หน้า: 1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: งานเขียนวิจัยเกี่ยวกับ เกี่ยวกับน้ำหมักชีวภาพ  (อ่าน 16979 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
45degree
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 5


เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 05:06:19 PM »

ถ้ายังไม่แน่ใจอะไรก็ใช้หลักการนี้ไปก่อน
กาลามสูตร
เป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการคือ
1.อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
2.อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
3.อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
4.อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
5.อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
6.อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
7.อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
8.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
9.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
10.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน
บันทึกการเข้า

Sitthipong
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 477


« ตอบ #17 เมื่อ: เมษายน 09, 2010, 08:11:13 PM »

ไม่เชื่อก็ทดลองดูได้ครับ  น้ำหมักชีวภาพทำเองได้ง่าย ๆ  ยิ้ม
บันทึกการเข้า

สิทธิพงศ์ ประกอบธัญ
67/3 ม.1 ต.ทับปุด
อ.ทับปุด จ.พังงา 82180
kiwitccc
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 14


« ตอบ #18 เมื่อ: เมษายน 17, 2010, 05:06:45 PM »

    การทำปุ๋ยน้ำอินทรีย์ใช้   โดยจากการหมักวัสดุต่างๆกับกากน้ำตาล   คือการเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์  เมื่อนำไปรดโคนต้นพืชต่างๆที่เราปลูก  เป็นการเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน   จุลินทรีย์ต่างๆที่อยู่ในน้ำหมักก็จะไปย่อยสลายอินทรีย์วัตถุต่างๆเช่นซากพืช  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก  ให้มาเป็นธาตุอาหารพืช  พืชจึงงอกงามได้   แต่เราต้องใช้น้ำหมักคู่กับการเติมอินทรีย์วัตถุลงไปในดินด้วยจึงจะได้ผลดี   แต่ถ้าไม่เติมอินทรีย์วัตถุต่างๆลงไป ทุกๆครั้งที่ปลูกพืช  ในที่สุดจุลินทรีย์ในน้ำหมักที่เรารดลงดินและโคนต้นไม้  ก็จะย่อยสลายซากอินทรีย์วัตถุต่างๆจนหมด  ก็จะไม่มีอาหารเหลือให้พืชที่ปลูก  ก็จะทำให้พืชไม่งอกงามพอที่จะได้ผลผลิตสูงๆได้   พืชที่โตเร็วจะเห็นได้ชัดกว่าพืชยืนต้น  เช่นผักบุ้ง  คะน้า  กวางตุ้ง  ถ้าอาหารในดินไม่พอจะไม่งามเลย   จะเห็นผลได้ชัดกว่ามะม่วง  ลำใย  ฝรั่งเป็นต้นซึ่งไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเร็ว
   

เห็นด้วยเลยครับ 

ผมคิดว่าอาจารย์ท่านนี้ลืมมองไปว่าการใช้น้ำหมักชีวภาพไม่ได้เล็งไปที่การสร้างปุ๋ยหรืออาหารในถังหมักเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเลี้ยงเชื้อฯให้มีปริมาณที่มากพอต่อการย่อยสลายอินทรีย์สารในดิน (ซึ่งอาจช้ามากถ้ารอให้เชื้อโตตามธรรมชาติ)

บางทีการใช้สารเคมีต่างๆอาจทำให้เชื้อที่มีประโยชน์ในดินถูกทำลายไป ทำให้ดินไร้อาหารที่พืชใช้ได้ตามธรรมชาติ เราเลยต้องเติมเข้าไปอยู่เรื่อยๆ (เพิ่มเคมีมากขึ้น) ซึ่งผมเชื่อว่าธาตุอาหารที่ย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์จะมีขนาดอนุภาคที่พอเหมาะต่อการดูดซึมไปใช้ได้ในระดับเซลล์ของพืช

ดังนั้นการเลี้ยงเชื้อ(หมัก) จึงมีประโยชน์มากต่อการเร่งการสร้างธาตุอาหารให้พืช

แต่เรื่องการไล่แมลงต่างๆนี่ ผมก็เห็นด้วยกับอาจารย์ท่านนี้แหละ
บันทึกการเข้า
opo
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 216


« ตอบ #19 เมื่อ: เมษายน 17, 2010, 06:10:58 PM »

เปิดใจให้กว้างครับ สิ่งไหนที่อ่านแล้วมีประโยชน์ก็นำไปใช้ สิ่งไหนไม่มีประโยชน์ก็ไม่ต้องจำไปใช้ ไม่เห็นจะเสียหาย แถมยังมีความรู้เพิ่มขึ้นอีก ใจยังนึกขอบคุณเจ้าของกระทู้ และผู้ที่มีความเห็นทุกคน 
บันทึกการเข้า
Sumit
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 85


« ตอบ #20 เมื่อ: เมษายน 17, 2010, 07:18:36 PM »

ไม่รู้ว่าทางวิชาการคิดยังไง แต่ทางปฎิบัติ ผมเองเป็นคนทำเองใช้เอง เป็นการส่วนตัว คิดว่าเห็นผลมีมากๆ ผักและต้นไม้ก็งามไม่แพ้เคมี เพียงแต่ใช้เวลาช้ากว่าแค่นั้นเอง แต่เรื่องของคุณภาพของดินแล้ว ดีสุดๆ เพราะเดิมทีดินที่บ้านผมแข็งๆๆๆๆๆๆๆๆๆมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ผมใช้น้ำหมักชีวภาพมา3ปีแล้ว ดินถึงจะไม่สมบูรณ์มากแต่ก็ร่วนขึ้นแยอะมากๆ
บันทึกการเข้า
sommai22
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4


« ตอบ #21 เมื่อ: เมษายน 17, 2010, 08:41:11 PM »

 ยิงฟันยิ้ม ได้อ่านงานวิจัย ของ ดร.....แล้วก็เหมือนเข้าข้างตัวเอง จำเป็นหรือ การใช้สารหมัก ฮอร์โมนสูตรต่างๆ ต้อง ลอการวิจัยออกมาก่อน ความเห็นของท่านถูกต้องทุกอย่าง แต่เกษตรกรอย่างผม ไม่ผ่าน ดร.  แต่ก็มีความคิดแบบชาวบ้านไม่มีระบบ งานวิจัยของผมก็คือการแก้ปัญหา เกษตรกรที่แก้ปัญหาได้ก็คือนักวิจัยที่ ไม่มีปริญญา..ครูสอนเด็ก โง่ให้เขียนหนังสือ อ่านออกได้ ท่านก็เป็นนักวิจัยที่เยี่ยมยอด แก้ปัญหาได้
ปัญหาต่างๆ ที่เกษตรทำได้ แต่ไม่มีใครรับรอง (เกษตรกรไทยมันโง่)
นักวิชาการไปเรียนจากอาจารย์ต่างประเทศ ไม่ได้คิดเองทำเอง ตามก้นจากชาวต่างชาติ อ้างงานวิจัยจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้(โง่หรือเปล่า)
ปัญหาของเกษตรกรไทยมีมากมาย เพลี้ยกระโดด,หอยเชอร์รี่,โรคแมลงศัตรูพืช,ผลผลิตตกตำ,ฯลฯมีมากมาย
ผู้มีปัญญา จบ ดร....มากมาย..ปัญหาต่างๆ ของเกษตรกรรออยู่ ก็ยังแก้ไม่ได้ ต้องรองานวิจัยจากต่างประเทศก่อนใช่ไหม
เกษตรกรไทย...จนที่สุดในโลก อาชีพอื่นๆ เขาดีกว่า คนไทยจึงไม่ส่งเสริมให้ลูกมีอาชีพเกษตร(มันน่าน้อยใจ)
การคิดสูต น้ำหมักต่างๆ...มันมีมานาน(ลายสิบปี)แล้ว..แต่ท่านไม่ยอมรับ..ปัจจุบัน ดร......นักวิชาการทั้งหลายผู้มีปัญญา..เพิ่งเริ่มจะตื่นแตกกล่าวหาว่าเป็นอวิชา.....เป็นเพราะอะไร..หรือว่าสารเคมีบริษัทที่ท่านเป็นที่ปรึกษา ยอดขายลดลง(ผมคิดเองนะ)
ท่าจึงอกมาเขียนบทความวิจารย์ต่างๆ นาๆ ให้ขาดความเชื่อถือเดี๋ยว เครดิตการจ้างเป็นที่ปรึกษาของท่านจะลดลง
ดร...ทั้งหลาย รวยเอา รวยเอา เกษตรกรๆ  จนลงๆ (มันเป็นความจริง)
แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไร.....ทำไมท่านไม่เอาไปพิสูตรเสียก่อนเล่าสูตรต่างๆ แล้งจึงเอามาพูด/อันไหนไม่ดีก็จะได้ทิ้งไป/พอดีก็ว่ามันบังเอิญ
ตัวอย่างแปลงที่ผมปลูกอยู่/ไม่เคยใช้สารเคมี/ดินก็แสนแย่/ปรับปรุงมาหลายปี/ปัจจุบันทำอะไรก็ได้ผล เราสามารถบอกได้ว่าปลอดสารเคมี ล้านเปอร์เซ็น(ใช้สูตรต่างๆ ที่ถูกโจมตีนี่แหละ)แล้วเอาดร...(ผู้มีปัญญา)ทั้งหลายมาปลูกพืชไม่ใช้สารเคมีมาแข่งกับผมไหม
สรุป. เกษตรกรรมที่ใช้สารเคมีมันถึงทางตันแล้วครับ (การที่จะใช้ผสมผสาน/เราจะรู้ได้ว่าอันไหนมันดีไม่ดี/ได้อย่างไร)
มันต้องเป็นเกษตรกรรมที่ไม่ใช้สารเคมีแล้วครับ/มันมีทางออกอีกมากมาย...ยุคต่อไปมันต้องเป็นยุคของเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี
หรือจะเรียกว่าเกษตรแบบธรรมชาติโดยใช้สิ่งมีชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน(แบบพอเพียงพอมีพอกิน)
แถมอีกนิด นักวิชาการเกษตร ดร...(ผู้มีปัญญา)ทั้งหลายถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตร ให้กับเกษตรกร/นักสารพิษสารเคมี แต่ตัวท่านเอง(รับประทานพืชผักที่ไม่ใช้สารเคมีใช่ไหมครับท่าน)
 
บันทึกการเข้า
nartna
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 23


« ตอบ #22 เมื่อ: เมษายน 17, 2010, 10:22:09 PM »

เมื่อก่อนผมใช้สารเคมีเวลาพ่นต้องใส่หน้ากากอย่างดี ต้องสวมชุดมิดชิด
แต่ตอนนี้ทำแบบสบาย ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลด มีความสุขแล้ว
ปล่อยให้เขาอยู่ในโลกของเขาไปอยากเด่นอยากดัง
 ยิ้ม

บันทึกการเข้า
ThaiStronG
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2


« ตอบ #23 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 04:20:34 PM »

ผมได้อ่านข้อมูลในลิงค์แล้ว  ผมคิดว่าความหมายหลักๆหน้าจะอยู่ตรงย่อหน้าสุดท้าย  คือต้องการให้มีผู้มาสนับสนุนให้มีการวิจัยเพิ่มเติม เกี่ยวกับปริมาณของธาตุอาหาร หรือปริมาณสารต่างๆที่ได้มาจากการทำน้ำหมักชีวภาพให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อที่นำความรู้นั้นมาสร้าง นวัตกรรมใหม่ๆทางการเกษตรที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาปริมาณและคุณภาพของผลผลิต และผมคิดว่าตอนนี้คงมีงานวิจัยทางการเกษตรในเชิงวิชาการอยู่มาก แต่ขาดการเผยแพร่หรือมีการเผแเพร่แล้วไม่ได้มีการติดตามผลหรือไม่มีการย้ำผลงานการวิจัยให้เกษตรอย่างต่อเนี่อง
บันทึกการเข้า
ปัญญาฟาร์ม
seller
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1199


เว็บไซต์
« ตอบ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2011, 05:20:12 PM »

 จริง ๆ แล้วพวกน้ำหมักจุลินทรีย์ที่หมักจากพืชผักต่าง ๆ เค้าไม่ได้เน้นเรื่องปุ๋ยนะครับ เพราะปุ๋ยที่ได้ค่อนข้างจะน้อยและเจือจาง แต่มาเน้นเรื่องฮอร์โมนพืช (ฉีดใบ) เรื่องการปรับปรุงดินโดยจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ ส่วนเรื่องการป้องกันและกำจัดแมลงแทนที่จะเราจะใช้พืชสมุนไพรหมักกับน้ำธรรมดามาฉีด เราก็ใช้จุลินทรีย์เข้ามาช่วยสกัดสารจากสมุนไพรอีกทีเช่น พด7 ถามว่าได้ผลดีแค่ไหนก็คงต้องบอกว่าได้ผลระดับหนึ่ง หรือได้ผลดีเฉพาะแมลงบางประเภทครับ แต่ถ้าเน้นเรื่องปุ๋ยก็ต้องไปใช้มูลสัตว์มาทำน้ำหมัก เช่นน้ำสกัดมูลสุกรของ มก. ซึ่งเวลาใช้สผมน้ำได้ถึง 1:10 หรือ 1:20  ส่วนตัวผมได้ทำใช้เองและเคยไปอบรมที่ กรมพัฒนาที่ดิน ก็มีแต่ระดับ ดร. ทั้งนั้นครับที่วิจัยและพัฒนาพวกจุลินทรีย์ที่เป็นสารเร่งต่าง ๆ อาจารย์เค้าเน้นย้ำว่าไม่ได้เน้นปุ๋ยครับ แต่เน้นฮอร์โมนและจุลินทรีย์ต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ส่วนถ้าจะให้ผมอธิบายว่าฉีดแล้วทำไมพืชมันงามผมก็จะบอกว่าเพราะมันมีฮอร์โมนและธาตุอาหารรอง/อาหารเสริม ซึ่งพืชต้องการเป็นปริมาณน้อยอยู่แล้ว พอได้ไปนิดหน่อยก็จะไปส่งเสริมการเจริญเติบโตเช่น ทำให้สามารถดูดซึมธาตุอาหารหลักได้ดีขึ้น
บันทึกการเข้า

ปัญญาฟาร์ม - เส้นทางอำลาเมืองกรุงสู่วิถีเกษตร
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=24888.0
samlee
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 439


« ตอบ #25 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2011, 09:35:54 PM »

อ่านดูงานชิ้นนี้แล้วไม่น่าเรียกงานวิจัย น่าจะเรียกงานเขียนส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมากกว่า  เพราะว่าเป็นการเขียนแบบคาดคะเน พี่น้องเกษตรกรครับอะไรที่ทำแล้วลดต้นทุนการผลิตได้ทำต่อไปเถิดครับ ศึกษาความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านยังมีประโยชน์กับเกษตรกรมากกว่านักวิชาการครับ  เมืองไทยถ้ามีนักวิชาการเกษตรจริง เกษตรกรคงไม่โง่จนเจ็บอยู่แบบนี้หรอกครับ
บันทึกการเข้า
ruanphet
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 135


« ตอบ #26 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2011, 04:49:40 PM »

เห็นด้วยกับคุณVudและคุณทิดเฒ่านะคะ ความหลากหลายทางความคิดเป็นสิ่งที่ดีและสวยงาม..แต่การใช้อารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวตัดสินคนอื่นด้วยอารมณ์..เป็นสิ่งที่น่าห่วงใยสำหรับสังคมเกษตรกร..และต้องขอชื่นชมคุณ iamfree ที่ได้สรรหาข้อมูลที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจมาให้ได้วิเคราะห์กัน อยากให้สมาชิกของเราแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยหลักการและเหตุผลแล้วการเกษตรของเราจะก้าวหน้าและพัฒนาไปในทิศทางที่ดี .. ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้ศึกษาเรื่องเกษตรอินทรีย์มาก่อน...ต่อมาได้ศึกษาเรื่องเกษตรที่ใช้สารเคมีในอัตราที่พอเหมาะพอเพียง...ทำให้ความคิดของดิฉันเริ่มเปลี่ยนไปจากคิดว่าเกษตรอินทรีย์ดีที่สุด การใช้ปุ๋ยเคมีไม่ดี  แต่เมื่อศึกษามากขึ้นๆจึงได้ทราบว่าทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดีที่สุดคือทางสายกลาง..ปัจจุบันดิฉันทำการเกษตรโดยใช้วิธีการทั้งสองอย่างคือใช้ชีวภาพในการบำรุงดินและกำจัดแมลงใช้ปุ๋ยเคมีในการบำรุงพืช โดยใช้การวิเคราะห์ดินแล้วใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ใช้เท่าที่จำเป็นต้องใช้ ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง นำส่วนดีของอย่างหนึ่งไปทดแทนส่วนด้อยของอีกอย่างหนึ่ง ... เมื่อก่อนอ่านกระทู้เรื่องการเมือง  การศึกษา เศรษฐกิจ สังคมต่างๆ แล้วรู้สึกเครียดเพราะส่วนใหญ่Post เพื่อระบายอารมณ์ พอมาเจอเว็ปนี้อ่านแล้วมีความสุข สบายใจ มีการแลกเปลี่ยน ห่วงใย แบ่งปัน จึงเข้ามาบ่อยๆ และอยากมาบ่อยที่สุดเท่าที่จะมีเวลา .. ขออย่าให้เว็ปนี้..เป็นเหมือนเว็ปอื่นๆเลยนะคะ
บันทึกการเข้า
jomjai maiklaikan
เกษตรกรมือใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 42


« ตอบ #27 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2011, 05:27:03 PM »

สำหรับผมทุกอย่างที่มองเห็นเป็นข้อมูล ที่เป็นข้อเท็จจริง คือมีทั้งเท็จ และมีทั้งจริง ผมจะหยิบส่วนที่มีความสนใจ หาข้อมูลเพิ่มเดิม
นำมาประมวลหลักฐาน จำลองเหตุการณ์ หาข้อสรุป หลังจากนั้น ลงมือทดลอง ในแต่ละภูมิประเทศ ดินย่อมมความสมบูรณ์ไม่เท่ากัน
จุลินทรีย์บางอย่างให้ประโยนช์สูงสุดแก่พืช ในบริเวณหนึ่ง แต่ให้ประโยนช์แก่พีชชนิดเดีวยกันอีกบริเวณหนึ่ง ไม่เต็มที่ เพราะอุณหภูมิอากาศ ความชื้น เป็นตัวกระตุ้น เร่งเร้าการเจริญเติบโตของพืช แต่ละชนิด ต้องการไม่เท่ากัน ครับ./
 
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: