หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: 10 อันดับสินค้าเกษตรตกต่ำ... ผ่านมากี่ยุคสมัยก็แก้ไขปัญหาไม่ได้???  (อ่าน 14252 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11612


เกษตรพอเพียง


« เมื่อ: มีนาคม 26, 2018, 01:01:00 PM »



วันนี้เราจะมาจัดอันดับสินค้าเกษตรที่มีราคาตกต่ำ ไม่ว่าจะประเทศไทยเราจะมีรัฐบาลผ่านมากี่ยุคกี่สมัยก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างจริงจังใช่หรือไม่? ทุกคนไม่จำเป็นต้องตอบ  เพราะคำตอบนั้นอยู่ในใจกันหมดแล้ว  สินค้าเกษตรในประเทศไทยมีกำหนดระยะเวลาชัดเจนอยู่แล้ว  เพราะบ้านเราเป็นเขตร้อนชื้นสภาพภูมิอากาศแบ่งออกเป็น 3ฤดู ดังนั้นการเพาะปลูกพืชทุกชนิดจึงต้องอาศัยดินฟ้าอากาศเป็นส่วนใหญ่ และดินฟ้าอากาศจึงเป็นตัวกำหนดวัน/เวลา ของผลผลิตในบ้านเราแบบไม่ต้องพึ่งหมอดู  หน่วยงานรัฐมีมากมายหลายภาคส่วนต้องรู้อยู่แล้วว่าผลผลิตชนิดใดจะออกสู่ท้องตลาดช่วงเวลาไหน  ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงไม่ควรทำแบบขอไปที  ต้องวางแผนและแก้ไขกันเป็นปีๆ หรือหลายสิบปียังได้เลย  แต่ทุกวันนี้ผ่านมาแล้วไม่รู้กี่สิบปี ไม่รู้กี่รัฐบาล ปัญหาเดิมๆ ก็ยังวนเวียนหลอกหลอนเกษตรกรบ้านเราอยู่ตลอดเวลา
บันทึกการเข้า

ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11612


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 26, 2018, 01:10:25 PM »

อันดับที่ 1  ข้าวราคาตกต่ำ  เป็นปัญหาระดับชาติที่เรื้อรังมานานแสนนาน ในขณะที่ไทยเราภูมิใจนักหนาว่า "ไทยเป็นประเทศส่งข้าวอันดับต้นๆ ของโลก" แต่ชาวนาในประเทศไทยกลับยากจนข้นแค้นไม่สอดคล้องกับความภาคภูมิใจของการเป็นผู้นำด้านการส่งออกข้าวเลยสักนิด จากสถิติด้านล่างจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยไม่เคยแพ้ชาติใดในโลก  แต่ชาวนาไทยจนที่สุดในโลก!!!


ที่มา : http://lerdsud-funnys.blogspot.com/2012/05/blog-post_22.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 26, 2018, 01:15:31 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11612


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 26, 2018, 07:27:10 PM »


ขอบคุณภาพจาก : prachachat.net

อันดับที่ 2  ยางพารา   หลังจากยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจจำเพาะในพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้  ปัจจุบันสามารถพัฒนาสายพันธุ์ยางพาราที่ปลูกได้ในทุกสภาพอากาศของประเทศไทยและเกือบทั่วโลก ทั้งลาว พม่า เขมร เวียดนาม แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่างจีน ก็ลงทุนปลูกยางพาราเองทั้งสิ้น  เมื่อมีการปลูกมากๆ แน่นอนราคายางพาราก็ย่อมตกต่ำลงจนเหลือกิโลละไม่กี่สิบบาท

เมื่อย้อนดูราคายางพารา จาก เว็บการยางแห่งประเทศ ช่วงที่ผ่านมานั้น จะเห็นตัวเลขที่ไกว่ไปมาของราคายาง ตามยุคสมัยรัฐบาล ดังนี้....

สมัย นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ปี 2551 ราคายางแผ่นดิบ ต่ำสุดอยู่ที่ 34.51 บาท สูงสุดอยู่ที่ 99.43 บาท เฉลี่ยที่ 77.86 บาท
ปี 2552 ราคายางแผ่นดิบ ต่ำสุดอยู่ที่ 44.69 บาท สูงสุดอยู่ที่ 81.97 บาท เฉลี่ยที่ 57.77 บาท
ปี 2553 ราคายางแผ่นดิบ ต่ำสุดอยู่ที่ 91.29 บาท สูงสุดอยู่ที่ 129.42 บาท เฉลี่ยที่ 104.89 บาท
ปี 2554 ราคายางแผ่นดิบ ต่ำสุดอยู่ที่ 87.88 บาท สูงสุดอยู่ที่ 172.62 บาท เฉลี่ยที่ 129.36 บาท

สมัย นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ปี 2555 ราคายางแผ่นดิบ ต่ำสุดอยู่ที่ 76.17 บาท สูงสุดอยู่ที่ 108.90 บาท เฉลี่ยที่ 91.07 บาท
ปี 2556 ราคายางแผ่นดิบ ต่ำสุดอยู่ที่ 70.38 บาท สูงสุดอยู่ที่ 85.37 บาท เฉลี่ยที่ 75.55 บาท
ปี 2557 ราคายางแผ่นดิบ ต่ำสุดอยู่ที่ 44.30 บาท สูงสุดอยู่ที่ 65.75 บาท เฉลี่ยที่ 55.53 บาท

สมัย นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ปี 2558 ราคายางแผ่นดิบ ต่ำสุดอยู่ที่ 36.80 บาท สูงสุดอยู่ที่ 55.30 บาท เฉลี่ยที่ 45.88 บาท
ปี 2559 ราคายางแผ่นดิบ ต่ำสุดอยู่ที่ 35.16 บาท สูงสุดอยู่ที่ 69.12 บาท เฉลี่ยที่ 50.37 บาท
ปี 2560 ราคายางแผ่นดิบ ต่ำสุดอยู่ที่ 34.51 บาท สูงสุดอยู่ที่ 99.43 บาท เฉลี่ยที่ 77.86 บาท (ม.ค.-พ.ย.)

บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11612


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 26, 2018, 07:40:23 PM »

อันดับที่ 3  มันสำปะหลัง  พืชเศรษฐกิจที่ราคาไม่แน่นอนเป็นไปตามกลไกตลาด ถ้าปีไหนเกษตรกรปลูกมากราคาก็ตกต่ำ ถ้าปีไหนปลูกน้อยราคาก็แพงขึ้น   เรามาดูสถิติที่น่าสนใจของราคามันสำปะหลัง (มันสด) จะเห็นได้ว่าราคามันสดจะสูงสุดอยู่ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. เมื่อทราบอย่างนี้แล้วเกษตรกรควรกำหนดระยะเวลาปลูก-เก็บเกี่ยวให้ตรงกับราคารับซื้อมันสำปะหลังให้พอดีจะได้ไม่พลาดโอกาสในช่วงที่ราคาแพง


ที่มา : http://slideplayer.in.th/slide/2184663/
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11612


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 26, 2018, 07:48:06 PM »

 เศร้าอันดับ 4 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาตกต่ำทุกปี ในขณะที่อาหารสัตว์แพงขึ้นทุกปีสวนทางกับวัตถุดิบ สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับผลิตอาหารสัตว์ราคาถูกกว่าในประเทศเข้ามาทดแทนข้าวโพดเลี้ย่งสัตว์ในประเทศซึ่งมีต้นทุนสูงและราคาแพงกว่าการนำเข้า  แม้จะเกิดปัญหาทุกปีการผลิตแต่เกษตรกรก็ยังไม่เห็นทางออกในเรื่องนี้จากผู้ที่เกี่ยวข้องเลย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ หรือ เอกชน ผู้ขายเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกร


เครดิตภาพจาก : thairath.co.th
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 26, 2018, 08:49:09 PM โดย Pa ketnet » บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11612


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 26, 2018, 07:54:10 PM »

อันดับ 5 ลำไย เป็นปัญหาซ้ำซากทุกปี แม้จะมีปริมาณน้อยกว่าข้าวและยางพารา แต่ปัญหาลำไยราคาตำต่ำก็ยังไม่มีใครสามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐก็เป็นมาตรการระยะสั้นพอหมดฤดูก็เป็นอันจบ แต่พอถึงฤดูกาลใหม่ชาวสวนก็ยังร้องโอดโอยเหมือนเดิม  เป็นวังวนอยู่ประจำเช่นนี้มานานแสนนาน...

ขอบคุณภาพจาก : thairath.co.th
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 26, 2018, 08:49:23 PM โดย Pa ketnet » บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11612


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 26, 2018, 08:02:54 PM »

อันดับ 6 สับปะรด  รู้หรือไม่ว่า "ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์สับปะรดมากที่สุดของโลก โดยมีส่วนแบ่งการตลาด คิดเป็นร้อยละ 35-40 ด้วยปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์สับปะรด 65,000-750,000 ตัน/ปี มีมูลค่าส่งออก 24,000-25,000 ล้านบาท/ปี ครองส่วนแบ่งตลาดสับปะรดของโลกมายาวนานกว่า 10 ปี" (ข้อมูลจากข่าวสด) แต่ถึงกระนั้นเกษตรกรไทยที่ปลูกสับปะรดก็ยังขายสับปะรดสดส่งโรงงานในราคาต่ำสุดแค่ 1บาทกว่าๆ เท่านั้นเอง


เครดิตภาพจาก : oknation.nationtv.tv


เครดิตภาพจาก : pantip.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 26, 2018, 08:15:04 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11612


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 26, 2018, 08:11:19 PM »

อันดับ 7 มังคุด  ราชินีแห่งผลไม้ไทย ใครจะไปเชื่อว่าเป็นผลไม้ที่มีราคาถูกและตกต่ำแทบทุกปี ชาวสวนมังคุดได้กิโลละไม่กี่บาท  แต่ราคาปลายทางแพงกว่าอีกหลายเท่าตัว แม้จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถปลูกได้เฉพาะบางพื้นที่ของประเทศไทย หากนับรวมผลผลิตแล้วก็ถือว่าไม่มากมาย แต่ทำไมราคาจึงได้ตกต่ำแทบทุกปี?

เครดิตภาพจาก : s.isanook.com
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11612


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 26, 2018, 08:14:37 PM »

อันดับ 8 เงาะ+ลองกอง  ผลไม้จากปลายด้ามขวาน และภาคตะวันออกของไทยที่ราคาตกต่ำเป็นประจำทุกปี สำหรับเวทีของชาวสวนมีแต่ทางหลวงเท่านั้นที่จะช่วยได้ ชาวบ้านนำเงาะราคาถูกมาเทบนถนนเพื่อเป็นการประท้วงภาครัฐที่ไม่เข้ามาช่วยดูแลราคาสินค้า  แม้เงาะจะมีปีละครั้งก็ยังไม่สามารถบริหารจัดการได้

เครดิตภาพจาก : radiothailandchanthaburi.blogspot.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 26, 2018, 08:18:56 PM โดย ชาวนา™ » บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11612


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 26, 2018, 08:27:22 PM »

อันดับ 9  หอมแดง  ถ้าเราสังเกตให้ดีๆ ช่วงเดือนมกราคา-มีนาคม ของทุกปี ราคาขายปลีกหอมแดงในบ้านเราจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 15-20 บาท โดยพ่อค้ามักใช้กลยุทธ์ 5โล100 หรือ 7โล100  แต่ทราบหรือไม่ว่า ราคาขายส่งหอมแดงต้นทางถูกสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 3-5 บาท เพราะปัจจุบันมีเกษตรกรหันมาปลูกหอมแดงหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงทำให้ราคาหอมแดงตกต่ำติดต่อกันมาหลายปีจนแก้ไม่ตกสักที


เครดิตภาพจาก : koratdaily.com
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11612


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 26, 2018, 08:31:52 PM »

อันดับ 10 ปาล์มน้ำมัน  ในขณะที่น้ำมันปาล์มสำเร็จรูปไม่เคยราคาตกต่ำ แต่ทำไมราคาปาล์มน้ำมันจึงตกต่ำ?? ใครกำลังกดราคาเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน  หรือว่าเป็นไปตามกลไกตลาด?


เครดิตภาพจาก : oknation.nationtv.tv
บันทึกการเข้า
somyos
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 173


« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 27, 2018, 08:36:25 AM »

อ้อยหายไปใหนครับ ราคาที่ความหวาน 10 CCS เมื่อปีที่แล้ว ตันละ1050บาท ส่วนปีนี้ เหลือ 880 บาท(ถ้าอ้อยเผาถูกหักอีกตันละ3บาท)เงินตามก็ไม่มี ปีหน้าเลิกทำแล้วไปปลูกพืช1ใน10ยังดีกว่า
บันทึกการเข้า
ชาวนา™
Administrator
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 11612


เกษตรพอเพียง


« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 27, 2018, 09:12:02 AM »

อ้อยหายไปใหนครับ ราคาที่ความหวาน 10 CCS เมื่อปีที่แล้ว ตันละ1050บาท ส่วนปีนี้ เหลือ 880 บาท(ถ้าอ้อยเผาถูกหักอีกตันละ3บาท)เงินตามก็ไม่มี ปีหน้าเลิกทำแล้วไปปลูกพืช1ใน10ยังดีกว่า

น้ำตาลเป็นสินค้าควบคุม รัฐจะกำหนดปริมาณโควต้าไว้ คือ
โควต้า ก 2.5 ล้านตันไว้ใช้ในประเทศ
โควต้า ข 8 แสนตัน ไว้ส่งออกและใช้เป็นตัวคำนวณราคาอ้อยขั้นสุดท้าย
โควต้า ค ไม่กำหนด ส่งออกได้อย่างเดียว
โรงงานทุกโรงงานก็จะประเมินว่าตัวเองจะผลิตเท่าไหร่อยู่แล้ว ก็จะไปทำสัญญาล่วงหน้ากับเกษตรกรอ้อย เพื่อให้ได้วัตถุดิบพอที่จะผลิต ซึ่งเกษตรกรพวกนี้จะไม่ค่อยมีปัญหาเพราะจะกะราคาอ้อยล่วงหน้าได้คร่าว ๆ อยู่แล้ว + กับมีคนซื้อชัวร์
เกษตรกรอีกกลุ่มนึงคือกลุ่มที่ไม่ทำสัญญาล่วงหน้ากับโรงงาน ซึ่งจะเป็นพวกที่อยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อนของโรงงานหลาย ๆ โรง ซึ่งก็จะมีแต้มต่อในการขายในกรณีที่อ้อยขาดตลาดก็ไปขายให้โรงงานที่ให้ราคาดีสุด หรือ เสี่ยงในกรณีที่อ้อยล้นตลาดไม่มีโรงงานไหนเอา

ทีนี้ราคารับซื้อเบื้องต้นจะคำนวณตามปริมาณน้ำตาลในอ้อย CCS หรือ ก็คือคุณภาพของอ้อยเป็นหลัก
ตัวอย่าง เช่นรัฐ กำหนดราคาในปีนี้ CCS ละ 60 บาท
ตอนเอาอ้อยไปส่งแล้วบีบน้ำอ้อยครั้งแรก น้ำอ้อยส่วนนึงก็ไปถูกตรวจสอบค่า CCS ที่ตัวแทนของสำนักงานอ้อยที่ประจำอยู่ที่โรงงาน สมมุติว่าได้ 12 CCS ราคา รับซื้อก็จะเท่ากับ
(60 x 10 CCS) + 0.6 x (60 x 2CCS - ส่วนที่เกิน 10 CCS) ราคาขั้นต่ำก็จะเป็น 672 บาท ต่อตัน + ราคาขนส่งแล้วแต่โรงงานจะตกลงกับเกษตรกร

นี่ก็คือราคาเบื้องแรก ส่วนราคาเบื้องสุดท้ายจะจ่ายให้หลังจากนั้นคือรู้ทั้งปริมาณอ้อยทั้งหมดและยอดขายน้ำตาลทั้งฤดูกาลแล้ว ค่อยมาหา เพื่อจ่ายให้เกษตรกรอีกทีนึงโดย คำนวณ

(ยอดขายโควต้า ก + ยอดขายโควต้า ข. + (ปริมาณโค้วต้า ค x ราคาขายโควต้า ข)) - ค่าใช้จ่ายการผลิต ส่งออกทุกโรงงานรวมกัน
เหลือเท่าไหร่ ให้คุณ 0.7 แล้วหารด้วย ปริมาณอ้อยทั้งฤดูกาล เป็นราคาอ้อยต่อตัน
เพื่อที่จะแบ่งกำไร 70% ไปให้เกษตกร

เพราะงั้นถือว่ามีการควบคุมราคาแล้ว ..

ที่มา : https://pantip.com/topic/36779923
บันทึกการเข้า
somyos
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 173


« ตอบ #13 เมื่อ: มีนาคม 28, 2018, 07:44:19 AM »

สรุปแล้วผู้กำหนดราคาอ้อยมี โรงงานน้ำตาล ผู้ส่งออก และรัฐบาล  ปีนี้ฝนมาเร็วและใกล้ปิดหีบแล้วบางไร่ยังตัดไม่ได้ บางที่ตัดได้แต่ความหวานไม่ถึง10 CCS ก็ถูกหักเงินตามส่วนอีก
บันทึกการเข้า
zuddum
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1049


« ตอบ #14 เมื่อ: มีนาคม 28, 2018, 08:30:44 AM »

 ยิ้ม สินค้าที่ มันอยู่ในข่ายพวกนักเลือกตั้งเอาไปหาเสียงก็ไม่ต้องปลูก แม่นบ่อ  สินค้าอันดับ1ก็เลิกๆปลูกกันบัางหรือปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนก็พอ ปลุกออกมาเยอะๆเวลาขายไม่ได้มันก็เป็นปมในใจทำให้จิตตกหมดกำลังใจในอาชีพนั้นๆ สรุปง่ายๆไม่ต้องไปปลูกเลิก...แค่นี้เอง


Liked By: wanvan987
บันทึกการเข้า
tanawatn
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 179


« ตอบ #15 เมื่อ: มีนาคม 31, 2018, 11:24:12 PM »

อยากทราบว่าประเทศคู่แข่งข้าวของเรา อย่างเวียตนาม เขาประสบปัญหาทางด้านราคาเหมือนประเทศเราไหมครับ แล้วรัฐบาลเขาแก้ปัญหาอย่างไร เผื่อให้รัฐบาลเราดูเป็นแบบอย่างบ้าง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: