หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: โรคพืชผักและการป้องกันกำจัดศัตรูพืช(ข้อมูลจากการอบรม เกษตรทฤษฎีใหม่)  (อ่าน 14314 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3610


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« เมื่อ: เมษายน 14, 2010, 01:00:31 PM »

โรคพืชผักและการป้องกันกำจัดศัตรูพืช
โรครากเน่า รากของต้นพืชเกิดอาการเน่าสีดำ หรือสีน้ำตาล เปลือกหลุดล่อน เกิดได้จากการทำลายของเชื้อรา และน้ำท่วมขัง  ใช้ยา Terraclor
โรครากปม รากต้นพืชมีอาการบวมพองออก ลักษณะเป็นปุ่มปม อาการพองหรือปมจะเกิดจากภายในรากออกมา มักเกิดจากการทำลายของไส้เดือนฝอย ใช้วิธีปล่อยน้ำท่วม
โรคเน่าคอดิน หรือโรคต้นกล้าเน่า บริเวณโคนต้นพืช เกิดแผลเน่าและมีการลุกลามขยาย โดยมักทำให้เปลือกต้นเน่าเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ   หากถากเปลือกออก  ส่วนเนื้อลำต้นมักมีอาการของแผลเน่าสีน้ำตาล หรือสีน้ำตาลแดง   ส่วนมากเกิดจากการทำลายของเชื้อรา ใช้ยา Thiram
โรคยอดแห้งตาย อาการแห้งตาย  จะพบที่ยอดก่อน ต่อมาจะลุกลามมาตามกิ่งก้าน  จนในที่สุดอาจตายทั้งกิ่งหรือทั้งต้นได้ โรคนี้ส่วนมากเกิดจากเชื้อราเช่น  โรคยอดแห้งของส้มและมะนาว เป็นต้น ต้นพืชหลายชนิดที่ปลูกในบ้านอาจเกิดอาการยอดแห้งตาย เนื่องจากถูกแสงแดดจัดเผา หรืออาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้หลายสาเหตุ ใช้ยา Metalaxyl
โรคใบจุด เกิดเป็นแผลที่ใบ มีรูปร่างแตกต่างกันแล้วแต่สาเหตุที่เข้าทำลาย ขนาดของแผลอาจเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ บนใบ อาจเกิดกระจายกันทั่วทั้งใบ ถ้าเกิดจุดแผลมาก ๆ อาจจะทำให้ใบแห้งได้ โรคใบจุดของพืชส่วนมากเกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย เช่น โรคใบจุดของถั่วเขียว โรคใบจุดของคึ่นฉ่าย  โรคใบจุดของถั่วฝักยาว เป็นต้น  ใช้ยา Mancozeb
โรคใบไหม้ เกิดแผลแห้งตาย ขนาดของแผลใหญ่กว่าอาการใบจุด ขอบเขตของแผลจะลุกลามขยายได้กว้างขวางกว่า  การไหม้อาจเกิดที่กลางใบ  ปลายใบ  หรือขอบใบก็ได้  ส่วนมากเกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย เช่น โรคใบไหม้ของทานตะวัน โรคใบไหม้ของเบญจมาศ เป็นต้น ใช้ยา Matalaxyl
โรคแอนแทรคโนส ใบพืชที่เกิดโรคนี้ จะเป็นแผลแห้งสีน้ำตาล ส่วนมากจะเห็นเชื้อรามีลักษณะเรียงเป็นวงซ้อน ๆ  กันค่อนข้างชัดเจนในบางพืช  โรคนี้เกิดได้ทั้งบนใบ กิ่ง และผล สาเหตุเกิดจากเชื้อรา  เช่น โรคแอนแทรคโนสของพริก มะละกอ  มะม่วง  กล้วยไม้  และไม้ใบประดับหลายชนิด ใช้ยา Benomyl, Mancozeb
โรคราน้ำค้าง อาการโรคราน้ำค้างพบมากในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด มักพบอาการใบลายเป็นแถบสีเหลืองเขียวสลับกันตามความยาวของใบ  ถ้าอากาศชื้น ๆ อุณหภูมิพอเหมาะ จะพบผลสปอร์ของเชื้อสีขาว ๆ เกาะติดที่ใบ ในพืชใบเลี้ยงคู่ เช่น พืชตระกูลแตง จะเห็นใบมีอาการเป็นแผลจุดเหลี่ยมสีน้ำตาลใช้ยา Metalaxyl
โรคราแป้งขาว โรคนี้เกิดจากเชื้อรา โดยจะพบผงแป้งสีขาวๆ เกาะติดที่ใบ คล้าย ๆ กับเอาแป้งไปโรยคลุมกระจายตามส่วนต่างๆ ของใบ หรือทั่วทั้งใบ ต่อมาใบจะเหลืองและแห้งตาย เช่น โรคราแป้งขาวของบานชื่น  และโรคราแป้งขาวของกุหลาบ  เป็นต้น ใช้ยา Benomyl
โรคราดำ โรคนี้จะมีอาการเป็นผงคล้ายเขม่าดำคลุมผิวใบ หรือส่วนอื่น ๆ ของพืช เมื่อใช้มือลูบผงสีดำ ซึ่งเป็นส่วนของเส้นใยและสปอร์ของเชื้อราจะหลุดออก เชื้อราชนิดนี้  จะไม่แทงเข้าไปในใบพืช เพียงแต่ขึ้นเจริญปกคลุมผิวใบ ส่วนมากพบภายหลังการทำลายของเพลี้ยจักจั่น  เพลี้ยแป้ง  หรือแมลงหวี่ขาว เนื่องจากราชนิดนี้จะขึ้นเจริญบนน้ำหวานที่แมลงเหล่านั้นขับถ่ายออกมา  โรคนี้ที่พบมาก เช่น  โรคราดำของมะม่วง โรคราดำของมะยม ใช้ยา Zineb
บันทึกการเข้า

มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3610


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 14, 2010, 01:13:15 PM »

โรคใบด่าง มีหลายลักษณะ แล้วแต่สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค อาจเกิดจากเชื้อไวรัส  เกิดจากการขาดธาตุอาหาร หรือลักษณะกลายพันธุ์ของพืช  สำหรับอาการใบด่างที่เกิดจากไวรัส   ส่วนมากมีสีเหลืองสลับเขียว  เนื้อใบไม่เรียบเป็นคลื่น   และใบมีรูปร่าง  ผิดปกติ เช่น โรคใบด่างของกล้วยไม้   โรคใบด่างของยาสูบ  และโรคใบด่างของผักต่าง ๆ  บางครั้งอาจจะพบอาการด่างเป็นวงแหวน เช่น  โรคใบด่างวงแหวนของมะละกอ  หรือโรคใบด่างวงแหวนของกุหลาบ   ต้องถอนเผาทำลายทิ้ง
โรคใบหงิก ใบจะหงิกม้วนงอเป็นคลื่น หรือมีอาการยอดหงิก ต้นพืชจะแคระแกร็น มีการเจริญเติบโตช้า และพืชทั้งต้นจะมีขนาดเล็กลง เมื่อเปรียบเทียบกับต้นปกติ โรคนี้เกิดจากไวรัส เช่น โรคใบหงิกของมะเขือเทศ โรคใบหงิกของยาสูบ เป็นต้น ต้องถอนทำลายทิ้ง
โรคใบขาว ใบจะมีสีขาวซีด และต้นแคระแกร็น  เนื่องจากพืชไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ตามปกติ เช่น โรคใบขาวของอ้อย   เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา   ทำให้อ้อยมีการแตกลำน้อย   และน้ำหนักของลำอ้อยลดลงมาก หรือโรคใบขาวของหญ้าแพรก โรคใบขาวของหญ้านวลน้อย หรือโรคใบขาวของหญ้ามาเลเซีย เป็นต้น พืชหลายชนิดที่ปลูกในกระถางเป็นเวลานาน ๆ และไม่มีการเปลี่ยนดิน  หรือเครื่องปลูก มักทำให้ดินแน่นและต้นพืชเกิดการขาดอาหาร ต้นพืชอาจแสดงอาการซีดเหลืองได้เช่นกัน
โรคเมล็ดเน่า-เมล็ดด่าง เมล็ดจะเน่าและไม่สามารถงอกเป็นต้นใหม่ได้  เพราะมีเชื้อโรคหลายชนิดเข้าทำลาย เช่น เชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น  มักเกิดขึ้นในกรณีที่เก็บรักษาเมล็ดไม่ดี เช่น  เมล็ดที่มีความชื้นสูง หรือเปียกน้ำ หรืออาจมีเชื้อโรคติดปนเปื้อนอยู่กับเมล็ด
โรคเน่าเละ อาการเน่าเละสีน้ำตาลอ่อน มีกลิ่นเหม็นรุนแรง  เกิดได้ทั้งผล  ราก  หัว  และใบของพืชผัก เมื่อเป็นโรคนี้ ผักจะเน่าเละทั้งต้น หรือทั้งหัว   สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคเน่าเละของปทุมมาและกระเจียว โรคเน่าเละของชวนชม โป๊ยเซียน กระบองเพชรและกุหลาบหิน
  โรคเหี่ยว
ต้นพืชอาจแสดงอาการเหี่ยวเฉาในลักษณะต่างๆ กัน เช่น  การเหี่ยวเนื่องจากการขาดน้ำ เมื่อได้น้ำก็จะฟื้นปกติ อาการเหี่ยวใบเหลืองลู่ เนื่องจากเชื้อราไปทำลายท่อน้ำ  และท่ออาหารของพืช สาเหตุโรคเหี่ยวเกิดจากการทำลายของเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด เช่น  โรคเหี่ยวของมะเขือเทศ โรคเหี่ยวของพืชตระกูลแตง โรคเหี่ยวของกล้วย โรคเหี่ยวของพริก เป็นต้น
ต้นพืชแคระแกร็น ต้นพืชอาจจะแสดงอาการแคระแกร็น  เมื่อเปรียบเทียบกับต้นปกติ ทั้งนี้อาจเนื่องจากการปฏิบัติดูแลรักษาไม่ดีพอ อาจเกิดจากการขาดธาตุอาหาร  หรือมีไส้เดือนฝอย  หรือแมลงกัดทำลายราก  หรือมีเชื้อโรคบางชนิด  เช่น ไวรัสเข้าทำลาย ทำให้ต้นพืชไม่สามารถเจริญเติบโตตามปกติได้ มีดอกและผลน้อย


บันทึกการเข้า
มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3610


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 14, 2010, 01:26:43 PM »

การจัดการโรคพืช
แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วสารกำจัดเชื้อราและสารกำจัดเชื้อแบคทีเรีย  จะมีความเป็นพิษต่ำกว่าสารกำจัดแมลง   แต่เราก็ควรพยายามลดการใช้สารเหล่านั้นเท่าที่จะเป็นไปได้  ในระบบการจัดการศัตรูพืชวิธีผสมผสานนั้นจะต้องมีการค้นหาวิธีการอื่นๆ มาใช้จัดการโรคพืชเป็นลำดับแรก
การจัดการศัตรูพืชนั้นมีอยู่หลายวิธี แต่เกษตรกรหลายๆคนมักเลอกใช้วิธีการควบคุมด้วยสารเคมีกำจัดแมลงสังเคราะห์  ซึ่งเป็นวิธีการที่อันตรายและเกิดการทำลายล้างสูงที่สุด  ซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม  สารกำจัดศัตรูพืชสังเคราะห์ควรจะเป็นเพียงทางเลือกสุดท้ายหลังจากที่ได้ลองใช้ทางเลือกอื่นๆ แล้ว
การจัดการแมลงสามารถทำได้โดย:
1.การใช้พืชพันธุ์ต้านทานหรือทนทาน
2.การปลูกพืชหมุนเวียน
3.การปลูกพืชสลับ
4.สารสกัดจากพืช (เช่น สกัดจากสะเดา)
5.ชีวภัณฑ์: โรคแมลง
-  บาซิลลัส ทูริงเยนซิส (บีที)
-  เชื้อไวรัส เอ็น พี วี
-  ไส้เดือนฝอยสไตเนอร์นีมา
-  เชื้อราบิวเวอร์เรีย
6.การควบคุมทางชีวภาพ
-  ตัวห้ำ
-  ตัวเบียน
7.การใช้กับดัก
-  เช่น กับดักกาวเหนียวสีเหลือง
8.การจัดการสภาพอากาศในแปลงปลูกพืช
-  การตัดแต่ง
-  การถอนแยก
-  การให้น้ำ
-  การคลุมดิน
9.การควบคุมด้วยสารเคมี
-  ใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น
-  เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีพิษต่ำที่สุดที่สามารถหาได้
-  หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต และคาร์บาเมต
-  ห้ามใช้สารเคมีก่อมะเร็ง หรือสารที่มีผลยับยั้งต่อมไร้ท่อ
-  ก่อนการใช้สารเคมีใดๆ ควรศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีชนิดนั้นๆ ก่อน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 14, 2010, 01:37:43 PM โดย มะเอ@รักควาย » บันทึกการเข้า
มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3610


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 14, 2010, 01:33:18 PM »


การใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสม
1. ห้ามใช้สารเคมีที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ตามเอกสารสนับสนุน  รายชื่อวัตถุอันตรายห้ามใช้ในการเกษตร  และต้องใช้สารเคมีให้สอดคล้องกับรายการสารเคมีที่ประเทศคู่ค้าอนุญาตให้ใช้
2. อ่านฉลากคำแนะนำ เพื่อให้ทราบคุณสมบัติ และวิธีการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชก่อนปฏิบัติงานทุกครั้ง
3. ผู้ประกอบการและแรงงานที่ปฏิบัติงานด้านการป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ควรรู้จักศัตรูพืช  ชนิดและอัตราการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  การเลือกใช้เครื่องพ่นและอุปกรณ์หัวฉีด  รวมทั้งวิธีการพ่นสารเคมีที่ถูกต้อง  โดยต้องตรวจสอบเครื่องพ่นสารให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานตลอดเวลา  เพื่อป้องกันสารพิษเปื้อนเสื้อผ้าและร่างกายของผู้พ่น  ต้องสวมเสื้อผ้าอุปกรณ์ป้องกันสารพิษ  ได้แก่ หน้ากากหรือผ้าปิดจมูก  ถุงมือ  หมวก และรองเท้าเพื่อป้องกันอันตรายจากสารพิษ
4. เตรียมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  และใช้ให้หมดในคราวเดียว  ไม่ควรเหลือติดค้างในถังพ่น
5. ปิดฝาภาชนะบรรจุสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้สนิทเมื่อเลิกใช้  และเก็บในสถานที่เก็บสารเคมี
6. เมื่อใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชหมดแล้ว  ให้ล้างภาชนะบรรจุสารเคมีด้วยน้ำ  2-3  ครั้ง  แล้วเทลงในถังพ่นสารเคมี  ปรับปริมาณน้ำตามความเข้มข้นที่กำหนด  ก่อนนำไปใช้พ่นป้องกันกำจัดศัตรูพืช
7. ควรพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในช่วงเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ  หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัดหรือลมแรง  และขณะปฏิบัติงานผู้พ่นต้องอยู่เหนือลมตลอดเวลา
8. หลังจากพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง  ผู้พ่นต้องอาบน้ำ  สระผม  และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที  เสื้อผ้าที่ใส่ขณะพ่นสารต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
9. ต้องหยุดใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชก่อนการเก็บเกี่ยวตามที่ระบุไว้ในฉลากกำกับการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแต่ละชนิด
10. ให้ปฏิบัติตามแผนควบคุมการผลิตของสับปะรดโรงงาน
ความสะอาดปลอดภัยและกำจัดของเสียและวัสดุเหลือใช้
1. ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดและล้างสารเคมีออกหมดแล้วตามคำแนะนำในข้อ 6  ต้องไม่นำกลับมาใช้อีก  และต้องทำให้ชำรุดเพื่อป้องกันการนำกลับมาใช้  แล้วนำไปทิ้งในสถานที่ที่จัดไว้สำหรับทิ้งภาชนะบรรจุสารเคมีโดยเฉพาะ หรือทำลายโดยการฝังดินห่างจากแหล่งน้ำ  และให้มีความลึกมากพอที่สัตว์ไม่สามารถคุ้ยขึ้นมาได้ ห้ามเผาทำลาย
2. ส่วนต่างๆของพืชที่มีโรคและแมลงเข้าทำลายต้องเผาทำลายนอกแปลง
3. เศษพืช  หรือกิ่งที่ตัดแต่งจากต้นไม้และไม่มีโรคเข้าทำลาย  สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสดได้
4. จำแนก  และแยกประเภทของขยะให้ชัดเจน  เช่น กระดาษ  กลิ่งกระดาษ  พลาสติก  แก้ว  น้ำมัน  สารเคมี และเศษซากพืช เป็นต้น  รวมทั้งควรมีถังขยะวางให้เป็นระเบียบ หรือระบุจุดทิ้งขยะให้ชัดเจน
บันทึกการเข้า
มะเอ@รักควาย
ถูกแบน
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3610


จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 14, 2010, 02:07:24 PM »

การตรวจสภาพ  และการซ่อมบำรุง
1. มีการตรวจสภาพเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตร เช่น  เครื่องพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  อุปกรณ์การเก็บเกี่ยว  ก่อนนำออกไปใช้งาน  และต้องทำความสะอาดทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จแล้ว และก่อนนำไปเก็บในสถานที่เก็บ
2. มีการตรวจซ่อมบำรุงรักษาเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตร  ตามแผนการบำรุงรักษาที่กำหนดไว้  พร้อมทั้งบันทึกผลการตรวจซ่อมทุกครั้ง  ลงใบแบบบันทึก
3. เครื่องมือ  อุปกรณ์  และภาชนะที่ใช้ในการบรรจุ  และขนส่งผลผลิต  ต้องมีการทำความสะอาดทุกครั้งก่อนการใช้งาน  และเมื่อใช้งานเสร็จแล้วต้องทำความสะอาดก่อนนำไปเก็บ
4. กรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ต้องอาศัยความเที่ยงตรงในการปฏิบัติงาน  ต้องมีการตรวจสอบความเที่ยงตรงอย่างสม่ำเสมอแล้วแต่กรณี  หากพบว่ามีความคลาดเคลื่อนต้องดำเนินการปรับปรุง  ซ่อมแซม  หรือเปลี่ยนใหม่  เพื่อให้อุปกรณ์ดังกล่าวมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานเมื่อนำมาใช้งาน
หลักการใช้สารกำจัดวัชพืช
   การป้องกันกำจัดวัชพืชโดยใช้สารเคมีนั้น  เป็นวิธีการที่กำลังได้รับความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย  เพราะเชื่อว่าการใช้สารกำจัดวัชพืชเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้  โดยที่การใช้สารกำจัดวัชพืชอาจใช้ต้นทุนต่ำกว่าการกำจัดด้วยวิธีการอื่น ๆ อย่างไรก็ดีการใช้สารกำจัดวัชพืชแต่ละครั้งต้องพิจารณาถึงข้อดี – ข้อเสีย

ข้อดี – ข้อเสียของการใช้สารเคมี
        ข้อดี                                                                    ข้อเสีย
1. ประหยัดแรงงาน                                               1. เสียเงินตราให้ต่างประเทศ
2. ต้นทุนต่ำ                                                       2. อาจมีพิษตกค้างในสภาพแวดล้อม
3. สะดวก  เบาแรง                                                3. อาจเป็นอันตรายต่อพืชปลูก
4. รวดเร็ว                                                          4.อาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์
5. ทำลายวัชพืชได้อย่างสิ้นซาก                                 5. อาจเป็นอันตรายต่อแมลงที่เป็นประโยชน์
6. ควบคุมวัชพืชได้อย่างทั่วถึง                                    6. อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง
7. ควบคุมวัชพืชได้อย่างยาวนาน                                  7. ผู้ใช้ต้องมีความรู้และความชำนาญเป็นพิเศษ
8. ลดการแข่งขันของวัชพืชได้อย่างแท้จริง   
9. ปลอดภัยไม่กระทบกระเทือนต่อพืชปลูก   
บันทึกการเข้า
Gift
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 396


« ตอบ #5 เมื่อ: เมษายน 15, 2010, 02:18:01 PM »

ความรู้ไม่มีวันหมด ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: