หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แพทย์ชี้ ใช้พาราควอตทางกสิกรรมไม่มีอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม  (อ่าน 18480 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Chevythailand
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4


« เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2018, 04:49:04 PM »

ปัจจุบันเกิดกระแสข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการใช้สารกำจัดวัชพืชของภาคเกษตรกรรม หรือ พาราควอต ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างส่งผลต่อไปยัง การปฏิเสธสินค้า และผลผลิตจากเกษตรกร ไม่เพียงแค่เกษตรกรเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว แต่อุตสาหกรรมแปรรูป การผลิต และการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรและอาหาร ซึ่งทำรายได้เข้าประเทศ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า1.2 ล้านล้านบาท ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันรวมทั้ง ข่าวสารดังกล่าวยังสร้างความกังวลใจต่อสาธารณะ และผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นด้านสุขภาพ จนกระทั่งถึงขั้นที่เสนอให้ยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช หรือ แบน พาราควอต ออกไปจากระบบกสิกรรมเลยทีเดียว
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบหายใจ อดีตหัว หน้าภาควิชาโรคระบบหายใจคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราช ราชบัณฑิตแห่งสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เปิดเผยว่า ในฐานะที่เคยเป็นแพทย์ระบบการหายใจ และปอดมีประสบการณ์กับพิษพาราควอตในผู้ป่วยจากการดื่มพาราควอตได้เคยเขียนบทความทบทวนส่งไปลงพิมพ์ในวารสารธรรมศาสตร์เวชสาร และ พุทธชินราชเวชสารพร้อมกันนั้นก็ไปบรรยายเรื่องพาราควอตในการประชุมราชบัณฑิตสัญจร เมื่อเมษายนปีที่ผ่านมา ในครั้งนั้นมีเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องหลายท่านมาร่วมประชุมด้วย เช่น ศาสตราจารย์ ดร. สุธรรม อารีกุล ศาสตราจารย์ ดร. สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ ศาสตราจารย์ ดร. อรอณงค์ นัยวิกุล ศาสตราจารย์ ดร. สมชาย วงศ์วิเศษ ศาสตราจารย์ ดร. ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านไม่มีความเห็นขัดแย้งกับข้อมูลที่บรรยาย คือการใช้พาราควอตทางกสิกรรมไม่มีอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากศาสตราจารย์ นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อ้างผลงานของคณะผู้วิจัยของสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) พบว่าการใช้ยาฆ่าหญ้าทำให้มีสารพาราควอตตกค้างอยู่ในไร่นา ในน้ำที่ขัง ทำให้ผู้ที่ย่ำน้ำที่มีสารปนเปื้อนเหล่านั้นได้รับสัมผัสพาราควอตทางผิวหนังป่วยปีละกว่า 100 ราย และมีผู้เสียชีวิต 6 รายจากขาเน่าและติดเชื้อซ้ำซ้อนถึงต้องตัดขาโดยไม่ให้รายละเอียดเอกสารและแหล่งพิมพ์เอกสาร รวมทั้ง อ้างว่าการสัมผัสยาฆ่าหญ้า ทำให้เกิดโรคที่รักษาไม่ได้ เช่นโรคพาร์กินสันและการทำลายเซลล์สมอง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ให้ความเห็นในทางตรงกันข้าม โดยอ้างอิงจากเอกสารวิชาการของสำนักงานความปลอดภัยทางเคมี ของกรมสุข ภาพ เมืองแคนเบอร์ร่า ออสเตรเลีย ว่าพาราควอตเป็นยากำจัดวัชพืชโดยวิธีการยับยั้งการสังเคราะห์ด้วยแสง ทำให้เกิดสุเปอร์ออกไซด์ไปทำอันตรายแผ่นเยื่อต่างๆของพืชโดยกระบวนการเพอร์ออกซิไดซ์ไขมัน การเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นแบบเดียวกับในพืช คือเมื่อได้รับสารพิษเข้าทางเดินอาหารหรือทางหายใจจะเกิดภาวะพิษทางระบบการหายใจ ไตและตับ การได้รับพิษทางผิวหนังพบน้อยมาก รายงานศักยภาพพิษต่อระบบประสาทที่ทำให้เป็นโรคพาร์กินสันในคนก็พบน้อยมาก อีกทั้งยังไม่สามารถระบุสาเหตุว่าเกิดจากสาพราควอต และที่กล่าวอ้างในบางรายงานว่าเกิดขึ้นก็ไม่เป็นความจริง

นอกจากนี้ รายงานผลวิจัยยาฆ่าวัชพืช 2 ตัว คือ ไกลโฟเสตและพาราควอต ในประเทศไทย จากกลุ่มนักวิชาการ นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.พรพิมล กองทิพย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุถึงการตรวจพบพาราควอตในซีรั่มของมารดาและสายสะดือของทารก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ได้แสดงความคิดเห็นว่า ถ้าได้ศึกษาเพิ่มด้านสนเทศพันธุกรรมจากเลือดด้วยโดยวิธี Next Generation Sequencing ด้วย อาจได้ข้อมูลดีเอ็นเอของผู้ที่สัมผัสพาราควอตไม่ว่าจะขณะทำงานพ่นสาร หรือจากสัมผัสสารที่ปนเปื้อนสิ่งต่างๆใกล้ตัว หรือจากบริโภคน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อนละอองพาราควอตที่พ่นขณะทำงาน แต่ไม่น่าได้รับจากสัมผัสดินเพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่าในดินไม่มีฤทธิ์ของพาราควอตให้สัมผัส ส่วนเด็กแรกคลอดได้พาราควอตจากเลือดของแม่เพราะเด็กอยู่ในครรภ์จนคลอด การศึกษานี้ถ้าได้ศึกษาดีเอ็นเอด้วยก็อาจโชคดีได้พบความผิดปรกติจำเพาะที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของสายดีเอ็นเอ ก็จะได้ตัวกำหนดชีวภาพระบุการสัมผัสสารพิษของหญิงมีครรภ์และของทารกแม้ก่อนเกิดเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคต่างๆแต่ตั้งข้อสังเกตว่าในรายงานไม่มีข้อมูลว่าแม่และลูกมีความผิดปรกติจากพิษพาราควอตหรือไม่อย่างไร เพราะหญิงมีครรภ์ที่นำมาศึกษาถ้าได้รับพาราควอตที่เป็นสารพิษร้ายแรง น่าจะมีอาการหรือลักษณะเวชกรรมพิษพาราควอตบ้างซึ่งในรายงานนี้บอกยากว่าได้รับเมื่อไร ถึงแม้ว่าพบปริมาณพาราควอตในเลือดตอนคลอดน้อยมากจนไม่มีอาการ ถ้าได้สัมผัสปริมาณมากน่าจะมีอาการป่วยหรือเสียชีวิต

จากข้อมูลเท่าที่ผู้เขียนทราบจวบปัจจุบัน ยังไม่เคยปรากฏว่าการใช้พาราควอตฆ่าหญ้าเกิดอันตรายต่อ การเดินลุยน้ำที่มีการปนเปื้อนจากการพ่นพาราควอตกำจัดวัชพืช ก็ไม่น่าจะได้สัมผัสพาราควอต เพราะพาราควอตที่ลงสู่ดิน จะถูกกำจัดหมดไปอย่างรวดเร็วทั้งหมดนี้ ได้นำข้อเท็จจริงจากรายงานวิชาการต่าง ๆ ได้แก่ การตรวจพันธุกรรมก่อนสมภพ ของพุทธชินราชเวชสาร การเก็บของเหลวเพื่อชันสูตร ของธรรมศาสตร์เวชสาร A case of paraquat poisoning with recovery ของสารศิริราชและ IARC Monograph Volume 112 evaluation of five organophosphate insecticides and herbicides ขององค์การอนามัยโลก และการประเมินพิษวิทยาสารพาราควอตจากรมสุขภาพของประเทศออสเตรเลีย เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพาราควอตชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเพื่อตอกย้ำว่า การใช้พาราควอตทางกสิกรรมไม่มีอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม จึงไม่ควรยกเลิกใช้สาร พาราควอต ในกสิกรรมของไทยในที่สุด


ที่มา : สยามธุรกิจ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 21, 2018, 04:59:32 PM โดย Chevythailand » บันทึกการเข้า

Supachai007
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 286


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2018, 09:11:25 PM »

ทำไมผมรู้สึกวิงเวียนและหายใจไม่สะดวกเมื่อสวนข้างฉีดยาฆ่าหญ้า. แต่วงสนทนานี้บอกว่าไม่เป็นไร ซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่น่าเชื่อถือมาร่วมเสวนา แต่จะน่าเชื่อถือมากขึ้นระหว่างประชุมควรฉีดสารพาราควอตซักแกลลอนใส่ห้องประชุมนี้ จะทำให้เกษตรกรมั่นใจในความปลอดภัยและจะขายได้มากขึ้นครับ
บันทึกการเข้า
tphairote
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 356



« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2018, 10:16:35 PM »

 ยิงฟันยิ้ม ซัก 1 ฝา พอครับ 1 แกลลอน เยอะไป
บันทึกการเข้า

ในน้ำมีปลา  ในนามีข้าว
รักโลก รักสีเขียว รักเกษตรอินทรีย์
deemeechai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3797


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2018, 07:57:08 AM »

เราไม่ควรยึดติดตำรา เพราะตำราทุกเล่มก็มีหน้าสุดท้าย
และเมื่อเราเปิดตำราจนหน้าสุดท้ายแล้ว
เราจะทำอย่างไรต่อ  ฮืม
เราก็ต้องเปิดตำราหน้าแรกใหม่
...สุดท้ายก็วนไปเวียนมาไม่รู้จบ...

วิชาการนะดี...แต่
อย่าไปยึดติดตำราฝรั่งหรือเชื่อพวกฝรั่งผมทองมากนัก

ท้ายนี้ผมอยากให้ท่านผู้เชี่ยวชาญที่ทั้ง ๕
โปรดได้ทดสอบให้ประจักษ์แก่สายตาข้าพเจ้าและคนอื่นๆได้รับรู้ด้วยเถิด
ท่านว่าพาราควอตไม่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม

ทำแบบนี้นะ...อม พาราควอตแล้วพ่นใส่หญ้าให้ผมดูหน่อยเถอะ ได้โปรด  ยิ้มเท่ห์ ยิ้มกว้างๆ ยิ้มกว้างๆ



บันทึกการเข้า
supischa
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1251


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2018, 11:08:03 AM »

แทนที่จะช่วยกันรณรงค์ให้เกษตรกร หันมาทำเกษตรแบบยั่งยืน รักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อลูกหลานในอนาคต กลับมาบอกว่าสารเคมีปราบศัตรูพืช โดยเฉพาะยาฆ่าหญ้าไม่เป็นอันตรายกับคนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ผมหละเศร้าใจจริงๆ...น่าจะผสมน้ำเสริฟวิทยากรด้วยครับจะน่าเชื่อถือขึ้นไปอีก
บันทึกการเข้า

...กินข้าวเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินปลาเป็นอาหาร
...ทำทีละนิด ดีกว่าคิดที่จะทำ
deemeechai
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3797


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2018, 01:18:43 PM »

ที่มาผู้รูทั้ง ๕ ที่มานั่งเสนอหน้าที่นี่

เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN)
๗ สิงหาคม ๒o๑๗ ·
พาราควอตเป็นสารเคมีที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาครั้งแรกในปี ๑๘๘๒

ถูกรู้จักในฐานะเป็นสารพิษกำจัดวัชพืชในปี ๑๙๕๕

และผลิตเป็นค้าครั้งแรกเพื่อเป็นสารกำจัดวัชพืชในปี ๑๙๖๒ โดยบริษัทไอซีไอ (Imperial Chemical Industries) ที่ตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร

จากการผนวกควบรวมกิจการหลายครั้ง ในที่สุดไอซีไอ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ซินเจนทา” บรรษัทข้ามชาติสัญชาติสวิสที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่บาเซล บริษัทนี้กลายเป็นผู้ผลิตพาราควอตรายใหญ่ของโลกภายใต้ชื่อการค้า "กรัมม็อกโซน" รายได้หลักของบริษัทนี้มาจากการขายสารเคมีกำจัดศัตรูพืชโดยมียอดขายสารพิษทั้งหมดปีละ ๑๑.๓๘๑ พันล้านเหรียญสหรัฐ(ตัวเลขปี ๒o๑๔) เฉพาะในประเทศไทยยอดขายเฉพาะพาราควอตจากการเปิดเผยของผู้บริหารซินเจนทาเองระบุว่ามีมากกว่า ๑,000 ล้านบาทต่อปี

ปัจจุบันพาราควอตจำนวนมากถูกผลิตขึ้นที่ประเทศจีนด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าและส่งออกไปขายยังทั่วโลก แต่ด้วยตระหนักในปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพต่อเกษตรกรและการยกระดับความปลอดภัยในเรื่องอาหารและการเกษตรของประชาชนจีน รัฐบาลจีนได้ประกาศแบนพาราควอตที่เป็นสูตรน้ำซึ่งเป็นรูปแบบที่มีการส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดในประเทศจีน โดยเริ่มเฟสเอาท์ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒o๑๔ และยุติการจำหน่ายและใช้โดยสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม ๒o๑๖

ส่วนสวิตเซอร์แลนด์สำนักงานใหญ่ของซินเจนทานั้น แบนพาราควอตมานานนับตั้งแต่ปี ๑๙๘๙

ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นที่ตั้งของไอซีไอผู้พัฒนาพาราควอตมาเป็นการค้า แบนสารพิษนี้แล้วตั้งแต่ปี ๒oo๗ เมื่อศาลสูงสุดของอียูมีคำตัดสินไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนเนื่องจากบริษัทหลีกเลี่ยงไม่ยอมนำผลความเสี่ยงจากโรคพาร์กินสันเข้ามารวมในคำขอขึ้นทะเบียน

สรุปว่าประเทศต้นทางที่พัฒนา ผู้ค้า และผู้ผลิตพาราควอตรายใหญ่ตั้งแต่ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ และแม้แต่จีนล้วนแล้วแต่แบนพาราควอต ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น

เมื่อเร็วๆนี้ รัฐมนตรีท่านหนึ่งที่กำกับดูแลหน่วยงานที่มีหน้าที่ขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชกล่าวเอาไว้ต่อหน้าอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และผู้บริหารกระทรวงเกษตรว่า สารเคมีใดที่ประเทศต้นทางเลิกการใช้แล้วประเทศไทยก็ไม่ควรอนุญาตให้ใช้อีกต่อไป !

ภายในอีก ๒ เดือนทะเบียนพาราควอตจะทยอยหมดอายุ หลังจากบริษัทที่เกี่ยวข้องตักตวงผลประโยชน์หลายหมื่นล้านบาทที่แลกจากความเจ็บป่วยหรือหลายคนที่ต้องสังเวยด้วยชีวิต จับตาว่าอิทธิพลของบรรษัทเหล่านี้จะทำให้หน่วยงานของรัฐและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกลืนคำพูดของตน สยบยอมต่ออำนาจเงิน ปล่อยให้พาราควอตค้าขายต่อไป ปล่อยให้นโยบายและการควบคุมสารพิษของประเทศนี้ล้าหลังกว่าลาว กัมพูชา เวียดนาม จีน และประเทศต่างๆรวม ๔๘ ประเทศหรือไม่อย่างไร ?

บันทึกการเข้า
chunkung
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2081


« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 22, 2018, 08:36:18 PM »

เห็นมากับตาคนใช้ นิ้วด้วน เพราะตอนฉีดพ่น ถุงมือขาดหรือไม่ใส่ หมอต้องตัดออก คนรับจ้างพ่นยา
ท่านว่าไม่อันตรายก็ลองดูเองเถิด อย่าอ้างเฉพาะในเอกสาร เศร้าแท้
บันทึกการเข้า

สวนไผ่เลี้ยงเพาะเมล็ด
น้องรุ่ง
compact
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1355


« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2018, 10:05:17 AM »

ก็ไม่มีอะไรมากครับ  ก็แค่สำนักข่าวที่กลุ่มทุนให้การสนับสนุน    นำเสนอข่าวสนับสนุนที่จะไม่ให้มีการยกเลิกการใช้ยาฆ่าหญ้ากลุ่ม พาราควอต

ผลการวิจัยที่ทำในประเทศ เจอปัญหากับคนของเรา คนบ้านเรา ไม่ยักกะหยิบยกขึ้นมาแจกแจง มันก็ชี้ชัดถึงเจตนาของ สำนักหนังสือพิมพ์ทั้งสองค่าย สยามธุรกิจ กับ มติชน ว่ามันเองก็กำลังทำธุรกิจอยู่


ข้อมูลจากศาสตราจารย์ นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อ้างผลงานของคณะผู้วิจัยของสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) พบว่าการใช้ยาฆ่าหญ้าทำให้มีสารพาราควอตตกค้างอยู่ในไร่นา ในน้ำที่ขัง ทำให้ผู้ที่ย่ำน้ำที่มีสารปนเปื้อนเหล่านั้นได้รับสัมผัสพาราควอตทางผิวหนังป่วยปีละกว่า 100 ราย และมีผู้เสียชีวิต 6 รายจากขาเน่าและติดเชื้อซ้ำซ้อนถึงต้องตัดขาโดยไม่ให้รายละเอียดเอกสารและแหล่งพิมพ์เอกสาร รวมทั้ง อ้างว่าการสัมผัสยาฆ่าหญ้า ทำให้เกิดโรคที่รักษาไม่ได้ เช่นโรคพาร์กินสันและการทำลายเซลล์สมอง


ประเทศออสเตเรีย  บ้านมันไม่ได้ปลูกข้าว มันคงมีรายงานการวิจัยออกมาให้เห็นหรอกครับ... ไม่มีรายงานก็ใช่ว่าจะไม่มี

เอาแค่เรื่องสารตกค้าหรือได้รับสารที่ตกค้างจากดิน นั้นมันแค่รายละเอียดปลีกย่อยไหมครับ

เรื่องที่สำคัญนู้น ประเทศต้นทางที่พัฒนา ผู้ค้า และผู้ผลิตพาราควอตรายใหญ่ตั้งแต่ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ และแม้แต่จีนล้วนแล้วแต่แบนพาราควอต  ถึงอย่างนี้แล้วเรายังต้องฟังท่านผู้เฒ่าวัยแย้มฝาโลงอยุ่อีกหรือครับ

จีนเข้าไปทำสัมปทานกล้วยหอมในลาว... มีปํญหาเรื่องยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงมากมาย เกษตรคนลาวเจ็บป่วยมากมาย จนรัฐบาลลาวยกเลิกสัมปทาน

ยกเลิกมันไปเหอะยานรก พวกนั้น แลบลิ้น


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 23, 2018, 10:34:12 AM โดย compact » บันทึกการเข้า
likhit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 584


« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2018, 11:02:01 AM »

เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน
ได้พบเจอและเห็นวัยรุ่นหญิง อายุ 18 ปี ประวัติแข็งแรง

...แต่วันหนึ่งต้องนอนโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน
จากที่ช่วยพ่อฉีดยาฆ่าหญ้าพาราควอตแล้วตัวเองหายใจไม่ออก นอนราบไม่ได้
ไม่สามารถหลับได้ทั้งกลางวันและกลางคืนและอาหารหายใจหอบมากขึ้นเรื่อยๆ ได้น้ำเกลือเข้าเส้นกับฉีดยาช่วย(จำไม่ได้ว่ายาฉีดที่หมอให้เป็นยาอะไร)
แต่จำได้ว่าสุดท้ายต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และครั้งนั้น...หลังนอนโรงพยาบาลสามถึงสี่วัน สุดท้ายก็สิ้นลมหายใจ...

นั่นเป็นประสบการณ์ที่รู้จักคำว่า ยาฆ่าหญ้า'พาาควอต' ครั้งแรกในชีวิต
บันทึกการเข้า
pongsakmake
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 122


« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2018, 09:43:59 PM »

  ผมไม่เชื่อคนพวกนี้ ลองให้มันมาฉีดยาสักหนึ่งปีกล้าไหม ไม่ต้องใส่ผ้คลุมหน้า  ผมซื้อที่ดินไว้ที่ลพบุรี ผญบ. รับฉีดยาฆ่าหญ้า อายุ 50 กว่าปี ตายด้วยอาการทางเดินหายใจ ปอดหายไป
บันทึกการเข้า
pakinees
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 260


« ตอบ #10 เมื่อ: มิถุนายน 06, 2018, 10:47:08 AM »

คนตั้งกระทู้ทำอาชีพอะไร เห็นตั้งแบบนี้ 2 กระทู้แล้วนะ


Liked By: rasit, phalikhit
บันทึกการเข้า
song
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 1124


« ตอบ #11 เมื่อ: สิงหาคม 12, 2018, 09:22:26 PM »

เอาปีบคลุมหัวได้แล้วตอนนี้เขาให้เลิกขายในหลายประเทศแล้ว ประเทศไทยเปิดเสรีคนใช้เป็นมะเร็งตายชั่งมันจะมาค้าขายในเมืองไทยใช้เงินปิดหูปิดตาเจ้าหน้าที่รัฐได้ผ่านๆๆ


Liked By: nongparei, rasit
บันทึกการเข้า
kaew89
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 73


« ตอบ #12 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2018, 05:22:13 PM »

การพูดโกหก จะต้องประกอบด้วยหลัก ๓ ประการ

(หลักการวินิจฉัย การขาดของศีลข้อ ๔ว่า ด้วยมุสาวาทา เวรมณี) คือ

๑. ทำเรื่องไม่จริง-โดยไม่ละอาย(ปลอดภัย ไม่อันตราย)

๒. มีความคิดที่จะหลอกลวงตนเอง-ผู้อื่น(ผมว่าเขาหลอกตัวเองไม่ได้ รู้อยู่แก่ใจ)

๓. พยายามจะพูดออกไป-ให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในเรื่องนั้น(จึงจัดเสวนาขึ้น)

 

การพูดเรื่องมุสา ท่านว่ามีโทษมากมายมหันต์ เพราะเหตุ ๓ ประการ คือ

๑. ผลประโยชน์ที่ถูกทำลายมีมาก(ดิน น้ำ ธรรมชาติเป็นพิษ)

๒. ผู้เสียผลประโยชน์เป็นผู้มีคุณมาก(คน ต้นไม้ และสัตว์ต่างๆ)

๓. กิเลสของผู้พูดหลอกลวงตนเอง-ผู้อื่น มีกำลังแรงกล้าอย่างมาก(เป้าหมายคือเอามือปิดฟ้า)

 


Liked By: ไทภู
บันทึกการเข้า
pitpat
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 64


« ตอบ #13 เมื่อ: กันยายน 08, 2018, 02:49:28 PM »

มีการล็อบบี้เพื่อนำเข้าสารพิษนี้ตั้งแต่มีการผลิตแล้ว...ผลประโยชน์ก็เหมือนกับการแก้กฏหมายยาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ร้านสะดวกซื้อจะได้ขายยาโดยไม่มีเภสัชกร...นั่นแหละ


Liked By: phalikhit
บันทึกการเข้า
tanapole
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 34


« ตอบ #14 เมื่อ: กันยายน 10, 2018, 11:41:32 AM »

อมพาราควอตมาพูดผมก็ไม่เชื่อ........


Liked By: phalikhit
บันทึกการเข้า
pongsakmake
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 122


« ตอบ #15 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2018, 10:57:38 PM »

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบหายใจ อดีตหัว หน้าภาควิชาโรคระบบหายใจคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราช ราชบัณฑิตแห่งสำนักงานราชบัณฑิตยสภา   บุคคล น่ารังเกียจแห่งปี 


Liked By: chunkung
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: