณ์ ก็คือ การทำให้นวัตกรรมที่อยู่ในระบบปิด ได้เข้าสู่ระบบเปิดให้มากที่สุด โดยเฉพาะนวัตกรรมที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้คนสูง ถ้าเปิดได้ก็จะเป็นคุณอย่างมหาศาล และเป็นการลดการผูกขาดไปในตัวด้วย


        แนวทางดำเนินการมีดังนี้
        1. ซื้อสิทธิบัตรที่สำคัญและมีผลกระทบต่อสังคมสูง
        แล้วนำมาแจกจ่ายเป็น Open Source
         1.1 สิทธิบัตรในวงการชิปเซตและฮาร์ดแวร์
         1.2 สิทธบัตรในวงการซอฟแวร์
         1.3 สิทธิบัตรในวงการบล็อคเชน
         1.4 สิทธิบัตรในวงการแพทย์และยา
         1.5 สิทธิบัตรในวงการพลังงาน
         1.6 สิทธิบัตรในวงการการเกษตรและเครื่องจักรกลการเกษตร
         1.7 สิทธิบัตรอื่นๆที่ ที่ประชุมกลุ่มมีมติเห็นควรซื้อ
        2. ให้ทุนสนับสนุนโดยไม่หวังผลตอบแทน กับผู้ประกอบการที่พัฒนาระบบ Sharing Economy เพื่อลดการผูกขาดออกจากเจ้าตลาดเดิม ไม่ว่าเจ้าตลาดนั้นจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน นวัตกรรมที่จะได้รับการสนับสนุน ต้องเป็นระบบที่กระจายเม็ดเงินไปได้อย่างทั่งถึงและเป็นธรรม กับผู้ที่เข้าร่วมและเกี่ยวข้องทั้งหมด


        ผลที่คาดหวัง
        1. ได้ส่งเสริมนวัตกรรมที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคม
        2. ผู้คนสามารถเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ได้ในราคาถูกหรือฟรี
        3. เป็นการลดการผูกขาดหลายด้านไปในตัว
        4. มีผลทำให้ความเป็นอยู่ของผู้คน มีความสะดวกสบายขึ้นเรื่อยๆ จนผู้คนทั้งหลาย มีความสะบายใจ มีเวลาที่จะสามารถตั้งโจทย์ใหม่กับชีวิต ในเชิงปรัชญา ความเชื่อ และอุดมคติได้ โดยปราศจากความกังวลกับความเป็นอยู่ทางกาย มีความสนใจใฝ่รู้ ในนวัตกรรมทางจิตและทางใจมากขึ้น เป็นลำดับด้วย


        *******************************************************


        โมเดล ปรัชญา ชีวิต และอุดมคติ


        ก่อนจะอภิปรายกันเรื่อง ปรัชญา ชีวิต และอุดมคติ
        ควรศึกษาที่มาของสิ่งเหล่านี้ก่อน อันได้แก่
        1. กำเนิดจักรวาล ดวงดาว และโลก
        2. กำเนิดการกำหนดฤดูกาล
        3. กำเนิดการกำหนด เวลา วัน เดือน ปี และปฏิทินต่างๆ
        4. กำเนิดการวัด การคำนวณ การประเมิน และมาตรฐานต่างๆ
        5. กำเนิดอารยธรรม และศาสนาต่างๆ
        6. กำเนิดเงินตรา และมาตรฐานการแลกเปลี่ยน
        อันเป็นที่มาของความรู้ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เช่น วิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ และโหราศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งการทำความเข้าใจในเรื่องพวกนี้ ใช้หนังสือเพียง 5 เล่ม ก็อาจพอที่จะสังเขปได้ อันได้แก่
        1. หนังสือ คอสมอส : Cosmos
        2. หนังสือ กำเนิดสปีชีส์ : The Origin of Species
        3. หนังสือ เซเปียนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ Sapiens
        4. หนังสือ 21 บทเรียน สำหรับศตวรรษที่ 21 : 21 Lessons for The 21 Century
        5. หนังสือ Homo Deus a Arief History of Tomorrow


        ส่วนที่จะลงลึกในรายละเอียดเชิงการบริหารจัดการ ในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับโลก ปรัชญา ชีวิต อุดมคติ และการเปลี่ยนแปลง ก็จะมีดังนี้
        1. ทฤษฎีปรัชญาทางสังคม
        2. ทฤษฎีปรัชญาทางรัฐศาสตร์ ปรัชญาการเมือง
        3. ทฤษฎีปรัชญาทางกฎหมาย
        4. ทฤษฎีปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์
        5. ทฤษฎีจิตวิทยาและภาวะผู้นำ
        6. ทฤษฎีปรัชญาทางเศรษฐศาสตร์
        7. ทฤษฎีเกมส์และการบริหารธุรกิจ
        8. ยุทธศาสตร์ กลยุทธ ยุทธวิธี ทางการเมือง การทหาร การฑูต และการค้า
        9. ประวัติศาสตร์โลก ทวีป ภูมิภาค อารยธรรม และทฤษฎีสมคบคิด
        10. อื่นๆ ตามความสนใจ


        ทั้งนี้ก็เพื่อความเข้าใจในปัจจุบันอันเป็นที่มาจากอดีต
        และเห็นแนวทางในอนาคต ที่มีพื้นฐานมาจากอดีตและปัจจุบัน
        เมื่อองค์ความรู้ต่างๆ เหล่านี้พร้อม ก็จึงเริ่มอภิปรายกันต่อไป


        อีกอย่างนึงที่ควรศึกษายิ่งสำหรับคนไทย คือ ประวัติศาสตร์ภูมิภาคอุษาคเนย์ จะได้ทำความเข้าใจและให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ใกล้ให้ลึกซึ่ง นั้นก็คือ เพื่อนบ้าน


        องค์ความรู้ต่างๆ เหล่านี้
        หากมี ตักศิลา ศูนย์เรียนรู้เป็นการเฉพาะคงจะดีเป็นพิเศษ สมมุติว่า
        เวลาเรียนวิทยาศาสตร์ แล้วมีสิ่งแวดล้อม เป็นนิทรรศการ
        งานศิลปะ หรือพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์
        เวลาเรียนคณิตศาสตร์ มีสิ่งแวดล้อมเป็นงานศิลปะทางด้านคณิตศาสตร์
        เวลาเรียนปรัชญา มีสิ่งแวดล้อมเป็นงานศิลปะทางด้านปรัชญา
        เวลาเรียนโหราศาสตร์ มีสิ่งแวดล้อมเป็นงานศิลปะทางด้านโหราศาสตร์
        เวลาเรียนศาสนาและความเชื่อ มีสิ่งแวดล้อมเป็นงานศิลปะทางด้านศาสนาและความเชื่อนั้น (ตัวอย่าง ศาลาแก้วกู่)
        เวลาเรียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มีรูปปั้น ภาพวาด งานศิลปะ เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น เช่น นวนิยายท้องถิ่น หรือนิทานพื้นบ้าน ฯลฯ
        เวลาเรียนเกี่ยวกับอะไร ก็มีสิ่งแวดล้อมทางศิลปะ ให้ได้สื่อถึงความรู้สึกและบรรยากาศนั้นๆ อย่างลึกซึ่ง ซึ่งถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ มันจะทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและลึกซึ่งขนาดไหน


        ถ้าจัดสิ่งแวดล้อมดังที่กล่าวมา ให้อยู่ภายในศูนย์เรียนรู้ ในทุกวิชาที่เรียนได้
        ลักษณะทางกายภาพคงจะออกมาคล้ายๆ เทวสถาน เลยที่เดียว เพราะดูท่าแล้ว การสร้างงานศิลปะเกี่ยวกับ ศาสนา เทพเจ้า ความเชื่อ และนิทานพื้นบ้านต่างๆ คงจะมีเยอะกว่าเพื่อน


        หรืออาจจะทำเป็น พิพิธภัณฑ์ หรือแกลลอรี่ ที่อยู่ภายใน ตักศิลา นั้นๆก็ได้
        ส่วนใครจะตั้งชื่อให้เป็นเทวสถาน สวนธรรม พิพิธภัณฑ์ แกลลอรี่ หรือวิชชาลัย ก็ขอให้เป็นไปตามอัธยาศัยของผู้สร้าง


        เพราะที่สำคัญที่สุดคือ กระบวนการเรียนรู้ ศึกษา วิจัย และเผยแพร่ องค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อเป้าหมายเดียวกันตามข้อริเริ่มจันทร์เจ้านี้ และอีกอย่างศูนย์เรียนรู้ เทวสถาน สวนธรรม พิพิธภัณฑ์ แกลลอรี่ หรือวิชชาลัยนี้ จะได้ใช้เป็นสำนักงาน สำหรับ Run งาน ที่อยู่ในโมเดล พื้นฐานชีวิต เศรษฐกิจชุมชน และงานที่อยู่ในโมเดล นวัตกรรมสร้างสรรค์ (ระบบเปิด OPEN SOURCE) ไปในตัวด้วย
        อ้างถึง


        ดังนั้นเพื่อให้ผู้คนเข้าถึงได้โดยง่าย ศูนย์เรียนรู้ เทวสถาน สวนธรรม พิพิธภัณฑ์ แกลลอรี่ หรือวิชชาลัย ดังที่กล่าวมานี้ ควรมีกระจายอยู่ทุกพื้นที่ ที่มีคนประสงค์เข้าร่วมข้อริเริ่มจันทร์เจ้ากับกลุ่มเรา


        อนึ่ง
        การสื่อสารในอุดมคติ ก็ใกล้ความจริงเข้าไปทุกทีในปัจจุบัน นั้นก็คือการสื่อสารเชิงควอนตัม หรือแม้กระทั่งการเครื่อนย้านมวลสาร ยานอวกาศความเร็วสูง ประตูโดเรม่อน หรือการสร้างอาณานิคมในอวกาศหรือต่างดาว และอื่นๆ ต่างๆเหล่านี้ นั้นจัดให้อยู่ในงานของโมเดล นวัตกรรมสร้างสรรค์ (ระบบเปิด OPEN SOURCE)


        ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึงเนื้อหาในหนังสือ Homo Deus มีส่วนนึงที่น่าสนใจคือ การเล่าถึงความเป็นอมตะของมนุษย์ ได้แก่ความก้าวหน้าของไบโอเทคโนโลยี และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งจะทำให้มนุษย์ที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ มีความเป็นอมตะได้ ดังต่อไปนี้
        1. ร่างการสามารถซ่อมแซม ทำขึ้นใหม่ได้ทุกส่วนหรือทั้งหมด
        2. ร่างกายสามารถใช้อวัยวะไฮเทคเทียมได้ทุกส่วน
        3. มนุษย์สามารถอัพโหลดจิตสำนึกไว้บนคลาวด์คอมพิวติ้งได้
        4. มนุษย์สามารถดาวน์โหลดจิตสำนึกลงในสมองกลของหุ่นยนต์ได้
        ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นคำทำนายอนาคตของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งดูจากแนวโน้มความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยี ก็น่าจะทำได้จริงตามนั้นในที่สุด


        และเมื่อจุดเวลาที่ทำได้แบบนั้นมาถึง
        กระแสนิยมแห่งคำถามใหม่ของความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่กว่าจะปรากฎขึ้น ว่า
        ร่างกายที่เป็นมนุษย์ก็ยังต้องอาศัยพลังงานจากอาหาร คลาวด์คอมพิวติ้งที่จิตสำนึกอาศัยอยู่ หรือร่างกายของจิตสำนึกที่เป็นหุ่นยนต์ ก็ยังต้องอาศัยพลังงานจากแหล่งกำเนิดพลังงานภายนอกจิตสำนึก ที่สำคัญมันไม่ฟรี


        คำถามใหญ่ต่อจากนี้ก็คือ
        จะมีสภาวะใดบ้างที่จิตสำนึกจะมีพลังงานในตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยพลังงานจากอาหารหรือจากแหล่งกำเนิดพลังงานภายนอกอื่นๆ แต่ยังสามารถปฏิสัมพันธ์และสื่อสารกับมนุษย์คนอื่น หรือจิตสำนึกอื่นได้เป็นปกติ


        ผลจากการตั้งคำถามแบบนี้จะทำให้เกิดปรากฎการณ์ดังต่อไปนี้
        1. ทางด้านวิทยาศาสตร์ จะทำให้เกิดการวิจัยค้นคว้าอย่างหนัก ในเรื่องการหาสภาวะที่จิตสำนึก จะมีพลังงานในตัวเอง และยังสื่อสารกับผู้อื่นได้เป็นปกติ เช่น การศึกษามิติภพ ในกลศาสตร์ควอนตัม หรือจักรวาลคู่ขนาดและพหุจักรวาล ในรูปแบบของจักรวาลวิทยา
        2. แม้กระทั้งแนวทางของความเชื่อในลัทธิและศาสนาต่างๆ ก็จะถูกศึกษาค้นคว้าอย่างเอาจริงเอาจัง ว่าด้วยการมีชีวิตของจิตสำนึกในรูปแบบที่มีพลังงานจากตนเองได้ ในรูปแบบที่อยู่ในดินแดนของพระเจ้าต่างๆ การมีชีวิตของจิตสำนึกในดินแดนต้นธาตุต้นธรรม ดินแดนแห่งดวงธรรม ดินแดนสวรรค์ ดินแดนพรหมโลก ดินแดนพรหมัน ดินแดนอาตมัน ดินแดนสุขาวดี ดินแดนพุทธเกษตร และระบบภพดินแดนอื่นๆ หรือแม้กระทั่งพระนิพพาน
        3. จะมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะมีการอธิบายถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ในภาษาทางวิชาการ หรือถ้าจะให้ยอดเยี่ยมที่สุด ก็คือ การใช้ภาษาทางคณิตศาสตร์ในการอธิบาย ทั้งนี้ก็เพื่อการยอมรับในวงกว้างและเป็นสากล อาจจำเป็นต้องใช้ภาษาในรูปแบบที่ดังกล่าวมานี้
        4. จะมีคนอยู่ 4 ประเภทที่พยายามอธิบายเรื่องพวกนี้
        4.1 คนที่ทำได้จริง แล้วจึงอธิบายให้คนอื่นรับรู้ตาม คนอื่นๆก็ทำตามได้จริงๆ แล้วมีการบอกต่อกันไปเรื่อยๆ
        4.2 คนที่พยายามปฎิบัติในแนวของตน แต่ยังไม่สำเร็จ สามารถอธิบายได้เพียงแต่สิ่งที่ตนทำได้ในเบื้องต้น
        4.3 คนที่เชื่อว่าแนวทางที่ตนเชื่อทำได้ แล้วก็เที่ยวยัดเยียดความเชื่อของตนให้กับผู้อื่น ทั้งๆที่ตนเองก็ยังทำไม่ได้ และยังไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ในวิถีที่ตนเชื่อ เพื่อเข้าถึงเป้าหมายนั้น ด้วยซ้ำไป
        4.4 คนที่ทำไม่ได้ แล้วพยายามแอบอ้างว่าตัวเองทำได้ หรือพยายามแอบอ้างตัวเองเป็นผู้รู้ ทั้งนี้ก็เพียงเพื่อหาผลประโยชน์


        ปัญหาแห่งความยุ่งเหยิงเหล่านี้ขอให้นิยามกับมันว่า
        อ้างถึง


        "คำถามสุดท้ายทางอุดมคติ"


        ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณชนอย่างเต็มที่ในการไขข้อคำถามสุดท้ายทางอุดมคตินี้ การอธิบาย และการเข้าถึงของผู้คน ควรให้อยู่ในฐานะการอธิบายและการเข้าถึงนั้น โดยวิธีที่เรียบง่ายที่สุด


        คนที่ไขข้อคำถามทางอุดมคติได้เป็นคนแรก อาจจะเป็นคนๆเดียว หรืออาจเป็นคณะบุคคลก็อาจจะเป็นไปได้เหมือนกัน


        กลุ่มของเราคือกลุ่มแห่งความหวัง ทีนี้เรามาดูกันว่า เราจะสรามารถสร้างความหวังและกำลังใจ ได้จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์อะไรได้บ้าง ดูเหมือนว่า คำทำนาย จากลัทธิความเชื่อและศาสนาต่างๆ อาจเป็นที่อาศัยของกำลังใจของพวกเราได้ดีที่สุด หรือแม้กระทั่งแนวคิดบางอย่างทางวิทยาศาสตร์ก็พอที่จะหวังได้เช่นกัน


        คำทำนายถึงการจุติของพระเจ้าองค์ใหม่หรือการกลับมาของพระผู้เป็นเจ้า มีทั้งในศาสนาคริสต์ อิสลาม ศาสนายิวหรือยูดาห์ ถ้าเป็นศาสนาพราหมฮินดู ก็น่าจะออกไปทางพระนารายณ์อวตาร ถ้าเป็นพระพุทธศาสนา ความเชื่อในวัฒนธรรมจีน และศาสนาโยเรในญี่ปุ่น พระเจ้าองค์ใหม่ก็จะเป็นพระศรีอริยเมตไตรย หรือถ้าเป็นวัฒนธรรมในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ก็จะเป็นลักษณะกลุ่มคน คือ สามร่มโพธิ์ศรี ซึ่งก็จะมี พระศรีอริยเมตไตรย พระยาธรรมิกราช และพระมหาจักรพรรดิ์ และลัทธิความเชื่ออื่นๆ อีกมากมาย ปัจจุบันนี้เป็นคนละชื่อ แต่คนคนนึง ก็อาจจะมีหลายชื่อ ซึ่งถ้าว่าด้วยบทบาทที่จะมีต่อไปในอนาคตแล้วนั้น ชื่อทั้งหมดนี้ เป็นชื่อของคนคนเดียว


        คำถามคือ พระเจ้าองค์ใหม่นั้นจะลงมาทำอะไร ถ้าไม่ใช่มาไขข้อคำถามสุดท้ายทางอุดมคติ ให้ผู้คนได้ดำเนินรอยตามอีกครั้ง ทั้งนี้ก็เพราะสิ่งที่จำเป็นทุกอย่าง นอกเหนือจากคำถามสุดท้ายทางอุดมคติ มนุษย์ธรรมดาก็สามารถบริหารจัดการได้แทบทุกอย่างแล้ว (สมมุติถึงช่วงเวลาที่อยู่ในยุคนั้นแล้วจริงๆ)


        นั้นก็หมายความว่า คนที่สามารถ ไขข้อคำถามสุดท้ายทางอุดมคติ ได้เป็นคนแรก ก็คือพระเจ้าองค์ใหม่ ตามคำทำนายของทุกๆ ศาสนา ทุกๆ ลัทธิ ทุกๆ ความเชื่อ บนโลกใบนี้นั้นสิ


        คำว่าคนแรก หมายถึง คนแรกก็คือคนเดียว หรือกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว (แทนทุกความหมายด้วยคำว่าคนเดียวก็แล้วกัน)


        รวมความว่า พระเจ้าองค์ใหม่ในยุคหน้า ของทุกศาสนา ลัทธิ และความเชื่อ บนโลกใบนี้ คือ คนคนเดียวกัน หรือทุกๆ คนในยุคหน้าจะมีพระเจ้าเป็นองค์ องค์เดียวกัน


        พระเจ้าองค์นั้นก็คือ ผู้ที่สามารถไขข้อคำถามสุดท้ายทางอุดมคติ ได้เป็นคนแรก
        เป็นผู้ที่แนะแนวทาง วิถีทางที่ดีที่สุดให้กับมนุษยชาติ ในการไขข้อคำถามสุดท้ายทางอุดมคติ


        ถ้ามาในรูปแบบนี้แล้ว ก็ชวนให้นึกถึง สามเสาหลัก ของโลกอนาคตในอุดมคติ ที่มี 1) พระเจ้าองค์เดียวกัน ศาสนาเดียวกัน 2) รัฐบาลโลก ระบบการปกครองอันเดียวกัน และ 3) เงินตราสกุลเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจที่เป็นผืนแผ่นเดียวกันทั้งโลก
        อ้างถึง


        “ทุกอย่างรวมตัว รวมความเห็น รวมทัศนคติ ไปในทิศทางเดียวกัน ทิศทางที่มุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายและผลประโยชน์สูงสุดทางอุดมคติ ที่ทุกๆคน พึงมีพึงได้ และพึงพอใจ อย่างเท่าเทียมกัน หลอมรวม กลายเป็นแก่นสานแห่ง สามัคคีธรรม ของมนุยชนทั่วทั้งโลกใบนี้”


        (ปล. 10 ย่อหน้าล่าสุดนี้ เป็นเพียงการวิเคราะห์เหตุการณ์ล่วงหน้าเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณ ในการใช้ความเชื่อ อารมณ์ ความคิด และเหตุผลด้วยในที่นี้)


        ทีนี้กลับมาถึง ณ.เวลา ปัจจุบันกาลบ้าง
        จากโมเดลทั้ง 3 โมเดลที่มีความสอดคล้องและต่อเนื่องกัน อันได้แก่
        1. โมเดล พื้นฐานชีวิต เศรษฐกิจชุมชน
        2. โมเดล นวัตกรรมสร้างสรรค์ (ระบบเปิด OPEN SOURCE)
        3. โมเดล ปรัชญา ชีวิต และอุดมคติ
        คุณลองสังเกตวิถีชีวิต ความคิด อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองดูว่า
        อยู่ในโมเดลไหนมากที่สุด และลองตั้งคำถามกับตัวเองดูว่า
        1. การให้วิถีชีวิต ความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึก แช่อยู่ในโมเดลใดโมเดลหนึ่งนานเกินไป ยังสบายดีอยู่ไหม?
        2. การสลับวิถีชีวิต ความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึก ข้ามไปข้ามมาแต่ละโมเดลที่เร็วเกินไป ยังสบายดีอยู่ไหม?
        3. หรือคุณสามารถบริหารจัดการ วิถีชีวิต ความคิด อารมณ์ และความรู้สึก ตามความหมายของคำว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” ได้ ผลที่ได้รับคือคุณสบายดี ราบรื่น ไม่มีสะดุดกับปัญหาอันใดในชีวิต ใช่หรือไม่?







        ผลที่คาดหวัง
        1. มีการสร้างศูนย์เรียนรู้เป็นวิชชาลัย เทวสถาน สวนธรรม พิพิธภัณฑ์ หรือแกลลอรี่ กระจายไปในทุกพื้นที่ เพื่อให้ผู้คนที่ร่วมอุดมการณ์สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย และยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานเพื่อที่จะ Run งานในโมเดล พื้นฐานชีวิต เศรษฐกิจชุมชน และโมเดล นวัตกรรมสร้างสรรค์ (ระบบเปิด OPEN SOURCE) ด้วย
        2. มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ทางวิชาการต่างๆ เพื่อนำไปสู่กระแสนิยมที่มีสิ่งแวดล้อมของการตั้งสมมุติฐานกับ “คำถามสุดท้ายทางอุดมคติ” ในสังคมทั่วไป


        ******************************************************
        ยุคศิวิไลซ์


        น้ำคือชีวิต ชีวิตก็คือน้ำ
        ความศิวิไลซ์ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอุดมสมบูรณ์ของน้ำ


        ตามโมเดล พื้นฐานชีวิต เศรษฐกิจชุมชน
        และผลที่คาดหวัง คือ
        ผู้เข้าร่วมโครงการมีพื้นฐานความเป็นอยู่ที่อุดมไปด้วยปัจจัย 4 มีจิตใจที่ไม่กังวลกับการใช้ชีวิต มีข้าวกินอิ่มทุกมื้อ มีอารมณ์ดี อันจะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ และมีเวลาในการสรรค์สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ในอนาคต ตามโมเดล พื้นฐานชีวิต เศรษฐกิจชุมชน


        เมื่อมีชีวิต ชีวาแห่งความสุข ความสะดวกสบาย
        ก็ต้องตามมาด้วยคุณค่าแห่งนวัตกรรมทั้งหลาย


        ตามโมเดล นวัตกรรมสร้างสรรค์ (ระบบเปิด OPEN SOURCE)
        และผลที่คาดหวัง คือ
        1. ได้ส่งเสริมนวัตกรรมที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคม
        2. ผู้คนสามารถเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ได้ในราคาถูกหรือฟรี
        3. เป็นการลดการผูกขาดหลายด้านไปในตัว
        4. มีผลทำให้ความเป็นอยู่ของผู้คน มีความสะดวกสบายขึ้นเรื่อยๆ จนผู้คนทั้งหลาย มีความสะบายใจ มีเวลาที่จะสามารถตั้งโจทย์ใหม่กับชีวิต ในเชิงปรัชญา ความเชื่อ และอุดมคติได้ โดยปราศจากความกังวลกับความเป็นอยู่ทางกาย มีความสนใจใฝ่รู้ ในนวัตกรรมทางจิตและทางใจมากขึ้น เป็นลำดับด้วย







        เมื่อนวัตกรรมเพิ่มความสะดวกสะบายทางกายมีมากมาย มากล้นแล้ว
        ความก้าวหน้าอีกขั้น ก็คือ นวัตกรรมทางจิตและทางใจ


        ตามโมเดล ปรัชญา ชีวิต และอุดมคติ
        และผลที่คาดหวัง คือ
        1. มีการสร้างศูนย์เรียนรู้เป็นวิชชาลัย เทวสถาน สวนธรรม พิพิธภัณฑ์ หรือแกลลอรี่ กระจายไปในทุกพื้นที่ เพื่อให้ผู้คนที่ร่วมอุดมการณ์สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย และยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานเพื่อที่จะ Run งานในโมเดล พื้นฐานชีวิต เศรษฐกิจชุมชน และโมเดล นวัตกรรมสร้างสรรค์ (ระบบเปิด OPEN SOURCE) ด้วย
        2. มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ทางวิชาการต่างๆ เพื่อนำไปสู่กระแสนิยมที่มีสิ่งแวดล้อมของการตั้งสมมุติฐานกับ “คำถามสุดท้ายทางอุดมคติ” ในสังคมทั่วไป


        วิถีทางแห่งยุคศิวิไลซ์จะอยู่ในโมเดลทั้ง 3 โมเดล
        ที่มีความสอดคล้องและต่อเนื่องกัน อันได้แก่
        1. โมเดล พื้นฐานชีวิต เศรษฐกิจชุมชน
        2. โมเดล นวัตกรรมสร้างสรรค์ (ระบบเปิด OPEN SOURCE)
        3. โมเดล ปรัชญา ชีวิต และอุดมคติ


        ทั้งนี้ก็เพื่อการเข้าถึงกุญแจของคีย์เวิร์ดสำคัญ คือ
        อ้างถึง


        “คำถามสุดท้ายทางอุดมคติ”


        การไขข้อคำถามสุดท้ายทางอุดมคติได้นั้น
        ถึงจะเป็นการเข้าสู่ ยุคศิวิไลซ์ อย่างแท้จริง


        นอกนั้นเป็นเพียงแค่ วิถีทาง หรือบันได
        เพื่อที่เป็นลู่ทาง ในการก้าวข้าวไปสู่จุดหมายสูงสุด


        ข้อสังเกต
        ตามเจตนารมณ์ในอุดมการณ์ของกลุ่มความหวังแห่งจันทร์เจ้านั้น ความเจริญที่มีเพียงความเจริญทางวัตถุใดๆ หรือสิ่งที่ทำได้เพียงให้ผลประโยชน์ เป็นแค่ความสะดวกสบายทางกายนั้น เป็นเพียงบันใด ซึ่งยังไม่ถึงความศิวิไลซ์ที่แท้จริง ของแท้คือยุคและช่วงเวลา ที่มีการไขข้อคำถามสุดท้ายทางอุดมคติได้ เท่านั้น





        อ้างถึง


        ศิวิไลซ์ สะสาง สะอาด สว่าง สงบ สะดวก สบาย ทั้งกายและจิต


        พิจารณาเด้อ…


        ******************************************************
        ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า


        บทความทั้ง 4 บทความ อันได้แก่
         1. พื้นฐานชีวิต เศรษฐกิจชุมชน
        2. นวัตกรรมสร้างสรรค์ (ระบบเปิด OPEN SOURCE)
        3. ปรัชญา ชีวิต และอุดมคติ
        4. ยุคศิวิไลซ์
        เนื้อหา และกระบวนความคิด ที่อยู่ในทั้ง 4 บทความนี้
        ให้เรียกว่า ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า


        ใช้สัญลักษณ์ร่วมกันในการสื่อสารของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ คือ
        พระจันทร์เต็มดวง


        สัญลักษณ์ร่วมกันเกี่ยวกับวันที่และเวลาอันสมควร
        ในการทำกิจสำคัญของกลุ่มอุดมการณ์ คือ
        วันที่พระจันทร์เต็มดวง


        ต้นไม้ประจำกลุ่มอุดมการณ์นี้ คือ
        ต้นกฤษณา


        ดอกไม้ประจำกลุ่มอุดมการณ์นี้ คือ
        ดอกกฤษณา


        กลิ่นแห่งการเชื่อมต่อสื่อสารประจำกลุ่มอุดมการณ์นี้ คือ
        กลิ่นของไม้กฤษณา


        สีประจำกลุ่มอุดมการณ์นี้คือ
        สีขาวนวน และสีเหลืองนวน เหมือนดอกกฤษณาและพระจันทร์เต็มดวง


        สัตว์ลัญลักษณ์ประจำกลุ่มอุดมการณ์ คือ
        ม้าอาชาไนย สีขาวนวน เหมือนพระจันทร์


        เอาเป็นว่าเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันในการสื่อสาร
        สัญลักษณ์ต่างๆ ก็เอาตามนี้ก็แล้วกัน







        เริ่มต้นการสื่อสารพบปะพูดคุยกัน ของเพื่อนร่วมแนวคิดและอุดมการณ์
        1. เผยแพร่ เว็บเพจ https://chanchawassociation.wordpress.com เพื่อสื่อสารเนื้อหา ชักชวนผู้คนให้เข้าร่วมอุดมการณ์ ด้วยการแชร์ลิ้งค์ https://chanchawassociation.wordpress.com ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ หรือแม้กระทั่งการลงโฆษณาตามสื่อต่างๆ เพื่อเผยแพร่เนื้อหาเหล่านี้ ให้เข้าถึงผู้คน ให้ได้มากที่สุด
        2. เพื่อเป็นที่แลกเปลี่ยนพบปะพูดคุยกัน อนุญาติให้แนวร่วมอุดมการณ์
        สามารถนำชื่อ “กลุ่มความหวังแห่งจันทร์เจ้า” หรือชื่อ “ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า”
        ไปตั้งชื่อกลุ่ม Facebook หรือกลุ่ม Line ของตนเองได้โดยเสรี
        ใครจะเอาชื่อนี้ไปตั้งก็ใช้ได้เลยตามอัธยาศัยและตามความสะดวก
        คุณอาจจะตั้งชื่อไปในเชิงพื้นที่ หรือเชิงอื่นๆ ก็ได้ เช่น
        ก. กลุ่มความหวังแห่งจันทร์เจ้า กรุงเทพมหานคร
        ข. กลุ่มความหวังแห่งจันทร์เจ้า เชียงใหม่
        ค. กลุ่มความหวังแห่งจันทร์เจ้า สงขลา
        ง. กลุ่มความหวังแห่งจันทร์เจ้า ขอนแก่น
        ประมาณนี้ เป็นต้น
        3. สำหรับการสื่อสารใน Twitter
        เราจะสื่อสารกันในแฮชแท็ก #ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า เท่านั้น
        https://twitter.com/hashtag/ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า
        4. สำหรับการสื่อสารใน Instagram
        เราจะสื่อสารกันในแฮชแท็ก #ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า เท่านั้น
        https://www.instagram.com/explore/tags/ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า
        5. ทุกกลุ่มการสื่อสารสามารถลิ้งค์อ้างอิงเนื้อหา ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า ของผู้ริเริ่ม
         มาที่ https://chanchawassociation.wordpress.com ได้โดยเสรีภาพและตามความสะดวก
        6. ที่กลุ่มสามารถนัดพบ จิบกาแฟ พูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ถึงวิธีการการผลักดันแนวคิดและอุดมการณ์ ตามข้อริเริ่มจันทร์เจ้านี้ หวังว่าในช่วงชีวิตเราจะสามารถผลัดดันอะไรให้เกิดขึ้นจริงได้บ้าง พอที่จะเป็นพื้นฐานต่อไป อย่างน้อยก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลัดดันสิ่งที่ดีๆ ไว้เป็นมรดกทางสังคม เป็นมรดกทางความคิด และเป็นมรดกทางความหวังที่ดีๆ ไว้ส่งต่อให้ลูกให้หลาน สืบต่อไปในภายภาคหน้า





        อ้างถึง


        สำหรับการอ้างอิงในฐานะแนวร่วมนั้น ท่านสามารถอ้างอิงการสื่อสาร ทัศนะ ความคิด แนวคิด และการวิพากษ์วิจารณ์ ทุกอย่างได้เต็มที่ โดยเป็นสิทธิเสรีภาพของตัวท่านเอง


        แต่สำหรับการสื่อสารใดๆ ในฐานะผู้ริเริ่มนั้น เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของสาธารณชน
        ที่จะตามมาหลายด้าน ขอสงวนสิทธิ์ ของการสื่อสารทางการ ของฐานะผู้ริเริ่ม
        ไว้แต่เพียงในเว็บเพจ https://chanchawassociation.wordpress.com แห่งนี้ ที่เดียวเท่านั้น



        [/list][/list][/list]
        « แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 03, 2019, 07:33:02 PM โดย chanchawassociation » บันทึกการเข้า

        chanchawassociation
        เกษตรกรมือใหม่
        *
        ออฟไลน์ ออฟไลน์

        กระทู้: 2


        « ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 03, 2019, 07:34:05 PM »

              กติกาและข้อควรงดเว้นในการสื่อสารกลุ่มองค์กรจันทร์เจ้า
              [list=1]
              การดำเนินการใดๆ ที่อ้างอิงมายัง ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า ห้ามมิให้เกิดการเรี่ยไรใดๆทั้งสิ้น ทั้งเงินทองและสิ่งของ หากมีการกระทำดังกล่าว ขอให้เพื่อร่วมอุดมการณ์ทุกท่านอยู่ห่างๆเข้าไว้ (เพราะเขาไม่ใช่พวกเราแน่นอน)
              การดำเนินการใดๆ ที่อ้างอิงมายัง ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า ห้ามมิให้เกิดการเรียกร้อง ชักชวน ในการลงทุน หรือการระดมทุนใดๆ หากมีการกระทำดังกล่าว ขอให้เพื่อร่วมอุดมการณ์ทุกท่านอยู่ห่างๆเข้าไว้ (เพราะเขาไม่ใช่พวกเราแน่นอน)
              การดำเนินการใดๆ ที่อ้างอิงมายัง ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า ห้ามมิให้แอบอ้างไปยังบุคคลสำคัญ บุคคลสาธารณะ และบุคคลที่มีชื่อเสียง อย่างเด็ดขาด (นอกจากบุคคลเหล่านั้นจะประกาศตัวเอง) หากมีการกระทำดังกล่าว ขอให้เพื่อร่วมอุดมการณ์ทุกท่านอยู่ห่างๆเข้าไว้ (เพราะเขาไม่ใช่พวกเราแน่นอน)
              การดำเนินการใดๆ ที่อ้างอิงมายัง ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า ห้ามมิให้แอบอ้างไปยังองค์กรอื่นใด (นอกจากองค์กรเหล่านั้นจะประกาศตัวเอง) หากมีการกระทำดังกล่าว ขอให้เพื่อร่วมอุดมการณ์ทุกท่านอยู่ห่างๆเข้าไว้ (เพราะเขาไม่ใช่พวกเราแน่นอน)
              การดำเนินการใดๆ ที่อ้างอิงมายัง ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า ห้ามมิให้มีกิจกรรมชักชวน เข้านร้วมกิจการการค้า หรือการค้ากำไรใดๆ หากมีการกระทำดังกล่าว ขอให้เพื่อร่วมอุดมการณ์ทุกท่านอยู่ห่างๆเข้าไว้ (เพราะเขาไม่ใช่พวกเราแน่นอน)
              กลุ่มของเราเป็นกลุ่มอุดมการณ์ เป็นกลุ่มแห่งความหวัง เป็นที่ระดมสมอง ระดมไอเดีย ระดมความคิดสร้างสรรค์ แล้วจึงคัดกรองนำเสนอแก่สาธารณะ เพื่อการผลักดันวาระทางสังคมเท่านั้น ไม่ใช่ที่ระดมปัจจัยหรือที่ระดมทุนแต่อย่างใด
              ส่วนใครจะลงทุนอะไร ที่มีแรงบบรดาลใจมาจาก ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า ถ้าเป็นทุนของตนเองเพียงคนเดียวก็ไม่ว่ากัน เป็นสิทธเสรีภาพทำได้ตามอัธยาศัย แต่ถ้านอกเหนือจากนั้น ขอความกรุณา อย่าอ้างอิงมายังข้อริเริ่มจันทร์เจ้า เพราะสิ่งนั้นจะเข้าไปเป็นปฏิปักษ์กับ ข้อ1 ข้อ2 ข้อ3 ข้อ4 และข้อ5
              โครงการใดๆ ที่อ้างอิงมายัง ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า ต้องอยู่ในลักษณะรูปแบบของการกระจายศูนย์เท่านั้น เช่น การกระจายอำนาจ การกระจายความสำเร็จ การกระจายความสุข การกระจายความสมหวัง และการกระจายผลผลิตทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ถ้าเป็นการกระทำที่นอกเหนือจากนี้ หรือเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เช่น การรวบอำนาจ และการรวบผลประโยชน์ต่างๆ หรือลักษณะของการแอบอ้างเพื่อทำตัวให้เหมือนหรือทำให้ตัวเองเป็นศูนย์รวมของทุกสิ่ง แล้วพยายามสื่อสารเพื่อการเรี่ยไรและระดมทุน ขอให้เพื่อร่วมอุดมการณ์ทุกอยู่ห่างๆเข้าไว้ (เพราะเขาไม่ใช่พวกเราแน่นอน)
              [/list]







              แนวทางการดำเนินงาน
              [list=1]
              ตั้งกลุ่มสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเป็น วิสัยทัศน์ และวิธีการต่างๆ เพื่อมุ่งสู่จุดหมายสูงสุด แห่ง ข้อริ่เริ่มจันทร์เจ้า
              ติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มสนทนาต่างๆ
              ที่อยู่ในแนวทางของ ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า
              ร่วมกันตกผลึก ความคิด ไอเดีย เขียนบทความ เขียนโครงการต่างๆ ในแนวทางของ ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า แล้วนำเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน ผ่านทางสื่อ และวิธีการต่างๆ
              ร่วมกันผลักดัน ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า และโครงการที่ตกผลึกได้นั้น ผลักดันให้เป็นวาระของสังคม (ทำให้เป็นข่าวแห่งความหวัง) ให้ผู้คนได้ถกเถียง ได้วิพากษ์วิจารณ์ ได้แสดงออกถึงความคิดความเห็นต่างๆ เป็นวงกว้าง และเป็นการทั่วไป
              สำหรับคนที่จะหยิบโครงการต่างๆ ตามแนวทางแห่ง ข้อริเริ่มจันทร์เจ้า ให้ใช้เพียงทุนของตนเอง เท่านั้นพอ (ขอความร่วมมือในการไม่ระดมทุนและในการไม่เรี่ยไร)
              สำหรับผู้ที่ไม่มีทุนก็เป็นผู้ร่วมกันผลักดันให้เกิดวาระของสังคม เท่านั้นก็เพียงพอ ส่วนการลงทุนก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนที่มีทุนเขาทำไป
              [/list]







              สำหรับข้อกังวล
              สำหรับข้อกังวลว่าจะเอาเงินมาจากไหน
              ถึงจะสามารถผลักดันสิ่งเหล่านี้ให้ไปถึงจุดหมายได้
              [list=1]
              พึ่งอย่ากังวล ไม่มีก็ไม่ทำ ทำได้เท่าทีมี และเท่าที่สามารถทำได้ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว เอาที่สะดวกและความสบายใจเป็นที่ตั้งก็แล้วกัน
              การสร้างเงินที่ดีและมีคุณค่าจริงๆ ต้องอาศัยทองคำเป็นตัวค้ำประกัน
              ทองคำที่มนุษย์เคยนำขึ้นมาจากดินแล้วนั้น อาจจะมีจำนวนมากกว่าที่เป็นข่าว หรืออาจจะมีจำนวนมากกว่าที่คุณรู้จัก หลายพันหรือหลายล้านเท่า ก็อาจจะเป็นไปได้ใครจะไปรู้
              หวังว่าทองคำที่ถูกนำเอาไปซ่อนในช่วงสงครามโลก ที่อาจจะยังคงเหลืออยู่จำนวนมาก หวังว่าคนที่ซ่อนไว้จะได้นำออกมาใช้งาน และหวังว่าเราจะได้เห็นสิ่งนี้ในช่วงชีวิตของพวกเรา
              หวังว่าท่านผู้เฒ่าหรือตัวแทนหรือผู้สืบทอดของท่านผู้เฒ่า จะปรากฎตัวมาให้ความหวัง และให้ความสว่างแก่โลกใบนี้ ในช่วงชีวิตของพวกเรา
              [/list]
              อ้างถึง


              "เตรียมความพร้อมเข้าไว้
              รอรับวันที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพ"



              สันติสุขจะนำชัยมาให้แผ่นดิน
              "แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง สุวรรณภูมิ"



              จันทร์เจ้า หมายถึง ผู้ให้ จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า นั้นคือผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน


              *****************************************************


              คนเฮานี่คันบูชาแต่ความเชื่อเจ้าของ
               โลกกะสิมุนอุ้ยปุ้ยเดียงด้างแกว่งไกว
               ย้อนวาโลกใบนี้คนอยู่กันหลายหลาย
               มีปัญหามากมายให้คึดยากนำกันไป
              สามเสาหลัก ของโลกอนาคตในอุดมคติ[/b]


              1) พระเจ้าองค์เดียวกัน ศาสนาเดียวกัน 2) รัฐบาลโลก ระบบการปกครองอันเดียวกัน และ 3) เงินตราสกุลเดียวกัน ระบบเศรษฐกิจที่เป็นผืนแผ่นเดียวกันทั้งโลก


              "ทุกอย่างรวมตัว รวมความเห็น รวมทัศนคติ ไปในทิศทางเดียวกัน ทิศทางที่มุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายและผลประโยชน์สูงสุดทางอุดมคติ ที่ทุกๆคน พึงมีพึงได้ และพึงพอใจ อย่างเท่าเทียมกัน หลอมรวม กลายเป็นแก่นสานแห่ง สามัคคีธรรม ของมนุยชนทั่วทั้งโลกใบนี้"


              จันทร์เจ้า หมายถึง ผู้ให้ จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า นั้นคือผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน


              ที่มา: กลุ่มความหวังแห่งจันทร์เจ้า
              https://chanchawassociation.wordpress.com

              « แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 03, 2019, 07:35:38 PM โดย chanchawassociation » บันทึกการเข้า
              jiraporn66
              เกษตรกรมือใหม่
              *
              ออฟไลน์ ออฟไลน์

              กระทู้: 2


              « ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2019, 05:36:35 PM »

              ขอบคุณคะ สำหรับบทความดีๆ >> slotxo
              บันทึกการเข้า
              หน้า: [1]   ขึ้นบน
                พิมพ์  
               
              กระโดดไป: