หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เป็นเกษตรกรตัวดำ ทำงานกลางแดดทั้งร้อนทั้งเหนื่อย... เลิกเถอะ!!!  (อ่าน 8748 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11615


เกษตรพอเพียง


« เมื่อ: เมษายน 16, 2018, 08:52:31 PM »




พ่อแม่ส่งลูกเรียนก็หวังจะให้เป็นเจ้าคนนายคน แต่ลูกกลับไม่รักดีทำงานมีเงินเดือนกินอยู่อย่างสบายๆ ในห้องแอร์กลับคิดอยากจะทำนา อยากทำเกษตร อยากปลูกต้นไม้ อยากๆๆๆๆ โน่น นี่ นั่น! ในสิ่งที่พ่อแม่พยายามผลักไสให้ลูกหนีห่าง  แต่ยิ่งผลักยิ่งขว้างมันยิ่งวิ่งเข้าหาตัวเพราะสายเลือดที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ลืมตา  ไหนจะแดดร้อน  ไหนจะฝนตก  พ่อแม่เห็นลูกกลับมาทำนาน้ำตาแทบตก "กูอุตส่าห์ส่งเรียนแทบตาย...มันกลับไม่รักดี" คำๆ นี้อาจมีหลายคนเคยได้ยินจากพ่อแม่ของตัวเอง  แต่ก็น้อยคนนักที่พ่อแม่จะชื่นชมว่า "ดีแล้วลูกเอ้ย...กลับมาช่วยพ่อช่วยแม่สานต่ออาชีพบรรพบุรุษของเรา"  

ใครเคยเจอแบบนี้บ้าง...ฮืม มาเล่าสู่กันฟังครับ
บันทึกการเข้า

HUAMAI
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 881


« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 17, 2018, 07:15:22 AM »

ตั้งใจเรียน  เรียนเก่งๆ  จบออกมาจะได้เป็นเจ้าคนนายคน

ประโยคนี้ผมคุ้นชินมากๆ แนวคิดนี้เป็นคำสั่งสอนที่คนในยุค baby boom ใช้สั่งสอนและปลูกฝังแนวคิดให้ลูกๆของเขา  ซึ่่งก็คือคนในยุค Generation X ซึ่งก็

คือคนที่มีอายุประมาณ 40 ปี ในขณะนี้ เนื่องจากคนในยุค baby boom นั้นเป็นช่วงสงคราม จึงเกิดการขัดสน หรือ แม้แต่ทรัพย์สินเสียหายในระหว่างสงคราม

จึงต้องการแรงงานในการสร้างบ้าน แปลงเมือง เป็นอย่างมาก ทำให้คนใน Generation X ที่เรียนเก่ง มีโอกาสที่ดี ในการสร้างรายได้อย่างเป็นกอบ เป็นกำ

แต่สถานการณ์ในปัจจุบันไม่ได้เป็นแบบในอดีตที่ผ่านมา ที่ผมสังเกตุเห็นในช่วง 10 ปีมานี้ เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถทำงาน

จัดซื้อ  บุคคล  ขายและการตลาด รวมไปถึงสามารถออกงบดุลย์ของบริษัทได้เลย ในส่วนของการผลิตนั้นหุ่นยนต์ก็มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ที่ผมยังเห็นว่ายัง

เป็นอาชีพที่ดีในบริษัทอยู่ระดับหนึ่งนั้น ก็เห็นจะเป็น กลุ่มของผู้ที่ทำการซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลต่างๆ  หรือแม้แต่ในหน่วยงานราชการเองก็หลบไปใช้ พนักงาน

ราชการบ้าง  ลูกจ้างบ้าง ทำให้ผมสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า คำสอนของคนในยุค baby boom นั้นยังใช้ได้อยู่หรือไม่

ผมขอยกตัวอย่างทั่วๆไปที่พบเห็นมากขึ้นในช่วงหลายปีมานี้

บันทึกการเข้า
HUAMAI
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 881


« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 17, 2018, 07:52:11 AM »

หลายครั้งที่ผมพยายามคัดเลือกพนักงานเข้ามาทำงาน  มีน้องๆจำนวนมากที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยที่ผมคาดว่ามีค่าใช้จายสูงพอสมควรซึ่งผมคะเนว่ากว่า

จะเรียนจบคงมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า หนึ่งล้านบาท  แต่กลับต่องมารับเงินเดือน หมื่นกว่าบาท ในเมืองใหญ่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตสูงพอควร  ผมลองหัก

ค่าใช้จ่ายต่างๆออก สำหรับคนที่ประหยัดผมให้เขาเหลือเงินเก็บในช่วง 10 ปีแรก เฉลี่ยแล้ว 10,000 บาทต่อเดือน (เงินเดือนขึ้นน้อยเนื่องจากไม่ใช่สายงาน

หลัก ) จากข้อมูลข้างต้น เขาต้องใช้เวลาประมาณ 9 ปี  เพื่อที่จะถอนทุนค่าใช้จ่ายในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย อายุก็ปาเข้าไป 31 ปีแล้ว 

หลังจากนั้นเขาก็พบรักกับใครคนหนึ่งและตกลงใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน จึงตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินอีก 3 ปี เพื่อเป็นสินสอด  ก็ปาเข้าไปอายุ 34 ปี เมื่อแต่งงานเสร็จทั้งสอง

ก็เห็นว่าสองเรามีรายได้รวมกันมากขึ้นเป็นสองเท่าแต่เรามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียงนิดเดียว " โอ้ที่รักเรามีเงินเก็บบ้างแล้ว เราควรหาความสะดวก สะบายให้ชี

วิตบ้าง ' ดังนั้นรถป้ายแดงจึงมาจอดที่หน้าบ้าน กว่าจะผ่อนกันหมด ก็อีก 4 ปี ถึงตอนนี้รวมอายุแล้วได้ 38 ขวบ ถึงตอนนี้บางคู่ที่การงานไม่มั่นคงก็เลย

ตัดสินใจไม่มีลูก บางคู่ที่การงานมั่นคง ก็ผลิตทายาทขึ้นมาสืบสกุล เมื่อมีทายาทสืบสกุล " โอ้...ที่รัก ผมจะไม่ยอมให้ลูกของเราอยู่ในห้องเล็กๆ แบบนี้ "

ผมจะขยันทำงานให้มากขึ้น เราซื้อบ้านกันเถอะ เงินเดือนเราสองคนกู้ผ่านแน่นอน ผ่อนกันสบายๆ 15 ปี ก็หมดแล้ว ถึงตอนนี้อายุเขาก็ล่วงเข้าสู่วัย 53 ปีแล้ว

เหลือเวลาก่อนเกษียณอีก 2 ปี และ นี่คือกรณีที่โชคดีมากสำหรับชีวิตคู่ของสองเรา ............. จุมพิต 
บันทึกการเข้า
HUAMAI
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 881


« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 17, 2018, 08:07:35 AM »

แต่...........จะมีกี่คู่ที่ทั้งสองคนจะสามารถเป็นมนุษย์เงินเดือนได้จนเกษียณอายุงานได้ทั้งสองคน ( คงมีบ้างแต่ส่วนน้อย )

เพราะในระหว่างทางการมีลูกเมื่ออายุมากนั้นมีปัญหาหลายอย่างเช่น ปู่  ย่า  ตา  ยาย  มีอายุมากจะมีใครไปส่งลูกที่โรงเรียน  ทำงานมานาน และ ไม่ใช่สายงาน

หลัก เมื่อเงินเดือนมากขึ้นความเสี่ยงจะสูงเป็นเท่าทวี ( จ้างเด็กใหม่ทำงานแทนกันได้ แต่ถูกกว่ามาก ) และ นี่คือหายนะ ไม่ว่าเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง

บ้านที่คาดว่าจะส่งได้หมดก่อนเกษีณก็ไม่หมด ต้องไปขายไร่ ขายนา มาปิดหนี้ และที่เหลือก็เก็บไว้ส่งลูกเรียน ให้สูงๆ  เก่งๆ และ เพื่อยังคงให้สามารถ

มีหน้ามีตาในสังคมใด้เช่นเดิม ( แบบนี้เรียกว่า จมไม่ลง )

เป็นวงรอบแบบนี้ต่อไป  จากรุ่น  สู่รุ่น

แต่อย่าลืมนะครับว่า  ทั้งไร่  และ นา  ที่บรรพบุรุษสะสมไว้ให้  ได้ถูกขายออกไปแล้ว  ถ้ารุ่นใดรุ่นหนึ่งพลาด ก็ เอวัง ครับ

เพราะฉนั้นจงพอใจกับที่ดินทำกิน เมื่อสืบทอดมาก็กอดมันไว้ แน่นๆ อย่าอยากได้  อยากมี จนเกินตัว เพราะ บางสิ่งที่คุณเห็นว่ามันสวยงาม บางครัง มันก็

ไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็น ครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 17, 2018, 09:11:34 AM โดย HUAMAI » บันทึกการเข้า
HUAMAI
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 881


« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 17, 2018, 08:16:28 AM »

สำหรับการดำเนินชีวิตของน้องๆที่คุณพ่อ คุณแม่ ที่บ้านมีทรัพย์ สมบัติไว้ให้บ้างนั้น นับว่าโชคดีมาก เนื่องจากคุณมีทุนชีวิตที่ดีพอสมควรไม่ต้องเริ่มที่ศูนย์

แสดงว่าคุณเดินแซงหน้าหลายๆคนไปแล้ว หนึ่งก้าว ก็อยากให้ลองสำรวจตัวเองดูครับเช่น...........เดี๋ยวมาต่อครับมีงานด่วน


หัวเรา ( หรือลูกของเรา ) ดีพอที่จะเข้าเรียนในสายงานหลักๆ ได้ใหม ถ้าไม่ได้ก็อย่าฝืน เอาเงิน 1,000,000 ไปลงทุน ให้มันงอกเงย และ ช่วงตามหาฝัน

ก็ลองไปขายแรงงานดูซัก 10 ปี ก็น่าจะมีเงินเก็บอีกประมาณ 700,000 ถึงตอนนี้ก็มีรายได้เข้ามา 3 ทางแล้ว

1. ค่าเช่าที่ดิน

2. ดอกผลจากการลงทุน

3. รายได้จากแรงงาน

ด้วยอาายุ 28 ก็นาจะมีเงินลงทุนประมาณ 2,500,000 บาท หากสิ่งที่เราลงทุนให้ผลตอบแทนซัก 4 เปอร์เซนต์ต่อปี ก็จะมีกระแสเงินสดเข้ามาปีละประมาณ

100,000 บาท ถึงตอนนี้ออกจากงานมาลงมือทำเกษตรแบบค่อยเป็นค่อยไป ก็ไม่ต้องเดือดร้อนแล้วครับ ผมว่ามันเพียงพอ ครับ

ปล. เอาเวลามาดูแลคนที่รักเราบ้างครับ ท่านรอเรากลับบ้านพร้อมกับความสำเร็จ เมื่อพี่น้องเกษตรกรท่านใดเดินทางมาถึงตรงนี้ก็คงมีชีวิตที่ไม่ต้องอายใคร

     แต่ คนที่ขายที่ทำกินไปแล้วนี่ซิ ส่วนใหญ่จะไม่รอดในภายหลัง เพราะเขาได้เปลี่ยนทรัพย์สิน ไปเป็นหนี้สินเสียแล้ว

     ผมแอบอิจฉาเกษตรกรรอบตัวผมหลายๆท่าน เพราะ รอยยิ้มของพวกเขาสดใสกว่ารอยยิ้มของผม ( ซึ่งเขาอาจไม่รู้ )
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 17, 2018, 09:41:13 AM โดย HUAMAI » บันทึกการเข้า
laihan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1423



« ตอบ #5 เมื่อ: เมษายน 17, 2018, 09:02:38 AM »

 ตอนเด็กๆพ่อบอกว่าถ้าไม่ตั้งใจเรียนต้องมาทำนาแทนพ่อแม่ เราก็อุตส่าห์ตั้งใจเรียนจนจบสูงสุดของการเรียนด้านทรัพยากรที่ดินและสิ่งแวดล้อม สุดท้ายความเข้มข้นของสายเลือดเกษตรกร ผลักดันให้ต้องมาทำตามที่พ่อไม่ต้องการให้ทำคือ ทำเกษตรจบป่ะ
บันทึกการเข้า

🍃 เพราะรักในการปลูกต้นไม้จึงทำสวนทุเรียน 🌳
Seksun_56
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 639


« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 17, 2018, 02:43:19 PM »

ผมอิจฉาเพื่อนที่เป็นเกษตรกร หลังจบม.6 ผมเรียนต่อปริญญาตรี ปริญญาโท จนได้งานทำ ทรัพย์สินเดิมที่พ่อแม่ให้ไว้มีที่ดินประมาณ 20 ไร่ ตอนนี้ก็ยังอยู่เท่าเดิมแค่เปลี่ยนจากสวนทุเรียนเป็นสวนยางพารา ส่วนเพื่อนจบ ม.6 ไม่เรียนต่อทำสวนอยู่บ้าน เริ่มจากทำสวนทุเรียนด้วยที่ดิน 10 ไร่ ตอนนี้มีทุเรียน 100 กว่าไร่ สวนยางอีกหลายร้อยไร่ มีบ้าน มีรีสอร์ทให้คนมาพักผ่อนชมสวน รายได้ต่อปีมากกว่า 10 ล้าน ผมทำงานตลอดชีวิตยังไม่ได้เลย  เกษตรกรรวยๆมีเยอะนะครับ แต่เขาไม่มีเวลามานั่งคุยให้ฟัง ส่วนเกษตรกรวันหยุดอย่างผมมีเวลาว่างเยอะมาก  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า
kakkak
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2509


« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 17, 2018, 02:54:11 PM »

ภรรยาผมเรียนจบ ป.โท จากจุฬา ปัจจุบัน ทำสวนดอกไม้อยู่บ้าน มีเวลานอนกลางวัน มีเวลาทำกับข้าว รีดผ้า ซักผ้า  คนที่เรียนสูง ถ้ารู้จักเลือกใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ในสิ่งที่ทำ ผมว่ายังไงก็ไปได้ครับ

บันทึกการเข้า
supischa
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 1251


« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 18, 2018, 10:29:28 PM »

ผมก็ถูกปลูกฝังเรื่องเรียนให้เป็นเจ้าคนนายคน ยิงฟันยิ้ม(ครอบครัวผมจนมากเพราะลูกเยอะไปหน่อย ยิงฟันยิ้ม ไม่ใช่พ่อแม่ผมไม่ขยัน ความขยันของท่านผมยังไม่ได้ถึงเสี้ยวเลย) ปี31 เข้ามหาวิทยาลัยของรัฐใน กทม. เรียน 4 ปีผมใช้เงินไปทั้งหมด 170,000 บาท(รวมทั้งหมดแล้ว รวมค่าครองชีพด้วย ผมจดไว้หมดเพราะ 100,000 บาทเป็นเงินที่ผมได้ทุนเรียน อีก 70,000 บาทเป็นเงินยืมจากพี่สาวที่มารับจ้างเป็นแม่บ้านใน กทม.) จบมาก็ทำงานเป็นพนักงานบริษัท กว่าจะเก็บเงินสร้างบ้านให้พ่อกับแม่ เก็บเงินบวช เก็บเงินแต่งงาน เก็บเงินดาวน์รถ ผ่อนรถ ก็ปาเข้า 20 ปีแล้วครับ ตอนแรกที่ผมจะกลับมาอยู่ที่บ้าน มาทำนาทำสวนพ่อผมก็ว่าเลยหละ...กลับมาทำไม ทำนามันลำบาก อยู่กรุงเทพมันดีแล้ว... ยิงฟันยิ้ม เมื่อปี 55 ผมก็ฝืนกลับมาจนได้ ผมว่ามันต้องแลกไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ
...พ่อผมอายุ 75 ปี แม่อายุ 71 ปี พ่อตา 76 ปี แม่ยายเสียแล้วตอนที่ผมกลับมาอยู่บ้าน...ดูสิครับนี่คนชราทั้งนั้น ผมคิดว่าผมควรจะมารับใช้ท่านเหล่านี้บ้างก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส...ผมมาอยู่บ้าน 3 ปี แม่ผมก็เสีย ผมยังไม่รู้สึกผิดมากเพราะอย่างน้อย ผมได้เอาผลผลิตของผมไปให้ท่านกินประจำ พาท่านไปทำโน่นนี่ ไปหาหมอ ไปเที่ยว ฯลฯ และได้อยู่กับท่านจนวาระสุดท้าย สำหรับผมคุ้มกับการแลกครับ
...พ่อผมปีนี้ 80 ปี แล้ว ตอนนี้ท่านไม่ว่าอะไรผมแล้ว ผมก็รับใช้ท่านเท่าที่ผมจะทำได้ เอาเข้าจริงๆมีลูกๆมาอยู่ใกล้ๆท่านก็ดูมีความสุขครับ
...ส่วนพ่อตาผม ตอนที่ผมพาลูกสาวแกกลับมาอยู่บ้านดูเหมือนจะกังวลอย่างมาก ว่าจะพากันมาลำบาก แต่พอเราทำนา ทำสวน และมีผลผลิตให้ท่านเห็นท่านก็ค่อยๆคลายกังวลลง และก็ยอมรับและมีความสุขมากขึ้นเพราะมีลูกสาวคอยดูแล โดยเฉพาะตอนเจ็บไข้ได้ป่วย และท่านก็เสียเมื่อปี 59 ...ภรรยาผมก็ได้เข้าใจว่าทำไมผมตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน เพราะมันเหลือเวลาน้อยมากที่เราจะได้ดูแลพ่อแม่ และเมื่อท่านจากเราไปเราจะไม่รู้สึกบาปอยู่ในใจ
...อาชีพทุกอาชีพมีความสำคัญ มีความเกี่ยวโยง สัมพันธ์กันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ทุกอาชีพที่เป็นสัมมาชีพ เป้าหมายก็ไม่ต่างกันครับ คือ "ความสุข" ทำไปเถอะครับถ้าท่านมีความสุขกับมัน

บันทึกการเข้า

...กินข้าวเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินปลาเป็นอาหาร
...ทำทีละนิด ดีกว่าคิดที่จะทำ
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11615


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #9 เมื่อ: เมษายน 19, 2018, 07:54:33 PM »

ผมก็ถูกปลูกฝังเรื่องเรียนให้เป็นเจ้าคนนายคน ยิงฟันยิ้ม(ครอบครัวผมจนมากเพราะลูกเยอะไปหน่อย ยิงฟันยิ้ม ไม่ใช่พ่อแม่ผมไม่ขยัน ความขยันของท่านผมยังไม่ได้ถึงเสี้ยวเลย) ปี31 เข้ามหาวิทยาลัยของรัฐใน กทม. เรียน 4 ปีผมใช้เงินไปทั้งหมด 170,000 บาท(รวมทั้งหมดแล้ว รวมค่าครองชีพด้วย ผมจดไว้หมดเพราะ 100,000 บาทเป็นเงินที่ผมได้ทุนเรียน อีก 70,000 บาทเป็นเงินยืมจากพี่สาวที่มารับจ้างเป็นแม่บ้านใน กทม.) จบมาก็ทำงานเป็นพนักงานบริษัท กว่าจะเก็บเงินสร้างบ้านให้พ่อกับแม่ เก็บเงินบวช เก็บเงินแต่งงาน เก็บเงินดาวน์รถ ผ่อนรถ ก็ปาเข้า 20 ปีแล้วครับ ตอนแรกที่ผมจะกลับมาอยู่ที่บ้าน มาทำนาทำสวนพ่อผมก็ว่าเลยหละ...กลับมาทำไม ทำนามันลำบาก อยู่กรุงเทพมันดีแล้ว... ยิงฟันยิ้ม เมื่อปี 55 ผมก็ฝืนกลับมาจนได้ ผมว่ามันต้องแลกไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆ
...พ่อผมอายุ 75 ปี แม่อายุ 71 ปี พ่อตา 76 ปี แม่ยายเสียแล้วตอนที่ผมกลับมาอยู่บ้าน...ดูสิครับนี่คนชราทั้งนั้น ผมคิดว่าผมควรจะมารับใช้ท่านเหล่านี้บ้างก่อนที่ผมจะไม่มีโอกาส...ผมมาอยู่บ้าน 3 ปี แม่ผมก็เสีย ผมยังไม่รู้สึกผิดมากเพราะอย่างน้อย ผมได้เอาผลผลิตของผมไปให้ท่านกินประจำ พาท่านไปทำโน่นนี่ ไปหาหมอ ไปเที่ยว ฯลฯ และได้อยู่กับท่านจนวาระสุดท้าย สำหรับผมคุ้มกับการแลกครับ
...พ่อผมปีนี้ 80 ปี แล้ว ตอนนี้ท่านไม่ว่าอะไรผมแล้ว ผมก็รับใช้ท่านเท่าที่ผมจะทำได้ เอาเข้าจริงๆมีลูกๆมาอยู่ใกล้ๆท่านก็ดูมีความสุขครับ
...ส่วนพ่อตาผม ตอนที่ผมพาลูกสาวแกกลับมาอยู่บ้านดูเหมือนจะกังวลอย่างมาก ว่าจะพากันมาลำบาก แต่พอเราทำนา ทำสวน และมีผลผลิตให้ท่านเห็นท่านก็ค่อยๆคลายกังวลลง และก็ยอมรับและมีความสุขมากขึ้นเพราะมีลูกสาวคอยดูแล โดยเฉพาะตอนเจ็บไข้ได้ป่วย และท่านก็เสียเมื่อปี 59 ...ภรรยาผมก็ได้เข้าใจว่าทำไมผมตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน เพราะมันเหลือเวลาน้อยมากที่เราจะได้ดูแลพ่อแม่ และเมื่อท่านจากเราไปเราจะไม่รู้สึกบาปอยู่ในใจ
...อาชีพทุกอาชีพมีความสำคัญ มีความเกี่ยวโยง สัมพันธ์กันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ทุกอาชีพที่เป็นสัมมาชีพ เป้าหมายก็ไม่ต่างกันครับ คือ "ความสุข" ทำไปเถอะครับถ้าท่านมีความสุขกับมัน



มีลูกน้อยคนมากที่จะคิดแบบนี้  ส่วนมากติดหนี้และติดเมืองครับ อยู่บ้านนอกไม่ได้  แถวบ้านผมมีตัวอย่างให้เห็น  พ่อแม่อยากให้ลูกสาวลูกเขยกลับมาทำเกษตร  แต่ลูกสาวบอกไม่ชอบ  เงินเดือน 40,000 อยู่กรุงเทพไม่พอใช้ ทั้งผ่อนบ้าน ผ่อนรถ  ทุกๆ เดือนต้องขอเงินจากพ่อแม่ไปช่วยเพราะม่ีลูกอีก 2คน  ผมมีคำถามว่า ในเมื่อไม่ชอบเกษตรแต่ทำไมขอเงินจากพ่อแม่ที่ได้เงินจากเกษตร เงินจากดิน จากน้ำพักน้ำแรงของพ่อไปใช้ ทำไมไม่รังเกียจเงินด้วย?
บันทึกการเข้า
amsuthon
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 491


« ตอบ #10 เมื่อ: เมษายน 20, 2018, 02:43:04 PM »

ผมชอบตัวดำครับ
กลับเสาร์อาทิตย์ ทำสวนมะม่วง สวนผสม 25 ไร่ ค่อยๆทำไป
พิกัด สุพรรณบุรี เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง
บันทึกการเข้า
mr.krathok
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 282


« ตอบ #11 เมื่อ: เมษายน 20, 2018, 03:51:42 PM »

ผมไม่รู้ท่านอื่นคิดยัง แต่ถึงแดดจะร้อนหัวแทบระเบิด ผมก็ยังทำงานไป ร้องเพลงไปได้ครับ
บันทึกการเข้า
tree house
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 437


« ตอบ #12 เมื่อ: เมษายน 24, 2018, 06:10:25 PM »

ทำไม่ไหวก็ต้องเลิกครับ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม แต่คนทำได้ก็ทำต่อไป
บันทึกการเข้า
kumtom
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 34


« ตอบ #13 เมื่อ: เมษายน 24, 2018, 09:15:36 PM »

มีแต่อ่าน ไม่เคยแสดงความคิดเห็นมานานแล้ว ผมทิ้งเมืองกรุงมาเป็นเกษตรกร 10 ปีแล้วครับ ตอนแรกเจอทุกอย่างที่พี่ๆข้างบนว่า ทั้งดูถูก ดูแคลน ต่อว่าสารพัด แต่ถึงวันนี้เสียดายครับ เสียดายที่มาช้า แต่ก็ยังทันอยู่นะ  ขอให้กำลังใจทุกคนที่กลับบ้าน ทนให้ได้สัก 3 ปีนะครับ  หลังจากนั้นมันจะดีไปเอง ผมเองจากวิศวกรเงินเดือนสูง ภรรยาเป็นไกด์เดินทางต่างประเทศตลอด จูงมือกลับบ้านเป็นเกษตรกร 10 ปีแล้ว วันนี้เรามีรายได้ดีพออยู่ได้ มีชีวิตที่มีความสูข เลี้ยงลูกเอง ได้ดูแลพ่อแม่ทุกวัน เท่านี้ก็พอแล้วมั้ง
บันทึกการเข้า
decoded
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 96


« ตอบ #14 เมื่อ: เมษายน 27, 2018, 01:55:29 PM »

เหนื่อยจริงๆ แต่ชอบ คงทำต่อไปเรื่อยๆจนทำไม่ไหวครับ


บันทึกการเข้า
somjit_nong
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 145


« ตอบ #15 เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2018, 09:48:54 PM »

คงเลิกยากค่ะ ชอบไปแล้ว ตอนนี้ก็ทำงานควบคู่ไปด้วย แต่ใจคิดถึงแต่สวน เช้าก่อนไปทำงานก็ปลูกต้นไม้ รดน้ำ เดินดูโน่นนี่ ถ่ายรูป กลางวันก็กลับมาเดินดูต้นไม้ บางต้นต้องย้ายหลบแดด ตอนเย็นก็ปลูกเต็มที่เลยค่ะ ไปสวนเลย เพราะได้ทำเยอะหน่อย กลับมาก็ลุยสวนที่บ้านอีก เพราะเปิดไฟทำได้ ไม่อยากให้ดึกเลย ใจมันรักไปแล้วค่ะ สมุดจดบันทึกเล็กๆที่จดงานที่ต้องทำทุกวัน มีแต่ plan งานปลูกต้นไม้ค่ะ เวลาเหนื่อยและร้อนก็หยุดพัก หายเหนื่อยก็ทำใหม่ เพื่อฝันของตัวเองค่ะ


Liked By: laihan, HUAMAI
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: