หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คิดเห็นอย่างไรกับ พรบ.พันธุ์พืชใหม่  (อ่าน 3601 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กะลาแลนด์
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 39


« ตอบ #16 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2017, 03:59:09 PM »

-ลองอ่านกันดูนะครับเนื้อหาอาจยาวเกิน 3 บรรทัดสักหน่อย-
  ประเด็นร้อนต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ...ที่ยกร่างขึ้นใหม่เพื่อจะใช้แทน พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ที่กรมวิชาการเกษตรผู้ยกร่างฯกับมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ที่มองต่างมุม โดยสงวนจุด ร่วมยึดผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นที่ตั้ง ความจริงจะเป็นอย่างไร ใครได้-ใครเสีย รวมถึงบางประเด็นที่ยังมีข้อถกเถียง ทำให้กรมวิชาการเกษตรต้องขยายระยะเวลาการรับฟังความเห็นออกไปจากจะสิ้นสุดวันที่ 20 ตุลาคมเป็นวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 “ฐานเศรษฐกิจ” ฉบับนี้รายงานพิเศษถึงมุมมองที่แตกต่างของผู้มีส่วนได้-เสียต่อร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่ ทั้งเอกชน ราชการ และกลุ่มเอ็นจีโอ
**ยันไม่กระทบเกษตรกร
ดร.ชัยฤกษ์ สงวนทรัพยากร นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้ เป็น การคุ้มครองการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งเป็นการคุ้มครองเชิงทรัพย์สินทางปัญญาให้สิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืชจากภาครัฐ ภาคเอกชน หรือเกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถในการปรับปรุงพันธุ์พืชจนได้เป็นพันธุ์พืชใหม่และนำมาจด ทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ใหม่ภายใต้ พ.ร.บ.นี้  “ ประเด็นการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ และการใช้พันธุ์พื้นเมืองทั่วไปมักจะถูกนำมาบิดเบือนสร้างความสับสนให้กับสาธารณะ เช่น เป็นการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ให้บริษัทเอกชน/เกษตรกรมีความผิดติดคุก หากเก็บรักษาพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และการหลีกเลี่ยงไม่ต้องแบ่งปันผลประโยชน์ของบริษัทเอกชน ทางสมาคมขอยืนยันว่าไม่จริง ไม่ได้ห้ามหรือจำกัดสิทธิเกษตรกรหรือประชาชนคนใดในการเก็บพันธุ์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ และ
ถึงแม้ว่าจะเป็นพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับอนุมัติให้เป็นพันธุ์พืชใหม่ตาม พ.ร.บ.นี้ เกษตรกรก็มีสิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ไปปลูกรุ่นต่อๆไปได้”
ส่วนเรื่องการผูกขาดเมล็ดพันธุ์เป็นไปไม่ได้ในประเทศไทย เพราะพันธุ์พืชชนิดเดียวกันกับพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการอนุมัติจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้มีอีกมากมาย ซึ่งเกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพันธุ์พืชใหม่ ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันมีพันธุ์แตงกวา กว่า 100 พันธุ์ หากนาย ก.ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่และได้รับอนุมัติให้เป็นแตงกวาพันธุ์ใหม่ตาม พ.ร.บ.นี้ อีกหนึ่งพันธุ์ เกษตรกรก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาเลือกใช้พันธุ์ใหม่ของนาย ก. เกษตรกรสามารถเลือกซื้อพันธุ์แตงกวาจากหน่วยราชการ สถาบันการศึกษา หรือบริษัทต่างๆ ได้ตามความพอใจ
**เหตุต้องเป็นสมาชิกUPOV
ดร.ชัยฤกษ์ กล่าวอีกว่า การเข้าเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (อนุสัญญา UPOV 1991) จะทำให้พันธุ์พืชไทยที่ส่งไปขายในประเทศภาคีสมาชิก (72 ประเทศ) ได้รับการคุ้มครองพันธุ์ที่ไทยได้พัฒนาขึ้น หากไม่ได้เป็นสมาชิกก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองพันธุ์ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนเรื่องระยะเวลาการคุ้มครองได้รับการขยายต่อไปยาวนานจนกลายเป็นการผูกขาดที่นานเกินไป ในเรื่องนี้ถือเป็นความจำเป็น เพราะการพัฒนาพันธุ์ต้องใช้ทั้งทุนทรัพย์ เวลา และความทุ่มเทของนักปรับปรุงพันธุ์ สิทธิตัวนี้ควรเป็นของนักปรับปรุงพันธุ์ ที่ต้องได้รับผลตอบแทนไปตลอดเหมือนกับค่ายเพลง ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
**โต้กรมแจงไม่หมด
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย(BioThai) กล่าวว่า จากที่กรมวิชาการเกษตรได้แถลงออกมานั้นเป็นการอธิบายคนละมุม ชี้แจงไม่หมด ยกตัวอย่างในกรณีที่อ้างว่าเกษตรกรยังคงเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชได้ไม่เป็นความจริง เนื่องจากในร่างพ.ร.บ.มาตรา 35 จะระบุข้อความว่า “เพื่อประโยชน์ในการเพาะปลูกหรือขยายพันธุ์สำหรับพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับความคุ้มครอง เกษตรกรมีสิทธิในการใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ตนเองเป็นผู้ผลิตในพื้นที่ของตนเอง”
แต่ทั้งนี้กลับเพิ่มเงื่อนไขสำคัญต่อท้ายว่า “เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการปรับปรุงพันธุ์รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชมีอำนาจออกประกาศกำหนดพันธุ์พืชใหม่ชนิดใดเป็นพันธุ์พืชที่สามารถจำกัดปริมาณการเพาะปลูกหรือการขยายพันธุ์ทั้งหมดหรือบางส่วนของเกษตรกร
ที่จะเอาไปปลูกต่อโดยสามารถจะจำกัดได้บางส่วน หรือทั้งหมด” นี่เป็นสิ่งที่ UPOV 1991 ประเทศสหรัฐอเมริกาและบริษัทยักษ์ใหญ่ผลักดันมาโดยตลอด ที่จะจำกัดพันธุ์และปริมาณที่จะไปขยายต่อ ทั้งนี้หากเกษตรกรปลูกพันธุ์พืชใหม่ตามประกาศข้างต้นแล้วเก็บรักษาพันธุ์ไปปลูกต่อ หรือแจกจ่ายแก่เพื่อนบ้านจะมีความผิดตามร่าง พ.ร.บ.มาตรา 74 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่สำคัญการแก้กฎหมายฉบับนี้ควรจะปรับแก้เป็นรายมาตรา ไม่ใช่ทั้งฉบับ
**เปิดทางบรรษัทผูกขาด
ส่วนการขยายสิทธิผูกขาดแก่บริษัทเมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้น จากเดิมพืชที่ให้ผลผลิตตามลักษณะประจำพันธุ์ได้หลังจากปลูกจากส่วนขยายพันธุ์ภายในเวลาไม่เกิน 2 ปี และพืชที่ให้ผลผลิตตามลักษณะประจำพันธุ์ได้หลังจากปลูกจากส่วนขยายพันธุ์ในเวลาเกินกว่า 2 ปีให้การคุ้มครอง 12 ปีและ 17 ปีตามลำดับนั้น ในมาตรา 31 ของร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่ขยายระยะเวลาออกไปเป็น 20 ปี ส่วนไม้เถายืนต้น (เช่น องุ่น) ให้มีระยะเวลา 25 ปี “ไบโอไทย ยังมีงานวิจัยที่นักวิชาการได้ศึกษาผลกระทบไว้จากร่าง พ.ร.บ.นี้ 5 ด้าน ได้แก่ 1. ประเทศไทยสูญเสียอิสระในการกำหนดนโยบายคุ้มครองพันธุ์ 2. บรรษัทยึดครองตลาดพันธุ์พืช 3. กระทบความมั่นคงทางอาหาร 4. เกษตรกรต้องซื้อพันธุ์ราคาแพง และ 5 ลดทอนกลไกการจัดการทรัพยากรชีวภาพ”
                        -จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,305 วันที่ 15 - 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560-
บันทึกการเข้า

duann
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 463


« ตอบ #17 เมื่อ: ตุลาคม 29, 2017, 08:45:25 PM »

สรุป  ในนี้ มีใครเก็บเมล็ดพันธุ์มาปลูกเองบ้าง
บันทึกการเข้า
Manop414
เกษตรกรมือใหม่
*
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 160


คนติดดิน


« ตอบ #18 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2017, 07:53:00 PM »

 ยิ้มเท่ห์ ทุกวันนี้ก็ซื้อพันธ์ข้าวโพดปลูกอยู่แล้ว แม่งจะครองโลกรึไง อย่าลืมว่าประเทศไทยมีขบวนการเสรีไทยนะจะบอกให้ สรุปว่าถ้ารัฐบาลยอมก็จบ บ้านเมืองไร้ความสงบแน่  รูดซิบปาก
บันทึกการเข้า
compact
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1291


« ตอบ #19 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2017, 09:37:52 PM »

 ในร่างพ.ร.บ.มาตรา 35 จะระบุข้อความว่า “เพื่อประโยชน์ในการเพาะปลูกหรือขยายพันธุ์สำหรับพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับความคุ้มครอง เกษตรกรมีสิทธิในการใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ตนเองเป็นผู้ผลิตในพื้นที่ของตนเอง”
แต่ทั้งนี้กลับเพิ่มเงื่อนไขสำคัญต่อท้ายว่า “เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการปรับปรุงพันธุ์รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชมีอำนาจออกประกาศกำหนดพันธุ์พืชใหม่ชนิดใดเป็นพันธุ์พืชที่สามารถจำกัดปริมาณการเพาะปลูกหรือการขยายพันธุ์ทั้งหมดหรือบางส่วนของเกษตรกร
ที่จะเอาไปปลูกต่อโดยสามารถจะจำกัดได้บางส่วน หรือทั้งหมด”


ตามเนื้อหาร่าง พรบ. ก็ชัดเจนอยู่ในตัวครับ   แม้จะอนุญาตให้เกษตรกรเก็บเม็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อไปได้ แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นที่สามารถยกเลิกการปลูกพืชในรุ่นต่อไปของเกษตรกรบางส่วนหรือทั้งหมดเลยก็ได้โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช ในกรณีที่พืชราคาดีเป็นที่ต้องการยังไงมันก็ต้องประกาศห้ามขยายพันธุ์ต่ออยู่ไม่อย่างนั้นพ่อค้าเมล็ดพันธุ์พืชมันก็ขายอีกไม่ได้ 

ก็แปรว่า ในวรรคแรกที่อนุญาตให้เก็บเมล็ดพันธุ์มาปลูกได้โดยไม่มีความผิด แต่วรรคต่อมาก็ สามารถยกเลิกมันซะดื้อๆ  โดยคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช

ที่นี้มาดูการสรรหา คณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช  ดันมาแก้ใหม่ว่า ให้เป็นการแต่งตั้งกันเองภายใน  นี้มันก็เป็นการจัดการเสร็จสรรพ เลือกพรรคพวกตัวเอง เพื่อประโยชน์ของพ่อค้ากันภายใน  กว่าจะรู้ว่ามันทำอะไรกันไปบ้างคงได้ประกาศเป็นกฏหมาย กฏกระทรวงอะไรต่ออะไรให้เกตรกรเดือดร้อน ไปไหนต่อไหนแล้ว  และก็จะได้ข้อแก้ตัวระดับควายยังอาย จากเจ้ากระทรวงว่า เป็นการเสนอมาตามขั้นตอน  และถูกต้องตามระเบียบ เลยไม่ผิดอะไร  แต่ประชาชนจะเสียหายแค่ไหน พวกมันไม่เคยเห็นหัวเราเลย     ขนาดระบบเลือกตั้งแบบเก่า ที่มั่นใจว่าโปร่งใส ได้คนดีเข้าไปค่อยโต้งแย้ง รักษาผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยบ้าง   อย่างในกรณีสารเคมียาฆ่าแมลงฟูราดาน ที่เค้ายกเลิกห้ามใช้ในอเมริกา กลุ่มอียู เพราะมันเป็นสารก่อมะเร็ง ตกค้างในดินมากกว่า 10 ปี กระทรวงขี้ข้านายทุน มันยังทำได้ดีที่สุด แค่จัดให้เป็นสารเคมียาฆ่าแมลงที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษเท่านั้นเลย  แต่ในทางปฏิบัติซื้อขายกันง่าย แสนง่าย จะแปลกอะไรถ้าประชาชนคนไทยจะป่วยเป็นมะเร็งมากขึ้น      อย่างนี้แล้วผมไม่คิดว่าคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชจากการสรรหากันเองภายใน  มันจะมาดูทุกข์สุข ของประชาชนคนไทยเราหรอกน่ะครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: