หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลูกไปเรื่อยๆ ให้เป็นเงินเป็นทอง ราคาขายเรากำหนดเองได้หลุดพ้นกฏเกณฑ์ของตลาด  (อ่าน 1317 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
แจ่ม อารมณ์ดี
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1698


« เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 11:42:49 AM »

ห่างหายไปนาน เพราะว่า งานมันยุ่งๆ ในสวน ด้วยปรับสวนใหม่ให้เข้ากับ โลกา ยุค 4เจี๊ย
.
ยุคที่เงินหายาก เพราะนายทุนมันเอาไปหมด พืชส่วนใหญ่ ก็ถูกกำหนดราคา โดย อันทพาล ครอง(การค้าใน)เมือง
เราต่อสู้ไม่ได้ พืชตัวไหนมันลงมาเล่น เราก็หลบไป เท่านั้นเอง
.
วันนี้ รายได้ก็ยังพอไปได้ ไม่ถึงกับเซ หรือทรุด เพราะ ไหวตัวปรับสภาพได้ทัน เตรียมตัวล่วงหน้ามาดี
วันนี้ ครึ่งนึงของสวน ปรับตัวไปทางสมุนไพร 50% ที่เหลือก็กล้วยน้ำว้า กับคาเวชดิช เหมือนเดิม นั่นละ
เพราะมันเป็นรายได้หลัก ของครอบครัว ไม่มีตัง แบกมีด เข้าสวนเดี๋ยวก็ได้
.
วันนี้ ก็แค่มาตั้งกระทู้ ไว้ก่อน เดี๋ยวจะมาเล่าเรื่อง อื่นๆ ต่อไป
.
ทำให้อยาก ไว้ก่อน เดี๋ยวมาโม้ ต่อไป
บันทึกการเข้า

ปี่ที่แล้ว ได้ล้านสอง ปีนี้ขอสองล้าน กับกล้วยหอมคาเวนดิช

วิชัย เกษตรอินดี้
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 119



« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 02:16:23 PM »

ปูเสื่อรอเลยครับ..


Liked By: UNCLE HUB, wanvan987
บันทึกการเข้า
wdtrs
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13


« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 02:57:15 PM »

นอนรอเลย
บันทึกการเข้า
แจ่ม อารมณ์ดี
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1698


« ตอบ #3 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 08:12:48 PM »









วันนี้ราคากระเจี๊ยบแห้ง
ตันละ 5หมื่นถึงแสนสามหมื่นบาท ครับ เท่านี่จริงๆ นี่ราคารับซื้อจากเรานะ
ไปขายต่อตันละ 2แสนกว่าๆ ลองไปดูตามที่เขาขาย 300 บาท นิดเดียวเอง (ผมให้ข้อมูลเท่านี้นะ แล้วแต่จะคิด)
................
คำแนะนำส่วนตัว
หยอดเป็นแถวๆ ดีกว่า หว่านแบบข้าว เพราะเราเดินเข้าไปได้ หว่านขึ้นแล้วจะเดินเหยียบก็เสียดาย
ห่วานหรือหยอดแน่นไว้ก่อน ถอนออกได้ ถ้ามาซ่อมทีหลังนี้ คนละรุ่นเลย มันโตเร็วมาก
เตรียมดินไห้ร่วนซุยที่สุด ใส่ปุ๋ยคอกไถรวมไปเลย ดินแน่น โตช้า ดินร่วน+ปุ๋ยคอกดีๆ พุ่งเร็วมาก
................
สำหรับการปลูกกระเจี๊ยบในระบบเกษตรแปลงใหญ่
กระเจี๊ยบแดง พันธุ์ที่นิยมปลูกคือ พันธุ์ซูดานหรือพันธุ์เกษตร
กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชไวต่อแสง
เป็นพืชวันสั้นขึ้นได้ในดินทุกชนิด
ปลูกได้ทั่วไปชอบอากาศร้อนหรือค่อนข้างร้อน
อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ18-25องศาเซลเซียส
กระเจี๊ยบแดงต้องการน้ำในช่วง 1เดือนแรกไม่ควรเป็นที่น้ำขัง น้ำท่วม
เป็นพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ5เดือน
การปลูกกระเจี๊ยบแดงควรปลูกในช่วง ปลายกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม
ออกดอกในระหว่างเดือนตุลาคม – พฤศจิกายนแล้วเก็บผลที่แก่จัดไปได้จนถึงกลาเดือนธันวาคม
....
เตรียมดินก็เหมือนกับพืชไร่ทั่วไป ไถพรวน ใส่ปุ๋ยคอก ปรับพีเอชดิน
ปลูกโดย หยอดเมล็ดในหลุมหรือเปิดร่องเล็กๆแล้วหยอดเมล็ดหลุมละ4-5เมล็ด(เหมือนปลูกข้าวโพด)
ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 50-70-80 เซนติเมตร
ระยะระหว่างแถวห่าง 120-150 เซนติเมตรแล้วกลบดินเล็กน้อย
หลังจากกระเจี๊ยบแดงงอกแล้ว ประมาณ3-4สัปดาห์ให้เลือกถอนต้นอ่อนที่ไม่แข็งแรงออกให้เหลือไว้หลุมละ2-3 ต้นเพื่อไม่ให้แน่นมาก
ถ้าไม่จำเป็น อย่าใช้วิธีหว่าน เพราะจะบริหารจัดการ ยากมาก ในเรื่องการดูแล
..........
กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชที่ปลูกง่าย เพียงให้น้ำสม่ำเสมอในช่วง 1-2 เดือนแรก และให้น้ำบ้างเมื่อฝนทิ้งช่วงประมาณสัปดาห์ละ 1ครั้ง
กำจัดวัชพืชประมาณ 2-3 ครั้ง พร้อมการถอนแยก
ต้นกระเจี๊ยบแดงมีอายุ 1เดือนและ 2เดือนควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15อัตรา 50กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 2ครั้งหลังกำจัดวัชพืชเมื่อดินมีความชื้น
........
โรคที่สำคัญ โรคใบจุด โรคฝักจุดหรือฝักลายโรคแอนแทรคโนส
การป้องกันกำจัดให้ใช้บาซิลลัสพ่นในอัตรา 30-50กรัมต่อน้ำ 20ลิตร

...........................

แมลงศัตรูที่สำคัญ หนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้ายเพลี้ยไฟเพลี้ยอ่อนเพลี้ยจักจั่นฝ้าย
การป้องกันกำจัดใช้เชื้อBT ในอัตรา60-80กรัมต่อน้ำ 20ลิตรหรือใช้สารธรรมชาติเช่นเมล็ดสะเดาพ่นในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
อาจปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืช เช่นแมลงช้างปีกใส ด้วงเต่าตัวห้ำเป็นต้น
......................
การเก็บเกี่ยว

ระยะที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวคือเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมการเก็บเกี่ยวกระเจี๊ยบแดงทำได้
 2 วิธี  เก็บเกี่ยวเฉพาะดอกกระเจี๊ยบแดงที่แก่ ใช้กรรไกร-มีดตัดเฉพาะดอกที่แก่ ขนย้ายออกจากแปลง
เก็บเกี่ยวทั้งต้นโดยใช้เคียวเกี่ยวกิ่งที่มีดอกบริเวณโคนกิ่งและนำมาปลิดผลทีหลัง วิธีนี้จะเก็บเกี่ยวได้รวดเร็ว ระวังดอกอาจหลุดร่วงระหว่างขนย้าย

....................
นำดอกกระเจี๊ยบแดงที่ได้ไปแทงเมล็ดออก โดยใช้แทงโลหะกลวงปลายหยัก แทงบริเวณขั้วดอกให้ฝักหุ้มเมล็ดหลุดจากกลีบเลี้ยง
ควรทำให้เสร็จภายใน 48 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว
นำไปตากแดด4-7 วันจนแห้งสนิทจากนั้นจึงบรรจุในกระสอบป่าน  แล้วเอาไปขาย
ไม่ควรเก็บไว้นานกว่า 2เดือนเนื่องจากน้ำหนักอาจลดลงหรือเกิดเชื้อราได้

..........................
ดอกกระเจี๊ยบแดงเป็นสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้เพื่อบรรเทาอาการขัดเบาและรักษาโรคนิ่ว
โดยใช้ดอกกระเจี๊ยบแดงที่ตากแห้งและบดเป็นผงครั้งละ 1 ช้อนชา ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย ทิ้งไว้ 5-10 นาที รินเฉพาะน้ำสีม่วงแดงใส ดื่มวันละ 3ครั้งติดต่อกันทุกวันจนกว่าจะหาย
ดอกกระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ลดความดันโลหิตต้านอาการอักเสบช่วยละลายไขมันในเลือด เป็นยากัดเสมหะขับเมือกมันในลำไส้
ข้อควรระวังในการใช้ : เนื่องจากกระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆอาจทำให้ผู้ที่ดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงเกิดอาการท้องเสียได้เล็กน้อย
.........................






บันทึกการเข้า

ปี่ที่แล้ว ได้ล้านสอง ปีนี้ขอสองล้าน กับกล้วยหอมคาเวนดิช
แจ่ม อารมณ์ดี
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1698


« ตอบ #4 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2018, 07:42:18 AM »









พืชตัวที่ 2 มะรุม (ผมใช้มะรุมอินเดีย SK1)
ราคาขายเมล็ดทั่วไปก็เมล็ดละ 4 บาท แต่ผมซื้อเยอะ ก็พอได้ราคา ลงมาหน่อย
.
ราคาขาย จากสวน 50-150 ต่อกิโล (ใบและเมล็ดแห้ง)ตันละ 5 หมื่น ถึงแสนห้า
ใบเก็บขายได้ที่ 3-4 เดือนแรก)
.
ปลูกไปแล้วโดยการหยอดเมล็ดลงแปลงเลย เพาะมันหน้าฝน เลยทำได้
สว่นที่มันไม่งอก ก็เพาะเมล็ด เพื่อเตรียมไว้ซ่อม
.
โดยมีเป้าหมาย ที่ 8 ไร่ ซึ่งกำลังพยายามเตรียมที่ ท่ามกลางฝนที่ตก  รถลงได้ก็ไถ ลงไม่ได้ก็จอด
ทำงานแบบไม่จ้างใคร ค่อยเป็นค่อยไป
.
ปลูกระยะห่าง 1 เมตร+แถวห่าง 3 เมตร เพื่อให้รถไถ ทำงานได้
.
โดย ไว้ต้นสูง 1 ต้นสำหรับเ็บเมล็ด แล้วไว้ต้นเตี้ย 2 ต้น สำหรับเก็บใบ ในระยะแรก (ถ้าถี่มันเอาออกได้ นิ) นั่นคือแผนงาน
โดย ช่องที่เว้น 3 เมตร ก็ลงกระเจี๊ยบ นั่นละ
บันทึกการเข้า

ปี่ที่แล้ว ได้ล้านสอง ปีนี้ขอสองล้าน กับกล้วยหอมคาเวนดิช
แจ่ม อารมณ์ดี
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1698


« ตอบ #5 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2018, 11:53:03 AM »

https://landgreenday.blogspot.com/2018/08/10-8-61.html

กระเจี๊ยบ อคาเดมี อัพเดท 10-8-61 รอเวลารับตัง
เดินทางมาถึงวันนี้
ปุ๋ยไม่ต้องเตรียมดนมาดี
น้ำไม่ต้องเทวดารดให้
หญ้าไม่ถอน ไม่ถาง 555
...........
มองๆแล้วฝีมือหว่าน ขั้นเทพ (ฝึกหัด555 ถี่ๆ ห่างๆ)
ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรก เพื่อทำในครั้งต้อไป
เท่าที่ดู ตรงไหนน้ำขัง เมล็ด เน่า ไม่ขึ้น.
.
ที่โตไว คือตรงนั้นมีขึ้เถ้า+ขี้เค๊กเยอะ
ที่โตช้า มีดินเยอะ ก็คือปุ๋ยกับความร่วนซุยน้อย












บันทึกการเข้า

ปี่ที่แล้ว ได้ล้านสอง ปีนี้ขอสองล้าน กับกล้วยหอมคาเวนดิช
แจ่ม อารมณ์ดี
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1698


« ตอบ #6 เมื่อ: สิงหาคม 10, 2018, 01:50:33 PM »









.........................
ถามว่า ราคาเท่าไร ตันละ 5หมื่นถึง 2 แสนกว่า แล้วแต่ว่า ขายที่จุดรับซื้อตรงไหน
มันถูกบรรจุเข้าบัญชียาหลักแห่งชาติ ทุกโรงพยาบาลต้องมี(บอกเท่านี้นะ)
........................
ปลูกแบบมะเขือพวงนั่นละ เหมือนกัน
........................
รายละเอียด
เมล็ดพันธุ์มะแว้งต้น
มะแว้งต้นจัดอยู่ในวงศ์มะเขือ
สมุนไพรมะแว้งต้น
 มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า แว้งคม (สุราษฎร์ธานี, สงขลา), มะแคว้ง มะแคว้งขม มะแคว้งคม มะแคว้งดำ (ภาคเหนือ), หมากแข้ง หมากแข้งขม (ภาคอีสาน), มะแว้ง มะแว้งต้น (ทั่วไป), สะกังแค สะกั้งแค (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หมากแฮ้งคง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), เทียนเฉีย ชื่อเทียนเฉีย (จีนกลาง) เป็นต้น
ลักษณะของมะแว้งต้น
ต้นมะแว้งต้น จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มีอายุประมาณ 2-5 ปี มีความสูงของต้นประมาณ 1 -1.5เมตร ลำต้นมีขนาดเล็กและกลม เนื้อแข็ง เป็นสีเขียวอมเทา แตกกิ่งก้าน ทั้งต้นมีขนนุ่มสีเทาขึ้นปกคลุม และมีหนามแหลมขึ้นกระจายอยู่ทั่วต้น ส่วนเปลือกต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำมากและความชื้นในปริมาณปานกลาง สามารถขึ้นได้เองตามธรรมชาติในบริเวณที่ราบ ชายป่าที่โล่งแจ้งและที่รกร้างริมทาง สามารถพบได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ  และคาดว่ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในเขตร้อนของทวีปเอเชียซึ่งรวมทั้งประเทศและอินเดียด้วย
ใบมะแว้งต้น ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรี ปลายใบแหลมเล็กน้อย โคนใบมน ส่วนขอบใบหยักเว้ามนเข้าหาเส้นกลางใบและมีคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร หลังใบ ท้องใบ และก้านใบมีขนสั้น ๆ ปกคลุม โดยท้องใบจะมีขนหนาแน่นหลังใบ มีหนามสั้น ๆ และมีก้านใบยาว
ดอกมะแว้งต้น ออกดอกเป็นกระจุกตามง่ามใบหรือปลายกิ่งประมาณ 3-6 ดอก ดอกเป็นสีม่วงอ่อน มีขนาดกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ใจกลางของดอกมีเกสรเพศผู้สีเหลือง 5 ก้าน เชื่อมติดกันกับโคนกลีบดอก ปลายกลีบดอกจะแยกออกเป็นแฉก 5 แฉก ปลายแหลม คล้ายรูปดาว ก้านดอกมีหนามเป็นตุ่มเล็ก ๆ ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉก 5 แหลม ปลายแหลม ด้านนอกมีขน
ผลมะแว้งต้น ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม ผิวผลเรียบเกลี้ยงและมัน ผลอ่อนเป็นสีเขียวหรือสีขาวไม่มีลาย ส่วนผลสุกเป็นสีแดงส้มหรือเป็นสีเหลืองอมส้ม ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร หรือมีขนาดเท่ากับมะแว้งเครือ แต่จะมีสีเขียวมากกว่า และมีรสขมจัดกว่า โดยภายในผลมะแว้งต้นจะมีเมล็ดขนาดเล็ก ลักษณะเป็นรูปกลมแบน สีน้ำตาลอ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก
สรรพคุณของมะแว้งต้น
รากและผลมีรสขมเปรี้ยว เป็นยาเย็น มีพิษเล็กน้อย ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ราก, ผล) ส่วนใบก็มีสรรพคุณบำรุงธาตุเช่นกัน (ใบ)
ใช้เป็นยาบำรุงธาตุในร่างกาย (ราก, ใบ, ผล)
ผลสุกและผลดิบมีรสขื่นเปรี้ยว ช่วยแก้โรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้บ้าง (ผล) ด้วยการใช้ผลมะแว้งต้นโตเต็มที่ประมาณ 10-20 ผล นำมารับประทานเป็นอาหารกับน้ำพริก (ผล)
ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้ปวดฟัน (ราก, ผล)
ช่วยแก้ไซนัส (ราก, ผล)
รากและใบช่วยแก้วัณโรค (ราก, ใบ)
ช่วยแก้ไข้สารพัดพิษ แก้ไข้เพื่อเสมหะในคอ (ผล)ส่วนรากมีรสขมขื่นเปรี้ยว เป็นยาแก้ไข้สันนิบาต (ราก)
สรรพคุณของรากมะแว้งในบางตำราระบุว่าใช้ระงับความร้อน (ราก)
ตำรายาไทยจะใช้ผลเป็นยาแก้ไอ โดยใช้ได้ทั้งผลแห้งและผลสดประมาณ 5-10 ผล นำมาตำให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำผสมกับเกลือเล็กน้อย นำมารับประทาน (ผล) ส่วนใบและรากก็เป็นยาแก้ไอเช่นกัน (ใบ, ราก)
ช่วยขับเสมหะ ด้วยการใช้ผลประมาณ 5-10 ผลนำมาตำให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำผสมกับเกลือเล็กน้อย นำมารับประทาน (ผล) ส่วนรากช่วยกัดเสมหะ ขับเสมหะ
ช่วยแก้คอแห้ง (ผล)
ช่วยแก้ผิดสำแดง (ผล)
ช่วยแก้อาการปวดกระเพาะ (ราก, ผล)
ประโยชน์ของมะแว้งต้น
ผลอ่อนใช้รับประทานเป็นผักสดได้ โดยอาจนำไปลวกหรือเผาจิ้มกับน้ำพริก หรือใช้ประกอบอาหาร ทำแกง หรือใช้ประกอบอาหารเพื่อเพิ่มรสขม เช่น แกงใส่ปลาแห้ง หรือน้ำพริก เป็นต้น โดยผลมะแว้งต้นจะมีวิตามินเอค่อนข้างสูง ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง
นอกจากผลอ่อนแล้ว ยอดอ่อนก็ใช้รับประทานเป็นผักได้เช่นกัน แต่ต้องนำมาต้มให้สุกเสียก่อน แล้วจึงนำไปใช้เป็นผักจิ้ม (ส่วนผลอ่อนดิบจะใช้เป็นผักจิ้มได้เลย) นิยมกินกับปลาร้า แต่ก็ใช้จิ้มกับน้ำพริกได้เหมือนกัน โดยจะมีรสชาติค่อนข้างขื่นขม แต่เมื่อเคี้ยวไปสักครู่จะรู้สึกออกรสหวานเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของผลมะแว้งดิบ
มะแว้งต้นเป็นส่วนผสมหลักของตำรับยาประสะมะแว้ง ซึ่งองค์การเภสัชกรรมผลิตขึ้นตามตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ
ผลสุกนำมาบีบใส่ตาไก่ที่มีอาการเจ็บตา หรือนำมาขยี้แล้วทาตาไก่บริเวณบวมหรือพอง
บันทึกการเข้า

ปี่ที่แล้ว ได้ล้านสอง ปีนี้ขอสองล้าน กับกล้วยหอมคาเวนดิช
nui74
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3


« ตอบ #7 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2018, 09:11:36 AM »

แล้วจะมั่นใจได้ไง ครับ ว่าจะมีคนรับซื้อเราจิงๆ  ครับ แล้วเราจะหาข้อมูลได้ที่ไหนครับ
บันทึกการเข้า
กะลาแลนด์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 57


« ตอบ #8 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2018, 01:10:57 PM »

อยากรู้ว่า 1. ต้องใช้น้ำหนักสดกี่ตัน จึงจะได้น้ำหนักแห้ง 1 ตัน
           2.  มีเกษตรกรท่านใดปลูกและขายได้ราคาตามนั้นบ้าง และขายให้ใคร ที่ไหน อย่างไร
บันทึกการเข้า
ืnopsee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 425


« ตอบ #9 เมื่อ: สิงหาคม 20, 2018, 10:49:10 AM »

หากมีตลาดชัดเจนพืชสมุนไพรน่าสนครับราคาดี
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: